วันที่ 29 ตุลาคม 2026

อุตุฯ เตือน 16-18 เม.ย.นี้ ทั่วไทยรับมือ “พายุฤดูร้อน”

People Unity News : 15 เมษายน 2565 ในช่วงวันที่ 16-18 เมษายน 2565 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยจะเริ่มได้รับผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ตอนบน จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ฃไม่แข็งแรง และขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางสัญจรผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนองซึ่งอาจเกิดอันตรายจากลมกระโชกแรงและฟ้าผ่าได้ สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

นักกีฬาไทยคว้าโควตาเข้าร่วมแข่งขัน Olympics Paris 2024 ได้แล้วถึง 42 ที่นั่ง จาก 12 ชนิดกีฬา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 5 มิถุนายน 2567 โฆษกรัฐบาลเผย นักกีฬาไทยคว้าโควตาเข้าร่วมการแข่งขัน Olympics Paris 2024 ครั้งที่ 33 ประเทศฝรั่งเศสได้แล้วถึง 42 ที่นั่ง จาก 12 ชนิดกีฬา นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสามารถนักกีฬาไทย พร้อมเชิญชวนแฟนกีฬาไทยช่วยลุ้นที่นั่งเพิ่มเติมในรอบคัดเลือกจากกีฬาอย่าง กอล์ฟ กรีฑา ยูโด และว่ายน้ำ

วันนี้ (5 มิถุนายน 2567) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทัพนักกีฬาทีมชาติของไทยคว้าโควตาเข้าร่วมการแข่งขัน Olympics Paris 2024 ครั้งที่ 33 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 11 สิงหาคม 2567 นี้ ได้เเล้วจำนวน 42 ที่นั่ง โดยยังมีโอกาสคว้าที่นั่งเพิ่มเติมในรอบคัดเลือก ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดเลือกถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จากกีฬาอย่าง กอล์ฟ กรีฑา ยูโด และว่ายน้ำ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โควตาการเข้าร่วมการแข่งขัน Olympics Paris 2024 ของทัพนักกีฬาทีมชาติไทยที่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว มีจำนวน 42 ที่นั่ง จาก 12 ชนิดกีฬา ดังนี้

– กีฬาแบดมินตัน 9 คน ได้แก่ เดชาพล พัววรานุเคราะห์, ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย, จงกลพรรณ กิติธรากุล, รวินดา ประจงใจ, รัชนก อินทนนท์, ศุภนิดา เกตุทอง, กุลวุฒิ วิทิตศานต์, สุภัค จอมเกาะ และ กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

– กีฬามวยสากล 8 คน ได้แก่ จุฑามาศ จิตรพงศ์, ธิติสรรณ์ ปั้นโหมด, จุฑามาศ รักสัตย์, ธนัญญา สมนึก, จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง, บรรจง สินศิริ, วีระพล จงจอหอ และ ใบสน มณีก้อน

– กีฬาจักรยาน 5 คน ได้แก่ โกเมธ สุขประเสริฐ, จาย อังค์สุธาสาวิทย์ และอีก 3 ที่นั่ง จากโรดเรซหญิง ไทม์ไทรอัลหญิง และ โรดเรซชาย ซึ่งรอสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยยืนยันรายชื่อ

– กีฬาไคท์บอร์ด 2 คน ได้แก่ เบญญาภา จันทวรรณ และ โจเซฟ โจนาธาน เวสตัน

– กีฬาเรือใบ 2 คน ได้แก่ โซเฟีย เกล มอนโกเมอรี่ และ อธิษฐ์ มิเคล โรมานิค

– กีฬายิงปืน 3 คน ได้แก่ ธันยพร พฤกษากร, ทองผาภูมิ วงศ์สุขดี และ กมลลักษณ์ แสนชา

– ปัญจกีฬา 1 คน ได้แก่ ภูริช โยเฮือง

– กีฬาเทควันโด 3 คน ได้แก่ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ, บัลลังก์ ทับทิมแดง, ศศิกานต์ ทองจันทร์

– กีฬาขี่ม้า 1 คน ได้แก่ ชนกภรณ์ การุณยธัช

– กีฬาเทเบิลเทนนิส 3 คน ได้แก่ สุธาสินี เสวตรบุตร, จิณห์นิภา เสวตรบุตร และ อรวรรณ พาระนัง

– กีฬายกน้ำหนัก 4 คน ได้แก่ สุรจนา คำเบ้า, ดวงอักษร ใจดี, ธีรพงศ์ ศิลาชัย และ วีรพล วิชุมา

– กีฬาเรือพาย 1 คน ได้แก่ เปรมณัฏฐ์ วัฒนานุสิทธิ์

ทั้งนี้ การแข่งขัน Olympics Paris 2024 ครั้งที่ 33 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 11 สิงหาคม 2567 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (https://olympics.com/en/paris-2024) โดยเจ้าภาพจัดการแข่งขันชิงเหรียญทองทั้งหมด 329 เหรียญ ใน 32 ชนิดกีฬา เเละคาดการณ์ว่าจะมีนักกีฬาทั่วโลกผ่านการคัดเลือก (Qualifying) เข้าแข่งขันในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสประมาณ 10,500 คน

“นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ชื่นชมความสามารถนักกีฬาไทยทุกคน พร้อมเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยส่งกำลังใจ แรงเชียร์ให้กับทัพนักกีฬาไทยทุกคน ในการแข่งขันรอบคัดเลือกที่เหลือ และเป็นกำลังใจให้นักกีฬาที่ได้เข้ารอบแล้ว รวมทั้งทีมงานที่เกี่ยวข้อง มีกำลังใจในการฝึกซ้อม ในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ขอให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้เพื่อนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศไทย และไม่ว่าจะได้รับเหรียญจากการแข่งขันหรือไม่ก็ตาม นายกฯ เชื่อมั่นว่านักกีฬาไทยทุกคนจะเป็นต้นแบบ เป็นแรงผลักดันให้แก่เยาวชนในด้านความพยายาม มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะพัฒนาความสามารถและฝึกฝนตนเองต่อไปในอนาคต” นายชัย กล่าว

Advertisment

ดีอี จับมือหน่วยงานพันธมิตร เปิดจุด Walk-in ลงทะเบียน “ดิจิทัลวอลเล็ต” กว่า 5,000 แห่ง อำนวยความสะดวก ปชช.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 30 กรกฎาคม 2567 ดีอี จับมือหน่วยงานพันธมิตร เปิดจุด Walk-in ลงทะเบียน “ดิจิทัลวอลเล็ต” กว่า 5,000 แห่ง อำนวยความสะดวก ปชช.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ รัฐบาล โดยกระทรวง ดีอี และกระทรวงการคลัง ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยกลุ่มผู้ที่มีสมาร์ตโฟน ลงทะเบียนผ่าน แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” ได้โดยตรงจากแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการของสมาร์ตโฟน ดังนี้

1.แอปพลิเคชัน “App Store” สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ดาวน์โหลดได้ที่ https://apps.apple.com/th/app/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3-%E0%B8%90/id1514331336?l=th

2.แอปพลิเคชัน “Google Play” สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ดาวน์โหลดได้ที่ https://play.google.com/store/apps/details?id=th.or.dga.citizenportal

วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ให้บริการสำหรับผู้ที่มีสมาร์ตโฟน แต่ต้องการความช่วยเหลือให้การลงทะเบียนฯ รัฐบาลได้กำหนดสถานที่จุดให้บริการ (Walk – in) สอบถามข้อมูล และให้บริการรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ดังนี้

1.ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 1,722 ศูนย์ทั่วประเทศ

2.ที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ (ยกเว้น ไปรษณีย์อนุญาต (เอกชน) และร้านค้าให้บริการ)

3.ธนาคารออมสิน 1,047 แห่ง ทั่วประเทศ

4.ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1,238 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ประชาชน ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามข้อมูล และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่จุดบริการจำนวนรวม 5,199 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวง ดีอี กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้บริการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามระยะเวลาทำการ

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นข้อมูลโดยตรงจากรัฐบาล ที่เชื่อถือได้ ในเว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือ www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านศูนย์บริการข้อมูลโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โทรสายด่วน. Digital Wallet 1111 พร้อมให้บริการและคำแนะนำปรึกษาแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

“รัฐบาล โดยกระทรวง ดีอี กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความห่วงใยประชาชน ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โดยได้จัดสถานที่ เป็นจุดให้บริการแบบ Walk-in เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสอบถามข้อมูล และให้บริการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 5,199 จุดทั่วประเทศ เพิ่มเติมจากการลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ของประชาชน โดยคาดว่าจะมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 45-50 ล้านคน” นายประเสริฐ กล่าว

สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)

Advertisement

สธ.ลดระดับเตือนภัยโควิด-19 เหลือระดับ 3 ทั่วประเทศ แต่ยังคงระวังกลุ่มเสี่ยง 608

People Unity News : 10 พฤษภาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เห็นชอบการประกาศลดระดับเตือนภัยโควิด-19 จากระดับ 4 เหลือระดับ 3 ทั่วประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ภาพรวมในประเทศมีแนวโน้มลดลงชัดเจน เช่นเดียวกับทั่วโลกที่มีการลดระดับลง

คำแนะนำประชาชนในการเตือนภัยที่ระดับ 3 คือ

1.งดเข้าสถานบันเทิง เลี่ยงสถานที่ระบบปิด ที่มีการระบายอากาศไม่ดี รวมถึงสถานที่แออัด

2.กลุ่มเสี่ยง 608 หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ (วัคซีน 3 เข็ม) ขอให้เลี่ยงการร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก

3.กลุ่มเสี่ยง 608 หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ เลี่ยงใช้บริการขนส่งสาธารณะทุกประเภท

4.กลุ่มเสี่ยง 608 หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ งดเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนคนทั่วไปขอให้เลี่ยงการเดินทางฯ

และแม้สถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงพบว่าผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มักเป็นผู้สูงวัย 70 ปีขึ้นไป ที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นภายใน 3 เดือน ดังนั้น สธ. จึงเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่ม 608 ต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มเด็กวัยเรียนที่จะเปิดภาคเรียนในเดือน พ.ค. 65 เช่นกัน

Advertisement

ดีอี เตือน! ผู้ใช้บริการ Mobile Banking ยืนยันตัวตน “ชื่อบัญชีตรงกับเบอร์โทร” ก่อน 30 เม.ย.68

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 เมษายน 2568 รองนายกฯ “ประเสริฐ” เผย ดีอี เตือน! ผู้ได้รับการแจ้งผ่านแอปฯ Mobile Banking ให้ลงทะเบียน “ชื่อบัญชีตรงกับเบอร์โทร” ก่อน 30 เม.ย.68

วันนี้ (28 เม.ย.68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ดำเนินมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking” ซึ่งเริ่มดำเนินมาตรการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะมีการแจ้งเตือน “กลุ่มที่ต้องยืนยันตัวตน” ผ่านแอปฯ Mobile Banking เท่านั้น ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568

ด้านความคืบหน้าของการดำเนินมาตรการระงับบัญชี Mobile Banking ระยะที่ 1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีมติให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1.ให้ ปปง. แจ้งธนาคารพิจารณานำข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการ ส่งไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (โอเปอร์เรเตอร์) และส่งผลกลับให้ธนาคาร เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้องตรงกันกับข้อมูลที่ลูกค้าแจ้งไว้ตอนลงทะเบียนใช้บริการ Mobile Banking หรือไม่

2.ปปง. พิจารณาผลการดำเนินการตรวจสอบข้างต้นแล้ว และแบ่งผู้ใช้บริการเป็น 3 ประเภท ดังนี้

(1) พบข้อมูลตรงกัน หรือ Y

(2) ไม่พบข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ หรือ P

(3) ข้อมูลไม่ตรงกับผู้ใช้ Mobile Banking หรือ N

3.ปปง. แจ้งธนาคาร ให้แจ้งผู้ใช้บริการที่มีข้อมูลเป็น P และ N ปรับปรุงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ โดยในขั้นตอนนี้ ผู้ใช้บริการ กลุ่ม P และ N ต้องดำเนินการปรับปรุงข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2568

“ทั้งนี้ ลูกค้าที่มีชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ไม่ตรงกับชื่อเจ้าของซิม หากยังไม่ได้รับแจ้งจากธนาคาร ผ่าน Mobile Banking ยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติ” รองนายกฯ นายประเสริฐ กล่าว

กลุ่มลูกค้าที่ต้องดำเนินการภายในวันที่ 30 เม.ย. 2568 คือ กลุ่มที่เปิดใช้บริการ Mobile Banking ตั้งแต่ปี 2565 และเข้าเงื่อนไขใน 2 กลุ่มนี้เท่านั้น

1.กลุ่มผู้ใช้งาน Mobile Banking ที่ตรวจหมายเลขโทรศัพท์มือถือไม่พบชื่อเจ้าของซิม

2.กลุ่มชาวต่างชาติที่หมายเลขโทรศัพท์มือถือมีชื่อเจ้าของซิมไม่ตรงกับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking

สำหรับแนวทางการดำเนินการระยะที่ 2 เมื่อครบกำหนดภายหลังวันที่ 30 เมษายน 2568 มีดังนี้

(1) ธนาคารจะส่งข้อมูลผู้ใช้ Mobile Banking ที่เป็นปัจจุบันถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ไปให้ โอเปอร์เรเตอร์

(2) โอเปอร์เรเตอร์ จะนำข้อมูลดังกล่าวที่ภาคธนาคารส่งผ่านระบบของ ปปง. ไปตรวจสอบกับข้อมูลลูกค้าของตนเองว่าเป็น กลุ่ม Y, N หรือ P แล้วส่งกลับให้ธนาคาร

ในเดือนพฤษภาคม 2568 ธนาคารจะดำเนินการส่งข้อมูล ชื่อ-นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ของผู้เปิดใช้ Mobile Banking ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ของกลุ่มลูกค้าทุกสัญชาติ สถานะ P จำนวนประมาณ 1.8 ล้านเลขหมาย และกลุ่มลูกค้าต่างชาติ สถานะ N จำนวนประมาณ 7 แสนเลขหมาย รวมทั้งหมดจำนวนประมาณ 2.5 ล้านเลขหมาย ให้ Operator เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

โดย ปปง. จะมีหนังสือผ่านสมาคมธนาคารไทย แจ้งให้ภาคธนาคารส่งข้อมูลผ่านระบบของ ปปง. ภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เมื่อได้รับข้อมูลกลับมาแล้ว ปปง. จะรวบรวมข้อมูลและมีหนังสือผ่าน กสทช. แจ้งให้ โอเปอร์เรเตอร์ นำข้อมูลไปตรวจสอบให้แล้วเสร็จ และส่งผลการตรวจสอบกลับมาให้ธนาคารผ่านระบบไม่เกินวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 และให้ธนาคารเริ่มดำเนินการตรวจสอบผล และเริ่มระงับการใช้บริการ Mobile Banking ในเดือนมิถุนายน 2568

ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ใช้ Mobile Banking ซึ่งมาขอปรับสถานะที่ธนาคาร ให้ธนาคารเป็นผู้พิจารณาดำเนินการปรับสถานะจาก N เป็น Y และกรณีผู้ใช้ Mobile Banking สถานะ P ซึ่งได้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์แล้ว และได้แจ้งหมายเลขใหม่ต่อธนาคารแล้ว ให้ธนาคารบันทึกไว้ โดยไม่ต้องส่งมาตรวจใหม่ เมื่อตรวจสอบแล้ว ถ้าสถานะ N เปลี่ยนเป็น Y หรือสถานะ P ซึ่งผู้ใช้ Mobile Banking ได้ไปเปลี่ยนหมายเลขใหม่แล้วพบข้อมูลตรงกัน ถือว่าจบกระบวนการ

ในส่วนกรณีกลุ่มผู้ใช้ Mobile Banking สถานะ P ที่ไม่ยอมเปลี่ยนหมายเลข หรือกลุ่มลูกค้าต่างชาติสถานะ N ที่ไม่ยอมมายืนยันตัวตน ผู้ใช้บริการทั้ง 2 กลุ่มนี้ จะถูกระงับการใช้บริการ Mobile Banking พร้อมทั้งให้ธนาคารแจ้งลูกค้าทราบ จนกว่าลูกค้าจะมาปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน จึงสามารถใช้บริการดังกล่าวได้

“การดำเนินมาตรการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking เพื่อเป็นการสกัดกั้นช่องทางการก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพ ให้ชื่อผู้ใช้งานตรงกับชื่อเจ้าของซิมมือถือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการทำงานร่วมกันของกระทรวงดีอี กสทช. ปปง. ภาคธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ในการป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ต่อประชาชน โดยขอย้ำอีกครั้งถึงผู้ใช้บริการ Mobile Banking ที่ได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ธนาคาร เร่งดำเนินการยืนยันสถานะของตนเองให้ถูกต้อง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 นี้” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

Advertisement

เจ็บป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติช่วงสงกรานต์ เข้าได้ทุก รพ.ที่อยู่ใกล้

People Unity News : 9 เมษายน 2566 รองโฆษกรัฐบาล แจง “เทศกาลหยุดยาวสงกรานต์” หากเจ็บป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติ เข้ารักษาได้ทุก รพ.ที่อยู่ใกล้ ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่” ของรัฐบาล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 มีวันหยุดยาวตั้งแต่วันที่ 13-17 เมษายน 2566 ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางต่างจังหวัด เพื่อกลับบ้าน เยี่ยมเยียน เฉลิมฉลองกับครอบครัว รวมถึงทำกิจกรรมต่าง ๆ และรดน้ำดำหัวขอพรจากญาติผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีประชาชนเดินทางจำนวนมาก และมักจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นประจำ จากข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2565 ภาพรวมสถิติอุบัติเหตุ ตั้งแต่วันที่ 11 – 17 เมษายน เกิดอุบัติเหตุรวม 1,917 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,869 คน ผู้เสียชีวิต 278 ราย รัฐบาลจึงมีความห่วงใยประชาชน เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิ์ Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP ได้ ดังนี้

1.กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติ หากไม่รักษาทันทีมีโอกาสเสียชีวิตสูง สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ที่สถานพยาบาลทุกแห่งที่อยู่ใกล้สุดโดยเร็ว เป็นไปตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) ของรัฐบาล โดยให้สถานพยาบาลที่ให้การรักษาเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาจาก สปสช. ตามอัตราที่กำหนด

2.กรณีเจ็บป่วยที่ไม่ใช่ฉุกเฉินระดับวิกฤติ หรือกรณีผู้มีสิทธิบัตรทองที่เดินทางไปต่างถิ่นแล้วมีความจำเป็นต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล เช่น มีความดันโลหิตขึ้นสูง ปวดศีรษะมาก เกิดภาวะท้องเสียรุนแรง เป็นต้น กรณีนี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับ สปสช. ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขกรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุหรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ระบุว่าผู้ป่วยสิทธิบัตรทองหากมีเหตุสมควร หรือกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นที่ไม่ได้ลงทะเบียนหน่วยบริการประจำและสถานพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 7 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

“ขอให้ประชาชนเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้เพื่อความสะดวก พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลหน่วยบริการที่อยู่ในพื้นที่ระหว่างเดินทางและจุดหมายปลายทาง เพื่อเป็นข้อมูลในการเข้ารับการรักษาพยาบาลได้โดยเร็ว ส่วนประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ควรเตรียมพร้อมยารักษาโรคเพื่อให้เพียงพอสำหรับการเดินทาง สิ่งที่สำคัญต้องไม่ประมาท พักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง และมีสติอยู่ตลอดเวลา ” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

เตือนโรคไอกรน ระบาดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้ระวังเด็กเล็ก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 ธันวาคม 2566 รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะเด็ก เตือนโรคไอกรน ระบาด ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไอกรน ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ติดเชื้อโรคไอกรนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จำนวนมาก มีผู้ป่วยยืนยันมากกว่า 100 ราย ซึ่งผู้ป่วยทุกรายเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนมาก่อน และรายงานข้อมูลยืนยันว่า มีเด็กอายุเพียง 18 วัน เสียชีวิตจากการติดเชื้อไอกรนแล้ว จำนวน 1 ราย

นายคารม กล่าวว่า ไอกรนเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม รดกันโดยตรงผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจะติดเชื้อและเกิดโรคเกือบทุกราย โรคนี้พบได้บ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัวซึ่งมีการติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ (carrier) หรือมีอาการไม่มาก โรคไอกรนเป็นได้กับทารกตั้งแต่เดือนแรก ทั้งนี้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านมายังลูกไม่ได้หรือได้น้อยมากในเด็กเล็กอาการจะรุนแรงมากและมีอัตราตายสูง ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน โดยทั่วไปแล้ว โรคนี้เป็นได้ทุกอายุถ้าไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ในวัยหนุ่มสาว หรือผู้ใหญ่อาจไม่มีอาการหรือไม่มีอาการแบบไอกรน ส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอกรน

“รัฐบาลห่วงใยปัญหาความปลอดภัยในชีวิต และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากโรคต่อเด็ก แนะนำให้ประชาชนการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรคไอกรน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีน แต่ถ้ามีการติดเชื้อแล้วก็ต้องรักษาตามอาการ เพราะเป็นโรคที่รักษาได้ แต่จะต้องไปพบแพทย์ให้ทันเวลา เพื่อรับการวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็วป้องกันเชื้อลงปอด“ นายคารม กล่าว

Advertisement

ลุยกวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดนอุบลฯ เปิดพื้นที่ปลอดภัยแล้วกว่า 1.2 แสน ตร.ม.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มีนาคม 2569 กองทัพไทย ลุยกวาดล้าง “ทุ่นระเบิดชายแดน” อุบลฯ เปิดพื้นที่ปลอดภัยแล้วกว่า 1.2 แสน ตร.ม. เร่งเคลียร์ต่ออีกกว่า 60%

วันที่ 28 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ลงพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด บริเวณบ้านน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อปรับลดพื้นที่อันตรายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

การดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่รวม 331,104 ตารางเมตร โดยสามารถปรับสภาพให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้เพิ่มอีก 5,151 ตารางเมตร พร้อมตรวจพบวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) จำนวน 1 รายการ เป็นลูกระเบิดจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทำให้ปลอดภัยและเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาในพื้นที่รวบรวมวัตถุระเบิดเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ยอดตรวจพบวัตถุระเบิดสะสมรวม 2 รายการ

สรุปผลการปฏิบัติ ปัจจุบันสามารถทำให้พื้นที่ปลอดภัยได้รวม 122,296 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 36.94 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ยังคงเหลือพื้นที่ต้องดำเนินการอีก 208,808 ตารางเมตร หรือร้อยละ 63.06

ทั้งนี้ ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองบัญชาการกองทัพไทยและศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในการขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่อไป

Advertisement

นายกฯขอบคุณทุกภาคส่วน ทำให้เชียงใหม่ ได้รับคัดเลือก “เมืองเทศกาลโลก”

People Unity News : วันนี้ (4 กันยายน 2565) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันจนทำให้ จ.เชียงใหม่ ได้รับเลือกจากสมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ (International Festivals & Events Association : IFEA) เป็น “เมืองเทศกาลโลก” (World Festival and Event City) ประจำปี 2022 โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)  ร่วมกับกับสมาคมวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว (Visit Lanna) เป็นผู้ส่งจังหวัดเชียงใหม่เข้าประกวดชิงรางวัลครั้งนี้

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการบูรณาการระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และเครือข่ายภาคเอกชนและประชาชน  เพื่อชูจุดแข็งของประเทศด้าน Soft Power ทั้งงานเทศกาลของประเทศที่มีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาหาร วัฒนธรรม ความงามตามธรรมชาติ และด้านสุขภาพ (wellness)  ซึ่งจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานทำให้ เชียงใหม่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองเทศกาลโลก โดย IFEA คัดเลือกจากเมืองที่มีงานเทศกาลโดดเด่น มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆอย่างใกล้ชิด และเหมาะสมที่จะเป็นต้นแบบในการใช้งานเทศกาลสร้างเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมในพื้นที่ และการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ นอกจากจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ยังมีอีก 4 เมืองที่ได้รับรางวัลได้แก่ Jinju-South Korea,  McAllen- USA, Penghu County- Taiwan และ Philadelphia- USA

ภายใต้ความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของภาคเหนือ รัฐบาลได้กำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ หรือ  Northern Economic Corridor: NEC – Creative LANNA ครอบคลุม จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน เป็นแหล่งผลิตสินค้า และบริการที่ต่อยอดจากฐานวัฒนธรรมล้านนา จากการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์ บริการ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น จังหวัดในภาคเหนือยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ผ่านระบบโครงข่ายเส้นทางคมนาคม รถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งเส้นทางแม่น้ำโขงออกไปมณฑลยูนนาน ทำให้มีโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกันมากขึ้นอีกด้วย

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกด้านต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน สอดคล้องกับศักยภาพและการยอมรับของคนในพื้นที่ รางวัล “เมืองเทศกาลโลก” ที่ จ.เชียงใหม่ได้รับ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งในระยะต่อไป รัฐบาลได้กำหนดโครงการระเบียงเศรษฐกิจ ที่จะสร้าง “พื้นที่เศรษฐกิจ” ใหม่ๆ กระจายไปทั้ง 4 ภาคของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในทุกภูมิภาค ต่อยอดของดี ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ ขับเคลื่อน Soft Power ให้เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติ สร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

Advertisement

ปลดล็อก พรุ่งนี้! 9 มิ.ย.  ปชช. ปลูก – เสพ – จำหน่าย “กัญชา – กัญชง” ได้แล้ว 

People Unity News : 8 มิถุนายน 2565 ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ 9 มิ.ย. 65 เป็นต้นไป ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจ หน่วยงานรัฐ เอกชน สามารถปลูกกัญชา กัญชง ได้โดยลงทะเบียนจดแจ้งกับ อย. ทางเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” ให้ข้อมูลผู้ปลูกแจ้งวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อดูแลสุขภาพ เพื่อการพาณิชย์ และรับเอกสารจดแจ้งอิเล็กทรอนิกส์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน อย. 1556 กด 3 นอกจากนี้ การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย เสพ หรือมีไว้ในครอบครอง ไม่มีความผิดอีกต่อไป เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน

เนื่องจากประกาศ สธ. เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 มิ.ย. 65 ทำให้ทุกส่วนของกัญชาและกัญชง ไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป ยกเว้นสารสกัดที่มีสาร THC เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม การนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ยังต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics