วันที่ 6 กรกฎาคม 2026

24 ชม. ข้างหน้า เหนือ-อีสาน-ตอ.ฝนตกหนักบางแห่ง

People Unity News : 24 พฤษภาคม 2566 กรมอุตุฯ เตือนภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง แต่ยังคงมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ส่วน กทม.-ปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง 40% กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากระหว่างบ่ายถึงค่ำ

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก แต่ยังคงมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ไว้ด้วย

กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ โดยมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส

Advertisement

สำรวจ “โลมาอิรวดี” อ่าวไทยตอนบน พบกว่า 40 ตัว เดินหน้าแผนอนุรักษ์เข้มข้น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 มกราคม 2569 ฉะเชิงเทรา – เผยผลสำรวจอ่าวไทยตอนบนพบ “โลมาอิรวดี” กว่า 40 ตัว กระจายตัวบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง พร้อมเร่งเดินหน้าแผนอนุรักษ์เชิงรุก ทดสอบประสิทธิภาพ “Pinger” เครื่องส่งสัญญาณเสียงลดการติดเครื่องมือประมง ควบคู่การตรวจคุณภาพน้ำและปนเปื้อนไมโครพลาสติกใน 6 พื้นที่ปากแม่น้ำ 6 จังหวัด หวังสร้างเกราะคุ้มกันสัตว์ทะเลหายาก

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างเป็นระบบ กรมฯ ได้ดำเนินการสำรวจสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม 2569 โดยใช้วิธีนับตรง พร้อมตรวจสอบการตอบสนองต่อเครื่องส่งสัญญาณเสียง (Pinger) ช่วงคลื่น 50-120 kHz ที่บริเวณอ่าวไทยตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี

ผลการสำรวจพบโลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) จำนวน 35-40 ตัว แสดงพฤติกรรมรวมกลุ่มหาอาหาร และพฤติกรรมสืบพันธุ์ประมาณ 5-18 ตัว ในรัศมีห่างชายฝั่ง 3-5 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ทั้งนี้ ได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) ช่วยในการสังเกตพฤติกรรมโลมาอย่างต่อเนื่อง โดย Pinger ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยลดการติดเครื่องมือประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการบาดเจ็บหรือการตายของสัตว์ทะเลหายาก

พร้อมกันนี้ยังได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลและตะกอนดินเพื่อตรวจหาปนเปื้อนไมโครพลาสติกและคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงต่อการสะสมมลพิษทางทะเล ครอบคลุม 6 สถานี ได้แก่

  • ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
  • คลองตำหรุ จ.สมุทรปราการ
  • ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
  • ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร
  • ปากแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม
  • ชายฝั่งทะเลแหลมหลวง จ.เพชรบุรี

ตลอดจนเก็บตัวอย่างตะกอนดินจากชายฝั่งแหลมหลวงเพื่อตรวจหาไมโครพลาสติก และติดตั้งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิน้ำ (Temperature logger) ที่ปากแม่น้ำบางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง เพื่อประเมินแนวโน้มคุณภาพสิ่งแวดล้อม

เบื้องต้นพบว่าคุณภาพน้ำทะเลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประเภทที่ 3 (เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) และประเภทที่ 4 (นันทนาการ) ตามเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2564 ยกเว้นบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน ซึ่งตรวจพบค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน กรมฯ จึงวางแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผลสำรวจครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน และจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการบริหารจัดการเชิงนโยบายด้านการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Advertisement

เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 เมษายน 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที ยัน AOT ไม่ล้ำแดน คุมสถานการณ์อยู่ ย้ำจุดยืนไทยไม่ยั่วยุ ไม่ยกระดับสถานการณ์

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่ตรงข้ามโอเสม็ด ว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยในพื้นที่แล้ว พบว่า

1.เหตุการณ์ในพื้นที่และการควบคุมสถานการณ์จากการตรวจสอบพบว่า มีเหตุการณ์ทหารจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาใกล้แนวลวดหนามในลักษณะไม่เหมาะสม และมีพฤติกรรมก่อกวนต่อกำลังพลฝ่ายไทย ส่งผลให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องปรับกำลัง และนำรถสายพานลำเลียงพล M113 เข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568) อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการวางกำลังตามแนวที่กำหนด และหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

2.กรณีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ได้เข้าพื้นที่บริเวณคาสิโน/พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอยู่ในฝั่งกัมพูชาเท่านั้น “ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยควบคุมหรือวางกำลัง” ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้กำหนดแนวและมาตรการควบคุมพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว

3.ประเด็นการประสานงานฝ่ายไทยยึดมั่นว่า การเข้าพื้นที่ของคณะ AOT ควรมีการประสานงานล่วงหน้าผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน เช่น RBC/JBC เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของ AOT ในการตรวจสอบและส่งเสริมมาตรการลดความตึงเครียดตามถ้อยแถลงร่วม

4.ขอย้ำจุดยืนของประเทศไทยประเทศไทยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพ อดทน และยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด

  • ไม่ยั่วยุ
  • ไม่ยกระดับสถานการณ์
  • มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงยืนยันว่า การควบคุมพื้นที่ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกรอบถ้อยแถลงร่วม และคณะ AOT ไม่ได้เข้าพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย โดยสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และไม่มีการยกระดับความตึงเครียด “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอให้ความมั่นใจว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

Advertisement

โฆษก ศบค. เผยคลินิกเสริมความงาม ผับ บาร์ ยังคงปิดบริการต่อไป

People Unity News : โฆษก ศบค. เผยคลินิกเสริมความงาม ผับ บาร์ ยังคงปิดบริการ เนื่องจากใช้เวลาทำกิจกรรมในสถานที่ดังกล่าวนาน วอนประชาชนยังคงเน้นการควบคุมโรคเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย

4 พ.ค. 63 เวลา 11.30 น. ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ตอบคำถามสื่อมวลชนผ่านโซเซียลมีเดียช่วงการแถลงข่าวของศูนย์ข่าวโควิด-19 ดังนี้

โฆษก ศบค. ย้ำการให้บริการของสถานเสริมความงาม แม้บางแห่งได้มีการจดทะเบียนเวชรกรรมถูกต้อง ตามราชกิจจานุเบกษา ข้อกำหนดฉบับที่ 5 (6) ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 63 ว่า คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม เป็นหนึ่งในกิจการที่ต้องมีคำสั่งปิดสถานที่เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากอธิบดีกรมควบคุมโรคมีความเห็นว่า กิจการ/กิจกรรมที่ทำในคลินิกเวชกรรมเสริมความงามนั้นใช้เวลานาน และถือว่ามีความจำเป็นน้อย จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ โรงมหรสพ สถานบริการ ผับ บาร์ เป็นต้น ยืนยันว่ายังไม่สามารถให้กลับมาให้บริการได้

โฆษก ศบค. ยังชี้แจงถึงข้อมูลและความแม่นยำผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 18 รายที่จังหวัดสงขลาว่า หลักการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น หากมีการตรวจในคนหมู่มาก ย่อมมีโอกาสพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงเพิ่มศักยภาพในการตรวจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับทุกคนจะเป็นการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เช่น กรณีจังหวัดยะลาที่ตรวจไป 3,000 กว่าคน แต่บางอำเภอไม่พบผู้ป่วยเลย โฆษก ศบค. ยืนยันการใช้ชุดข้อมูล สถิติ เพื่อระบุกลุ่มเสี่ยงในการตรวจเป็นวิธีที่ยอมรับระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อดำเนินการในส่วนนี้

โฆษก ศบค. ยังแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มีความแออัด ขอให้เข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน จะต้องสร้างความปลอดภัยได้ เช่นเดียวกับการปฏิบัติตนตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา  หากร่วมมือกัน ยึดหลักมาตรการป้องกันโรคตามประกาศ ทั้งการเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ เจลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค การเว้นระยะห่าง และลดความแออัด มาตรการดังกล่าวเหล่านี้จะทำให้ประสบสำเร็จได้  ซึ่งยังต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้ได้ร้อยละ 100 เพื่อทำให้จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อกลายเป็นศูนย์ ติดต่อกันอย่างน้อย 14 วัน จึงจะมั่นใจว่าจะไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศ เพื่อเราจะเข้าสู่ระยะต่อไปได้และมีอิสระในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น

โฆษก ศบค. ยังตอบหากพบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะมีมาตรการเข้มงวดขึ้นหรือไม่นั้น โดยชี้แจงว่า ศบค. มีการจัดเก็บชุดข้อมูลในรูปแบบของสถิติ ข้อมูลชุดพฤติกรรมที่มีการผ่อนปรนจะสอดคล้องกับชุดข้อมูลยืนยันผู้ติดเชื้อจากห้องปฏิบัติการ เมื่อปฏิบัติตามมาตรการผ่อนปรนแล้ว หากพบจำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อลดลง ก็สามารถขยับมาตรการผ่อนปรนต่อไปได้ แต่หากจำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อมีเพิ่มขึ้น จะต้องทบทวนมาตรการต่างๆอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ผู้รับบริการและผู้กำกับติดตามของภาครัฐ ช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน จะสร้างความปลอดภัยให้แก่เราได้

โฆษณา

รัฐบาลย้ำเตือน “ทำบุญออนไลน์ เช็กให้ชัวร์ก่อนโอน”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 11 กรกฎาคม 2568 “รัฐบาล” ห่วง ปชช. ย้ำเตือน ไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงมิจฉาชีพ ช่วงวันสำคัญทางศาสนา “ทำบุญออนไลน์ เช็กให้ชัวร์ก่อนโอน” คาดเงินสะพัด ประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาท

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพมีวิธีในการสรรหาเหยื่อ เพื่อทำการหลอกลวง โดยบ่อยครั้งมักพบรูปแบบของการหลอกลวงมาในรูปแบบวิธีการ เช่น หลอกให้ลงทุน หลอกหารายได้พิเศษ และหลอกให้หลวงเชื่อใส่ข้อมูลส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามการแอบแฝงและวิธีการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้งเพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลานี้ ที่วันสำคัญทางศาสนา ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพได้เล็งเห็นช่องว่างในการฉวยโอกาสผ่านวิธีการ อาทิ การหลอกโอนเงินไถ่ชีวิตโคกระบือ ช่วยเหลือสัตว์บาดเจ็บ เช่าวัตถุมงคล สะเดาะเคราะห์ หลอกให้ทำใบอนุโมทนาบัตรออนไลน์โดยอ้างเป็นการลดหย่อนภาษี เป็นต้น

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ว่า ประเมินจากวันหยุดยาวตั้งแต่ 10-13 กรกฎาคม รวม 4 วัน จะมีผลต่อการเดินทางเข้าไปทำบุญพร้อมกับการพักผ่อนค้างคืน 1-2 คืน ส่งผลต่อการใช้จ่ายช่วงวันอาสาฬหบูชา ต่อถึงวันเข้าพรรษารวมประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาท หรือ ขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 2-3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจล่าสุดในปี 2566 ที่มีการใช้จ่าย 2 วันสำคัญนี้ รวม 6,477 ล้านบาท อีกทั้งคนไทยกว่า 80% ยังให้ความสำคัญต่อการทำบุญไหว้พระในเทศกาลวันทางศาสนา

“ผลการสำรวจสถานการณ์การถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ของศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ในปี 2566 พบผู้เคยถูกหลอกลวงโดยอาศัยความสงสารหรือความสัมพันธ์ จำนวน 2.65 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจำนวนรวมสูงถึง 2.3 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงจากการขอรับบริจาคช่วยเหลือหรือการระดมเงินทำการกุศล โดยหากพิจารณาจำแนกตามกลุ่ม Generation จะพบว่า กลุ่ม Gen Z และ Gen Y เป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวอยู่ที่ 13% และ 10% ตามลำดับ มากกว่ากลุ่ม Gen X และ Baby Boomer” นายอนุกูล ระบุ

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า เพื่อสร้างความตระหนักรู้เท่าทันต่อกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพและวิธีการที่กลุ่มมิจฉามักใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชนควรระมัดระวัง ก่อนจะทำบุญหรือโอนเงินช่วยเหลือออนไลน์ ควรตรวจสอบช่องทางการช่วยเหลือหรือทำบุญก่อนทุกครั้ง ห้ามคลิกหรือโอนเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านเว็บไซต์และข้อความที่มีการส่งต่อผ่านทางสังคมออนไลน์โดยไม่มีแหล่งที่มา หากไม่มั่นใจสามารถตรวจสอบบัญชีเบอร์โทร หรือเว็บไซต์ได้ที่ www.checkgon.go.th ซึ่งเป็นช่องทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ก่อนการโอนเงินอย่าลืมเช็กชื่อบัญชี หมายเลขบัญชีทุกครั้งว่าตรงกับบัญชีที่ได้มีการแจ้งไว้หรือไม่ และหากพบเห็นพฤติกรรมที่อาจเป็นมิจฉาชีพ สามารถเบาะแสได้ที่ https://www.thaipoliceonline.go.th

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนแจ้งเตือนข่าวปลอม ภัยออนไลน์ เบาะแสยาเสพติด ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 31 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนแจ้งเตือนข่าวปลอม ภัยออนไลน์ เบาะแสยาเสพติด ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอม แก่ประชาชน โดยยกระดับการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการแจ้งเตือนข่าวปลอม – ภัยออนไลน์ ได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

โดยมีบริการประกอบด้วย

1.บริการข้อมูลความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งประชาชนสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล

2.บริการข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข่าวปลอม การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และข่าวปลอม

3.สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำระบบงานจัดเก็บข้อมูลแอปฯ Cyber Community Thailand ให้สามารถใช้บริการผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมในการเข้าถึงบริการของประชาชน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

การให้ความรู้ด้านดิจิทัล การแจ้งเตือนข่าวปลอม และภัยออนไลน์ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามทางออนไลน์ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน สำหรับแอปฯ ทางรัฐ มีบริการภาครัฐกว่า 179 บริการ รวมถึงบริการประเภทแจ้งเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ อาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 แจ้งเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสกับศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย 1567 การแจ้งเหตุคดีพิเศษ DSI 1202 หรือ แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร เป็นต้น

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสข่าวผ่านแอปฯ “Cyber Community Thailand” เพื่อป้องกันภัยจากข่าวปลอม และจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” และแอปฯ “Cyber Community Thailand” ผ่านทาง App Store สำหรับผู้ใช้ iOS และ Google Play Store สำหรับผู้ใช้ Android”

Advertisement

ทั่วไทยยังมีฝนฟ้าคะนอง อีสานตอนบนตกหนักบางแห่ง

People Unity News : 28 สิงหาคม 2566 กรมอุตุฯ เผยทั่วไทยยังมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคอีสานตอนบน ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ฝนฟ้าคะนอง 20% ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาตอนบนและประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในระยะนี้

สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทย มีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “เซาลา” (SAOLA) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก หรือด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเคลื่อนผ่านสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2566 โดยพายุนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยโดยตรง ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันและเวลาดังกล่าว

พยากรณ์อากาศรายภาค

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.ระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่ จ.กระบี่ ลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส

Advertisement

กรมอุตุฯ เตือนวันนี้ฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 4 กันยายน 2567 กรมอุตุฯ เตือนภาคเหนือตอนล่าง อีสาน กลาง รวมทั้งกทม.-ปริมณฑล และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออก

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม รวมถึงระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคกลาง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งและบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 8 ก.ย. 67 นี้ไว้ด้วย

สำหรับพายุโซนร้อนกำลังแรง “ยางิ” (YAGI) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น โดยคาดว่าในช่วงวันที่ 6 – 7 ก.ย. 67 จะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน และขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงตามลำดับ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 7 – 8 ก.ย. 67

พยากรณ์อากาศรายภาค วันที่ 4 ก.ย.67

กทม.-ปริมณฑล : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคเหนือ : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดตาก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งและบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งและบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) : มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

Advertisement

ศบ.ทก.เปิดไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 กรกฎาคม 2568 โฆษก ศบ.ทก. ไล่เลียงไทม์ไลน์ เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำทหารกัมพูชาวางอาวุธครบมือ พร้อมเปิดฉากยิงก่อน ใกล้ปราสาทตาเมือนธม ก่อนขยายการปะทะไปอีก 6 จุด ประชาชนตาย 1 บาดเจ็บ 3 เด็ก 5 ขวบเจ็บด้วย ชี้ ศบ.ทก. ยกระดับขั้นที่ 4 ปิดทุกด่านชายแดน วอนนักพนันไทยดูแลตัวเอง เดินทางกลับไม่ได้

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ศบ.ทก. แถลงว่า ที่ประชุม ศบ.ทก. ได้มีการพูดคุยติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไล่เรียงเหตุการณ์ก่อนเกิดการปะทะ โดยเฉพาะล่าสุด เหตุการณ์รอบวางระเบิดที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เกิดเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสาหัส ยืนยันว่า เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 7:35 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้โดรนบิน เพื่อตรวจการการวางกำลังของฝ่ายไทย บริเวณประสาทตาเมือน จากนั้นได้พบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชานำอาวุธเข้าประจำการบริเวณด้านหน้าลวดหนาม พร้อมกำลังพล 6 นายอาวุธครบมือ โดยมี RPG อยู่ในมือ เคลื่อนมายังบริเวณแนวหน้า ซึ่งฝ่ายไทยมองแล้วว่าสถานการณ์ไม่น่าปลอดภัย จึงได้ใช้ความพยายามในการตะโกนเจรจาแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นเวลา 8.20 น.ฝ่ายกัมพูชาเริ่มเปิดฉากยิงก่อน บริเวณตรงข้ามฐานหมูป่า ทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ห่างจากปราสาทตาเมือน 200 เมตร ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้

จากนั้นสถานการณ์ก็ได้ขยายพื้นที่ออกไปตามแนวชายแดนต่างๆ และเกิดพื้นที่ปะทะอีก 6 จุด ได้แก่ พื้นที่ปราสาทตามเมือนธม ประสาทตาควาย ช่องบก เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย ภูมะเขือ ช่องอานม้า ช่องจอม พร้อมย้ำปัจจุบันฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธหนัก เช่น BM21 และปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตร ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายไทย รวมถึงการสูญเสียชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการโจมตีพื้นที่สาธารณะ คือ ศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และยังโจมตีไปยังโรงพยาบาลของไทย

“ฝ่ายไทยได้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยแล้ว แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นเด็กชายอายุ 5 ขวบ และเสียชีวิต 1 คน ในพื้นที่ชุมชนบริเวณชายแดนพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยอมรับว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชน ติดตามข่าวสารทางการอย่างต่อเนื่อง” พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าว

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ 2551 มาตรา 39 โดยให้กองทัพไทยจัดตั้งศูนย์บัญชาการทางทหารในแต่ละระดับชั้น ตั้งแต่ยามปกติเพื่อติดตามสถานการณ์ และควบคุมอำนวยการสั่งการ การปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ศูนย์บัญชาการทางทหาร มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บังคับบัญชา สามารถดำเนินการใช้กำลังทางทหารได้ พร้อมระบุว่าการดำเนินการของ ศบ.ทก. เดิมมีมาตรการควบคุมเปิดปิดด่าน และได้เน้นย้ำมาเสมอว่า ด่านไทยไม่เคยปิด และใช้มาตรการถึงระดับ 2 คือ จำกัดคนและจำกัดเวลา แต่ปัจจุบันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้จำเป็นต้องยกระดับมาตรการควบคุมชายแดน จุดผ่านแดนต่างๆ ไปถึงระดับที่ 4 คือ ปิดด่านการเข้าออกทุกด่าน ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา และที่ผ่านมาพบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีการรายงานว่ามีการจับตานักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางโดยเครื่องบินไปเล่นการพนันในพื้นที่ชายแดน และเดินทางกลับช่องทางทางบกตามแนวชายแดน ซึ่งพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ ทางการไม่สนับสนุน จึงได้มีการรวบรวมและติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง และจะมีการเข้มงวดกับกลุ่มเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับช่วงนี้มีสถานการณ์ชายแดน ทำให้มีการปิดการชายแดน จึงไม่สามารถเดินทางกลับทางบกได้ จึงขอแจ้งเตือนไปยังประชาชนที่ยังมีพฤติกรรมดังกล่าว ขอให้งดการเดินทางในลักษณะเช่นนี้ พร้อมกันนี้ อยากฝากไปยังประชาชน ว่า ทางการไม่ได้นิ่งกำลังใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

Advertisement

กทพ.ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายวันหยุดยาว

People Unity News : 26 กรกฎาคม 2566 กทพ.ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายวันหยุดที่ 28 ก.ค. และวันที่ 1-2 ส.ค.66

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ รวม 3 สายทางดังนี้

ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) จำนวน 19 ด่าน ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) จำนวน 31 ด่านและทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน จำนวน 3 วัน ได้แก่

– วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2566 (วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว)

– วันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2566 (วันอาสาฬหบูชา)

– วันพุธที่ 2 สิงหาคม 2566 (วันเข้าพรรษา)

ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในวันหยุดและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทางพิเศษสามารถดาวน์โหลด Application “EXAT Portal” เพื่อตรวจสอบยอดเงินคงเหลือและการใช้บัตร Easy Pass รับข่าวสารโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ และขอเชิญชวนผู้ใช้บริการบัตร Easy Pass ลงทะเบียนปรับปรุงข้อมูลด้วยตนเองทาง EXAT Portal Application หรือ www.thaieasypass.com เพื่อยกระดับบัตร Easy Pass เป็น Easy Pass Plus เตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow)

Advertisement

Verified by ExactMetrics