วันที่ 15 มีนาคม 2026

ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค.69 เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มกราคม 2569 กรมทางหลวง ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค. 69 เวลา 00.01 น. เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี ทางเข้าวิ่งฉลุย – ทางออกเลือกจ่ายได้ 2 แบบ “จ่ายผ่าน M-Flow วิ่งฉิวไร้ไม้กั้น” หรือ “จ่ายกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน”

กรมทางหลวงพร้อมเดินหน้าสู่การยกระดับการให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ด้วยระบบอำนวยความสะดวกการจราจรครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายให้แก่ประชาชน โดยจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่าหลังจากที่กรมทางหลวงได้เปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ตลอดเส้นทาง โดยรถทุกประเภทที่อนุญาตให้ใช้มอเตอร์เวย์ สามารถวิ่งผ่านเข้า-ออก ครบทั้ง 8 ด่าน ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ปัจจุบันงานติดตั้งและทดสอบระบบต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบบริหารและควบคุมการจราจรอัจฉริยะ (ITS) บนสายทาง พร้อมศูนย์ควบคุมและสั่งการ ระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ระบบโครงข่ายสื่อสารข้อมูล ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท BGSR81 จำกัด ในฐานะเอกชนผู้ให้บริการมอเตอร์เวย์ 81 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีความพร้อมที่จะยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างครบวงจร กรมทางหลวงจึงได้กำหนดที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับมอเตอร์เวย์ M81 ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

โดยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางของมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี จะคิดค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำแนกตามประเภทของรถที่เข้ามาใช้บริการและตามระยะทางที่ใช้จริง ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วย ด่านฯ บางใหญ่, นครชัยศรี, ศีรษะทอง, นครปฐมฝั่งตะวันออก, นครปฐมฝั่งตะวันตก, ท่ามะกา, ท่าม่วง และกาญจนบุรี เช่น รถยนต์ 4 ล้อ กรณีเดินทางจากบางใหญ่ไปยังนครชัยศรี จะต้องชำระค่าผ่านทาง 45 บาท แต่หากวิ่งตลอดเส้นทางจากบางใหญ่ไปถึงกาญจนบุรี จะคิดค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดที่ 150 บาท

สำหรับการชำระค่าผ่านทาง โครงการมอเตอร์เวย์ M81 ได้ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อความสะดวกสบายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัล โดยบริเวณทางเข้า (Entry) ของแต่ละด่าน รถทุกคันที่วิ่งเข้ามาใช้มอเตอร์เวย์ M81 จะผ่านระบบตรวจจับยานพาหนะและกล้องอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติประสิทธิภาพสูง (ALPR : Automated License Plate Recognition) โดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถเพื่อรับบัตร ระบบจะอ่านป้ายทะเบียนและบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อนำไปตรวจสอบกับข้อมูลที่บริเวณทางออก (Exit) และคำนวณอัตราค่าผ่านทางที่จะเรียกเก็บตามที่ใช้จริง โดยบริเวณทางออกของแต่ละด่าน ผู้ใช้บริการมอเตอร์เวย์ M81 สามารถเลือกช่องทางการชำระค่าผ่านทางได้ 2 รูปแบบตามความสะดวก คือ

  1. ช่องทาง M-Flow (วิ่งผ่านได้เลย สะดวกไร้ไม้กั้น)
  • โดยชำระค่าผ่านทางแบบหักเงินอัตโนมัติจากช่องทางที่สมัครผูกไว้ เช่น บัตรเดรดิต/เดบิต บัญชีธนาคาร รวมถึง บัญชีเติมเงิน Easy Pass หรือ M-Pass ที่สมัครใช้ระบบ M-Flow หรือ อัพเกรดเป็น Easy Pass Plus (Easy Pass+) / M-Pass Plus (M-Pass+) แล้ว หรือ
  • โดยชำระค่าผ่านทางภายหลังด้วยตนเองภายใน 7 วัน ผ่านช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย เช่น ตรวจสอบยอดค้างชำระโดยใช้ “เลขทะเบียนรถ” ค้นหาผ่านแอปพลิเคชัน MFlowThai, Line OA @mflowthai หรือเว็บไซต์ www.mflowthai.com แล้วสแกนจ่ายผ่าน QR Code ได้โดยสะดวก หรือแวะไปที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา เพื่อตรวจสอบยอดค้างชำระและจ่ายค่าผ่านทางที่แคชเชียร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
  1. ช่องทางเงินสด (ชะลอรถเข้าด่าน) โดยหยุดรถและชำระค่าผ่านทางกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน

นายสุวิชาณ สุระบาล ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ได้กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ที่จะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าผ่านทางในวันที่ 16 มกราคม 2569 นี้ กรมทางหลวงขอแนะนำให้ลงทะเบียนสมัครสมาชิก M-Flow ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกสบายในการชำระค่าผ่านทางและขอหลักฐานหรือใบเสร็จค่าผ่านทาง พร้อมยังสามารถสืบค้นข้อมูลประวัติการใช้งาน และได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยการสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น MFlowThai หรือเว็บไซต์ mflowthai.com ที่กรมทางหลวงได้ปรับปรุงให้กรอกข้อมูลง่ายและสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ใช้เส้นทางได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการสมัครสมาชิก M-Flow โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี กรมทางหลวงจะเปิดจุดให้บริการสมัครสมาชิก M-Flow พร้อมติดตั้ง RFID Tag และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก ณ บริเวณด้านหลังด่านชั่งน้ำหนักขาเข้าของทั้ง 8 ด่าน ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้เตรียมบัตรประชาชนและสำเนาเล่มทะเบียนรถที่ท่านเป็นผู้ครอบครองไปด้วย ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก M-Flow แต่ยังไม่ได้ติดตั้ง RFID Tag กับรถที่ลงทะเบียนไว้ กรมทางหลวงขอเชิญชวนให้นำรถของท่านมาติดตั้ง RFID Tag ได้ที่จุดให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลป้ายทะเบียนรถและความแม่นยำสูงสุดในการใช้งานระบบ M-Flow

สำหรับการใช้งานเส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไปนี้ กรมทางหลวงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามาใช้เส้นทางให้ขับขี่อย่างปลอดภัย โดยใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกินอัตราที่กำหนด คือ รถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 120 กม./ชม., รถโดยสาร/รถบรรทุก ไม่เกิน 100 กม./ชม., และรถบรรทุกหนัก/รถลากจูง ไม่เกิน 80 กม./ชม.

Advertisement

ออมสิน เนรมิตวันเด็ก 2569 “จักรวาฬแห่งการออม”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มกราคม 2569 ออมสิน เนรมิตวันเด็ก 2569 “จักรวาฬแห่งการออม” ปลุกหัวใจออมเงิน–รักสิ่งแวดล้อม เด็กและผู้ปกครองร่วมงานคึกคักกว่า 3,000 คน

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “จักรวาฬแห่งการออม” เปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนร่วมผจญภัยในโลกใต้น้ำ ผ่านฐานกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานจินตนาการ ความรู้ และความสนุก เพื่อปลูกฝังวินัยการออมเงินควบคู่กับจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีผู้บริหารธนาคารออมสิน เด็กและผู้ปกครองเข้าร่วมงานอย่างคึกคักกว่า 3,000 คน ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569

ภายในงาน ธนาคารออมสินมอบทุนการศึกษาแก่เด็กดีที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จากโรงเรียนวัดไผ่ตัน พร้อมมอบสลากออมสินเป็นของขวัญปีใหม่ มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท แก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญจากมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จาก 5 สมาคมกีฬา ได้แก่ กีฬายิมนาสติก กีฬายูยิตสู กีฬาเนตบอล กีฬาวินด์เซิร์ฟ และกีฬายิงธนู นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบกระปุกออมสินวาฬน้อย “Save Money, Save Sea Life” ให้แก่เด็กและเยาวชนที่ลงทะเบียนฝากเงิน โดยกระปุกออมสินผลิตจากขยะพลาสติกชายฝั่งทะเล ออกแบบในรูปทรงปลาวาฬ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการออมเงินควบคู่การปลูกฝังจิตสำนึกด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตกระปุกออมสินในครั้งนี้มีส่วนช่วยลดขยะพลาสติกได้ถึง 18 ตัน สนับสนุนการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล ตามบทบาทธนาคารเพื่อสังคมที่มุ่งสร้าง Social Impact อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด บริษัท เงินดีดี จำกัด และกองทุนการออมแห่งชาติ ร่วมออกฐานกิจกรรมสร้างสรรค์และความสนุกตลอดงาน

Advertisement

เร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มกราคม 2569 ภาครัฐเร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

การประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 ม.ค.2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรงอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก

(1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน

(2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน

(3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์

โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริงและ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น

2) ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น

3) กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง

4) สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule)มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการประสานการทำงานและการดำเนินการในทุกระดับภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ การ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังต่อไป

Advertisement

กบน.ไฟเขียวลดราคาดีเซล-เบนซินลง 50 สตางค์/ลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.)

8 มกราคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 10 สตางค์/ลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลง 50 สตางค์/ลิตร พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน หน้าสถานีบริการน้ำมันลงทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเป็น 29.94 บาท/ลิตร (จากเดิม 30.44 บาท/ลิตร)

ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และการบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้สามารถลดราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันลงได้ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพลังงาน ในการดูแลภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน พร้อมกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานในประเทศ อย่าไรก็ตาม กบน. ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์สหรัฐฯ-เวเนซูเอลา อย่างใกล้ชิด แม้ในขณะนี้ยังไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 4 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ที่ 4,788 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 34,573 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 39,361 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมัน จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 234.36 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 241.42 ล้านบาท

Advertisement

ครม. อนุมติให้ ทล. ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9

7 มกราคม 2569 ครม. อนุมติให้ ทล. ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน ในส่วนของงานโยธา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน (โครงการฯ) ในส่วนของงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ลบ. โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบ ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการฯ มีจุดเริ่มต้นต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง (โครงการช่วงบางขุนเทียนฯ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่

(1) ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง และ

(2) ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน

(ข้อเสนอในครั้งนี้) สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง ภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต

โครงการฯ มีสาระสำคัญ เช่น

– ลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงไม่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการ ก่อสร้างโครงการฯ โดยก่อสร้างเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร)

– มูลค่าโครงการ จำนวน 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยใช้แหล่งเงินจากเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ จำนวน 7,123 ล้านบาท

– ระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568 – 2573)

โดยสำนักงานกฤษฎีกา เห็นว่า โครงการฯ เป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติได้

Advertisement

ข่าวดี “สับปะรดสวี” ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของดีลำดับที่ 7 จ.ชุมพร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 27 ล้านบาท

“อัยรินทร์” เผย ข่าวดี “สับปะรดสวี” ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของดีลำดับที่ 7 จ.ชุมพร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 27 ล้านบาท คาดช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เพิ่มขึ้น

วันนี้  7 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดี กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ สับปะรดสวี ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 7 ของจังหวัดชุมพร ต่อจาก กล้วยเล็บมือนางชุมพร กล้วยหอมทองละแม ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร และทุเรียนชุมพร ที่ได้ขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้

สำหรับสับปะรดสวี เป็นสับปะรดพันธุ์ควีน ปลูกในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลาดชันเชิงเขาและที่ราบต่ำ ดินระบายน้ำดีและอุดมด้วยแร่ธาตุจากแหล่งน้ำตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี ส่งผลให้สับปะรดที่ปลูกในพื้นที่นี้เจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตที่หวานกรอบ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เปลือกมีตาเล็กค่อนข้างนูน ร่องตาลึก เนื้อสับปะรดแห้งมีสีเหลืองเข้ม เส้นใยน้อย และมีแกนกรอบสามารถรับประทานได้ โดยสับปะรดสวีเป็นของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดชุมพรที่มีวางจำหน่ายตลอดแนวถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 41 ทั้งขาขึ้นและขาล่อง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคใต้ ด้วยคุณภาพความอร่อยจึงเป็นที่รู้จักและเป็นของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอย่างแพร่หลาย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 27 ล้านบาทต่อปี

“สินค้า GI ของจังหวัดชุมพรทั้ง 6 รายการที่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่จังหวัดรวมกว่า 32,028 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนศักยภาพของจังหวัดชุมพรในฐานะแหล่งทรัพยากรทางอาหารที่มีคุณภาพและมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัดที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน  และมั่นใจว่าการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสับปะรดสวี และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือชุมชนที่มีสินค้าซึ่งมีอัตลักษณ์และเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ สามารถขอรับคำปรึกษาการขึ้นทะเบียน GI ได้ที่ศูนย์บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร (IP One) กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1368” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

ดีอี แจงข่าวจริง “รฟท.สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มกราคม 2569 ดีอี แจงข่าวจริง “รฟท.สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา” ขอ ปชช. เชื่อ-แชร์ ข้อมูลจากหน่วยงานทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 156,814 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 366 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 366 โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 4 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 1 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การรถไฟฯ สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ได้ที่เพจ น้องอ้อย อ้อย

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ร่วมกับดีอี เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ยกเงินที่ยึดจากบัญชีม้ามาให้ผู้เสียหายจากมิจฉาชีพได้ที่ เพจ Mortality 55

อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง CMAC เตือนประชาชนและผู้ลี้ภัย ระมัดระวังวัตถุระเบิดตกค้างในบางพื้นที่

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ปตท. ตรึงราคาน้ำมันช่วงปีใหม่ พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษตามเงื่อนไข

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดให้ลงทุน “หุ้น OR อเมซอน” เริ่มต้นหลักพัน กำไรหลักร้อยต่อวัน ผ่านเพจ Energy Saving Green

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ระบบ M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์เว็บไซต์ แจ้งมีบิลรอดำเนินการชำระ

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การรถไฟฯ สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขอความร่วมมือจาก รฟท. ในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ สนับสนุนภารกิจสถานการณ์บริเวณชายแดน ทาง รฟท. จึงได้ให้การสนับสนุน โดยการเป็นสื่อกลางในการทำหน้าที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 84 ตู้ ในพื้นที่โคกสูง จังหวัดสระแก้ว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

ดีอี เตือนข่าวปลอม “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืนผ่าน Tik Tok” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มกราคม 2569 ดีอี เตือนข่าวปลอม “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืนผ่าน Tik Tok” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 158,036 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,014 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,007 ตามมาด้วยช่องทาง Line 7 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 11 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน Tik Tok บัญชี”@payungsamanmrit”

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อด่วนเพื่อการเกษตร ลงทะเบียนออนไลน์ก็รับเงินก้อนได้ทันที ผ่านบัญชีติ๊กต็อก baac.th_online289

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ทหารไทยทำลายบันไดไม้ 1,181 ขั้น บริเวณปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ประกาศมอบเงินช่วยเหลือ 1 แสนบาทให้ 4 กลุ่ม ผ่าน TikTok บัญชี @Loveyou555

อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ใบขับขี่ไม่ใช่เรื่องยาก ผ่านเพจ พงษ์เพชร์ กงพล รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมายแบบครบวงจร

อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ไทย-จีน-กัมพูชา หารือไตรภาคี สร้างสันติภาพและปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดน

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเองที่ขนส่ง ผ่านเพจ นายธีรศักดิ์ โฉมศิริ

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซนเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน Tik Tok บัญชี”@payungsamanmrit”” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากบัญชี TikTok ชื่อ @payungsamanmrit เป็นบัญชีปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ โพสต์ข้อความหลอกลวงให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลงทะเบียนผ่านลิงก์เพื่อขอรับเงินคืน ซึ่งทางสำนักงาน ปปง. ไม่มีนโยบายให้ผู้เสียหายติดต่อยื่นเอกสารหรือปรึกษาคดีผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียใด ๆ ทั้งสิ้น และมีบัญชีทางการที่ถูกต้องคือ @amlo_thailand เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

“AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มกราคม 2569 “AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ซึ่งได้แบ่งกลุ่มข่าวปลอมออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และพบว่าในแต่ละกลุ่ม มีข่าวปลอมที่เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ AFNC ในปี 2568 ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ดังนี้

1.กลุ่มข่าวนโยบายรัฐ ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “แก๊งค้ามนุษย์-ขอทานต่างด้าวระบาดทั่วไทย ไร้การจัดการ”

โดยประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน  458,261 ครั้ง

คำชี้แจง : เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ  ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยืนยันว่า ได้ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์และขอทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการกำหนดมาตรการเชิงรุกต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2.กลุ่มข่าวภัยพิบัติ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547”

ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 529,472 ครั้ง

คำชี้แจง : กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ชี้แจงว่า การที่แผ่นเปลือกโลกจะมีการปลดปล่อยพลังงานให้รุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 9.3 ที่เกิดในปี 2547 จากการประเมินและคำนวน พบว่า จะใช้เวลาอีกประมาณ 400-600 ปี ทำให้ในปัจจุบันยังไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้

3.กลุ่มข่าวสุขภาพ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวด”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 156,828 ครั้ง

คำชี้แจง : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ CDS ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ และขอเตือนประชาชนว่า CDS ไม่ใช่ยา และไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ในการรักษาโรคใด ๆ การบริโภค CDS อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

4.กลุ่มข่าวเศรษฐกิจ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ออมสินปล่อยกู้ผ่านเพจ LEASE it PCL 859 เริ่มต้น 10,000 – สูงสุด 1 ล้าน!”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 77,123 ครั้ง

คำชี้แจง : ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊ก “LEASE it PCL 859” ที่อ้างว่าธนาคารออมสินให้บริการสินเชื่อวงเงิน 10,000 – 1,000,000 บาท โดยไม่ใช้คนค้ำ ไม่เช็กเครดิต กู้ได้ทุกอาชีพ และอนุมัติไว ขอเตือนให้ระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคล

5.กลุ่มข่าวอาชญากรรมออนไลน์

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 97,688 ครั้ง

คำชี้แจง :  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ ตำรวจไซเบอร์ ใช้แอ็กเคานต์ชื่อ police_cyber1710 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างใช้ชื่อและโลโก้ของหน่วยงานราชการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากประชาชนหลงเชื่อ และมีการแชร์ต่อๆกันไปในสังคม อาจสร้างความเข้าใจผิด สับสน และเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี โดยศูนย์ AFNC ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

ดีอี เตือนข่าวปลอม “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon ให้บริการลูกค้า” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

31 ธันวาคม 2568 ดีอี เตือนข่าวปลอม “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon ให้บริการลูกค้า” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 167,244 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,660 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,649 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon เพื่อให้บริการลูกค้า

อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง ปปง. ยึดเรือยอชต์พร้อมอุปกรณ์มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ขยายผลเชื่อมโยงถึงสแกมเมอร์ข้ามชาติ

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง ใบขับขี่ออนไลน์ ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปทำเอง ติดต่อได้ที่เพจ หมั้น พลอาชา

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชื่อ Thunhoon News เปิดให้ลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาความรู้หุ้น เรียนจบรับวุฒิบัตร ไม่มีค่าใช้จ่าย

อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง ลงทุนหุ้นทองคำกับเยาวราช ผ่านเพจ ดัชนีหุ้นไทย ปันผลรายวัน รับรองโดย ก.ล.ต.

อันดับที่ 6 ข่าวจริง : เรื่อง แจ้งพลเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดน สามารถกลับบ้านและประกอบอาชีพในพื้นที่ฝั่งของตนเองได้ตามปกติ

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดโครงการระบบออนไลน์ร่วมกับ 16 ธนาคารดัง กู้เริ่มต้นคนละ 100,000 บาท ผ่านบัญชีติ๊กต็อก kknmmjpzf25

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon เพื่อให้บริการลูกค้า” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยจากการตรวจสอบบัญชีไลน์ Cafe Amazon พบว่าเป็นบัญชีปลอม ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น และได้แอบอ้างนำโลโก้ของ Café Amazon ซึ่งเป็นธุรกิจของ OR ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทาง OR ขอยืนยันว่าบัญชีไลน์ดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับทาง OR ทั้งสิ้น ดังนั้นขอให้ประชาชนได้ระมัดระวังการแอบอ้างดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

Verified by ExactMetrics