วันที่ 16 มีนาคม 2026

วันลอยกระทง!กรมควบคุมโรคแนะนำวัยรุ่นคู่รักให้รู้จักป้องกันการมีเพศสัมพันธ์

People Unity News : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงปีนี้ให้ระมัดระวังอุบัติเหตุจากการจมน้ำ ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กลงไปเก็บกระทงหรือปล่อยเด็กเล็กอยู่ตามลำพัง เพราะอาจเสี่ยงจมน้ำเสียชีวิตได้แม้ระดับน้ำลึกเพียง 2-3 นิ้ว และอุบัติเหตุจากการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ พลุ พร้อมแนะวัยรุ่นคู่รักให้รู้จักป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในค่ำคืนวันลอยกระทง

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีการจัดกิจกรรมตามประเพณี และจะมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงาน โดยทุกปีจะพบผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในค่ำคืนวันลอยกระทง จากข้อมูลของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เฉพาะช่วงลอยกระทง 3 วัน (ก่อนวันลอยกระทง วันลอยกระทง และหลังวันลอยกระทง) ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) พบผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำรวม 166 ราย (เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 29 ราย) โดยในปี 2561 เพียงปีเดียว พบผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 26 ราย (เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 5 ราย) และบางรายอาจได้รับอุบัติเหตุจากการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ พลุ ทำให้ได้รับบาดเจ็บตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้น กรมควบคุมโรค จึงขอเตือนประชาชนในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงปีนี้ ขอให้ระมัดระวังอุบัติเหตุดังกล่าว นอกจากนี้ ขอแนะนำวัยรุ่นคู่รักที่มักควงคู่กันออกมาลอยกระทงให้รู้จักป้องกันการมีเพศสัมพันธ์

คำแนะนำในการป้องกันการจมน้ำ ให้ยึดหลัก 3 อย่า คือ 1.อย่าใกล้: อย่ายืนใกล้ขอบบ่อ 2.อย่าเก็บ: อย่าลงน้ำไปเก็บเงินในกระทง 3.อย่าก้ม: อย่าก้มไปลอยกระทง โดยผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา และเพิ่มความระมัดระวังเมื่อนำเด็กเข้าใกล้แหล่งน้ำ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องอยู่ในระยะที่แขนเอื้อมถึง ไม่ปล่อยให้เด็กไปลอยกระทงกันเองตามลำพังแม้จะอยู่บนฝั่งเพราะอาจพลัดตกหรือลื่นได้ รวมถึงในกะละมังหรือถังน้ำด้วย และไม่ควรให้เด็กลงเก็บกระทงหรือเก็บเงินในกระทงเด็ดขาด เพราะเด็กอาจเสี่ยงจมน้ำและเสียชีวิตได้ ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และลงน้ำ หากมีการโดยสารเรือให้สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคำแนะนำในการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุ เพื่อความปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้ 1.ไม่จุดประทัด พลุ ดอกไม้ไฟ ใกล้วัตถุไวไฟหรืออาคารบ้านเรือน ไม่เล่นผาดโผน อาจเสี่ยงเกิดการระเบิดได้ 2.ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กนำประทัด ดอกไม้ไฟมาจุด 3.หากจำเป็นต้องใช้ในงานพิธี ควรอ่านคำแนะนำก่อน และควรจุดให้ห่างจากตัวประมาณ 1 ช่วงแขน 4.ห้ามพยายามจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุที่จุดแล้วไม่ติดอย่างเด็ดขาด 5.ไม่เก็บประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุไว้ในกระเป๋าเสื้อ กางเกง หรือที่มีอากาศร้อน แดดส่องถึง เพราะอาจเกิดการเสียดสีและระเบิดได้ 6.ควรเตรียมภาชนะบรรจุน้ำไว้ใกล้ๆ ไว้ใช้กรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน 7.ห้ามประกอบหรือดัดแปลงประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุไว้จุดเองเด็ดขาด 8.ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 อย่างเคร่งครัด และ 9.หากเกิดอุบัติเหตุ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อนิ้วหรืออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งขาดจากแรงระเบิด ให้รีบห้ามเลือดบริเวณที่อวัยวะขาด โดยใช้ผ้าสะอาดปิดบาดแผล และพันบาดแผลให้แน่นเพื่อป้องกันเลือดออก ไม่ควรใช้เชือกหรือสายรัดเหนือแผลเพราะจะทำให้เส้นประสาทหรือหลอดเลือดเสียหายได้ และรีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพ โทร. 1669

นอกจากนี้ ขอแนะนำกลุ่มวัยรุ่นให้มีสติ รู้จักป้องกันการมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธี ดังนี้ 1.ควรหาวิธีปฏิเสธหรือต่อรอง เมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์หรือเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 2.หากหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดโรค หรือการตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อม 3.ระมัดระวังและไม่ควรไว้ใจผู้อื่นง่ายๆ ควรไปลอยกระทงเป็นกลุ่มไม่ไปในพื้นที่ล่อแหลมสุ่มเสี่ยง อย่าเปิดโอกาสที่จะอยู่ด้วยกันสองต่อสอง 4.ไม่ควรพิสูจน์ความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการติดเชื้อเอชไอวี การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อันจะนำไปสู่ปัญหาการทำแท้ง ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมและสังคมตามมา

“รมว.พม.”เร่งแก้ปัญหาค้ามนุษย์หวังไทยถึงเทียร์ 1 ย้ำต้องทำงานให้หนัก

People Unity News : “จุติ ไกรฤกษ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เร่งแก้ปัญหาค้ามนุษย์หวังไทยถึงเทียร์ 1 ย้ำต้องทำงานให้หนัก 

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามค้ามนุษย์ ว่า หน่วยราชการของไทยทำได้ดีกว่าที่เราคาดไว้ ซึ่งในเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ ทิปรีพอร์ต ที่สหรัฐอเมริกามีความกังวล เราสามารถตอบคำถามได้โดยมีหลักฐานชัดเจนและอธิบายได้ ส่วนในที่ประชุมวันนี้ได้เร่งรัดคดีที่ยังค้างอยู่และขอรับทราบความคืบหน้าจากองค์กรเอกชนและภาคประชาชน โดยที่ประชุมได้รวบรวมประเด็นและข้อห่วงใยส่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามค้ามนุษย์แห่งชาติ และสั่งการให้ในที่ประชุมรายงานขั้นต้นให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 62 ส่วนในข้อกังวลประเด็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของภาครัฐก็ดีกว่าที่คิดไว้

“เราตั้งใจจะทำให้สถานะประเทศไทยดีกว่านี้ และมีอีกหลายอย่างที่เราต้องปรับปรุง สำหรับผมนั้นพยายามฟังองค์กรภาคประชาชนและภาคเอกชน เสมือนกับเขาเป็นกระจกเงา อะไรที่เราคิดว่าควรต้องปรับปรุงแก้ไข เราก็จะจัดลำดับความสำคัญและจะรีบทำก่อน คาดหวังว่าจะถึงเทียร์ 1 เราจะไม่ฝันแต่ต้องทำงานให้หนัก” นายจุติ กล่าว

“อนุทิน”เผยนานาชาติชื่นชมระบบ สธ.ไทย

People Unity News : “อนุทิน”รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้อนรับผอ.องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เผยนานาชาติชื่นชมระบบ สธ.ไทย

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้การต้อนรับนายแอนโตนิโอ วิตอรีโน (Antonio Vitorino)ผอ.องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน และคณะ เนื่องในโอกาสมาเยือนประเทศไทย โดยใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที

นายอนุทิน กล่าวว่า ผอ.องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ได้แสดงความชื่นชมประเทศไทย ซึ่งให้การดูแลแรงงานต่างชาติ และชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะด้านการดูแลสุขภาพ และการรักษาพยาบาล ซึ่งทางยูนีเซฟ ก็เคยชื่นชมในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ระบบบริการสุขภาพของไทย ไม่เป็น 2 รองใคร ต้องขอบคุณ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลเรื่องการต่างประเทศ วันนี้ การสาธารณสุขของไทยมีชื่อเสียง และเป็นแบบอย่างให้หลายประเทศ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการหาสารทดแทน 3 สารพิษที่ถูกแบน นายอนุทิน กล่าวว่า จะเป็นสารอะไรก็ได้ ขออย่ามีปัญหากับสุขภาพของประชาชน ใช้แล้วไม่เกิดโรค เกิดแผล เพราะถ้ามีผลกระทบแบบเดิมอีก ก็ต้องแบน กระทรวงสาธารณสุขมีแลบของกรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ คณะกรรมการอาหารและยา ดังนั้น อะไรที่เป็นอันตราย รับรองว่าตรวจพบแน่ และถ้าพบ ก็ต้องเจอดี

เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปี 2518 พระอาจารย์ฝั้น-หลวงปู่ทิมปลุกเสก

People Unity News : เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปี 2518 พระอาจารย์ฝั้น-หลวงปู่ทิมปลุกเสก จัดสร้างโดย ค่ายตากสินมหาราช จ.จันทบุรี

เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างโดย ค่ายตากสินมหาราช จ.จันทบุรี มี 4 เนื้อ คือ 1.เนื้อทองคำ 49 เหรียญ ไม่ตอกโค้ดทั้งหน้าและหลัง 2.เนื้อนวโลหะ 1,000 เหรียญ ตอกโค้ด “ตส” ข้างบนด้านซ้ายของพระมาลา ด้านหน้าของเหรียญ 3.เนื้อทองแดงชุบนิเกิ้ล 310 เหรียญ (แจกกรรมการ) ตอกโค้ด “ตส” ด้านหลังของเหรียญ และ 4.เนื้อทองแดงรมดำ 30,000 เหรียญ ตอกโค้ด “ตส” ด้านหน้าของเหรียญ ใต้พระแสงดาบด้านขวาของพระองค์ท่าน

เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปี 2518 เนื้อนวโลหะ มีพิธีปลุกเสก 3 ครั้ง ครั้งแรกโดย พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร ปลุกเสกเดี่ยว 1 ไตรมาส ปี 2518 ครั้งที่ 2 โดย หลวงปู่ทิม อิสริโก ปลุกเสกเดี่ยว 7 วัน ระหว่างวันที่ 1-7 กันยายน 2518

หลวงปู่ทิมบอกว่า “เหรียญนี้ดีทางคุ้มครองป้องกันโจรผู้ร้าย และป้องกันเสนียดจัญไร ไม่ให้เข้ามาทำร้ายได้ และรักษาบ้านเรือนให้อยู่เย็นเป็นสุข”

ครั้งที่ 3 พิธีใหญ่ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2518 ณ ค่ายตากสิน จ.จันทบุรี ช่างแกะแม่พิมพ์ ช่างเกษม มงคลเจริญ ผู้จัดสร้าง น.อ.พิสัย ปานใจ

เมื่อแกะแม่พิมพ์เสร็จแล้ว ได้นำแม่พิมพ์ไปขอบารมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังปลุกเสก ตั้งแต่ภาคเหนือไล่ลงมาถึงภาคกลาง อาทิ หลวงปู่แหวน พระอาจารย์ฝั้นปลุกเสกที่วัด 3 เดือน หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส ปลุกเสกที่วัดอีกเป็นเดือน พิธีใหญ่ วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2518 ได้อัญเชิญ พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่ทั่วเมืองจันทบุรี

หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส เดินนำหน้า ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก จนแน่นเต็มท้องถนน จากนั้นได้มีพิธีสมโภชเป็นพิเศษ ณ ค่ายตากสิน จ.จันทบุรี โดยมี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ร่วมด้วยพระคณาจารย์สายภาคตะวันออก และสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ร่วมพิธีกว่า 50 รูป นั่งปรกปลุกเสกตลอดทั้งคืน

สนนราคาเช่าหา เหรียญทองคำ ไม่มีข้อมูล เนื่องจากไม่เคยมีการซื้อขายมาก่อน เนื้อทองแดง ชุบนิกเกิ้ล (แจกกรรมการ) สนนราคาอยู่ที่ 1.5 แสนบาท แต่ไม่มีเหรียญหมุนเวียน จะมีก็แต่เหรียญทองแดงที่มีผู้เอาไปชุบใหม่ ออกมาซื้อขายกันทั่วไป

ท่านที่สนใจเหรียญเนื้อนี้จึงต้องตรวจสอบให้ดีๆ เสียก่อน ส่วนเหรียญเนื้อนวโลหะ ราคาหลักแสนต้น ขึ้นกับสภาพเหรียญ และเหรียญเนื้อทองแดง แยกออกเป็นหลายพิมพ์ แต่จะพูดถึงเหรียญสภาพสวย บล็อกทองคำ สนนราคาอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาทขึ้นไป

บล็อกสระ “า” แตก ๓-๔ หมื่นบาทขึ้นไป, บล็อก “น” แตก ๒-๓ หมื่นบาทขึ้นไป และบล็อกแขนแตก ๒ หมื่นบาทบวกลบ

เนื่องจากทุกวันนี้ เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รับความนิยมสูง จึงมี เหรียญปลอม ทำออกมาหลายฝีมือด้วยกัน ผู้สนใจจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ขอบคุณภาพจาก “ตั้มแปดริ้ว” เจ้ากรมพระหลวงปู่ทิมตัวจริง https://www.facebook.com/profile.php?id=100038282315603

เกษตรกรสมุทรสงครามบุก สธ. ให้กำลังใจ”อนุทิน”แบนสารพิษ

People Unity News : เกษตรกรสมุทรสงครามบุก สธ. ให้กำลังใจ”อนุทิน”แบนสารพิษ รมว.สธ.ลั่นพร้อมแบนสารทดแทน หากพบมีอันตรายต่อสุขภาพ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยร้องผลกระทบ 2-3 เดือนโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่งต้องปิดตัว

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดสมุทรสงครามกว่า 100 ชีวิต ได้นำดอกไม้ และกระเช้าผลไม้มาให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณีแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเรื่องแบน 3 สารพิษ คือ พาราควอต ไกรโฟเซต และคลอร์ไฟริฟอส โดยตัวแทนกลุ่มดังกล่าวได้ให้ข้อมูลว่าเป็นชาวจังหวัดสมุทรสงครามตัวจริง ขณะที่เครือข่ายอาสาคนรักษ์แม่กลอง ที่สนับสนุนการใช้สารพิษ และฟ้องศาลปกครองให้ทบทวนมติของคณะกรรมวัตถุอันตรายนั้น สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แต่กลับยืมชื่อแม่กลองมาใช้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าคนแม่กลอง และคนจังหวัดสมุทรสงครามสนับสนุนสารพิษ

สมาชิกในกลุ่มยังเปิดเผยข้อมูลอีกว่า เกษตรกรในจังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนมากจะปลูกมะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่ ไม่ได้ใช้สารเคมีดังที่บางกลุ่มกล่าวอ้าง ดังนั้น ชาวเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม จึงให้การสนับสนุนนโยบายแบนสารพิษ

ด้านนายอนุทิน หลังได้รับดอกไม้ และกระเช้าผลไม้ ได้กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีจุดยืนต่อต้านสารพิษ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ตอนที่โรงพยายาลขึ้นป้ายแบนสารพิษ ก็เกิดขึ้นเพราะความสมัครใจของโรงพยาบาลแต่ละที่ ทั้งนี้ จากที่มีความเป็นห่วงว่าบางคน บางกลุ่ม จะพลิกมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ถึงขั้นไปฟ้องศาลปกครอง แต่ตนก็เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จึงคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง กระทรวงสาธารณสุข ไม่ต้องการรักษาโรคที่เกิดจากสารพิษอีกแล้ว เราต้องการนำงบไปส่งเสริมสุขภาพด้านอื่น ที่สำคัญการแบนสารพิษ จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ทุกคนเห็นแล้วว่าสารเคมีทางการเกษตร มีอันตรายต่อมนุษย์ ดังนั้น จะมาแบนตัวหนึ่ง แล้วปล่อยให้ใช้สารที่มีอันตรายตัวอื่น ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และกระทรวงสาธารณสุข มีจุดยืน เราไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีที่มีอันตรายต่อสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการนำสารกลูโฟซิเนตมาใช้ทดแทนไกรโฟเซต ที่สุดแล้ว สารตัวนี้ จะถูกแบนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ถ้าตรวจพบว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ ก็จะไม่ให้ใช้

“ส่วนเรื่องการกำหนดค่าสารตกค้าง(MRL) เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งมีตัวชี้วัดอยู่แล้ว และงานดังกล่าวอยู่ในส่วนของงานประจำ ซึ่งฝ่ายการเมืองได้ให้นโยบายไปแล้วว่าไม่เอาสารพิษทุกประการ”

นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยร้องผลกระทบ 2-3 เดือนโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่งต้องปิดตัว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกล่าวว่า ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อนำเสนอผลกระทบเรื่องการเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากการแบน 3 สารเคมี โดยระบุว่า ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่กำหนดให้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครอง จะทำให้การนำเข้าสินค้าเกษตรต้องกำหนดค่าตกค้างของสาร 3 ชนิดต้องเป็น 0% ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง

ทั้งนี้ปัจจุบันไทยนำเข้าถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีปีละกว่า 7 ล้านตัน โดยนำเข้าจากประเทศที่ใช้สารไกลโฟเซตทั้งสิ้น ดังนั้นการแบนสารเคมี 3 ชนิดจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบทันที จึงขอทราบความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติในการนำเข้าและมาตรการรองรับเนื่องจากธุรกิจอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบจะเสียหายอย่างมหาศาล คิดเป็นมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 200,000 ล้านบาท อีกทั้งจะทำให้เกิดปัญหาการเลิกจ้างงานและปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา โดยส่งหนังสือไปตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ

นายพรศิลป์กล่าวว่า จากสต็อกวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศจะรองรับการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และกุ้งได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น หากรัฐบาลไม่มีแผนรับมือ ธุรกิจเหล่านี้จะล่มสลาย จากที่เป็นผู้ผลิตเนื้อสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้ง ไทยต้องเปลี่ยนเป็นผู้นำเข้า​ อีกทั้งการนำเข้าต้องมีใบรับรองว่า เนื้อสัตว์เหล่านั้นไม่ได้เลี้ยงด้วยอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ใช้ไกลโฟเซต อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยใช้กากถั่วเหลืองเป็นโปรตีน 24-25 % แต่ถั่วเหลืองที่นำเข้าใช้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและบริโภคด้วย ส่วนข้าวสาลีส่วนหนึ่งเป็นอาหารสัตว์ แต่อีกส่วนหนึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหารคนเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง เบเกอรี่ต่างๆ เป็นต้น จึงกระทบต่อระบบห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนเกิดปัญหาการเลิกจ้างงาน และปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาแน่นอน

นายพรศิลป์กล่าวต่อว่า การตัดสินใจของรัฐบาลที่แบนสารเคมี 3 ชนิดนี้ไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วนเนื่องจากไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ล่าสุดสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยแจ้งให้ประเทศบราซิลขอใบรับรองค่ามาตรฐานสารตกค้างของไกลโฟเซตในถั่วเหลืองนำเข้าที่จะต้องเป็น 0% ตามกฎหมายไทย ซึ่งทูตเกษตรประจำสถานทูตบราซิลระบุว่า ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขของสมาคมฯ ได้ เนื่องจากเมล็ดถั่วเหลืองของบราซิลมีปริมาณไกลโฟเซตตกค้างอยู่ที่ 10 ppb (ส่วนในพันล้านส่วน) ซึ่งต่ำกว่าค่าความปลอดภัยทางด้านอาหารตามคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) กำหนดไว้ที่ 20 ppb ดังนั้นบราซิลจะนำเรื่องนี้ไปหารือในองค์การการค้าโลก (WTO) ว่า เป็นประเด็นกีดกันทางการค้าหรือไม่ โดยคาดว่า สหรัฐอเมริกาและแคนาดาซึ่งส่งออกถั่วเหลืองและข้าวสาลีมายังไทยจะหยิบยกเรื่องนี้มาหารือด้วย นอกจากนี้ไทยยังนำเข้าข้าวสาลีจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยูเครน ซึ่งต้องติดตามท่าทีของประเทศเหล่านี้ต่อไป สำหรับแนวทางการหารือใน WTO นั้น ประเทศคู่ค้าจะเสนอให้ไทยนำผลพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ไทยวิเคราะห์เองมายืนยันว่าปริมาณสารตกค้างไกลโฟเซตในปริมาณ 10-20 ppb ตามที่ Codex กำหนดนั้นนั้นมีอันตรายต่อการบริโภคอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์การอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขที่ต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและชัดเจน

“ทันทีที่การยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดมีผลบังคับใช้ ต้องห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้ 3 สารนี้อยู่แน่นอน ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรไทย อีกทั้งผู้บริโภคจะไม่ได้รับประโยชน์อะไร หากยังนำเข้าสินค้าที่ใช้สารเคมีที่ไทยยกเลิก เห็นชัดเจนว่า การตัดสินใจด้านนโยบายในการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ รัฐไม่ได้มองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาให้รอบด้าน หากผู้บริหารประเทศรับข้อมูลที่ผิด ไม่มีทางที่จะตัดสินใจได้ถูกต้อง” นายพรศิลป์กล่าว

“พุทธะอิสระ”ออกโรง! จี้กมธ.ศาสนาฯสางปม พระสงฆ์ต้องคดีถูกจับสึกขังคุกขัดแย้งพระธรรมวินัย

People Unity News : “พุทธะอิสระ”ออกโรง! จี้กมธ.ศาสนาฯสางปม พระสงฆ์ต้องคดีถูกจับสึกขังคุกขัดแย้งพระธรรมวินัย ลั่นคดีกบฏถึงที่สุดแล้วกลับมาขอบวชใหม่แน่

วันที่ ๕ พ.ย.๒๕๖๒ เพจหลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)ได้โพสต์ข้อความว่า ทนอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ จักได้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมวินัยกันมากขึ้น

๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

คงจักถึงเวลาได้แล้วกระมัง ที่คณะกรรมาธิการด้านศาสนาจักหันมาให้ความสำคัญต่อพระธรรมวินัย พิจารณาปรับแก้กฎหมายใด ที่ใช้บังคับแก่คณะสงฆ์ไทย ทั้งที่กฎหมายนั้นๆ ขัดแย้งต่อหลักพระธรรมวินัยและไม่เอื้อเฟื้อ ต่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้

ตัวอย่างกรณี มีภิกษุต้องคดีของฝ่ายอาณาจักรทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของภิกษุนั้น กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้เปลื้องจีวร โดยที่เจ้าตัวมิได้กล่าวคำลาสิกขา
ซึ่งถ้าว่าโดยหลักพระธรรมวินัยแล้ว กว่าจักได้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากหลักพระธรรมวินัยถึง ๓ ขั้นตอน คือ

ผู้ปวารณาจักบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จักต้องปฏิบัติดังนี้คือ

๑. นำตัวเองเข้ามาสมัคร แสดงตนต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ผู้นำเข้าหมู่สงฆ์

พระอุปัชฌาย์ จักต้องพิจารณา กาย วาจา ใจ และพฤติกรรมของผู้ขอบรรพชาอุปสมบทนั้นว่า เป็นผู้มีความศรัทธา ปสาทะ ต่อหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างถูกต้องจริงหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้าม ตามหลักพระธรรมวินัย หรือไม่
เมื่อพระอุปัชฌาย์เล็งเห็นว่า ผู้สมัครตนขอเข้าหมู่สงฆ์ผู้นั้น เป็นผู้มีกาย วาจา ใจ เป็นสัมมาปฏิบัติ หรือพร้อมที่จักปรับตัวให้เข้ากับการอบรมสั่งสอนของคณะสงฆ์ได้ และมิได้มีลักษณะต้องห้าม
พระอุปัชฌาย์ จึงอนุญาตให้ลองเข้ามาฝึกอบรมปฎิบัติ กาย วาจา ใจ ด้วยการถือศีล ๘ นุ่งขาวห่มขาว แล้วปฎิบัติให้อ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมแก่การรับการอบรมสั่งสอน
วิธีดังกล่าวมานี้ เรียกว่า บุพกิจเบื้องต้น ของการขอเข้าหมู่สงฆ์ โดยกระบวนการเหล่านี้ ต้องอยู่ในสายตาของคณะสงฆ์และพระอุปัชฌาย์

๒. เมื่อคณะสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ เห็นว่าผู้ขอเข้าหมู่ผู้นั้นจักได้รับอนุญาตให้โกนผม โกนคิ้ว ขอบรรพชาเป็นสามเณร ด้วยการกล่าวคำขอบรรพชาที่เริ่มต้นจากการแสดงตนเป็นผู้ขอมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง ที่สักการะแล้วจึงขอศีล ๑๐ จากพระอุปัชฌาย์ วิธีนี้เรียกว่า การขอบรรพชาหรือบวชเณร

๓. เมื่อผ่านกระบวนการเป็นสามเณรในพระธรรมวินัยนี้สมบูรณ์ดีแล้ว พระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ในหมู่นั้นๆ จึงอนุญาตให้เธออุปสมบทขอบวชเป็นพระภิกษุด้วยการกล่าวคำขอบวช ด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา ต่อหน้าหมู่สงฆ์ไม่ต่ำกว่า ๒๕ รูป
เมื่อผู้ขอบวชได้รับการสวดญัตติจากพระคู่สวดและถูกสอบถาม ถึงสิ่งที่จักเป็นอันตรายต่อพระธรรมวินัยและพรหมจรรย์ผ่านพ้นแล้ว พระอุปัชฌาย์จึงสอนถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำพร้อมทั้งสอนพระกรรมฐานสืบไป

อธิบายถึงวิธีการว่ากว่าจะมาเป็นพระภิกษุได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ให้ท่านทั้งหลายได้เห็นพอสังเขป เพื่อจักให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่า สมณภาวะ หรือภิกษุภาวะ มิใช้ได้มาจากความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นความเห็นชอบของหมู่คณะพระภิกษุสงฆ์ซึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า ๒๕ รูป

อีกทั้งพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระบรมพุทธานุญาต เอาไว้ว่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จักพ้นจากความเป็นสมณภาวะหรือภิกษุภาวะได้นั้น จักมีมูลเหตุ ๓ กรณี คือ

๑. มรณภาพ (ตาย)
๒. ต้องอาบัติปาราชิก หรืออาบัติที่ต้องแล้วจักทำให้ภิกษุผู้ต้องผู้นั้น ขาดจากความเป็นภิกษุภาวะ ซึ่งมี ๔ มูลเหตุ คือ
– ๑. เสพเมถุน
– ๒. ฆ่ามนุษย์
– ๓. ลักทรัพย์เกินกว่า ๕ มาสก
– ๔. พูดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตนเอง
๓. กล่าวคำลาสิกขา ต่อหน้าพระภิกษุหรือหมู่สงฆ์

แต่กฎหมาย บางมาตรากลับขัดแย้งต่อหลักธรรมวินัยอย่างสิ้นเชิง เช่น มาตรา ๒๙ ความว่า พระภิกษุใดถูกจับโดยต้องหาว่า กระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัด ไม่รับมอบตัวไว้ถามคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจักดำเนินการ ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

หากพิเคราะห์ดูอย่างละเอียดแล้ว ท่านทั้งหลายจักเห็นว่า มาตรา ๒๙ นี้ เมื่อภิกษุถูกกล่าวหา โดยยังมิได้ตรวจสอบ พิสูจน์ตนเองตามหลัก ป.วิ อาญาที่เชื่อไว้ก่อนว่า “ผู้ถูกกล่าวหา ยังเป็นผู้บริสุทธิ์” หากศาลยังมิได้พิพากษา

แม้ในหลักพระธรรมวินัย พระบรมศาสดาก็ทรงยังต้องให้ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบเสียก่อนว่าภิกษุนั้นผิดจริง ดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ จึงจักลงโทษ วิธีนี้เรียกว่า การระงับอธิกรณ์ด้วยวิธี ๗ ประการ

ที่เขียนอธิบายมาเสียยืดยาวเช่นนี้ หาได้ต้องการเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของพุทธะอิสระผู้ซึ่งกำลังต้องคดีไม่ เพราะยังไงๆ พุทธะอิสระ ก็ต้องรอให้คดีกบฏถึงที่สุดแล้วจึงกลับมาขอบวชใหม่อยู่แล้ว

แต่ต้องการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือกฎระเบียบใดที่ขัดแย้งต่อหลักธรรมวินัย เพื่อการแก้ไขปรับปรุง ให้ตรงต่อหลักธรรมวินัยเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่พระพุทธศาสนาและพุทธบริษัททั้ง ๔

พุทธะอิสระ

องคมนตรีเปิดศูนย์ส่งเสริมสุขภาพอัจฉริยะ”สถานีใส่ใจ”ในปั๊ม ปตท.สระแก้ว

People Unity News : องคมนตรี เปิดศูนย์ส่งเสริมสุขภาพอัจฉริยะ “สถานีใส่ใจ” ในปั๊มน้ำมัน ปตท. จ.สระแก้ว ดูแลสุขภาพประชาชนเบื้องต้น ลดความแออัดผู้รับบริการในโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ที่ จ.สระแก้ว ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช นายแพทย์ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว นางสาว อรนุช ไวนุสิทธิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาสระแก้ว นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายพัฒนเศรษฐ์ จังคศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดศูนย์ดูแลสุขภาพ “สถานีใส่ใจ” ( Smart Preventive Healthcare )ให้บริการส่งเสริม ป้องกันสุขภาพอัจฉริยะ เพิ่มช่องทางการนัดหมายแพทย์และรับยา ลดแออัดโรงพยาบาล ในปั๊มน้ำมัน ปตท. อ.เมือง จ.สระแก้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม กล่าวว่า โครงการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพอัจฉริยะในปั๊มน้ำมัน ปตท. ภายใต้ชื่อ “สถานีใส่ใจ” เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และรพร.สระแก้ว เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ตลอดจนสนองพระราชปณิธานในการดูแลประชาชน ให้ได้รับความรู้และการรักษาพยาบาลโดยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ มาใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมดูแลสุขภาพเบื้องต้น และให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงเป็นช่องทางพบแพทย์ และรับยา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ทั่วถึง ลดความแออัดโรงพยาบาล ปัจจุบันนำร่อง 2 แห่ง คือ รพร.สระแก้ว และรพร.บ้านดุง เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

สำหรับศูนย์ดูแลสุขภาพ “สถานีใส่ใจ” แห่งนี้ เปิดให้บริการจันทร์-ศุกร์ เวลา08.00-17.00 น. มีพยาบาลจาก รพร.สระแก้วมาประจำ มีบริการ 5 ด้าน ได้แก่ 1.บริการตรวจสุขภาพ วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ภาวะสุขภาพ 2.บริการระบบปรึกษาแพทย์ทางไกลระหว่างศูนย์ดูแลสุขภาพฯกับแพทย์ที่ รพร.สระแก้ว ( Tele medicine ) เพื่อให้ผู้ป่วยปรึกษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ด้วยตัวเอง 3.บริการตู้จำหน่ายยาสามัญประจำบ้าน 4.บริการล็อกเกอร์เก็บยา สามารถแจ้งให้รพร.สระแก้วส่งยามาไว้ที่ล็อกเกอร์สถานีใส่ใจได้ และ 5.บริการแอปพลิเคชัน “ใส่ใจ” สำหรับใช้นัดหมายแพทย์

ขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งประชาชนที่มาใช้บริการที่ปั๊มน้ำมัน สามารถเข้ารับบริการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

สร้างเสร็จแล้ว!อาคารรังสีรักษารพ.เมืองคอน “จิมมี่ ชวาลา”พร้อมเอกชนร่วมบริจาค 65 ล้าน

People Unity News : กระทรวงสาธารณสุขรับมอบอาคาร สหไทย รังสีรักษา โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช มูลค่า 40 ล้านบาท และเครื่องสวนหัวใจและหลอดเลือดมูลค่า 25 ล้านบาท ที่ได้รับบริจาคจากห้างสหไทยสรรพสินค้านครศรีธรรมราช และ “จิมมี่ ชวาลา” ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคหัวใจ ได้รับการดูแลรักษาใกล้บ้าน ลดการส่งต่อ ลดเวลารอคอย “อนุทิน”โพสต์ฺขอบคุณ”จิมมี ชวาลา”หัวใจคุณน่ากราบ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานรับมอบอาคาร สหไทย รังสีรักษา โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดระบบบริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง กระจายความเชี่ยวชาญไปยังทุกเขตสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการใกล้บ้าน ลดรอคอย ลดแออัด โดยโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชได้รับการสนับสนุนเครื่องฉายแสงและเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เมื่อปีงบประมาณ 2561 และได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคในการก่อสร้างอาคารรังสีรักษาวงเงิน 40 ล้านบาท จากเจ้าของห้างสหไทยสรรพสินค้านครศรีธรรมราช จำนวน 30 ล้านบาท และนายจิมมี่ ชวาลา 10 ล้านบาท ซึ่งช่วยให้ลดการส่งตัวผู้ป่วยมะเร็งไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา ซึ่งอยู่นอกเขตสุขภาพและต้องรอคิวนาน โดยที่ผ่านมาจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งตัวผู้ป่วยมะเร็งไปรักษานอกเขตปีละประมาณ 600-800 คน มากที่สุดในเขตสุขภาพที่ 11 นอกจากนี้ คุณจิมมี่ ชวาลา ยังได้บริจาคเครื่องสวนหัวใจและหลอดเลือดเครื่องที่ 2 ให้กับโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช มูลค่า 25 ล้านบาท สามารถให้บริการได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และให้บริการผู้ป่วยได้ปีละประมาณ 2,000-2,500 คนต่อปี

“ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินสร้างอาคารรังสีรักษา มอบเครื่องสวนหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ในการช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยโรคหัวใจได้รับการรักษาเร็วขึ้น ลดการเสียชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนโรงพยาบาลในพื้นที่ให้มีเครื่องมือแพทย์ครบครัน เมื่อเจ็บป่วยไม่ต้องเดินทางไปรักษาในจังหวัดอื่น ดังเช่นชาวนครศรีธรรมราช” นายแพทย์สุขุมกล่าว

สำหรับอาคาร สหไทย รังสีรักษา โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ประกอบด้วยห้องฉายแสง 2 ห้อง ห้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อวางแผนรักษา 1 ห้อง ห้องตรวจ 3 ห้อง ห้องให้คำปรึกษาวางแผนรักษา 1 ห้อง ห้องทำงานแพทย์ และห้องประชุม เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2562 มีผู้ป่วยมารับการรักษาฉายแสงวันละ 50-60 ราย ตั้งแต่เปิดให้บริการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ให้การฉายแสงรักษาครบคอร์สแล้วจำนวน 296 ราย ทำให้ผู้ป่วยและญาติไม่ต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หรือศูนย์มะเร็งที่สุราษฏร์ธานี สามารถลดระยะในการรอคอย ลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยและญาติ

“อนุทิน”โพสต์ฺขอบคุณ”จิมมี ชวาลา”หัวใจคุณน่ากราบ

ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊ก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เพื่อขอบคุณห้างสหไทยสรรพสินค้า นครศรีธรรมราช และนายจิมมี่ ชวาลา นักธุรกิจ ที่บริจาคเงินสมทบทุนสร้างอาคาร สหไทย รังสีรักษา โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช ระบุว่า
หัวใจคุณน่ากราบ
…..
กราบขอบพระคุณ
ห้างสหไทยสรรพสินค้า นครศรีธรรมราช
กราบขอบพระคุณ
คุณจิมมี่ ชวาลา
ร่วมกันบริจาคอาคารสหไทย ศูนย์รังสีรักษา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป
เพราะงบประมาณมีจำกัด
เพราะผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจนงบประมาณเพิ่มตามไม่ทัน
การสนับสนุน และความร่วมมือของประชาชน และ ภาคเอกชน คือ กำลังสำคัญที่ทำให้กระทรวงสาธารณสุข ส่มารถให้บริการ และ ดูแล ประชาชน ได้มากขึ้น กว่าความสามารถของกระทรวงสาธารณสุข เพียงลำพัง
จังหวัดไหน ท่านใดจะทำตาม จังหวัดนครศรีธรรมราช ประสานมาที่ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ครับ
ขอกราบพระคุณทุกๆ ท่าน ที่ร่วมมือกัน ดูแลประชาชน
ผมจะกำชับให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ใช้อาคาร และ เครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับบริจาค ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน อย่างคุ้มค่ามากที่สุด
พึงระลึก และ สำนึกไว้ตลอดเวลาว่า ประชาชน คือ เจ้าของโรงพยาบาล อาคาร และ เครื่องมือแพทย์ ทุกชิ้น จึงต้องใช้ เพื่อการดูแล รักษา และบริการประชาชน ให้ดีที่สุด

 

กรมควบคุมโรคเตือนถูกแมลงยุงกัดเสี่ยงป่วยโรคเนื้อเน่าได้

People Unity News : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนหากถูกแมลง ยุงกัดหรือมีบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ขอให้ดูแลแผลให้สะอาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าได้ หากแผลเกิดการอักเสบ เช่น บริเวณบาดแผลมีลักษณะปวด บวม ร้อน แดงมากขึ้น หรือมีไข้ แล้วลุกลามให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวดาราชื่อดัง ถูกแมลงกัดขณะไปเที่ยวบ่อน้ำร้อนในต่างประเทศ ต้องเข้ารักษาตัวด่วน นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า โรคเนื้อเน่า หรือเรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสเชียไอติส (Necrotizing fasciitis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในแผล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย 2 ชนิด คือ Streptococcus pyogenes และStaphylococcus aureus โดยมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง โรคนี้พบบ่อยในช่วงฤดูฝน มักพบในผู้ที่มีบาดแผลเล็กๆน้อยๆ หรือแผลจากการถูกแมลงหรือยุงกัด แล้วสัมผัสกับแบคทีเรียที่อยู่ในดินหรือในน้ำ และอาจดูแลแผลไม่ดี จนแผลลาม ทำให้แผลติดเชื้อซ้ำซ้อน

สำหรับประเทศไทย แต่ละปีจะพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าประมาณ 100-200 ราย พบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตำแหน่งที่เกิดมากสุดคือที่บริเวณขา รองลงมาเป็นบริเวณเท้า เมื่อเชื้อโรคที่พบในดินในน้ำทั่วๆไปเข้าไปในแผล จะทำให้เกิดการอักเสบ ลุกลามได้ง่าย รายที่รุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะไตวาย ช็อค และอาจเสียชีวิตได้ ที่สำคัญหากมาพบแพทย์ช้า เมื่อมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกแล้ว จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงด้วย

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า ประชาชนที่มีความเสี่ยงเกิดโรคเนื้อเน่า ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น

สำหรับการป้องกันโรค ขอให้ประชาชนระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผลขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขาหรือเท้า แต่หากมีบาดแผลขอให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และใส่ยาฆ่าเชื้อ ระวังอย่าให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่เกิดจากวัสดุที่สกปรก เช่น ตะปู หนาม ไม้ที่อยู่ในน้ำ ทิ่มแทง ควรไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งนี้ ถ้าปวดบริเวณแผล บวม ร้อน แดงมากขึ้น หรือมีไข้ร่วมด้วย อาจเกิดการติดเชื้อได้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

เครือข่าย”สุขภาพหนึ่งเดียว” ร่วมมือด้านสุขภาพ”คน สัตว์ สิ่งแวดล้อม”

People Unity News : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีเครือข่าย เดินหน้าประสานความร่วมมือด้านสุขภาพคน สัตว์ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และยั่งยืน

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 ที่ ICONSIAM กรุงเทพฯ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สาโรช งามขำ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ Dr. John MacArthur ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือไทย–สหรัฐ ด้านสาธารณสุข ร่วมเปิดกิจกรรม “วันสุขภาพหนึ่งเดียวโลก” (Global One Health Day 2019: For Better Health of All) โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสุขภาพหนึ่งเดียวทุกภาคส่วนในประเทศไทย

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวว่า สุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health เป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ทั้งนี้ กลุ่มความร่วมมือด้าน One Health ระดับนานาชาติ ได้กำหนดวันที่ 3 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันสุขภาพหนึ่งเดียวโลก” (Global One Health Day) ขึ้น ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อกระตุ้นและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในด้านการป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน 2) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวของหน่วยงานพันธมิตรในเครือข่าย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนมุมมอง การดำเนินงานด้านสุขภาพหนึ่งเดียว ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศ ของรัฐบาล และ 3) เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน แบบองค์รวม โดยประเทศไทยมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในการเตรียมความพร้อมและการรับมือโรคติดต่อระหว่างคนและสัตว์ และโรคติดต่ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ ในระดับประเทศ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถสหสาขา เพื่อรองรับการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหลายภาคส่วน จนทำให้ประเทศไทยมีผลการดำเนินงานด้านสุขภาพหนึ่งเดียวเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาคมโลก

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานเครือข่ายสุขภาพหนึ่งเดียว โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 300 คน และคาดหวังว่าหลักการสุขภาพหนึ่งเดียว จะนำพาให้การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาเชื้อดื้อยา หรือ Antimicrobial Resistance ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ประสบความสำเร็จและส่งผลดีต่อสุขภาพของคน สัตว์ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

Verified by ExactMetrics