วันที่ 16 มีนาคม 2026

“จุติ” จับมือ 9 กระทรวงเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก มุ่งสร้างอาชีพใหม่ ชีวิตใหม่ หลังโควิด-19

People Unity News : รมว.พม. จับมือ 9 กระทรวง เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก มุ่งสร้างอาชีพใหม่ ชีวิตใหม่ หลังโควิด-19

7 มิ.ย. 2563 เวลา 10.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและยกระดับการฝึกอาชีพ (อาชีพใหม่ ชีวิตใหม่ หลังโควิด-19) สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งคนตกงาน คนว่างงาน และนักเรียน นักศึกษาที่เรียนจบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก” อีกทั้งเป็นประธานในพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรและกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ณ ห้อง Convention ชั้น 5 โรงแรมท็อปแลนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดพิษณุโลก

นายจุติ กล่าวว่า จากสภาพปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จำเป็นต้องมีมาตรการสร้างงานและจ้างงานเพื่อรองรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงในการหางานทำไม่ได้และตกงาน โดยจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในการปรับทักษะอาชีพ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจ อีกทั้งการสร้างทักษะอาชีพใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายขึ้น และการทำงานที่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ติดต่อสื่อสารมากขึ้น ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ต้องบูรณาการความร่วมมือกันในการช่วยเหลือประชาชนตามบทบาทภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งกระทรวง พม. เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มุ่งให้ความช่วยเหลือดูแลประชาชนผู้ประสบปัญหาทางสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและยกระดับการฝึกอาชีพ (อาชีพใหม่ ชีวิตใหม่ หลังโควิด-19) เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้วยมิติการทำงานใหม่กับหน่วยงานภาครัฐ 9 กระทรวง รวมทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชน เพื่อสร้างทุนมนุษย์สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดพิษณุโลกให้มีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวร กับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง พม. เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสตรีและครอบครัวในพื้นที่

นายจุติ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ ตนได้มาขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลที่ให้แต่ละกระทรวงบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งครั้งนี้ได้บูรณาการร่วมกับ 9 กระทรวง เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจของประชาชน ด้วยการแนะนำวิถีชีวิตใหม่และอาชีพใหม่ให้กับประชาชนในเขต 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งหลังจากนี้ เราจะมีการติดตามความคืบหน้าในทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับความเข้มข้นของการทำงาน เพราะปัญหาของประชาชนรอไม่ได้ และต่อจากนี้จะขับเคลื่อนงานต่อในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเราจะแนะนำโครงการต่างๆไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งคนตกงาน จนถึงกลุ่มเยาวชน นักศึกษาที่จบแล้ว แต่ยังไม่มีงานทำ เพื่อให้ได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยอาชีพใหม่

Advertising

“อนุทิน” ให้ อสม.สำรวจการใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกครัวเรือนทั่วไทย

People Unity News : รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สำรวจการใช้สารเคมีทางการเกษตรและการเจ็บป่วยทุกครัวเรือน โดยใช้แอปพลิเคชัน สมาร์ท อสม. เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และภัยจากการใช้สารเคมี

วันนี้ (6 มกราคม 2563) ที่ศูนย์ปฏิบัติการแพทย์และสาธารณสุข กองสาธารณสุขฉุกเฉิน อาคาร 5 ชั้น 7 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดี และคณะผู้บริหาร ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด  มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรค และภัยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต) โดยประชาชน/อสม. ผ่าน Mobile Application สู่หน่วยบริการ (คลินิกสารเคมีเกษตร/คลินิกโรคจากการทำงาน)

นายอนุทินกล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ ปี 2563 เป็นปีแห่งอาหารปลอดภัย และสนับสนุนการเกษตรอินทรีย์ ยืนยันสนับสนุนการยุติการใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร ได้ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1 ล้านคนใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเอไอเอส สำรวจการใช้สารเคมีทางการเกษตร วิธีการทางธรรมชาติอื่นๆที่ปลอดภัย และข้อมูลการเจ็บป่วยที่คาดว่าอาจมาจากสารเคมี โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรวัยแรงงานซึ่งมีความเสี่ยงจากการสัมผัส มีความเป็นพิษต่อร่างกาย ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เป็นการยกระดับระบบการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากสารเคมีทางการเกษตรให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ สามารถระบุพิกัดครัวเรือน เพื่อนำเข้าคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจังหวัด นำไปวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และหาแนวทางแก้ไขเพื่อยุติสารเคมีทางการเกษตรของพื้นที่ โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตรกรรม ของกรมควบคุมโรค โดยสำรวจ 2 ครั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ในเดือนมกราคม 2563 และครั้งที่ 2 วันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2563

“การสำรวจครั้งนี้ จะทำให้ได้ข้อมูลการใช้สารเคมีทางการเกษตรของทุกครัวเรือน และข้อมูลการเจ็บป่วยที่ครบถ้วน แม่นยำขึ้น เพราะจะมีข้อมูลของกลุ่มที่ไม่ได้ไปรับการรักษาที่สถานพยาบาล นำไปวางแผนเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพจากการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและประชาชนในอนาคต” นายอนุทินกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดตัวชี้วัดให้ทุกจังหวัดขับเคลื่อนมาตรการยุติการใช้สารเคมีทางการเกษตร ประกอบด้วย 1.มีการขับเคลื่อนมาตรการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับส่วนกลางและภูมิภาค อย่างน้อยจังหวัดละ 1 เรื่อง ผ่านกลไกของคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจังหวัด  2.มีระบบรับแจ้งข่าว การใช้/ป่วยจากการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร โดยประชาชน/อสม. ผ่าน Mobile Application และ 3.จังหวัดมีการจัดทำฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตรกรรม และรายงานการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต

โฆษณา

“บิ๊กตู่” กำชับดูแลฝุ่นละออง PM 2.5 ประสานความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน

People Unity News : พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับดูแลฝุ่นละออง PM 2.5 ประสานความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่

เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.62) เวลา 13.00 น. ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงแก่สื่อมวลชนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองว่า รัฐบาลดำเนินการทุกอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหา วัสดุที่เหลือจากการเกษตรเช่น อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ ก็ให้นำมาทำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าเกิดประโยชน์มากขึ้น หรือนำไปเป็นวัสดุเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานในโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กในชุมชน แทนการเผาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ใช้มาตรการและวิธีการใหม่ๆที่เหมาะสมในการดูแลจุดความร้อนหรือฮอตสปอตในพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงการขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีปัญหาเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

สำหรับการใช้รถขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า รวมทั้งการก่อสร้างก็มีความก้าวหน้าโดยลำดับ หลายเส้นทางก็ได้มีการเปิดใช้แล้ว ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้รถส่วนตัวลงได้บ้าง เพื่อผลดีต่อการจราจร นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเข้าใจว่า บางกรณีก็มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวในการรับส่งลูกหลานไปโรงเรียน แต่ขอความร่วมมือในส่วนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หากไม่มีความจำเป็นมากนัก ก็ให้หันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะบ้าง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพยายามดูแลและส่งเสริมรถบริการสาธารณะให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น พร้อมๆไปกับการเร่งดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน ถนน เส้นทางต่างๆ ทั้งเส้นทางถนนปกติและทางด่วนพิเศษที่ต้องจ่ายเงิน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงบริการและรับความสะดวกอย่างทั่วถึงตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

จากนั้น นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่บางพื้นที่ไม่มีน้ำทำนาปลังว่า จะต้องหาวิธีการเพาะปลูกพืชแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่ออุปโภคบริโภคของประชาชน โดยขอความร่วมมือประชาชนทุกคนใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะต้องลดปริมาณการใช้น้ำสำหรับการทำการเกษตรลงให้ได้มากที่สุด เพราะมีบางประเทศมีการใช้น้ำทำการเกษตรน้อยกว่าประเทศไทย ซึ่งได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาวิธีการและแนวทางดังกล่าวเพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมบริหารจัดการการให้ใช้น้ำบาดาลมากขึ้น เพื่อเตรียมรองรับแก้ไขปัญหากรณีน้ำอุปโภคบริโภคขาดแคลนน้ำที่และบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชน

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงมาตรดูแลความปลอดภัยประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมและออกมาตรการและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งการกวดขันบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความสะดวก การจารจร อาชญากรรม ฯลฯ ส่วนการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ขณะนี้ได้มีการเพิ่มมาตรการเชิงรุกมากขึ้น โดยดำเนินการเป็นไปตามกติกาสากล ในการปฏิบัติหน้าที่ก็ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐระมัดระวังดูแลตนเองให้ดี รวมถึงการดูแลประชาชนให้ได้รับปลอดภัย พร้อมขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วย

โฆษณา

1ธ.ค.2562 วัดรางหมันจัดประกวดพระเครื่อง สมทบทุนสร้างรพ.กำแพงแสน

People Unity News : 1 ธันวาคม 2562 วัดรางหมัน”หลวงปู่แผ้ว ปวโร” จัดประกวดพระเครื่องสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลกำแพงแสน จ.นครปฐม

“หลวงปู่แผ้ว ปวโร” พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง วัดรางหมัน หรือ วัดประชาราษฎร ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ในวาระที่ อายุครบ 8 รอบ 96 ปี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ได้มอบเงินให้โรงพยาบาลกำแพงแสนไปแล้ว 11 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้หลวงปู่แผ้ว ได้ปรารภกับคณะศิษย์ว่า โรงพยาบาลกำแพงแสนมีผู้เจ็บไข้ขอรับบริการทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ปีหนึ่งเป็นจำนวนมาก ไม่มีสถานที่เพียงพอทางโรงพยาบาล

หลวงปู่ท่านฟังแล้วมีความเห็นพ้องกับหมอโรงพยาบาลกำแพงแสน จึงได้มีการจัดประกวดพระเครื่องขึ้นเพื่อหาปัจจัยสร้างอาคารโรงพยาบาลกำแพงแสนโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

การจัดประกวดพระเครื่องบำรุง มีหลวงปู่แผ้ว เป็นประธาน จัดงาน มีพระอธิการสมศักดิ์ อินฺโท เจ้าอาวาสวัดรางหมัน ให้การสนับสนุนการจัดงานทั้งหมด โดยได้รับความเมตตาจากหลวงปู่แผ้ว ให้จัดสร้างเหรียญเจริญพรบน มาเป็นรางวัลชนะเลิศรายการต่างๆ

งานประกวดพระในครั้ง มีรายการพระเครื่องท้องถิ่นประกวด 37 โต๊ะ ค่าส่งพระตามราคามาตรฐานต่างจังหวัดองค์ละ 300 บาททุกรายการ รางวัลแต่ละอย่างถือว่าสุดยอด ที่จะต้องบอกว่านักล่ารางวัลไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

รางวัลงานประกวดพระเครื่องวัดรางหมัน มีดังนี้

(1) รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมคะแนนรวมสูงสุด รับถ้วยเกียรติยศ หลวงปู่แผ้ว พร้อมเหรียญทองคำ หลวงปู่แผ้ว รุ่นเจริญพรบน 1 ชุด

(2) รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระหลวงปู่แผ้ว รับถ้วยเกียรติยศ ดร.ภาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ สส.จังหวัดนครปฐม พร้อมเหรียญทองคำ หลวงปู่แผ้ว รุ่นเจริญพระบน (1 ชุด)

(3) รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ รับเหรียญหลวงปู่แผ้ว เนื้อเงิน รุ่นเจริญพรบน ค่าส่งพระเข้าประกวดองค์ละ 300 บาท

ผู้ส่งพระเข้าประกวดลุ้นรับรางวัล ทองคำ 1 สลึง 10 รางวัล พร้อมเหรียญหลวงปู่แผ้ว 50 รางวัล แผงพระเครื่องลุ้นรับโชค ทองคำหนัก 1 สลึง 5 รางวัล เหรียญหลวงปู่แผ้ว 50 รางวัล

เข้าชมรายละเอียดงานประกวดพระได้ที่… https://youtu.be/3RNuDbNYmlw และ https://www.facebook.com/200304500388411/posts/836941016724753/

คณะสงฆ์คลองหลวงจัดกิจกรรมรวมพลังสร้างสัปปายะรักษ์สิ่งแวดล้อม

People Unity News : คณะสงฆ์คลองหลวงร่วมพุทธศาสนิกชนพร้อมจัดกิจกรรมรวมพลังสร้างสัปปายะ โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข วัดพระธรรมกายเตรียมเปิดศูนย์นวัตกรรมรักษ์วัด รักษ์สิ่งแวดล้อม บริการวัด-ชุมชน ต้นปี พ.ศ. 2563

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 13.30 น. ณ อุโบสถวัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้จัดให้มีกิจกรรม “รวมพลังสร้างสัปปายะ ในโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ของวัดพระธรรมกาย” ขึ้น โดยมีพระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายนิพนธ์ แก้วธรรม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยพระสงฆ์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ประธานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร อาสาสมัคร นักเรียน และประชาชนผู้มีจิตอันเป็นกุศล พร้อมเพรียงกันเข้าร่วมกิจกรรมฯ จำนวนกว่า 500 คน โดยกิจกรรมฯ เริ่มต้นจากการกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย, พิธีอาราธนาศีล 5, ประธานฝ่ายฆราวาส กราบถวายรายงานต่อประธานฝ่ายสงฆ์, ประธานฝ่ายสงฆ์ให้โอวาทและกล่าวเปิดกิจกรรมฯ, บันทึกภาพหมู่ จากนั้น เป็นการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ออกเป็น 7 กลุ่ม เพื่อร่วมกันสร้างสัปปายะสู่วัดตามแบบแผนที่เตรียมการไว้ อาทิ การกวาดพื้นถนน, กวาดและเก็บใบไม้, กวาดและถูพื้นอุโบสถ, เช็ดเสาอุโบสถ เป็นต้น ท่ามกลางบรรยากาศแห่งรู้รักสามัคคี มั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา และอิ่มบุญปลื้มใจกันถ้วนหน้า

สำหรับการจัดกิจกรรม “รวมพลังสร้างสัปปายะ” นี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปฏิทินการดดำเนินงานโครงการฯ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ได้ประสานความร่วมมือกับวัดพระธรรมกาย, มูลนิธิธรรมกาย, คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย, ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดปทุมธานี, ชมรมรักษ์บวร รักษ์ศีล ๕, สมาพันธ์หมู่บ้านจัดสรรอำเภอคลองหลวง, ชมรมเรารักคลองสามผู้นำชุมชน, กลุ่มอาสาสมัคร, สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนดำเนินงาน “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรม “สร้างสัปปายะสู่วัดด้วยวิถี ๕ส ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม” ตามมติมหาเถรสมาคม และแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการ ของมหาเถรสมาคม ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อการนำหลักพุทธธรรมเรื่องสัปปายะ และแนวคิดของระบบ ๕ส ลงสู่บริบทของวัด และชุมชน, ควบคู่กับการมุ่งส่งเสริมให้วัดเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพ การเรียนรู้ และจิตใจของชุมชน, โดยการขยายผลหลักพุทธธรรมเรื่องสัปปายะ และแนวคิดของ ๕ส รวมถึงหลักความรับผิดชอบต่อสังคมสู่ประชาชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง รวมถึงองค์กร และประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วม, ซึ่งทั้งหมดนี้ ย่อมจักนำไปสู่การสร้างสังคม แห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืนสืบไป

พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ กล่าวให้โอวาทในพิธีเปิดกิจกรรมฯ ตอนหนึ่งว่า “วันนี้ นับเป็นวันแห่งการแสดงออกถึงความปรองดองสมานฉันท์ของทุกท่าน ที่มาจากหลากหลายภาคส่วน แต่ล้วนมี จิตอันเป็นกุศลที่แน่วแน่ร่วมกัน เพื่อมาสั่งสมบุญทำความดีด้วยการรวมพลังสร้างสัปปายะให้เกิดขึ้น กับศาสนสถานทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเขตอุโบสถ เขตพุทธาวาสที่บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ เนื่องด้วยเป็นสถานที่ประดิษฐานไว้ซึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิจกรรมในวันนี้ จึงถือเป็นบุญใหญ่ และจะนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตของทุกท่านอย่างยิ่ง เพราะเราได้มาร่วมกันพัฒนาพื้นที่วัด ให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม เป็นสถานที่สัปปายะ ต่อยอดสู่การพัฒนาพื้นที่ทางสังคม และการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธ ยกระดับสู่การพัฒนาพื้นที่จิตใจ และปัญญาเชิงพุทธ เพื่อชุมชนในที่สุด จึงขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้เห็นความสำคัญ และร่วมกันเสียสละมาร่วมด้วยช่วยกันดูแลรักษาวัดของชุมชนเราให้เป็นรมณียสถานของชาวพุทธที่สมบูรณ์พร้อมยิ่งๆ ขึ้นไป สิ่งที่ทุกท่านจะได้ร่วมกันกระทำนี้ ได้ชื่อว่าเป็นการรักษา และสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา”

นอกจากกิจกรรม “รวมพลังสร้างสัปปายะ” เพื่อพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพแล้ว ทางด้านการพัฒนาพื้นที่จิต และปัญญาเชิงพุทธ นั้น ทางวัดพระธรรมกายได้จัดให้มีกิจกรรม “เสาร์สร้างสุข” ด้วยการสวดมนต์ รักษาศีล ปฏิบัติธรรม และฟังธรรม ในทุกวันเสาร์ เวลา 18.00 น. ถึง 20.00 น. ณ อาคารโถงช้างฯ อีกทั้งในด้านการพัฒนาพื้นที่สังคมการเรียนรู้ของชุมชนนั้น ในช่วงต้นปีพุทธศักราช 2563 จะมีกำหนดเปิดศูนย์การเรียนรู้ปลูกศรัทธา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้     นวัตกรรมรักษ์วัด รักษ์สิ่งแวดล้อม ขยายผลสู่เครือข่ายบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ต่อไป

ในวันเดียวกันนี้ ภายหลังเสร็จสิ้น “กิจกรรมรวมพลังสร้างสัปปายะ” แล้ว ในเวลา 15.00 น. วัดพระธรรมกาย ได้ร่วมกับ องค์กรภาคีเครือข่ายฯ โดยการประสานงานของคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จัดให้มี “พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคณะสงฆ์อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามมติมหาเถรสมาคม” โดยมีพระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง และเจ้าอาวาสวัดสว่างภพ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยเจ้าอาวาส  พระสงฆ์ และประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอคลองหลวง เข้าร่วมพิธีฯ โดยพร้อมเพรียงกัน

3กระทรวงจับมือพัฒนาและยกระดับการฝึกอาชีพแก่สตรี

People Unity News : 3 กระทรวง จับมือลงนามการพัฒนาและยกระดับการฝึกอาชีพแก่สตรี มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดี

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วย หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดศ.) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและยกระดับการฝึกอาชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมายระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า บทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในด้านการพัฒนาแรงงานและฝึกอาชีพมีความจำเป็นและสำคัญ เนื่องจากในปีหน้าเป็นต้นไป จะมีความต้องการแรงงานอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลเป็นจำนวนปีละกว่า 40,000 คน ซึ่งภาคการศึกษาผลิตไม่ทันเพราะต้องใช้เวลา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงต้องพัฒนากำลังคนด้วยวิธี Upskill ยกระดับทักษะของแรงงานเดิมให้ทันสมัย และ Reskill คือพัฒนาคนที่อยู่ในสายแรงงานที่ยังไม่มีทักษะด้านดิจิทัล ให้มีทักษะด้านดิจิทัล โดยรัฐบาลจะพูดคุยกับภาคเอกชน โรงงาน และบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อศึกษาความต้องการบุคลากร สาขาวิชาและอาชีพที่ต้องการ ซึ่งรัฐกำลังประสานงาน ทั้งเติมเต็มความต้องการผู้ใช้แรงงาน ทั้งในกลุ่มผู้พิการ และสตรี

ในปัจจุบันดิจิทัลเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนในชีวิต รัฐต้องการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Asean Hub ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการพัฒนาด้านแรงงาน ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการย้ายฐานแรงงานการผลิตของอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเหตุผลสำคัญคือแรงงาน แรงงานจึงเป็นหัวใจหลักสำคัญของการวางรากฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย ประเทศไทยยังขาดแรงงานเป็นแสนคน ซึ่งแนวทางการร่วมมือบูรณาการกันระหว่างสามกระทรวงจากสามพรรคทำงานร่วมมือกัน ในการพัฒนาแรงงานนี้เกิดเป็นครั้งแรก จึงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำงานโดยเน้นพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เป็นความตั้งใจดีของรัฐมนตรีจากทั้ง 3 กระทรวงที่ทำให้เห็นว่าประเทศไทยจะเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นและความมั่นใจ

ด้านนายจุติ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวในการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาใช้ กระทรวง พม. จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและยกระดับการฝึกอาชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อร่วมกันยกระดับการฝึกอาชีพให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริม และสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทักษะความชำนาญของแต่ละหน่วยงานที่ร่วมลงนาม ซึ่งจะช่วยสนับสนุน สค. ตามภารกิจของตนเอง อาทิ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะสนับสนุนข้อมูลเพื่อการวางแผนการจัดฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมให้เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายให้ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ กรมการจัดหางานจะช่วยสนับสนุนในการส่งเสริมการมีงานทำแก่กลุ่มเป้าหมาย โดยการให้บริการจัดหางาน การแนะแนวอาชีพ การประกอบอาชีพ และการรับงานไปทำที่บ้าน

แนะ 5 ข้อน่ารู้ไว้ป้องกันก่อนไฟไหม้บ้าน “วันที่เกือบไม่เหลืออะไร”

People Unity News : แนะ 5 ข้อน่ารู้ไว้ป้องกันก่อนไฟไหม้บ้าน “วันที่เกือบไม่เหลืออะไร” อุทาหรณ์เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่หมู่ 4 ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 จากเหตุเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่หมู่ 4 ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกอบด้วยหลังที่ 1 เจ้าของบ้านชื่อ นายแถว ราชเพียแก้ว บ้านเลขที่ 16 หลังที่ 2 เจ้าของบ้านชื่อนางกันยารัญญ์ แสงปัญญา บ้านเลขที่ 74 ซึ่งทางอำเภอชาติตระการและองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อภาคได้ให้ช่วยเหลือเบื้องต้นนั้น ทางเพจอำเภอชาติตระการ (https://www.facebook.com/Chattrakantown/)ได้แจงเลขที่บัญชีรับความช่วยเหลือจากประชาชนทั่วไปด้วย

พร้อมกันนี้เพจอำเภอชาติตระการได้ แนะ 5 ข้อน่ารู้ไว้ป้องกันก่อนไฟไหม้บ้าน”ในวันที่เกือบไม่เหลืออะไร”

ไฟไหม้บ้านเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของคนเราเลยก็ว่าได้ เพราะเพลิงไฟลุกเผาบ้านเพียงครั้งเดียวก็พาให้วอดวายไม่เหลืออะไรเลย และถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์น่าสลดใจแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองแน่ ๆ ดังนั้นมาเรียนรู้วิธีป้องกันไฟไหม้บ้านอย่างปลอดภัยตามนี้กันดีกว่า รอบคอบไว้ก่อน จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นครับ

1. เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

ต้องยอมรับว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากการกระทำของคนในบ้านเองอยู่บ่อยครั้ง เช่น สูบบุหรี่บนโซฟาผ้า หรือบนเตียงนอน เก็บวัตถุไวไฟไว้ในที่ที่ไม่ปลอดภัย จนเด็กสามารถหยิบมาเล่นได้ง่าย ๆ รวมทั้งการหุงต้มอะไรทิ้งไว้นาน ๆ และการลืมถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ก็ควรเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ให้หมด และหมั่นตรวจสอบความเรียบร้อยทุกบริเวณ ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

2. ป้องกันไฟในห้องครัว

ห้องครัวเป็นจุดเสี่ยงที่สุดในบ้าน เพราะมีเตาไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถก่อประกายไฟได้อยู่หลายชิ้น ทั้งเตาไมโครเวฟ เตาอบ หม้อหุงข้าว เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องดูแลส่วนนี้กันเป็นพิเศษ ไม่ควรปล่อยให้เตามีคราบอาหารหรือน้ำมันเกาะติด เพื่อป้องกันประกายไฟจากเตากระเด็นมาโดนจนเกิดเพลิงไหม้ นอกจากนี้เวลาทำครัวก็ควรจะใส่เสื้อผ้ากระชับตัว ไม่สวมเสื้อผ้ารุ่ยร่าย ส่วนบริเวณเตาก็อย่าแขวนผ้ากันเปื้อน หรือวางวัตถุไวไฟไว้ใกล้ ๆ ด้วย อีกทั้งหากมีเด็กเล็กอยู่ในบ้านก็ต้องสอนเขาให้ไม่มาเล่นในครัว หรือทางที่ดีก็ควรซื้อถังดับเพลิงและเรียนรู้วิธีใช้ถังดับเพลิงเอาไว้ก็ยิ่งดีค่ะ

3. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง

เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดสามารถเป็นตัวการก่อเพลิงไฟได้ทั้งนั้น เราจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้อย่างยิ่งยวด ด้วยการสำรวจความชำรุดของสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าก่อนการใช้งาน ไม่ควรใช้ปลั๊กพ่วงเสียบใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ ชิ้น พร้อมกัน และก่อนจะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรตรวจสอบกำลังไฟไม่ให้เกินกำลังไฟภายในบ้านด้วย นอกจากนี้ก็ไม่ควรเก็บซ่อนปลั๊กไฟ หรือปลั๊กพ่วงเอาไว้ใต้พรมหรือผ้า รวมถึงก่อนออกจากบ้านก็ต้องถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกให้หมด โดยเฉพาะถ้าหากพบว่าปลั๊กไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดไหนที่มักจะร้อนจัด ๆ ก็ต้องเลี่ยงไม่ใช้งาน หรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องนำไปเช็กสภาพการใช้งานที่ศูนย์ด้วย

4. ติดตั้งเครื่องตัดไฟ

นอกจากเครื่องตรวจจับควันไฟ ก็ควรติดตั้งเครื่องตัดไฟเอาไว้ในบ้านด้วย เผื่อกรณีที่เกิดไฟฟ้าลัดวงจรโดยที่เราไม่รู้ตัว เครื่องตัดไฟก็จะสามารถตัดกระแสไฟทั้งหมดในบ้านได้ทัน ก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับบ้านของเรา รวมทั้งควรติดตั้งสายดินภายในบ้านเพื่อป้องกันเพิ่มขึ้นอีกชั้น

5. ระบายอากาศในบ้าน

หากในบ้านมีอากาศร้อนอบอ้าว ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องหาทางระบายความร้อนให้บ้านมีอากาศปลอดโปร่ง เช่น ติดตั้งพัดลมระบายอากาศ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรปิดหน้าต่างและประตูจนมิดชิดเกินไป และควรติดระบบระบายอากาศบนฝ้าเพดานเพิ่มเข้าไปเพื่อความปลอดภัยให้มากขึ้น

เสียเวลาตรวจสอบความเรียบร้อยของบ้านสักนิดก่อนออกไปข้างนอก และลงทุนติดตั้งเครื่องป้องกันไฟไหม้เอาไว้ในบ้านบ้างก็ดี โดยเฉพาะถ้าหากคุณจำเป็นต้องทิ้งบ้านไปไหนไกล ๆ ก็ควรฝากบ้านไว้กับเพื่อนบ้าน ให้เขาช่วยสอดส่องดูแลในระหว่างที่ไม่อยู่ด้วย

กว่า 2 ล้านคนสอบธรรมศึกษา สร้างสังคมอุดมปัญญาวิถีพุทธ

People Unity News : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานเปิดสอบธรรมศึกษา ปีการศึกษา 2562 “90 ปี สอบธรรมศึกษา สร้างสังคมอุดมปัญญาวิถีพุทธ” “เทวัญ”เผยมีประชาชนกว่า 2 ล้านคน  ร่วมสอบธรรมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562 รวมสนามสอบกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.00 น. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิตรสถิตสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดสอบธรรมศึกษา ปีการศึกษา 2562 “90 ปี สอบธรรมศึกษา สร้างสังคมอุดมปัญญาวิถีพุทธ” ที่สนามสอบวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.ภูเพียง จ.น่าน

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวรายงานการดำเนินการสอบธรรมศึกษาในปีนี้  มีนายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐนตรี นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายวรกิตติ ศรีทิพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเข้าร่วม

การสอบธรรมศึกษาเป็นการเรียนรู้หลักวิชาทางพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นโดยพระดำริของกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิตรฯ ถือเป็นรูปแบบการจัดการศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ช่วยพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีจิตสำนึกในทางที่ดีและสร้างสรรค์ มีสติปัญญารู้เท่าการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและครอบครัว

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การสอบธรรมศึกษาปีนี้เป็นปีที่ 90 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างมั่นคง ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการสอบธรรมศึกษา ปีการศึกษา 2562  โดยกำหนดจัดพิธีเปิดสอบ ณ สนามสอบวิทยาลัยสงฆ์นครน่านแห่งนี้ พร้อมกับสนามสอบธรรมศึกษากว่า 6,000 แห่ง รวมผู้สมัครสอบทั่วประเทศ จำนวน 2,310,185 คน สำหรับ สนามสอบ จ.น่าน มีนักเรียนสมัครสอบ จำนวน 744 คน

สธ.ยันไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืน”แบน 3 สารเคมี” พบแนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้น

People Unity News : กระทรวงสาธารณสุขยันไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนการแบน 3 สารเคมี ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ห่วงสุขภาพประชาชน พบผู้ป่วยจากสารเคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกันแถลงจุดยืนกระทรวงสาธารณสุขต่อการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ว่า คณะกรรมการฯ ที่เป็นผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวานนี้ (27 พฤศจิกายน 2562) ยืนยันตามมติเดิมในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ให้แบนสารเคมีอันตราย 3 สาร มีการรับรองมติการประชุมไปแล้ว และได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบต่อสุขภาพทั้งเกษตรกรและประชาชน รวมทั้งจากการประชุมทางไกลกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล และนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ทุกคนมีความห่วงใยที่พบผู้ป่วยจากสารเคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการปลูกพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด เช่นที่โรงพยาบาลน่านจากเดิมพบผู้ป่วยปีละ 40 คนเพิ่มเป็นเดือนละ 25 คน

สำหรับการเฝ้าระวังพืชผักผลไม้ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบสารเคมีตกค้างหลายชนิด เช่นที่จังหวัดพิษณุโลกพบสารพาราควอตตกค้างในกะหล่ำปลี 0.21 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถึง 20 เท่า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งมีผลต่อทารกในครรภ์

กระทรวงสาธารณสุข ได้เพิ่มมาตรการดูแลสุขภาพประชาชน โดยให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนาศักยภาพ อสม. 80,000 คน ให้เป็น อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ สุ่มตรวจพืชผักผลไม้ แหล่งน้ำธรรมชาติ ตรวจหาสารพาราควอตด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลในการดูแลรักษาผู้ป่วยจากสารพิษ โดยประสานกับศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้มข้นความปลอดภัยของผัก ผลไม้ อาหารในประเทศ และที่นำเข้าจากต่างประเทศที่ด่านตรวจผ่านแดน 52 ด่าน

“จุดยืนของกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยเปลี่ยนแปลง ต่อการแบน 3 สาร ต่อจากนี้ไปจะเน้นการดูแลสุขภาพประชาชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับเยาวชนรุ่นหลัง ทั้งจากพัฒนาการล่าช้า และโรคต่าง ๆ เช่น โรคสมองเสื่อม มะเร็ง” นายแพทย์สุขุมกล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันต่อที่ประชุมหลายครั้งว่า ยังคงยืนตามมติเดิมแบน 3 สาร และขอให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนตามข้อมูลที่มีจำนวนมากและชัดเจน ที่เคยได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมขอให้คงมติคณะกรรมการในการแบนสารเคมีอันตราย 3 สารเหมือนเดิม

นายแพทย์ไพศาล กล่าวถึงการลงมติว่า ในส่วนคณะกรรมการไม่มีการลงมติ หรือยกมือลงมติแต่อย่างใด

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “อัปยศประเทศไทย กลับมติเดิมได้”” ขอถามทุกๆท่านว่า ถ้ามีผัก 2 กอง กองที่หนึ่งมีสารเคมี อีกกองไม่มีสารเคมี (เกษตรอินทรีย์) จัดมาให้คณะกรรมการทุกท่านเลือกทาน ท่านเลือกทานกองใด ถ้าคิดไม่ได้ ตอบไม่ถูก แนะนำไปทานกองที่ 3 คือ ทานหญ้าแทนข้าว (Cr.https://www.isranews.org/isranews/82958-moph-82958.html?fbclid=IwAR2IaYnNBjrojuIC_Qg0cQhpMmtgHe16cPMZPRyGxxl33nSdk3aXTCh9wRQ)

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่รับรองมติที่ประชุมให้แบนสารเคมี 3 ชนิด ส่วนการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ไม่มีการให้ยกมือ หรือลงมติรายบุคคลให้ยกเลิกมติเดิม ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขยืนยันในมติเดิม

ส่วนความเห็นกรณีที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มติเอกฉันท์ 24 เสียง ยืดเวลา 6 เดือน แบน “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” จำกัดการใช้ “ไกลโฟเซต” นั้น

ส่วนนายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ในเมื่อไม่สามารถพึ่งรัฐ เรื่องอาหารปลอดภัย สิ่งที่ต้องช่วยกันคือใช้อำนาจผู้บริโภคโดยหน้าที่ของเรา

1) เดินหน้าช่วยกันให้ความรู้ผู้บริโภคด้วยกัน ผู้ขายติดฉลากหรือป้ายมาจากแปลงเคมีหรือไม่

2) ช่วยกันเดินหน้าสร้างตลาดเกษตรอินทรีย์

3) พัฒนา ชุดตรวจ ขณะนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สสส. และ 9 มหาวิทยาลัย และ ศ.ดร. พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล กำลังประเมิน ชุดตรวจ 10 ชุด จากกลุ่มต่างๆ ในการตรวจ พาราควอต ไกลโฟเซต และกลุ่มฆ่าแมลง (ซึ่งรวมคลอไพริฟอส) ได้แก่ ออแกโนคลอรีน ออแกโนฟอสเฟต คาบาร์เมต และไพรีทรอยภายในปลายมกราคม จะได้ชุดตรวจน้ำ ที่สะดวก ถูก รวดเร็ว และในมีนาคม จะได้ชุดตรวจในพืช ผัก ผลไม้

นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า ไม่นานนัก เราจะสร้างเกราะป้องกันภัยให้ตนเองและครอบครัวได้ เหล่านี้ ยังหมายความถึงทุกเรื่องในประเทศไทย ถ้าเราไม่ร่วมกัน ช่วยกัน หวังพึ่ง ลมๆ แล้งๆ เราเองและลูกหลาน คงจะประสบเคราะห์กรรมไปมากขึ้นกว่านี้ อีกเป็น สิบเป็นร้อยเท่า

“กรรมการวัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร รวมกระทั่งถึงกระทรวงอุตสากรรม และอื่นๆที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะยัดเยียดสารเคมีพิษเหล่านี้ให้คงอยู่ในประเทศไทย โดยที่ไม่เคยคำนึงถึงอันตรายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตและสุขภาพโดยที่กระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงตัวเลข ผู้ป่วยที่เสียชีวิตทั้งเฉียบพลันและที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับสารเคมีเหล่านี้ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรเองหรือเป็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่”

“หมออนันต์”ชี้ สธ.จับมือ กสท. พัฒนาแพลตฟอร์มสธ.แห่งชาติ

People Unity News : “หมออนันต์”ชี้ สธ.จับมือ กสท. พัฒนาแพลตฟอร์มสธ.แห่งชาติ เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทั่วปท. เผย ไม่เกิน 3 ปี ได้ใช้งานเต็มรูปแบบ “เศรษฐพงค์” ลั่น “แพลตฟอร์มสธ.-telemedicine” จะพลิกโฉมวงการแพทย์ไทย ลดเหลื่อมล้ำ-รักษารวดเร็ว-มีคุณภาพ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 นพ.อนันต์ กนกศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามความร่วมมือระหว่าง สธ. กับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ว่า หลังจากนี้กระทรวงจะยกร่างทีโออาร์ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่บริษัท กสท.ฯ จะนำมาใช้ เพื่อให้สถานบริการด้านสาธารณสุขใช้ระบบเป็นแบบเดียวกัน เบื้องต้นคาดว่าเดือนธันวาคมนี้จะแล้วเสร็จ และดำเนินการตามกรอบที่กฎหมายกำหนดได้ตั้งแต่ต้นปี 2563 ตนมั่นใจว่า บริษัท กสท. ที่มีเทคโนโลยีและบุคลากรที่เชี่ยวชาญ จะดำเนินการด้านระบบให้สนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มด้านสาธารณสุขให้สำเร็จได้ตามกรอบเวลา และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเหตุผลที่ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มฯดังกล่าว เพราะปัจจุบันหน่วยบริการสาธารณสุขของประเทศเป็นแบบแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน หรือผู้ใช้บริการ ดังนั้นหากพัฒนาระบบปฏิบัติการให้เป็นระบบเดียวกันหรือ single system เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน หรือ เวียดนาม จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านสาธารณสุขกับประชาชนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” นพ.อนันต์ กล่าว

นพ.อนันต์ กล่าวว่า ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีระบบปฏิบัติการ สธ. จำเป็นต้องปฏิรูปข้อมูลที่จะบรรจุในแพลตฟอร์มก่อน ยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลาสมควร เนื่องจากแต่ละหน่วยบริการขาดการบูรณาการข้อมูล ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย แต่เราได้วางแผนการทำงานในระยะต่างๆ รองรับไว้แล้ว โดยในปี 2564 การเชื่อมข้อมูลทุกรมของกระทรวงสาธารณสุขจะต้องชัดเจน และในปี 2565 จะมีความชัดเจนในการบูรณาการข้อมูลกับสถานบริการสาธารณสุขของเอกชน อย่างไรก็ตาม แนวทางเร่งรัดดังกล่าวตนเตรียมเสนอไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฐานะฝ่ายนโยบาย ให้ขับเคลื่อนวาระดังกล่าว รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มสาธารณสุขเป็นวาระแห่งชาติ

ด้าน พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากการลงนามร่วมกันระหว่าง สธ. กับ บริษัท กสท.ฯ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ซึ่งเมื่อโครงการนี้สามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบ เชื่อว่าจะพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการสาธารณสุขได้อย่างมาก ประชาชนไม่ต้องรอรับบริการเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลไหน ก็สามารถเรียกข้อมูลการรักษา ข้อมูลต่างๆของผู้ป่วยมาตรวจสอบได้ทันที ทำให้เกิดความรวดเร็วในการบริการ แน่นอนหากโครงการดังกล่าวทำได้สำเร็จ ประกอบกับนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคภูมิใจไทย คือ Telemedicine จะเป็นการพลิกโฉมวงการแพทย์ไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ รวมถึงยังเป็นพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย

“ที่สำคัญคือการบริหารงานของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของกระทรวง ที่กว้างไกล เห็นความสำคัญในการปรับตัวของระบบสาธารณสุขให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง รวมถึงการพัฒนาระบบ และเทคโนโลยี จะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบคุณภาพการบริการได้ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาดีขึ้น เนื่องจากทุกสถานบริการสาธารณสุขต้องแข่งขันด้วยคุณภาพ เพราะเมื่อข้อมูลด้านสาธารณสุขถูกเชื่อมโยง ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพที่ตนเองรักษาได้ จะทำให้เกิดการเลือกสรรการรักษาหรือการบริการที่ตนเองพอใจมากที่สุด” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

Verified by ExactMetrics