วันที่ 16 มีนาคม 2026

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

10 ธันวาคม 2568 พาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงาน ภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง

ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

แหล่งท่องเที่ยวไทยคว้ารางวัลระดับโลก ติดอันดับ “Top 100 Green Destinations”

6 ธันวาคม 2568 แหล่งท่องเที่ยวไทยคว้ารางวัลระดับโลก ติดอันดับ “Top 100 Green Destinations” ยืนยันศักยภาพการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

วันนี้ (6 ธ.ค.68) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลายแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “Top 100 Green Destinations Stories” ประจำปี 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ยกย่องเมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชนท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของประชาชน สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวสีเขียวในภูมิภาคแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา (กระบี่) จากโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล “Return Home to Hermit Crabs” ที่ลดขยะชายฝั่งและฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ (เชียงใหม่) ซึ่งผสมผสานพื้นที่สีเขียวกับการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อุทยานแห่งชาติกุยบุรี (ประจวบฯ) และ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง (ตราด) ตัวอย่างพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการรักษาระบบนิเวศควบคู่กับการรองรับนักท่องเที่ยว ชุมชนเมืองรองสำคัญ เช่น เชียงคาน (เลย), เขตเมืองเก่าน่าน, เมืองเก่าอุทัยธานี, และ ชุมชนท่าชัย สุโขทัย ซึ่งโดดเด่นด้านการรักษามรดกวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการท่องเที่ยวโดยชุมชน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกในเวทีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการรักษาธรรมชาติ จัดการขยะอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันนโยบายท่องเที่ยวยั่งยืนตามแนวทางของรัฐบาล รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ “Sustainable Tourism” ผ่านมาตรการต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้รายชื่อแหล่งท่องเที่ยวไทยอยู่ในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

รองโฆษกฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเลือกเที่ยวพื้นที่ที่ได้รับรองมาตรฐานสนับสนุนธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และโฮมสเตย์ของชุมชนร่วมกันดูแลความสะอาด ไม่ทิ้งขยะ และเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น

“ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงสวยงาม แต่ยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวเมืองรอง ใช้มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน”

5 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวเมืองรอง ใช้มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ช่วงหยุดยาว 5–7 ธันวาคม 2568 ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ถึง 15 ธันวาคมนี้

วันนี้ (5 ธันวาคม 2568) เวลา 12.00 น. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี “เที่ยวดี มีคืน” เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัด เมืองรองกว่า 55 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขอเชิญประชาชนใช้วันหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยว สัมผัสวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่น

มาตรการดังกล่าวเปิดให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายด้าน ที่พัก ร้านอาหาร มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ รวมไม่เกิน 20,000 บาท ตามใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือ e-Tax Invoice โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

ลดหย่อนมากกว่าเดิมเมื่อเที่ยว “เมืองรอง”

เที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า

(คำนวณตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท*)

เที่ยวจังหวัดอื่น ลดหย่อนได้ 1 เท่า

(สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท)

รองโฆษกฯ ระบุว่า นโยบายนี้ช่วยทั้งประชาชนและชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปีอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนในบรรยากาศดีช่วงต้นฤดูหนาว ชิมอาหารท้องถิ่น เที่ยวชุมชน และสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่กำลังสวยงามที่สุดในรอบปี

ขอให้รีบใช้สิทธิ์ ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2568

ค่าใช้จ่ายต้องเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และมีใบกำกับภาษีถูกต้องเท่านั้นจึงจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

รองโฆษกฯ ขอเชิญชวนประชาชน “เที่ยวเมืองรอง–ลดหย่อนภาษี–ช่วยเศรษฐกิจไทย” และใช้โอกาสช่วงหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเติมพลัง พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างทั่วถึง

Advertisement

อุตฯ – DIPROM คลอดมาตรการพักหนี้–เติมสภาพคล่อง ช่วย SME ภาคใต้

ฟื้นตัวหลังน้ำท่วม อัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 6 เดือน

วันนี้ 30 พฤศจิกายน 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยออกมาตรการ “พักหนี้–ดีพร้อมช่วยฟื้น” เพื่อบรรเทาภาระการเงินและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการกลับมายืนได้อีกครั้ง

มาตรการช่วยเหลือประกอบด้วย

  • พักชำระหนี้ต้น–ดอก สูงสุด 4 เดือน สำหรับลูกหนี้เดิม
  • ปรับลดค่างวด – ขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้นานขึ้น (ไม่เกิน 2 ปี)
  • ลูกหนี้รายใหม่ขอสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นได้ ช่วยภัยพิบัติ” วงเงินรายละไม่เกิน 5 แสนบาท ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก
  • พักชำระหนี้ดอกเบี้ยอีก 3 เดือน สำหรับรายที่ต้องการบรรเทาเร่งด่วน
  • กรณีลูกหนี้เดิมที่ได้รับผลกระทบหนัก สามารถขอ รีไฟแนนซ์ (Refinance) ลดภาระดอกเบี้ยได้

รองโฆษกฯ ระบุว่า นายธนกรมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยสั่งการให้ DIPROM ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูกิจการที่ได้รับความเสียหาย ช่วยปรับปรุง ซ่อมแซม สร้างสภาพคล่อง และให้โอกาสผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจต่อ

Advertisement

เปิดมาตรการ “ฟื้นฟู-เยียวยา” เมือง-ชีวิตคนหาดใหญ่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568 ) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงานเร่งพิจารณาการฟื้นฟูและเยียวยา เขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทุกมิติเพื่อให้เมืองและคนหาดใหญ่กลับมาดำเนินชีวิตใกล้เคียงสภาพปกติให้เร็วที่สุด

นายสิริพงศ์กล่าวว่า มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ทั้งกระบวนการ “ฟื้นฟู-เยียวยา” เร่งฟื้นฟู ซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนให้พี่น้องประชาชนกลับสู่ชีวิตปกติได้โดยเร็วแล้ว เดินหน้าเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการ ห้างร้านที่ได้รับผลกระทบ ใน 8 มาตรการ/แนวทางที่สำคัญ

  1. พักหนี้ พักต้น พักดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์-ธนาคารของรัฐ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 1 ปี
  2. เงินกู้เพื่อการยังชีพและประกอบอาชีพ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน ระยะเวลาเงินกู้ 3 ปี
  3. เงินกู้เพื่อการซ่อมแซมที่พักอาศัย 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี ระยะเวลาเงินกู้ 3 ปี โดย สามารถให้คนในครอบครัวค้ำประกันวงเงินกู้ได้
  4. ให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ จ่ายชดเชยความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยลดขั้นตอนอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
  5. สำนักงานประกันสังคม “จ่ายชดเชยสูงสุดทุกกรณี” แก่ผู้ประกันตน
  6. เงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ รายละ 2,000,000 บาท ในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
  7. มาตรการช่วยเหลือ SMEs สนับสนุนฟื้นฟูธุรกิจกรณีพิเศษ โดยเร็วที่สุด
  8. สนับสนุนมาตรการทางภาษี และการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่หาดใหญ่ และพื้นที่ประสบภัย “สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย”

“มาตรการฟื้นฟูเยียวยา คนและเมือง ครอบคลุมการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการฟื้นฟูสู่ภาวะปกติ เริ่มจากการประกาศ การทำความสะอาดครั้งใหญ่ หรือ  Big Cleaning Day ในวันพรุ่งนี้ และต่อไปรัฐจะได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอื่นๆ เพื่อเร่งฟื้นฟูและกระตุ้นให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่ จ. สงขลา กลับภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับเทศกาลปลายปีและปีใหม่ที่จะมาถึง” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

ครม. มีมติอนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของ รฟท.

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

วันนี้ (27 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

  1. อนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ โดยให้ รฟท. ขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อชดเชยรายได้ส่วนต่างค่าโดยสารตามจริง ตามพระราชบัญญัติวินับการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
  2. รับทราบการรดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันสำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
  3. ให้ คค. ประเมินผลการดำเนินมาตรการเป็นรายปี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการในระยะยาวต่อไป

มาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดเก็บอัตราค่าโดยสารสูงสุดตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ดังนี้

-กลุ่มบุคคลทั่วไป อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน

-กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา อัตราค่าโดยสารสูงสุด 30 บาท/วัน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็ก สามารถเลือกใช้สิทธิตามมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ หรือใช้สิทธิเดิมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ดังนี้

-กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับวงเงินตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 750 บาท/เดือน โดยคิดค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. ได้รับสิทธิใช้บริการฟรี

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. ได้รับส่วนลดร้อยละ 50 จากค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

กำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card

สลค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้สิทธิ จากเดิม ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เป็น ผู้โดยสารจะต้องใช้บัตรโดยสารตามที่กำหนดไว้ จึงจะได้สิทธิค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวัน จึงอาจส่งต่อประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงเริ่มต้นมาตรการรายวัน ดังนั้น คค. รฟท. รฟม. จึงควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาเข้าใจถึงเงื่อนไขการใช้งานสิทธิโดยทั่วกัน ก่อนเริ่มดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน

Advertisement

ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกรน้ำท่วม เตรียมวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท

สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน ออกสินเชื่อฉุกเฉินดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

วันนี้ 26 พ.ย. 68  นางสาวอัยรินทร์  พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งระดมให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วนในทุกด้าน ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเบื้องต้นทั้งด้านการใช้ชีวิต การประกอบอาชีพ รวมถึงที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตร

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาล โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้จัดมาตรการเร่งด่วน เพื่อดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้า ผ่านมาตรการเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูให้ลูกค้า วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำในการนำไปสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ประกอบด้วย

1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อเสริมสภาพคล่องเกษตรกรในด้านค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.625%) วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท

2) โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นค่าลงทุนในการซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สิน ค่าซ่อมเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจาก ภัยพิบัติ รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรรอบใหม่ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2

“นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กำชับให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้อง     ผู้ประสบอุทกภัยอย่างทั่วถึง อะไรที่สามารถช่วยเหลือได้ขอให้ทางจังหวัดเร่งดำเนินการ รัฐบาล ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน สำหรับเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ผู้ประสบภัยสามารถแจ้งความประสงค์เพื่อขอรับการช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาล เชิญชวนร้านค้ารายย่อยโครงการคนละครึ่งพลัส

อัพสกิลการเงินและดิจิทัล เรียนหลักสูตรออนไลน์กับ ธ. ออมสิน รับเงินสนับสนุนสูงสุดรายละ 2,000 บาท

วันนี้ 22 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตามมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ดำเนินโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการหารายได้ของผู้ประกอบการราย่อยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งที่เป็นทักษะความรู้ด้านการเงินและด้านดิจิทัล โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินเพิ่มสูงสุด 2,000 บาท/ราย สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ Upskill/Reskill และได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีหน่วยงานพันธมิตรหลายรายเป็นผู้ให้บริการเรียนรู้และพัฒนาทักษะแก่ร้านค้า อาทิ  ธนาคารออมสินรับผิดชอบการพัฒนาทักษะ แก่ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย “ประเภทบุคคลธรรมดา” หลักสูตร “Smart Finance Upskill : การพัฒนาความรู้ทางการเงินเพื่อร้านค้ารายย่อยโครงการคนละครึ่ง พลัส” สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าบุคคลธรรมดา เน้นให้ความรู้ทางการเงินที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการร้านค้ายุคใหม่ ประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การทำบัญชี การคิดต้นทุน เทคนิคการตั้งราคาขาย และความรู้ก่อนยื่นขอกู้ พร้อมแบบจำลองการยื่นกู้ให้ผู้ประกอบการได้ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำแบบจำลองนั้นไปใช้ประกอบการยื่นกู้กับสถาบันการเงินได้ โดยผู้ที่ได้สมัครเรียนและผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการผ่านหลักสูตรเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการรับสิทธิ์เงินเพิ่มสูงสุด 2,000 บาท

สำหรับร้านค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าเรียนได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 19 ธันวาคม 2568 ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ตลอด 24 ชม. โดยผู้ที่สำเร็จหลักสูตรตามเงื่อนไขที่กำหนด จะมีการแจ้งผลการรับสิทธิ์เงินสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านแอปถุงเงินและข้อความ SMS ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียนหลักสูตร Smart Finance Upskill และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ Upskill/Reskill คนละครึ่ง พลัส สามารถติดต่อที่ GSB Contact Center โทร.1115 กด 7 ตลอด 24 ชม.

“ ผู้ประกอบการที่สำเร็จหลักสูตร Smart Finance Upskill แล้ว ยังมีสิทธิ์ยื่นขอกู้เงื่อนไขพิเศษกับสินเชื่อ “สร้างงานสร้างอาชีพ พลัส” โดยกดยื่นขอกู้ได้จากหน้าเว็บไซต์หลังเรียนจบหลักสูตร เพื่อเชื่อมต่อกระบวนการยื่นขอกู้ทางแอป MyMo ได้โดยสะดวก ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.75% ต่อเดือน แบบไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้กู้ตามความจำเป็นเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่อง และตามความสามารถในการชำระคืน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลย้ำ “เที่ยวดีมีคืน” เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

จูงใจประชาชนใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2568) นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวปลายปีของรัฐบาล ใกล้จะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์แล้ว โดยประชาชนสามารถใช้ค่าใช้จ่ายด้านที่พักและร้านอาหารเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคมนี้เท่านั้น

มาตรการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ดังนี้

เที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า ของยอดจ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท

เที่ยวเมืองหลัก ลดหย่อนได้ตามยอดจ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท

โดยค่าใช้จ่ายต้องเป็นยอดที่มี ใบกำกับภาษีถูกต้อง จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

รัฐบาลย้ำว่า “เที่ยวดีมีคืน” ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน แต่ยังเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรองและธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่พบการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปี

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ รีบใช้สิทธิ์ให้ทันภายในกำหนด เพื่อรับประโยชน์ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการลดหย่อนภาษี พร้อมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นทั่วประเทศไปพร้อมกัน

Advertisement

กระแสแรง! มากกว่า 10,000 ร้านค้า ร่วมโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ Upskill –Reskill

ยกระดับร้านค้าไทยทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นแนวทางต่อยอดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยเพียง 3 วันที่เปิดโครงการ มีร้านค้าสนใจเข้าร่วมพัฒนาทักษะแล้ว 10,814 ราย (จำนวนสะสมโดยยังไม่คัดกรองสิทธิ) สะท้อนให้เห็นถึงกระแสตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ซึ่งต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพธุรกิจของตนอย่างต่อเนื่อง

โครงการ Upskill-Reskill เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ร้านค้ารายย่อยสามารถเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคที่ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมากขึ้นโดยเปิดให้ร้านค้าพัฒนาทักษะผ่านหน่วยงานหลัก เช่น ธนาคารออมสิน ที่จัดหลักสูตร “Smart Finance Upskill : หลักสูตรพัฒนาความรู้ทางการเงินเพื่อร้านค้ารายย่อย” เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน ความเข้าใจและทักษะการบริหารจัดการด้านการเงินที่เพิ่มขึ้น และสามารถนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจได้ ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว !!!! มีสิทธิ์ขอยื่นกู้เงื่อนไขพิเศษกับสินเชื่อ “สร้างงานสร้างอาชีพ พลัส” ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.75% ต่อเดือน แบบไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568

“รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการ Upskill – Reskill อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างใน 6 ช่องทางที่เปิดให้บริการ พร้อมร่วมกันยกระดับคุณภาพร้านค้าไทยให้แข็งแกร่งทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่ และรับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ใน 4 แสน ร้านค้าแรกที่ผ่านเกณฑ์เงื่อนไขโครงการและสำเร็จตามลำดับ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเชิญชวน

Advertisement

 

Verified by ExactMetrics