วันที่ 21 มีนาคม 2026

ครม.รับทราบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนสินเชื่อ SME Credit Boost–ช่วยลูกหนี้ภัยพิบัติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ครม.รับทราบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนสินเชื่อ SME Credit Boost–ช่วยลูกหนี้ภัยพิบัติ กำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแนวทางการดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยร้ายแรง โดยมีมาตรการสำคัญคือ โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

โครงการ SMEs Credit Boost ใช้กลไกการชดเชยความเสียหายด้านเครดิตให้แก่สถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs ประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวและขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังรับทราบ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้โดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการเงินดังกล่าว คณะรัฐมนตรีรับทราบการ ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จากร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับทั้งสองมาตรการ รวมวงเงินประมาณ 23,400 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการปรับลดอัตรา FIDF Fee ดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและแผนการชำระหนี้ของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้แล้วเสร็จภายในปี 2575

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดได้รับความเห็นชอบในหลักการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระหนี้ และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและภัยพิบัติ

Advertisement

ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%” ขอเลือกเชื่อ-แชร์ข้อมูลทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,034 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,034 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%”

อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เปิดระบบ CIOS ยื่นคำร้อง “Take It Down” ครั้งแรกของไทย

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออนไลน์ได้ทันที ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมอุทยานฯ มีแนวคิดยิงลูกดอกวัคซีนให้ช้างป่า เพื่อให้ไข่ฝ่อหวังลดจำนวน

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม.อนุมัติเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง-กากถั่วเหลือง

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เฉลี่ยคืนเงินให้ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุน ผ่านเพจ Office of Online Crime Reporting

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ AUS JOB 011 เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อเดือน

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง”โดยกรมอนามัยเตรียมการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

ดังนั้นกรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและเตรียมการเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนและการสื่อสารเชิงนโยบายให้เกิดผลในระดับประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

ธอส. ยกระดับความปลอดภัยการใช้บริการด้านดิจิทัล ลดความเสี่ยงมิจฉาชีพ จำกัดวงเงินโอน / ชำระเงิน ผ่าน Application : GHB ALL GEN

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ธอส. ยกระดับความปลอดภัยทำธุรกรรมทางการเงินให้กับลูกค้าที่ใช้บริการผ่าน App : GHB ALL GEN จัดทำมาตรการ “จำกัดวงเงินการโอนหรือชำระเงิน” ลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และเพิ่มโอกาสติดตามเงินคืนได้มากขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.2569 เป็นต้นไป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ ผ่าน Application : GHB ALL GEN  จัดทำมาตรการ “จำกัดวงเงินการโอนหรือชำระเงิน” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนได้มากขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยได้กำหนดวงเงินทำรายการสูงสุดต่อวันเฉพาะการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่แบ่งตามระดับการใช้งาน สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สถาบันการเงินกำหนดวงเงินโอนหรือชำระเงินต่อวันให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตทางการเงิน โดยแบ่งระดับวงเงิน ประกอบด้วย ระดับ S จำกัดวงเงินโอนสูงสุดต่อวันไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับลูกค้าที่มีความเสี่ยงมาก หรือพฤติกรรมโอนเงินต่ำ ระดับ M จำกัดวงเงินโอนสูงสุดต่อวันไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไปที่มีพฤติกรรมการโอนเงินปานกลางและไม่มีสัญญาณเสี่ยงจากระบบธนาคาร และ ระดับ L วงเงินโอนต่อวันตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการทำธุรกรรมเป็นปกติและต้องการโอนเงินจำนวนมากเป็นประจำ อย่างไรก็ตามลูกค้าที่มีความจำเป็นสามารถยื่นขอเพิ่มวงเงินการโอนหรือชำระเงินชั่วคราวผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN ได้ ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

Advertisement

รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอป POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอปพลิเคชัน POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” เช็กได้ เช็กก่อน โหลดไว้ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ ครอบคลุมทุกบริการ อุ่นใจ เหมือนมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ รวมถึงภัยจากมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ ถึงแม้รัฐบาลจะบูรณาการความร่วมมือป้องกันการหลอกลวงอย่างจริงจัง แต่ยังมีการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์จากมิจฉาชีพ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พัฒนาแอป “POLICE CARE” แอปพลิเคชันตำรวจสำหรับประชาชน โดยแอปพลิเคชัน POLICE CARE มีฟีเจอร์หลัก บริการของตำรวจเพื่อประชาชนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กฎหมาย การเตรียมตัวไปแจ้งความ เตือนภัย ค้นหาสถานีตำรวจใกล้ฉัน คู่มือประชาชน แจ้งอายัดบัญชี แจ้งความออนไลน์ ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลใบสั่ง ข้อมูลคดี ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริการ เป็นแอปพลิเคชันตำรวจแบบครบวงจร ครบ จบ ที่แอปเดียว ล่าสุด “POLICE CARE” เปิด 2 ฟีเจอร์ใหม่ คือ “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” สามารถใช้งานได้แล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android ผ่าน Play Store และ IOS ผ่าน App Strore

“นโยบายให้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้เป็นตัวช่วยในเรื่องการป้องกันภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้ด้วย รัฐบาล ให้ความสำคัญกับภัยออนไลน์จากสแกมเมอร์ที่มาหลากหลายรูปแบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพัฒนาเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน POLICE CARE ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลแจ้งความออนไลน์ มีฐานข้อมูลหมายเลขบัญชีมิจฉาชีพ และฐานข้อมูลเบอร์โทรมิจฉาชีพ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบก่อนเกิดเหตุ ยับยั้งภัยสแกมเมอร์ ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่หน้าแอปพลิเคชัน POLICE CARE แล้วเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของฉัน จากนั้นต้องล็อกอินผ่าน ThaiD ก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล แล้วสามารถกรอกเบอร์โทร หรือเลขบัญชีต้องสงสัย ระบบจะประมวลผลอย่างรวดเร็ว บอกว่าเป็นเบอร์โทรหรือบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพหรือไม่ กรณีเป็นบัญชีธนาคารจะขึ้นข้อความแจ้งเตือนว่า “มิจฉาชีพ” “อันตราย! ห้ามโอนเด็ดขาด”

Advertisement

ธปท.ชี้คนไทยช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มกราคม 2569 ธปท.ส่งสัญญาณวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย พบช่องว่างคนไทยเงินออมน้อย-รายจ่ายสูงกว่ารายได้เรื้อรัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ติดหล่ม NPL เร็วขึ้น

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จากความเปราะบางสู่ความยั่งยืน : FinLit เพื่อภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย” ในงานเปิดตัวรายวิชาการวางแผนการเงินเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกสะท้อนวิกฤตความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่น่ากังวล

นางสาวชญาวดี ระบุว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนด้านความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เกิดจากการเล็งเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก โดยข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอัตราเฉลี่ยของรายจ่ายครัวเรือนไทยอยู่ที่ 18,691 บาทแต่รายรับกลับอยู่ที่ 16,817 บาทซึ่งถือว่ารายจ่ายอยู่สูงกว่ารายได้มาอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าปัญหาหนี้สินจะยังคงอยู่กับสังคมไทยไปอีกนาน

นอกจากนี้นางสาวชญาวดี ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ธปท.พบว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เริ่มมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน นอกจากนี้ปัญหาหนี้ยังติดตามไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยพบว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปี ยังมีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 4 แสนกว่าบาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว และหากเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยกับต่างประเทศ แม้ในระดับตัวเลขรวมจะมีความใกล้เคียงกับประเทศอย่างเกาหลีใต้หรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่เมื่อพิจารณาไส้ในกลับพบความแตกต่างที่สำคัญคือ หนี้สินทรัพย์ต่ำ คือ คนไทยมีสัดส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์เพียง 34-35% ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนสูงถึง 90% ขณะที่หนี้บริโภคสูง โดยหนี้ส่วนใหญ่ของคนไทยเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากกว่าและไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ ธปท.จะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเป็นหนี้ไปแล้ว แต่เป้าหมายถัดไปคือการย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ แม้ผลสำรวจทักษะทางการเงินปี 2567 จะระบุว่าคนไทย 91.5% มีเงินออม แต่มีเพียง 23% เท่านั้นที่มีการออมอย่างเป็นระบบ และมีเพียง 25% ที่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 6 เดือน ซึ่งสะท้อนว่าการวางแผนเพื่อการเกษียณที่ทำได้จริงยังมีน้อยมาก

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทจากการทำหลักสูตรแบบ “On-shelf” หรือการฝึกอบรมแบบ Train the Trainer มาเป็นการรุกเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้จริง (End User) มากขึ้น โดยการจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำวิชาการวางแผนการเงินเข้าในหลักสูตรการศึกษาในครั้งนี้

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเงิน แต่มันคือเรื่องของความสุขที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนสามารถควบคุมและออกแบบชีวิตทางการเงินของตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อลดภาระความเหนื่อยล้าของคนทั้งประเทศในระยะยาว” นางสาวชญาวดี กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือที่จัดทำหลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงินอยู่แล้ว หรือกลุ่มที่ยังไม่มีปัญหาแต่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ให้สามารถปรับตัวและเรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้ผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ โดยหลักสูตรนี้จะถือเป็นคอร์สความรู้พื้นฐานที่เบ็ดเสร็จ ครอบคลุมการบริหารจัดการชีวิตทางการเงินในทุกมิติ

โดย ธปท. ต้องการให้ประชาชนและกลุ่มนิสิตนักศึกษาให้ความสนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. ตั้งเป้าที่จะขยายผลหลักสูตรนี้ไปยังสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงต้องการผลักดันให้ความรู้ทางการเงินลงไปถึงกลุ่มเด็กในระดับที่เล็กกว่ามหาวิทยาลัย

นางสาวชญาวดี ย้ำว่าวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน ซึ่งปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาและดูแลหลักสูตรทางการเงินสำหรับเด็กอยู่แล้ว และในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาให้หลักสูตรนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างสู่ประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในอนาคต ธปท. จะมีการปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการสื่อสารให้มีความเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยจะกระจายความรู้ให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับคนไทยในระยะยาว

Advertisement

“ทุบสถิติ! รัฐวิสาหกิจโชว์ผลงานการเบิกจ่ายงบลงทุน ประจำปีบัญชี 2568 กว่า 2.56 แสนล้านบาท ทะลุร้อยละ 96 ของกรอบงบลงทุน”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มกราคม 2569 ณ สิ้นปีบัญชี 2568 รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ร้อยละ 95) สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นปีบัญชี 2568 รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ร้อยละ 95) สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีบัญชี 2568 ที่อยู่ในการติดตามของ สคร. อย่างใกล้ชิด จำนวน 43 แห่ง (รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 34 แห่ง และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน 9 แห่ง) มีการเบิกจ่ายงบลงทุนจนถึงสิ้นปีบัญชี 2568 จำนวน 256,340 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 96 จากกรอบงบลงทุนทั้งสิ้น จำนวน 267,099 ล้านบาท แบ่งเป็นผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 – เดือนกันยายน 2568) จำนวน 133,787 ล้านบาท หรือร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน (เดือนมกราคม 2568 – เดือนธันวาคม 2568) จำนวน 122,553 ล้านบาท หรือร้อยละ 97 ของกรอบงบลงทุน ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณที่เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของแผนการเบิกจ่ายและมีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการประปานครหลวง (กปน.) และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทินที่เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของแผนการเบิกจ่ายและมีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้านครหลวง

ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีบัญชี 2568 (ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568) หน่วย : ล้านบาท

รัฐวิสาหกิจ    กรอบงบลงทุน    ผลการเบิกจ่าย    ผลการเบิกจ่าย/

กรอบงบลงทุน

ปีงบประมาณ (ต.ค. 67 – ก.ย. 68)

จำนวน 34 แห่ง     140,783    133,787    ร้อยละ 95

ปีปฏิทิน (ม.ค. 68 – ธ.ค. 68)

จำนวน 9 แห่ง     126,316    122,553    ร้อยละ 97

รวม 43 แห่ง    267,099    256,340    ร้อยละ 96

นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุน ประจำปีบัญชี 2569 รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณได้เริ่มการเบิกจ่ายมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนธันวาคม 2568 มีผลการเบิกจ่ายสะสมแล้วจำนวน 28,454 ล้านบาท หรือร้อยละ 134 ของแผนการเบิกจ่ายสะสมรายเดือน ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณที่เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของแผนการเบิกจ่าย และมีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ รฟท. รฟม. และ กปน.

ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีบัญชี 2569

(ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568)

รัฐวิสาหกิจ    แผนการเบิกจ่าย    ผลการเบิกจ่าย    ผลการเบิกจ่าย/

แผนการเบิกจ่าย

ปีงบประมาณ (ต.ค. 68 – ก.ย. 69)

จำนวน 34 แห่ง (3 เดือน)    21,217    28,454    ร้อยละ 134

ปีปฏิทิน (ม.ค. 69 – ธ.ค. 69)

จำนวน 9 แห่ง (เริ่มเบิกจ่ายในเดือน ม.ค. 69)    –    –    –

รวม 43 แห่ง    21,217    28,454    ร้อยละ 134

หน่วย : ล้านบาท

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวสรุปว่า ในปีบัญชี 2569 สคร. ยังคงติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2569 เพื่อผลักดันให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งเป็นไปตามแผนและเป้าหมายเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนผู้มีรายได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 เตือนระวังมิจฯ แอบอ้าง “สรรพากร”แนบลิงค์ล้วงข้อมูล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มกราคม 2569 รัฐบาลเชิญชวนผู้มีรายได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 หากพบเจตนาหลบเลี่ยงภาษี อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี – ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เตือนระวังมิจฯ แอบอ้าง “สรรพากร”แนบลิงค์ล้วงข้อมูล

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้ในปี 2568 ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90/91

กรณียื่นแบบฯ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร สามารถยื่นแบบฯ ผ่านระบบ e-filing และระบบ D-MyTax (Digital MyTax) ซึ่งเป็นระบบที่ยกระดับการให้บริการ สามารถยื่นแบบฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 และหากยื่นแบบฯ ด้วยกระดาษสามารถยื่นได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำหรับผู้มีภาษีต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สามารถขอผ่อนชำระภาษีได้ 3 งวด ทั้งนี้ หากไม่ยื่นภาษีภายในกำหนด ผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีพร้อมกับเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน และมีโทษปรับ หากหลีกเลี่ยงการยื่นแบบหรือให้ข้อมูลเท็จ มีโทษ ดังนี้

  1. หากไม่ยื่นแบบหรือชำระภาษีเกินกำหนด จะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน
  2. หากพบเจตนาหลบเลี่ยงภาษี อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  3. การแจ้งข้อมูลเท็จจะได้รับโทษจำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท

“ภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐตามรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่น ๆ ในสังคมต่อไป ขอย้ำเตือนผู้ที่ตั้งใจไม่ชำระภาษี จะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา รัฐบาลเชิญชวนผู้มีเงินได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด.90/91 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ เช่น D-MyTax หรือ e-Filing สามารถยื่นได้ถึง 8 เมษายน 2569” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศหรือที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161 ทั้งนี้ ผู้มีรายได้ประจำทุกคนมีหน้าที่ต้อง “ยื่นแบบ” แสดงรายได้การเสียภาษีกับกรมสรรพากร ซึ่งการไม่ยื่นภาษีอาจมีโทษปรับทางอาญา ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวัง เนื่องจากมีมิจฉาชีพที่ส่ง E-mail แอบอ้างเป็น “สรรพากร” เพื่อหลอกลวง โดยจะแจ้งว่ามีโครงการลดหย่อนภาษี ให้ยืนยันสิทธิ์โดยกรอก Username และ Password เพื่อเข้าสู่ระบบ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อล้วงข้อมูลสำคัญ ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่คลิก ไม่กรอกข้อมูล

Advertisement

กยศ.เดินหน้าหักเงินเดือนผู้กู้ยืมต่อเนื่อง สั่งนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. อีกกว่า 1.2 แสนราย มี.ค. 69 นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มกราคม 2569 เริ่ม มี.ค. 69 นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. กว่า 1.2 แสนราย เพื่อชำระหนี้ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แนะผู้กู้ยืม กยศ. ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ทาง www.studentloan.or.th

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ กยศ.องค์กรนายจ้าง

ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

Advertisement

ออมสินรุกโลกออนไลน์ เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) โลกเสมือนจริงเพื่อการเรียนรู้การเงิน พลิกเกมสู่การอัปสกิล Financial Literacy อย่างยั่งยืน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ธ.ออมสินเปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์

ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับบทบาทผู้นำด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) สู่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรมคนยุคดิจิทัล ล่าสุด เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์ นำเสนอในรูปแบบของเกมเพื่อให้การเรียนรู้เรื่องการเงินเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อ เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

ภายใน Aomunity ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนรู้ 4 โซนหลัก โดยผู้ใช้งานสามารถสวมบทบาทเป็น Avatar ปรับแต่งตัวละคร และเรียนรู้การบริหารจัดการเงินผ่านภารกิจในโลกดิจิทัล ได้แก่

  • Downtown จุดเริ่มต้นและพื้นที่พบปะของผู้ใช้งาน ทำหน้าที่เชื่อมต่อสู่การเรียนรู้ด้านการออมและแนวคิดพื้นฐานทางการเงินในโลก Aomunity
  • Play Hall โซนเกมเสริมทักษะทางการเงินที่ผู้ใช้งานจะได้รับความสนุกและความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านการทำภารกิจสะสมคะแนนใน 3 เกมสุดสนุก ได้แก่ เกมจับผิดมิจฉาชีพ เกมวิ่งวิบาก และเกมตามหาสัตว์เลี้ยง ซึ่งทุกเกมจะมีระบบสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัลพิเศษได้ทุกเดือน หรือนำไปสร้างรายได้เพิ่มในโซน Neighborhood
  • Museum Hall พิพิธภัณฑ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ถ่ายทอดวิวัฒนาการกระปุกออมสินของธนาคารออมสิน ตั้งแต่อดีตจนถึงผลงานกระปุกออมสินในรูปแบบ Digital Art สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการออมในมิติใหม่
  • Neighborhood พื้นที่แห่งจินตนาการ และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติผ่านภารกิจ “ออมเงินสร้างบ้าน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถนำคะแนนจากภารกิจไปออกแบบสร้างบ้านและพัฒนาบ้านในโลกเสมือนจริง ฝึกทักษะการออมและการบริหารทรัพยากร โดยสามารถอัปเกรดบ้านเพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น และนำคะแนนสะสมไปแลกรับของรางวัลจริง

นอกจากนี้ Aomunity ยังมีฟีเจอร์ Social Interaction เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนดิจิทัล ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินและภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตทางการเงิน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเรียนรู้ในโลก Aomunity ได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th/aomunity รองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต

ธนาคารออมสิน มุ่งส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อให้คนไทยตระหนักรู้ถึงความจำเป็นที่ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันกลโกง รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยมีการออมที่เพียงพอตามเป้าหมายส่วนบุคคลในทุกระยะ โดยดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านการฝึกอบรมโดยทีมโค้ชการเงินมืออาชีพ หรือ CMC by GSB (Certified Money Coach by GSB) การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ออมตังค์” และล่าสุด กับ Aomunity ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนการเรียนรู้เรื่องการเงินจากเรื่องยากและน่าเบื่อ ให้เป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงง่ายและสนุก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งสะท้อนภารกิจหลักของธนาคารออมสินในบทบาท “ธนาคารเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมไทยในระยะยาว

Advertisement

เปิดวิสัยทัศน์ “มหัทธนะ” กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ คนที่ 15 ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Beyond Housing Bank : มากกว่าการปล่อยกู้คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน” 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ก้าวใหม่ ธอส.ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน ภายใต้การนำองค์กรของกรรมการผู้จัดการ คนที่ 15 ดึงเทคโนโลยี Gen AI – Data – Digital ยกระดับการทำงานทุกมิติ

เปิดวิสัยทัศน์ “มหัทธนะ” กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ คนที่ 15 นำทีมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Beyond Housing Bank : มากกว่าการปล่อยกู้คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน” ที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้าน ดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน พร้อมเปลี่ยนผ่าน G H BANK NEXT : Intelligent Sustainable Housing Companion… ก้าวใหม่ ธอส. ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน และมั่นคง ด้วยเทคโนโลยี ทำให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้น ด้วยดิจิทัล ดาต้า และสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากรากฐานที่แข็งแรงด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยการนำ Generative AI,  DATA และ Digital Transformation ยกระดับการทำงานทุกมิติ ผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย 1. Immediate-to-Home ทำทันที ให้มีบ้าน 2. Smart Growth ผ่าน Asset Quality Management เติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้มีบ้าน 3. Customer Obsession เข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงด้วยเทคโนโลยี รู้จักลูกค้าผ่านข้อมูล 4. Digital Transformation ปฏิรูปกระบวนการทำงานด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และ 5. People First เพิ่มความสุขและศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน ความสำเร็จของ ธอส.ในวันนี้ สะท้อนจากตัวเลขผลการดำเนินงานปี 2568 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 247,241 ล้านบาท  232,058 ราย สูงกว่าเป้าหมาย 4.52% ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 50% เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 128,573 ราย ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4/2568 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2567 ธอส. มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,891,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.05% สินทรัพย์รวม 2,009,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.62% และเงินฝากรวม 1,760,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.98% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 4.98% ของยอดสินเชื่อรวม เป็นผลจากการแก้ไขหนี้ได้อย่างตรงจุด ด้วยการจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าให้มีภาระในการผ่อนชำระเงินงวดลดลงตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และ ธอส. มีการตั้งสำรองสูงถึง 155,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 164.92% สะท้อนความมั่นคงและความพร้อมในการรองรับการดำเนินงานในอนาคต อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 15.70% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.50%

สำหรับปี 2569 ภายใต้บริบทเศรษฐกิจ ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง แต่ ธอส.ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของภาครัฐในการประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์โดยสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเพื่อให้ ธอส.สามารถดำเนินตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้อย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ธอส. พร้อมต่อยอดบทบาทองค์กรสู่ “Beyond Housing Bank” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการปล่อยสินเชื่อเพื่อบ้าน  แต่ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้าน ดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน จึงเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Intelligent Sustainable Housing Companion เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้น ด้วยดิจิทัล  ดาต้า ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการยกระดับการทำงานทุกมิติผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย

เสาหลักที่ 1 Immediate-to-Home ทำทันที ให้มีบ้าน ลดระยะเวลาและความซับซ้อนในกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร – ยื่นกู้ – ประเมินราคาหลักทรัพย์ – อนุมัติ – จดจำนอง ได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการลูกค้าแบบ End – to – End ภายใต้แนวคิด Faster Easier Limitless เร็วกว่า ง่ายกว่า แบบไร้ขีดจำกัด

เสาหลักที่ 2 Smart Growth ผ่าน Asset Quality Management  บริหารสินทรัพย์เพื่อให้ ธอส. เติบโตอย่างมีคุณภาพ ช่วยทำให้คนไทยมีบ้านได้มากขึ้น ด้วยการใช้ Digital, Data Driven & Innovation การใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ได้ตรงจุด ป้องกัน NPL การใช้ระบบ NPA Visualization บริหารจัดการทรัพย์ NPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสาหลักที่ 3 Customer Obsession “เข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงด้วยเทคโนโลยี รู้จักลูกค้าผ่านข้อมูล” ทำให้ธนาคารสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแบบ Hyper – Personalization โดยใช้ Big Data และAI วิเคราะห์ตัวตนลูกค้าเพื่อส่งมอบบริการที่ “รู้ใจ ถูกที่ ถูกเวลา”สร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

เสาหลักที่ 4 Digital Transformation เริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ปฏิรูปกระบวนการทำงานให้ทันสมัย (Modernize) ลดขั้นตอนการทำงาน (Lean Process) นำเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใน ทั้งการตรวจสอบเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อ การประเมินความเสี่ยง การดักจับธุรกรรมที่ผิดปกติและระงับบัญชีได้ทันท่วงที และปลอดภัย (Secure) เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เสาหลักที่ 5 People First  ภายใต้แนวคิด Empower People คนเก่ง งานแกร่ง องค์กรยั่งยืน เพิ่มความสุขและศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า มุ่งพัฒนาองค์กรจากภายใน เพื่อเตรียมคนให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ ด้วยการฝึกอบรมทักษะดิจิทัล พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นผู้นำในโครงการต่าง ๆ มากขึ้น

“ทั้ง 5 เสาหลักนี้ คือ G H BANK NEXT : Intelligent Sustainable Housing Companion ที่จะขับเคลื่อนให้ ธอส. สามารถอัดฉีดเม็ดเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย 242,989 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็น “ธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านอย่างยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.มหัทธนะ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics