วันที่ 20 มีนาคม 2026

กม.จัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (1 มี.ค.) เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร -หมู่บ้านจัดสรร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (1 มีนาคม 2569) เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ยกระดับดูแลสาธารณูปโภคหมู่บ้านจัดสรร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้จัดสรรที่ดินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 37 และมาตรา 40 ที่กำหนดให้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมีความจำเป็น

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม

1)เพิ่มความเข้มงวดเรื่องสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร

กำหนดให้สาธารณูปโภค เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ และผู้จัดสรรที่ดินต้องบำรุงรักษาให้ได้มาตรฐาน ไม่ให้ด้อยลงจากเดิม พร้อมกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มีสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อ

2) กำหนดเงื่อนไขการพ้นหน้าที่บำรุงรักษาให้ชัดเจน

ผู้จัดสรรจะพ้นจากหน้าที่ได้เมื่อผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนทรัพย์สิน หรือ ดำเนินการอุทิศทรัพย์สินเป็นสาธารณประโยชน์ และต้องส่งมอบเงินค้ำประกันให้แก่นิติบุคคลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรณี

3) เพิ่มกลไกให้ผู้ซื้อมีสิทธิดำเนินการเองได้

กรณีผู้จัดสรรไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ซื้อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงที่จำหน่ายแล้ว สามารถยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้

4) ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าส่วนกลาง

ให้สามารถกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ ตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด

5) เพิ่มบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง

ผู้จัดสรรที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการ อาจถูกปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท และปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดิน ลดข้อพิพาทในโครงการหมู่บ้านจัดสรร และเพิ่มหลักประกันให้ประชาชนผู้ซื้อที่ดินได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานการจัดสรรที่ดินให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้ารื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 10-15 รายการ กำหนดเพดาน ทำมาตรฐานเดียว ลดค่าใช้จ่ายประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้ารื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 10-15 รายการ กำหนดเพดาน ทำมาตรฐานเดียว ให้สอดคล้องต้นทุนจริง คาดชัดเจนใน 2 เดือน ย้ำดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยืนยันพร้อมลดทันทีหากสถานการณ์แย่ลง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 10–15 รายการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และทำให้โครงสร้างค่าธรรมเนียมมีความเป็นธรรมมากขึ้น ว่า ปัจจุบันค่าธรรมเนียมของแต่ละธนาคารแตกต่างกัน เนื่องจากกำหนดตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง และไม่ได้มีการแข่งขันด้านราคาที่แท้จริง ธปท. จึงมีแนวคิดกำหนดมาตรฐานกลางให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนธุรกรรมหลายรายการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายการค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อาทิ ค่าขอ Statement, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมออกบัตร ATM, ค่าธรรมเนียมโอนเงินหรือฝากเงินข้ามเขต, ค่าโอนเงินรายใหญ่ รวมถึงค่าธรรมเนียมเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัด เป็นต้น คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 2 เดือน

ทั้งนี้ ธปท. ต้องการให้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ ไม่เกินอัตราสูงสุดที่เหมาะสม และหากมาตรการระยะแรกประสบผลสำเร็จ มีแผนพิจารณาขยายการปรับลดไปยังรายการอื่นเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อน จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการดูแลต้นทุนของสถาบันการเงิน

นายวิทัย ยังกล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ปรับลด 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% นั้น ถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดย ธปท. ประเมินว่าการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาจกระทบต่อผู้ฝากเงินและเสถียรภาพทางการเงิน อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ หรือมีสัญญาณชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด ธปท. ก็พร้อมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมทันทีเพื่อดูแลเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

Advertisement

ออมสินประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยันตรึงดอกเบี้ยเงินฝากนานที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ออมสินประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR แตะระดับต่ำสุดทั้งระบบ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝาก

ธนาคารออมสินปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกครั้งในรอบ 2 เดือน เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และสอดคล้องตามนโยบายกระทรวงการคลัง โดยครั้งนี้ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดเหลือ 6.025% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 5.695% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดเหลือ 6.045% ต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยธนาคารออมสินพร้อมสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้แก่ลูกหนี้รายย่อยและกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในภาพรวม ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปที่สนใจยื่นขอกู้สินเชื่อธนาคารออมสิน สามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115

ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเดิมไว้ให้นานที่สุด เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินให้ได้รับผลตอบแทนจากการออม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

Advertisement

ไทยพร้อมจัดงาน “Tomorrowland Thailand” เริ่มจำหน่ายบัตร Hotel Package วันนี้ 28 ก.พ.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไทยพร้อมจัดงาน “Tomorrowland Thailand” 28 ก.พ. เริ่มจำหน่ายบัตร Hotel Package ส่วนบัตรเข้าชมงาน เริ่มจำหน่าย 7 มี.ค. ทาง WorldWide Ticket Sale คาดกระตุ้นค่าใช้จ่ายผู้ร่วมงานไม่น้อยกว่าพันกว่าล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่าห้าพันล้านบาทต่อปี

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับภาคเอกชนไทย และทีมงานของทูมอร์โรว์แลนด์ เดินหน้าจัดงาน Tomorrowland Thailand  เทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (EDM) ระดับโลกจากเบลเยียม ที่จะนำมาจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 11– 13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley พัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้แนวคิด Consciencia เชื่อมโยงงานเทศกาลในเบลเยียม ไทย และบราซิลเข้าด้วยกัน โดยมีแก่นหลัก คือ การนำเสนอแนวดนตรีและเทคนิคที่สะท้อน “6 อารมณ์ดั้งเดิมของมนุษย์” ได้แก่ ความพิศวง ความรัก  ความโกรธ ความสุข ความปรารถนา และความเศร้า

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า  ททท. เชื่อมั่นว่า Tomorrowland Thailand จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งมีผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-register) จากกว่า 110 ประเทศทั่วโลก ทั้งกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวสระยะไกล (Long-haul) อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกาใต้ ยุโรป และกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) อาทิ จีน สิงคโปร์ เกาหลี ทั้งนี้ จะเปิดจำหน่ายบัตร Hotel Package รวมที่พักพร้อมบัตรเข้างาน Full Madness Pass (3 วัน) และบริการรถรับส่งระหว่างโรงแรมและพื้นที่จัดงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ร่วมงาน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ผ่านช่องทาง WorldWide Ticket Sale สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานบัตรเข้าชมงาน จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป มีจำนวน 4 รูปแบบ ได้แก่ 1. บัตร  WorldWide Ticket แบบ Day Pass (1 วัน) 2. บัตร Comfort (VIP) Pass (1 วัน) 3. บัตร Full Madness Pass (3 วัน) และ 4. บัตร Full Madness Comfort (VIP) Pass สามารถซื้อบัตรผ่านช่องทาง WorldWide Ticket Sale สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดรายชื่อศิลปินที่เข้าร่วมงาน Tomorrowland Thailand ได้ที่

-https://thailand.tomorrowland.com

-www.instagram.com/TomorrowlandThailand

-www.tiktok.com/@tomorrowland_thailand

-www.facebook.com/thailand.tomorrowland

-www.x.com/tmlthailand_

“การได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Tomorrowland Thailand ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นการจัดเทศกาลเต็มรูปแบบในเอเชียครั้งแรก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวร่วมงานวันละ 50,000 คน โดยมากกว่าร้อยละ 60 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้จะสามารถกระตุ้นให้เกิดค่าใช้จ่ายของผู้ร่วมงานไม่น้อยกว่า 1,426 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,300 ล้านบาทต่อปี” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026 จากการจัดอันดับ TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลก

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของ “ขนมครก” ขนมพื้นบ้านไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น อันดับ 1 ขนมหวานไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 จากเว็บไซต์อาหารระดับโลก TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “แผนที่อาหารโลก” ได้จัดอันดับเมนูของหวานที่ดีที่สุดของประเทศไทย ประจำปี 2026 โดยได้จัดอันดับจากคะแนนรีวิวของผู้บริโภคและนักชิมทั่วโลก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของขนมไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ หากแต่สามารถครองใจผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ขนมครกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความหอมมันของกะทิ ความกรอบนอกนุ่มใน และกรรมวิธีการทำที่ประณีตพิถีพิถัน เป็นภาพสะท้อนภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ นอกจากขนมครกแล้ว ยังมีขนมหวานไทยและเมนูยอดนิยมอื่น ๆ ที่ติดอันดับ อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น ลอดช่อง รวมมิตร เฉาก๊วย กล้วยทอด และปาท่องโก๋ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเมนูที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารของไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่สำคัญของประเทศ

“ความสำเร็จของขนมครกในครั้งนี้ คือความสำเร็จของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำขนมไทย ถือเป็นการตอกย้ำยืนยันว่า “ขนมหวานไทย” คือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวิถีชีวิตไทยที่สามารถสื่อสารเรื่องราวของประเทศผ่านรสชาติได้อย่างทรงพลัง รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางจิตใจ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะอาหารและขนมไทยไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Advertisement

AOC 1441 เตือนภัย “เงินด่วนออนไลน์” ระวังโดนหลอก!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2569 “แค่กรอกเบอร์โทร ก็รู้วงเงินกู้ทันที” ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูสะดวกและง่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์โฆษณาเงินกู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ พร้อมข้อความเชิญชวนว่า “อนุมัติไว ไม่เช็กบูโร วงเงินสูง” เพียงแค่กรอกหมายเลขโทรศัพท์หรือแอดไลน์พูดคุยส่วนตัว ก็แจ้งผลอนุมัติทันที

แท้จริงแล้ว เป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพคือ “ข้อมูลติดต่อ” โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำไปโทรกลับเสนอเงินกู้แบบเร่งด่วน ใช้วิธีกดดันให้รีบตัดสินใจ และเรียกเก็บเงินล่วงหน้าในชื่อ ค่าธรรมเนียม/มัดจำ ค่าดำเนินการ หรือค่าประกันต่าง ๆ เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลง

บางรายขอกู้ 5,000 บาท แต่ได้เงินจริงเพียง 2,000 บาท พร้อมเงื่อนไขดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด หรือร้ายแรงกว่านั้น ข้อมูลส่วนตัวอาจถูกนำไปสมัครกู้แอปพลิเคชันอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม

ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัย และเพิ่มความมั่นใจอีกชั้น ประชาชนควรตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายหรือไม่ ผ่านบริการ “เช็กแอปเงินกู้”  ได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“เงินกู้ถูกกฎหมาย จะไม่เรียกเก็บเงินก่อนการอนุมัติ” ดังนั้นอย่าโอนเงินล่วงหน้า และอย่าส่งข้อมูลส่วนตัวให้แหล่งกู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ความรอบคอบเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชม. และหากพบการกระทำที่น่าสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ GCC 1111 เพื่อแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความปรารถนาดีจากกระทรวงดีอี

Advertisement

เริ่ม 1 มีนาคม 69 ธปท. กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มชำระเงินบาท ยกระดับความโปร่งใส ลดผลกระทบค่าเงินบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่ม 1 มีนาคม 2569 ธปท. กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มชำระเงินบาท ยกระดับความโปร่งใส ลดผลกระทบค่าเงินบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมมูลค่าสูง ยกระดับความโปร่งใส และลดผลกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท โดยมาตรการจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการสำคัญประกอบด้วย

  1. กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม สำหรับแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น (ไม่ครอบคลุมการซื้อขายที่ชำระเป็นดอลลาร์สหรัฐ ร้านทองทั่วไป แพลตฟอร์มออมทองที่ไม่สามารถขายได้ และการซื้อขายในตลาดสัญญาล่วงหน้า)

ทั้งนี้ ผู้ที่ถือทองคำมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ณ สิ้นวันที่ 30 มกราคม 2569 สามารถขายทองคำตามจำนวนที่มีอยู่เดิมได้โดยไม่จำกัดระยะเวลา

  1. เพิ่มเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม (ทั้งเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ) ได้แก่

– ห้ามใช้บัญชีผู้อื่นรับ–จ่ายเงินแทน

– ต้องชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

– ต้องชำระเงินเต็มจำนวน ห้ามรับ–จ่ายเฉพาะส่วนต่าง (net settlement)

– ต้องรับมอบทองคำด้วยตนเอง

– การขายทองคำต้องมีทองคำอยู่ในระบบและชำระเงินครบถ้วนแล้ว (ห้าม short sell)

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งลดความผันผวนของค่าเงินบาท และยกระดับมาตรฐานการซื้อขายทองคำ โดยการกำหนดวงเงินจะบังคับใช้กับลูกค้าทั่วไปเท่านั้น ไม่ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจทองคำหรือผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งลูกค้าทั่วไปที่ซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาทจะไม่ได้รับผลกระทบ

“รัฐบาลสนับสนุนแนวทางของ ธปท. ในการยกระดับความโปร่งใสของธุรกรรมการเงิน และดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพรวม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเงินของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลปลื้ม 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้านบาท “จีน มาเล รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้” เดินทางเที่ยวไทยมากสุดตามลำดับ

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

“สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% ไทยเกินดุลกว่า 1.48 หมื่นล้านบาท จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวม การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา เดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท หดตัว 18.2% เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท (-23.4%) และการนำเข้า 29,865 ล้านบาท (-10.3%) โดยไทยยังเกินดุลการค้า 8,883 ล้านบาท

ประเทศคู่ค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงสุดคือ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท รองลงมาคือ สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และ เมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาอยู่ที่ 0 บาท

สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่

– น้ำมันดีเซล 3,652 ล้านบาท

– แผงวงจรไฟฟ้า 1,232 ล้านบาท

– น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,214 ล้านบาท

ขณะที่การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนเดียวกัน มีมูลค่าการค้ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.7% เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท (+78.9%) และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท (+27.8%)

ตลาดผ่านแดนสำคัญอันดับหนึ่งยังคงเป็น จีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% รองลงมาคือ สิงคโปร์ มูลค่า 18,942 ล้านบาท (+115.9%) และ เวียดนาม มูลค่า 7,367 ล้านบาท (+41.1%)

สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่

– ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท

– เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท

– ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าของภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการส่งออกและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

“รัฐบาลมุ่งใช้การค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงตลาดภูมิภาค และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” ครม. รับทราบความคืบหน้า บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง

จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ

– กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

– ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกัน–ปราบปราม 3 ระยะ

– ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง

– กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร

– ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics