วันที่ 7 พฤษภาคม 2026

ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บรรเทาผลกระทบวิกฤติตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 เมษายน 2569 ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม บรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ ดูแลเส้นทาง และความพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ให้เพียงพอการเดินทางช่วงสงกรานต์

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

“เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

Advertisement

“นายกฯ” แฉ ขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 เมษายน 2569 “นายกฯ” แถลง พบขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉ ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ และปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังให้ปั๊ม รัฐบาลมอบ DSI รับเป็นคดีพิเศษ สั่งฟันผิดเฉียบขาด ให้ความมั่นใจประชาชน ช่วงกลับบ้านสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาดแคลน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปราม การกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือ ศบก.ขึ้น รวมทั้งได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ในการตรวจสอบติดตามและบังคับใช้กฎหมายผู้ที่กักตุนน้ำมัน ทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชน ทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลแค่ไหนก็ตาม จะเร่งดำเนินการตามกฏหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่ติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลาง ที่รับน้ำมันจากผู้ค้า (จ๊อบเบอร์) ซึ่งผลจากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไร ดังนี้

1.พบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอให้มีการประกาศเพิ่มราคาน้ำมันจากนั้น จะฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบให้ให้ได้กำไรมากขึ้น

2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง

3.มีการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่า ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มใดที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล เชื่อว่า มีการลักลอบขนถ่ายทางทะเลและกำลังเร่งสอบสวนและขยายผลไปเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่ตรวจพบในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยตรวจสอบ ได้แก่ กรมเจ้าท่าและกรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น และเรียกจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือกับ ศรชล.และจะขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำเกินปริมาณที่ขออนุญาตไว้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เงินที่ไปสนับสนุนลิตรละ 17 บาท รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการสนับสนุนประชาชนคนไทยที่ใช้น้ำมันสัญจร ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุน ลักลอบไปขายยังต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการเด็ดขาดกับการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้ดีเอสไอ ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อไป

ช่วงท้ายการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำมัน นายอนุทินย้ำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือประชาชน โดยเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ พร้อมสร้างความมั่นใจว่า จะมีน้ำมันให้ประชาชนเติมและใช้ตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลได้บริหารจัดการให้มีน้ำมันในรูปแบบต่างๆ ให้บริการในช่วงวันหยุดเทศกาลนี้ ขอประชาชน อย่าตื่นตระหนกว่า จะไม่มีน้ำมันขับกลับบ้าน เพราะถ้าใช้แบบสภาวะปกติ ไม่ต้องเผื่อใส่ถังแกลลอน ไปตุนไว้ น้ำมันจะมีให้บริการเหมือนทุกครั้ง ทุกปี โดยปีนี้ได้ประสานงานไปยังผู้ประกอบการ ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.พลังงาน ให้มีการสแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันเป็นพิเศษ ขอให้ทุกคนกลับไปพบกับครอบครัว ใช้วันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด รัฐบาลได้ตรียมการยกเว้นระเบียบรถขนส่งน้ำมัน หากได้รับการร้องขอจากสถานีบริการน้ำมัน หากเวลาใดน้ำมันขาด จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที

นายกรัฐมนตรียังแจ้งว่า ศูนย์ ศบก. ที่ตั้งขึ้นโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดวาระในสัปดาห์หน้า และจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ ตามกฏหมายทุกอย่าง ในรอบแรกเน้นเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอกับการใช้ในประเทศ ไม่มีการขาดแคน หลังจากนี้ ศบก.จากนี้ ในรัฐบาลที่จะเข้ามานี้ ก็จะเน้นในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ดังนั้นก็จะมีภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้นกว่า ศบก.ชุดเดิม เรียกได้ว่าเป็นศบก.พลัส ที่จะต้องมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับ

“ดังนั้น หากประชาชนกลับมาใช้ปริมาณปกติ การบริหารสถานการณ์ใหม่ ก็จะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้การหาแหล่งน้ำมัน ก็เฟิร์มออเดอร์ไปแล้ว ที่จะส่งเข้ามาเป็นปกติ ไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน และเราก็ยังจะใช้วิธีการจัดซื้อ สรรหา จากภูมิภาคอื่นด้วย ซึ่งก็มีการติดต่อตลอดเวลานี้ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำทุกวิถีทาง บางครั้งที่ไม่ได้พูดออกมา เพราะบางเรื่องเป็นความลับ ที่ต้องมั่นใจก่อนว่า จะไม่ให้เกิดข่าวรั่วไหล ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ไม่ได้มีอะไรที่ปกปิด หรือปิดบังข้อมูลใดใดต่อพี่น้องประชาชนแม้แต่น้อย ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาล คำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรกเสมอ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

นายกฯเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 เมษายน 2569 นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป ย้ำ! เดินหน้าเต็มกำลังดูแลปากท้อง – เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (1 เมษายน 2569) เวลา 13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า 10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า 20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด 58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ได้จัดหาสินค้าเหล่านี้เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายราย ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม House Brand ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย

“กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาสินค้ารัฐบาลก็จะยังคงเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดให้กับประชาชน และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่มีตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถก้าวผ่าน ความท้าทายทางเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีประกาศเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออำนวยพร ให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากนั้นโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการสัมผัสที่หน้าจอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการ Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ” อย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers) ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสี โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานภาคเอกชนจากทั้งในส่วนห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ร่วมด้วย

Advertisement

สวทช. เปิด 2 โครงการ ดันสมุนไพรไทยสู่ “สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง” รุกตลาด Longevity

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 มีนาคม 2569 สวทช. โดยแพลตฟอร์ม PhytoEX จับมือเซเลบฯ-เอกชน เปิดตัว 2 โครงการสำคัญ ตั้งเป้าปี 69 พัฒนา 15 ผลิตภัณฑ์สุขภาพ-ชะลอวัย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท ดันนวัตกรรมไทยสู่เวทีโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช. โดยแพลตฟอร์ม PhytoEX เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมจากสมุนไพรไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผ่าน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ PhytoEX Celebrity Accelerator Program และ PhytoEX Innovation Competition 2026 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง” รองรับเทรนด์สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจอายุยืนยาว (Longevity Economy) โดยตั้งเป้าพัฒนา 15 ผลิตภัณฑ์ภายในปี 2569 คาดมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 650,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า เทรนด์ Longevity กำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ (Bioactive Ingredients) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการยกระดับจากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้ผลิตสารมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก

ด้าน ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX สวทช. ระบุว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวมุ่งแปรรูปสมุนไพรไทยสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง ผ่านเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่การสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกักเก็บระดับนาโน ไปจนถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย พร้อมเชื่อมโยงภาคเอกชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริง

ทั้งนี้ โครงการ Celebrity Accelerator จะดึงบุคคลมีชื่อเสียง 5 ทีม ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับผู้ผลิตชั้นนำ ขณะที่ Innovation Competition เปิดโอกาสให้ 10 บริษัทนำสารสกัดไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เงินทุน และการตลาด เพื่อสร้างสินค้าแข่งขันได้จริงในตลาด

สวทช. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย สร้างธุรกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ พร้อมผลักดันนวัตกรรมไทยเข้าสู่ตลาดโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพและความงามให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

Advertisement

PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลก และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน PEA จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการใช้พลังงานของประเทศอย่างคุ้มค่า

PEA ขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้า หมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งาน หลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในรางปลั๊กเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย ควรตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส หมั่นล้างแอร์เป็นประจำทุก 6 เดือน เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แทนหลอดไส้ และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงการปลูกต้นไม้เพื่อลดความร้อนและช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก

PEA มุ่งมั่นดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้พลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพต่อเนื่อง

Advertisement

รัฐบาลเตรียมพร้อมน้ำมันช่วงสงกรานต์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
  2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
  3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย
  4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ยันไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย นักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มีนาคม 2569 นายกฯ ตอบสื่อต่างประเทศ ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น มีโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงาน เพียงพอรองรับภาคอุตสาหกรรม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อต่างประเทศกรณีที่เคยพูดว่าประเทศไทยจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่ตอนนี้เป็นอย่างไรเพราะไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน ว่า เรายังโอเคอยู่ เราไม่ได้ป่วย

เมื่อถามต่อว่ามีอะไรอยากจะบอกกับนักลงทุนชาวต่างชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า พวกเขาทั้งหมดยังคงมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป

เมื่อถามย้ำถึงเรื่องวิกฤตพลังงานล่ะครับ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ใช่ครับ แต่เรามีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และยังมีศักยภาพที่ดียิ่งกว่า สำหรับนักลงทุนด้วย

Advertisement

นายกฯอนุทิน ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มีนาคม 2569 นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ขอประชาชนมั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน ลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด พร้อมร่วมกันประหยัด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา

เมื่อถามว่าราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคบอีกแล้ว ตนก็ต้องถามว่าตรงนี้ไทยได้รับผลกระทบหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา เมื่อสักครู่มีการประชุมได้ให้ ปตท.จัดหาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ดีเซลในส่วนที่เอาไปขายประเทศลาว ขอให้เราใช้น้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายไปที่ลาวเลย เก็บน้ำมันที่กลั่นโดยปตท.ไว้ในประเทศไทย นี่เป็นการสร้างความมั่นใจเพิ่มให้ประชาชน ตอนที่เราขายไปลาวก็ไม่มีปัญหาอะไรวันละ 5 ล้านลิตร แต่เพื่อให้ความมั่นใจขึ้นมาอีก เพราะสถานการณ์อาจดูยืดเยื้อไปอีก ส่วนของโรงกลั่นที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะไปเจรจากับเขาว่าสั่งดีเซลจากต่างประเทศเข้ามา แล้วทรานชิปเม้นท์ส่งไปลาว ซึ่งเราพูดคุยตกลงราคาแล้วว่าสู้ได้ในราคาไหน เราไม่ได้เอากำไรเขามากมาย แต่ที่สำคัญน้ำมันที่กลั่นโดยโรงกลั่นในประเทศไทยก็เก็บรักษาในเมืองไทยมากที่สุด ก็เพิ่มจำนวนน้ำมันดีเซลในประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่า วันนี้ประชาชนมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าเราจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้มั่นใจได้เลย เรื่องราคาที่ตอนแรกเราพยายามอุ้ม 15 วัน แล้วที่มีคนบอกว่าไม่ควรไปอุ้มเลย ตนเห็นควรว่าควรพยุง 15 วันแรก เพราะรัฐบาลต้องไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ซึ่งประชาชนก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ดีขึ้นเลย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็มี แต่จะให้เราพยุงราคาน้ำมันไปตลอดที่มีความขัดแย้งก็ไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสร้างความมั่นใจว่าจะลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด ก็ต้องขอร้องให้ประชาชน ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ร่วมกันทำตามมาตรการ ประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ เวิร์กฟรอมโฮม ถ้าอยู่เส้นทางเดียวกันไปด้วยกัน ใช้รถสาธารณะ เพราะประเทศไทยมีความสะดวกสบายเรื่องรถสาธารณะ ไม่แพ้ประเทศใดในโลก ทั้งนี้ตนได้กำชับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ขนส่ง รถสาธารณะ รถทัวร์ต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับประชาชนให้เต็มที่

Advertisement

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุผลขึ้นราคากลางดึก 6 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 มีนาคม 2569 ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจง ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาทต่อลิตร รอตลาดสิงคโปร์ปิดราคา พิจารณาข้อมูลหลายมิติให้ชัดเจนจนดึก ชี้ ราคาน้ำมันโลกปรับสูงกองทุนน้ำมันขาดสภาพคล่อง บอก ลดขาดทุนจะยืนสู้น้ำมันโลกที่อาจปรับสูงขึ้นในอนาคต เพื่อดูแลประชาชนต่อได้ ยัน ไม่มีผู้ค้ากักตุน รอขายตอนแพง เหตุไม่มีใครรู้มาก่อน ขอไม่การันตีจากนี้น้ำมันขึ้นรวดเดียวหรือไม่ รอสถานการณ์

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) โดย นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) แถลงสถานการณ์ประจำวันถึง กรณีการปรับราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 6 บาท ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ แม้จะมีการเสนอข้อตกลงต่างๆ แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกเพิ่มสูง โดยเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 ประมาณ 198 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ราคาพุ่งถึง 242 เกือบ 243 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลถึงราคาขายปลีกทั่วไปทุกประเทศ

สำหรับประเทศไทยทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องติดลบมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท กองทุนน้ำมันเริ่มขาดสภาพคล่อง เพราะมีเงินไหลออก ประมาณวันละ 2,000 ล้านบาท

ส่วนราคาน้ำมันประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย ก็มีการปรับน้ำมันดีเซล 7 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านราคาของเราไม่ได้สูงอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีการพิจารณาหลายมิติ จนได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับลดการชดเชยในกลุ่มของน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร

นายพรชัย ยังกล่าวว่าการปรับลดการชดเชยเข้ากองทุนน้ำมัน จะทำให้กองทุนน้ำมันจะช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจ และแก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 ให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูก ขอให้ประชาชนมั่นใจ ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงรักษาเสถียรภาพ ขายปลีกในประเทศได้อย่างเหมาะสม และขอให้ประชาชนประหยัด และเราจะดำเนินการไปด้วยกัน ซึ่งคาดว่าการลดการจัดเก็บครั้งนี้จะทำให้เราสามารถยืนสู้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้ เพราะสภาพคล่องเราจ่ายน้อยลงเราก็ยังพอช่วยเหลือได้ต่อไป

เมื่อถามว่า การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนตกใจ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือ สภาพัฒน์ ยืนยันว่า การขึ้นราคาจะขึ้นเป็นขั้นบันไดแต่การขึ้น 6 บาทโดยไม่แจ้งประชาชนจะชี้แจงอย่างไร นายพรชัย กล่าวย้ำว่า สถานการณ์โลกที่เราคุยกันณ วันที่ 17 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังอยู่ที่ 198 เหรียญ สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากนั้นเพียง 2 วันกระโดดขึ้นมา 243 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการช่วยสนับสนุน

”แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับสูงก็ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุน และขาดสภาพคล่อง โดยเหตุผลที่ต้องปรับขึ้น 6 บาทเพื่อจะได้รักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไปให้มีสภาพคล่อง” ผอ. สำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุ

ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศอาเซียนไม่ใช่เพียงประเทศไทยก็มีการกระโดดขึ้นอย่างเช่น มาเลเซีย และทุกประเทศจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่มีการรับประกันใช่หรือไม่ว่าการขึ้นราคาน้ำมันจะขึ้นแบบขั้นบันได จะมีการปรับขึ้นเมื่อเมื่อไหร่ก็ได้ใช่หรือไม่ และประชาชนต้องรอลุ้นราคาน้ำมันในแต่ละวันใช่หรือไม่ นายพรชัย ชี้แจงว่า การขึ้นในแต่ละครั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะมีการพิจารณาในหลายมิติ ที่ผ่านมาบางครั้งมีการปรับขึ้น 50 สตางค์ บางครั้ง 75 สตางค์ บางครั้งมีการขึ้น 1.80 บาท ครั้งนี้ขึ้น 6 บาท ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาจากหลายด้านไม่ใช่เฉพาะราคาน้ำมันอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณามิติของเพื่อนบ้านและประชาชนด้วย คงไม่การันตีว่าจะมีการขึ้นรวดเดียวต้องขอดูเป็นรายวันไป

ส่วนกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีหนี้ 35,000 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565 ที่กองทุนน้ำมันติดลบเป็น 1.2 แสนล้านบาท สมัยนั้นมีวิธีการแก้ปัญหา เหตุใดจึงไม่นำมาใช้กับการบริหารกองทุนน้ำมันในขณะนี้ นายพรชัย กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะวิธีไหนมีหลักการในการพิจารณาเหมือนกัน เพียงแต่ขณะนั้นสถานการณ์ของรัสเซีย-ยูเครนจะค่อยๆขยับ ถึงแม้จะมีความยืดเยื้อหลายเดือน จนถึงปัจจุบันยังมีสถานการณ์ประปราย แต่ราคาน้ำมันไม่เท่าพุ่งสูงขึ้นอย่างเช่นสถานการณ์ปัจจุบันเหมือนเหตุการณ์สหรัฐกับอิหร่าน ที่ราคาพุ่งสูงต่อวัน 20 ถึง 30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลถึง 243 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“เพราะฉะนั้นการตัดสินใจขึ้นบางอย่างต้องรีบดำเนินการ เพื่อไม่ให้บานปลาย ไปมากกว่านี้ ต้องมีการสกัดไว้บ้าง ยืนยันว่ายังคงรักษาเสถียรภาพ และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเรายังดูแลอยู่“ นายพรชัย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีจะนำภาษีสรรพสามิตมาใช้ แต่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลจริงมีเพียงนายกรัฐมนตรีคนเดียว แล้ววันนี้นายกรัฐรัฐมนตรี เรียกประชุม ครม. นัดพิเศษซึ่งเป็น ครม.เดิม มีอำนาจที่จะนำกฎหมายนี้มาบรรเทาเรื่องน้ำมันหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า เรื่องกฎหมายตน คงไม่ไปก้าวล่วง แต่ในมิติพลังงานกับกระทรวงการคลัง เคยดำเนินการขอลดภาษีมาแล้วในสมัยสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้แต่ในช่วงที่สรรพสามิต เคยขอกองทุนฯ จึงมีการประสานกันไว้แล้วตลอด ได้ส่วนเรื่องของกฎหมายหากพร้อมก็เจรจาประสานกันได้

ส่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ราคาน้ำมันจะทะลุไปถึง 70 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดโลก แต่จะขึ้นถึง 70 บาทหรือไม่ ต้องดูว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำลังพอที่จะรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ หากทำได้เราก็จะทำ ทั้งนี้ การลดการจัดเก็บในครั้งนี้จะทำให้ดีขึ้น แต่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ราคาในตลาดโลกจะสูงขึ้นเท่าไหร่มากขนาดไหน

เมื่อถามว่า ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ทำไมถึงขึ้นราคากลางดึก และตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้ที่หาน้ำมันเติมไม่ได้ เพราะมีการกักตุนรอราคาขึ้นหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องประกาศกลางดึก เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่สิงคโปร์จะปิดราคาช่วงประมาณ 19.00 น. ซึ่งเขาจะค่อยๆ ปล่อยราคาน้ำมันแต่ละชนิด เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันดูไบ น้ำมันเบนซิน ซึ่งตนต้องมานั่งทำโครงสร้างราคาที่ตีออกมาเป็นค่าเงินบาท กว่าจะเสร็จก็ 21.00 น. และ กบน.ก็มีการประชุมกันในช่วง 21.00 น. เพื่อให้ได้ข้อมูลหลายมิติ เราก็เพิ่งทราบว่า เพื่อนบ้านก็ขึ้นราคา ฉะนั้น การประกาศช่วงดึกไม่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือใครทั้งนั้น แค่รอข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อให้ราคาที่ชัดเจน

ส่วนที่คนสงสัยว่า ผู้ค้ามีการกักตุนรอให้ราคาขึ้นนั้น ยืนยันว่า ไม่มี และทางผู้ค้าก็ไม่ทราบว่าเราจะทำ แม้กระทั่งตนและคนที่ทำงานก็ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนแน่นอน คีย์ข้อมูล ณ ตอนนั้นเลย รับประกันได้

เมื่อถามว่า วิเคราะห์อย่างไรที่ก่อนหน้านี้น้ำมันหมดปั๊ม แต่พอราคาขึ้น น้ำมันกลับไม่ขาด นายพรชัย กล่าวว่า เรามองในมิติอัตราเงินกองทุน ส่วนเรื่องการจัดเก็บสต็อกน้ำมันขอให้กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้ตอบจะดีกว่า เขาจะตอบได้ชัดเจน

Advertisement

กรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองใช้ M6 “บางปะอิน-โคราช” ตลอดสาย รับสงกรานต์ปี 69 เริ่ม 10-19 เม.ย.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 มีนาคม 2569 กรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 ตลอดสาย ตั้งแต่บางปะอิน-ปากช่อง-นครราชสีมา ระยะทางรวม 196 กม. ระหว่าง 10-19 เม.ย.69 รองรับปริมาณการเดินทางของประชาชน ลดความแออัดบนถนนมิตรภาพ และถนนพหลโยธิน

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านสำหรับการเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ที่จะถึงนี้ โดยได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความปลอดภัย และการบริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย ตลอดการเดินทาง

สำหรับรูปแบบการเปิดให้บริการช่วง “ปากช่อง – นครราชสีมา” เปิดให้สัญจรได้สองทิศทางตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนช่วง “บางปะอิน – ปากช่อง” จะเป็นการจัดการจราจรแบบเดินรถทางเดียว (One-way) ตามช่วงเวลา ดังนี้

⬆️ ช่วงต้นเทศกาล วิ่งทิศขาออกกรุงเทพฯ เท่านั้น

เปิดให้สัญจร ระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 00.01 น. ถึง 13 เมษายน 2569 เวลา 24.00 น. โดยผู้ใช้ทางสามารถเข้าสู่มอเตอร์เวย์ M6 ได้ที่ด่านบางปะอิน ด่านหินกอง ด่านสระบุรี และด่านแก่งคอย ทั้งนี้ หากพบว่ามีปริมาณรถสะสมหนาแน่นบริเวณด่านปากช่อง กรมทางหลวงจะเปิดใช้งาน “ด่านมวกเหล็ก” เพื่อเร่งระบายการจราจรออกสู่ถนนมิตรภาพให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

⬇️ ช่วงปลายเทศกาล วิ่งทิศขาเข้ากรุงเทพฯ เท่านั้น

เปิดให้สัญจร ระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 06.00 น. ถึง 19 เมษายน 2569 เวลา 24.00 น. โดยผู้ใช้ทางสามารถวิ่งเข้า – ออก M6 ได้ที่ ด่านแก่งคอย ด่านสระบุรี ด่านหินกอง หรือออกที่ด่านบางปะอิน เพื่อเชื่อมต่อสู่ถนนพหลโยธิน และวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตกและตะวันออก

ทั้งนี้ จะมีการปิดพื้นที่ชั่วคราว ตั้งแต่บริเวณต่างระดับบางปะอิน ถึง ด่านปากช่อง ในวันอังคารที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 00.00-06.00 น. เพื่อสลับทิศทางการจราจรและเตรียมพร้อมรองรับการจราจรขาเข้า

สำหรับการอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง กรมทางหลวงได้จัดเตรียมจุดบริการห้องน้ำชั่วคราวรวมทั้งหมด 17 จุด ประกอบด้วยบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง 14 จุด (ทั้งขาเข้าและขาออก) จุดพักรถทับกวาง กม.64+900 (ขาออก) และจุดพักรถสีคิ้ว กม.147+000 (ทั้งขาเข้าและขาออก)

อธิบดีกรมทางหลวงเน้นย้ำว่า เนื่องจากเป็นช่วงทดลองให้บริการ จึงอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัย โดยเส้นทางดังกล่าวยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งร้านค้าบริการ กรมทางหลวงจึงขอแนะนำให้ประชาชนศึกษาเส้นทางและเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เติมน้ำมัน และจัดเตรียมอาหาร/น้ำดื่มให้พร้อมก่อนเข้าสู่มอเตอร์เวย์

กรมทางหลวงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน โดยได้จัดเจ้าหน้าที่บริหารจัดการจราจรและหน่วยเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ทั้งนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

Verified by ExactMetrics