วันที่ 19 มีนาคม 2026

ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย – กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

  1. “ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน
  2. “ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน” ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

“ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

Advertisement

ด่วน!มีผลใช้แล้ว..กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 ศปอท. กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า มีผลใช้แล้ว

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

  1. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569
  2. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569

โดยประกาศทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งออกตามอำนาจพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางในการประกาศรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดกลไกในการเพิกถอนรายชื่อเมื่อมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

รองโฆษกฯ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ตัดวงจรบัญชีม้าและกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการประกาศรายชื่อจะครอบคลุมทั้ง บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อมีการประกาศรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวแล้ว สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินมาตรการทันที เช่น ปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรม หรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการนำบัญชีหรือโครงสร้างนิติบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิด

ทั้งนี้ หากภายหลังมีการตรวจสอบและพบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสามารถออกประกาศ เพิกถอนรายชื่อ ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัล การใช้บัญชีม้า และการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของระบบธุรกรรมทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

Advertisement

นายกฯ ลงนามคำสั่งตั้ง “ศบก.” ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบต่อไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 นายกฯ ลงนามคำสั่งตั้ง “ศบก.” ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบต่อไทย รองนายกฯ พิพัฒน์ นั่งเป็นประธานการประชุมนัดแรกในฐานะ ผอ.ศูนย์ฯ ณ ทำเนียบรัฐบาลวันนี้

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

สำหรับองค์ประกอบของ ศบก. กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา โดยมี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รวมทั้ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงแรงงาน ตลอดจน เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมศุลกากร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อบูรณาการการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และกำหนดมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในทุกมิติ

ทั้งนี้ ศบก. มีหน้าที่และอำนาจในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อรัฐบาลในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

ในวันเดียวกัน เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ฯ จะเป็นประธานการประชุมนัดแรก ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์ล่าสุดและกำหนดแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เวลา 18.10 น. จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมของ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ณ ศูนย์ ศบก. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงสถานการณ์และมาตรการของรัฐบาลต่อสาธารณชนต่อไป

Advertisement

รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69 เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเช่นกันในหลาย ๆ เรื่อง ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหารองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอย้ำเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มีนาคม 2569 รมต.สันติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

วันที่ (5 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 2502 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางโดยที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มีการประชุมเร่งด่วน ภายใต้กรอบอำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกดูแลผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต คณะกรรมการฯ ย้ำชัดว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ทั้งสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิในความปลอดภัย และสิทธิในการได้รับการชดเชยความเสียหาย จะต้องได้รับการดูแลในมิติการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว รับผิดชอบกำกับดูแลการให้บริการสายการบินและบริการท่องเที่ยว กรณีเกิดการยกเลิกเที่ยวบินหรือแพ็กเกจทัวร์ แต่หากเกิดกรณีผู้บริโภคได้รับความเสียหายและมีการเรียกร้องค่าเสียหาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการไกล่เกลี่ย ยุติเรื่อง หรือฟ้องร้องและบังคับคดี ตามกฎหมายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เคาะ 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน ดังนี้

  1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย
  2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ ตลอดจนเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฉลากข้าวสารบรรจุถุง หลักฐานการรับเงินซื้อขายถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป เช่น ค่าไฟฟ้าอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาท ต่อหน่วยการใช้
  3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิต การโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฎิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวะการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า
  4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ และบริการการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค
  5. การกำกับดูแลการจำหน่ายทองคำ โดย สคบ. เข้มงวดควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่ การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้าน ราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน คือ การบูรณาการเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยหน่วยงาน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้ทั้ง 6 มาตรการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยให้พิจารณาตามความเหมาะสม

Advertisement

รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ายังมีเพียงพอ

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จะต้องมีอย่างเพียงพอ ร้านค้าผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

“รัฐบาลขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ ย้ำ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มีนาคม 2569 นายกฯ ย้ำทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

วันนี้ (วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง จำนวนประมาณ 270–300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วน เหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและข้อกำหนดการเดินทาง

สำหรับประเทศอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก  โดยแม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับ และหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศใดได้โดยตรง จะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด

ต่อกรณีข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม โดยสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ ซึ่งหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. ชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ที่อัปเดตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์

Advertisement

นายกฯ ประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยกลับประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มีนาคม 2569 นายกฯ เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยในพื้นที่กลับประเทศ สมช. กต. ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงการประชุมฯ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมฯ โดยประเด็นหลักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และมีการตอบโต้โดยฝ่ายอิหร่าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ท่าทีของไทยมีความห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยไทยอยากให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงใยความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคและพื้นที่นั้น

ในส่วนของอิหร่าน มีคนไทยประมาณ 200 กว่าคน ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยมีการติดต่อชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด โดยขอให้ใช้ความระมัดระวังและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะให้มีการเตรียมพร้อมในกรณีมีคนไทยต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน โดยหากจะเดินทางกลับ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยรถยนต์มายังชายแดนตุรกี ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการที่ชายแดนคอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ นอกจากนี้ ได้มีการประสานกับกองทัพอากาศไทยเพื่อเตรียมการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยด้วย

ในส่วนของอิสราเอล มีคนไทยอยู่ประมาณ 65,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังคงควบคุมได้ โดยยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบและแสดงความประสงค์อยากจะเดินทางกลับประเทศ ทั้งนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน โดยทางรัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญต่อแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอย่างดี

สำหรับความกังวลในพื้นที่อื่น ๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะดูไบและอาบูดาบี ซึ่งมีคนไทยอยู่จำนวนมาก โดยขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความจำนงจะเดินทางกลับประมาณ 1,000 กว่าคน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศประสานและอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับทางสนามบินที่โอมาน ซึ่งยังคงมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้ติดต่อคนไทยในพื้นที่ว่าต้องการเดินทางกลับประเทศหรือไม่ รวมถึงในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้เดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุด ซึ่งสนามบินยังเปิดอยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับประเทศ และสำหรับญาติของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หากต้องการสอบถามข้อมูลและติดตามสถานการณ์ ทางกระทรวงการต่างประเทศมีศูนย์ตอบคำถามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อให้ญาติพี่น้องมีความเชื่อมั่นและสบายใจ

ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ภายในประเทศว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าวติดตามเฝ้าระวังสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ โดยยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ จะมีการติดตามตรวจสอบบุคคลเข้า–ออกประเทศไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อย ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์ จะมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลที่อาจบิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ในมิติด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานดูแลประเด็นด้านพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์กำกับติดตามสถานการณ์สินค้าส่งออก โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงบ่าย ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างชาติทุกประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดบริเวณสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ สหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

รัฐบาล แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

1 มีนาคม 2569 รัฐบาล แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี

โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 นั้น

แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักรจะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุดพร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้

1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

2.เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน

3.คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน

“นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวต้องเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

กม.จัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (1 มี.ค.) เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร -หมู่บ้านจัดสรร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (1 มีนาคม 2569) เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ยกระดับดูแลสาธารณูปโภคหมู่บ้านจัดสรร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้จัดสรรที่ดินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 37 และมาตรา 40 ที่กำหนดให้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมีความจำเป็น

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม

1)เพิ่มความเข้มงวดเรื่องสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร

กำหนดให้สาธารณูปโภค เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ และผู้จัดสรรที่ดินต้องบำรุงรักษาให้ได้มาตรฐาน ไม่ให้ด้อยลงจากเดิม พร้อมกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มีสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อ

2) กำหนดเงื่อนไขการพ้นหน้าที่บำรุงรักษาให้ชัดเจน

ผู้จัดสรรจะพ้นจากหน้าที่ได้เมื่อผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนทรัพย์สิน หรือ ดำเนินการอุทิศทรัพย์สินเป็นสาธารณประโยชน์ และต้องส่งมอบเงินค้ำประกันให้แก่นิติบุคคลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรณี

3) เพิ่มกลไกให้ผู้ซื้อมีสิทธิดำเนินการเองได้

กรณีผู้จัดสรรไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ซื้อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงที่จำหน่ายแล้ว สามารถยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้

4) ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าส่วนกลาง

ให้สามารถกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ ตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด

5) เพิ่มบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง

ผู้จัดสรรที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการ อาจถูกปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท และปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดิน ลดข้อพิพาทในโครงการหมู่บ้านจัดสรร และเพิ่มหลักประกันให้ประชาชนผู้ซื้อที่ดินได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานการจัดสรรที่ดินให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics