วันที่ 20 มีนาคม 2026

“รองนายกฯ สุชาติ” เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Zero Food Waste” ในเวที THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM

8 ตุลาคม 2568 “รองนายกฯ สุชาติ” เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Zero Food Waste” ในเวที THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในงาน THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM ภายใต้แนวคิด “รวมพลัง ลดทิ้ง สร้างค่า เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ร่วมกับ กรุงเทพธุรกิจ และ CP Axtra โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ซีพี เอ็กตร้า นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการบริหาร กรุงเทพธุรกิจ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับและเข้าร่วมงาน ณ ออดิทอเรียม ทรู ดิจิทัล พาร์ค (East) กรุงเทพมหานคร

นายสุชาติ กล่าวว่า ปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารมากถึง 10 ล้านตันต่อปี และขยะอาหารเหล่านี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทน ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า รัฐบาลโดยการนำของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว และได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรฯ ดำเนินการผลักดันให้เกิดผลในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้มุ่งเป้าไปที่หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ เช่น อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชนและภาคอุตสาหกรรม กระทรวงฯ ได้มีแนวคิดที่จะให้มีการวางแผนการจัดการขยะอาหารตั้งแต่ในการจัดทำรายงาน EIA และที่สำคัญคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกันเพื่อลดการสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เช่น ในตลาดสด ต้องมีการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น การนำไปเป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการบริโภคอย่างรู้คุณค่า และปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป

นายสุชาติ เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาขยะอาหารจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับรัฐบาลในการกำหนดนโยบายไปจนถึงระดับท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งกระทรวงทรัพยากรฯ ได้ผลักดัน “แผนขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Zero Food Waste” พร้อมประกาศให้ปี พ.ศ. 2568 เป็น “ปีแห่งการเริ่มต้นรณรงค์ลดขยะอาหาร” เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะอาหารลงร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2573 ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ และเพื่อให้เกิดผลการป้องกันแก้ไขตั้งแต่ที่ต้นทาง การแก้ไขโดยเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และการสนับสนุนจากภาครัฐแบบครบวงจร เพื่อสร้างแรงจูงใจและขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืน สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการแก้ไขปัญหาขยะอาหารของประเทศ ให้ประเทศไทยไปสู่สังคม “Zero Food Waste” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว.ประกาศนโยบาย Quick Win ช่วย “คนตกงาน – เกษตรกรทั่วประเทศ”

7 ตุลาคม 2568 “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว.ประกาศนโยบาย Quick Win ช่วย “คนตกงาน – เกษตรกรทั่วประเทศ” เปิดตัวโครงการ “โดรนคนละครึ่ง” อว.ร่วมจ่าย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดเวลา ลดสารเคมี เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.68 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว.ได้แถลงนโยบายการทำงานโดยมีผู้บริหารกระทรวง อว.นำโดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วม ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.(ฝั่งโยธี)

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนจะทำนโยบาย Quick Win ที่เห็นผลได้จริงภายในระยะเวลา 4 เดือน ควบคู่กับการต่อยอดนโยบายเดิมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยนโยบายเร่งด่วนแรกคือ การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกับภาวะการว่างงาน ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปํญหาในวงกว้าง เพราะสถานการณ์ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ส่งผลให้กำลังแรงงานตั้งแต่ระดับสูง กลาง และล่างตกงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กระทรวง อว. จะเปิด Upskill-Reskill ให้กับประชาชน โดยให้มหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศจัด Upskill-Reskill ในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้แรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้วได้เข้ามาพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ที่สำคัญ กระทรวง อว. จะดึงหน่วยงานให้ทุนอย่าง Ted Fund, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นต้น มาสนับสนุนทั้งการบ่มเพาะและให้ทุนต่อยอดและสร้างธุรกิจ เพื่อที่แรงงานที่มีประสบการณ์จะได้ผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการ SMEs หรือสตาร์ทอัพ อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ยังตั้งใจที่จะทำให้นักศึกษาและประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึงที่สุด ในระยะ 4 เดือนอีกด้วย

รมว.กระทรวง อว. กล่าวต่อว่า อีกนโยบายเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยกระทรวง อว. จะทำโครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปรับใช้ประชาชน ไปรับใช้สังคม โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยมีรูปแบบของนโยบายเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้จนอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคกลางเป็นอันดับแรกก่อนจะขยายไปในพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน เราจะดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพด้านโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเข้าร่วมโครงการกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมาเป็นผู้ให้บริการเช่าโดรน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรรายย่อยอื่นๆ มาสามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายด้านการอุดมศึกษา กระทรวง อว.พร้อมเดินหน้าสนับสนุนค่าสมัครสอบค่าสมัครสอบ TCAS เพื่อลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายนี้เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ตนก็จะดำเนินการต่อเนื่องและดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไปในการสอบ TCAS69 โดยจะสนับสนุนค่าสมัครสอบ TGAT ในอัตรา 140 บาทต่อคน และค่าสมัครสอบรอบ 3 (Admission) ในระบบ TCAS เพิ่มเติม โดยผู้สมัครสามารถเลือกสมัครได้สูงสุด 7 อันดับฟรี ในอัตรา 600 บาทต่อคนนอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนค่าสมัครสอบวัดความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ TPAT1-5 (TPAT 1 อัตรา 140 บาทต่อคน และ TPAT 2-5 อัตรา 140 บาทต่อคน) ซึ่งคาดว่าจะมีนักเรียนและผู้ปกครองได้รับประโยชน์กว่า 733,750 คน รวมทั้ง สนับสนุนทุนการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ให้กับนักศึกษา ขณะเดียวกัน จะเร่งขับเคลื่อน Credit Bank หรือระบบคลังหน่วยกิต ให้เป็นกลไกหลักในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตจากประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าให้มีความพร้อมสมบูรณ์ภายในปี 2570

“ที่สำคัญ อีกหนึ่งนโยบายที่ตั้งใจจะขับเคลื่อนให้สำเร็จคือโครงการ “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) สู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050” โดยให้ความสำคัญกับ 1.การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด 2.การประกาศนโยบาย Net Zero ให้สอดคล้องกับนโยบายของ อว. และนโยบายของรัฐบาล และ 3.การเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมสีเขียว เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและยกระดับขีดความสามารถบุคลากรสู่การสร้างงานและเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ทั้งนี้ จะขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)“ นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

ขณะเดียวกันจะนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เช่น ระบบติดตามสถานการณ์น้ำและและแอปพลิเคชัน Thai Water จากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเตือน วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามและประเมินสถานการณ์ PM 2.5 ผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” ซึ่งระบบทั้งหมดที่จัดทำขึ้น นอกจากเป็นการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว ยังช่วยพยากรณ์และวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทำการเกษตรให้แม่นยำขึ้นได้อีกด้วย

“นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ ไม่เป็นตัวถ่วง ต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานอย่างได้ราบรื่น ผมมีเวลาไม่มากคือ 4 เดือน ตั้งใจว่านโยบาย Quick Win จะต้องสำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

Advertisement

ปลัดดีอี หารือคณะผู้แทน MIC ญี่ปุ่น เสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล-เทคโนโลยีภัยพิบัติ

2 ตุลาคม 2568 ปลัดดีอี หารือคณะผู้แทน MIC ญี่ปุ่น เสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล-เทคโนโลยีภัยพิบัติ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือกับคณะผู้แทนจากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร (Ministry of International Affairs and Communications (MIC) ประเทศญี่ปุ่น นำโดย Mr. Kiriyama Nobuo ตำแหน่ง Director-General for International Affairs, Global Strategy Bureau, Ministry of Internal Affairs and Communications (MIC) โดยมี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

โดยประเด็นหารือครอบคลุมเรื่องแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นที่กระทรวงฯ ให้ความสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ คือ เหตุการณ์ภัยพิบัติหลุมยุบและถนนทรุดตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการคาดการณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวบริเวณใต้ทะเลอันดามัน

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือทางด้านนโยบายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI Policy) และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในเวทีระดับนานาชาติอื่นๆ ได้แก่ อาเซียน องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (APT) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นจะนำประเด็นความร่วมมือที่ฝ่ายไทยเสนอไปหารือร่วมกันกับหน่วยงานอื่นๆ ของญี่ปุ่นเพื่อหาแนวทางและรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสมระหว่างกันต่อไป

Advertisement

“อนุทิน” ทำภารกิจหัวใจติดปีก ช่วยเหลือผู้ป่วยลุล่วง

30 กันยายน 2568 “อนุทิน” ทำภารกิจหัวใจติดปีก นำทีมแพทย์ ผ่าตัดอวัยวะ ช่วยเหลือผู้ป่วย ลุล่วง เผยไฟลต์บุญ ไฟลต์ชีวิต ได้ดวงตา ตับ ไต หัวใจ ช่วยผู้ป่วยได้หลายชีวิต

จากกรณี ช่วงเที่ยง ที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ ขับเครื่องบิน นำทีมแพทย์ นำโดย 1. อ.นพ. พัชร อ่องจริต – ศัลยแพทย์ทรวงอกและหัวใจ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 2. อ.นพ. ธรรศ ตั้งกิจวนิชกุล – แพทย์ประจำบ้านสาขาศัลยศาสตร์ทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินทางไปยังจังหวัดเลย เพื่อผ่าตัดนำอวัยวะ จากผู้เสียชีวิต และนามบริจาคไว้ โดยเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อนำอวัยวะ ที่ยังสามารถใช้งาน ไปรักษาผู้ป่วยวิกฤต

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า การผ่าตัดลุล่วงด้วยดี ผู้บริจาคอวัยวะเป็นชายอายุ 19 ปี ที่ได้มอบดวงตา 2 ข้าง ตับ 1 ชิ้น ตับอ่อน 1 ชิ้น ไต 2 ข้าง และหัวใจ 1 ดวง ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้พบกับครอบครัวผู้บริจาคอวัยวะ โดยได้กล่าวกับครอบครัวว่า “นี่คือการทำบุญครั้งใหญ่ หัวใจดวงนี้จะกลับไปเต้นใหม่ภายใน 6 ชั่วโมง” พร้อมสวมกอดพ่อแม่ของผู้บริจาคด้วยความซาบซึ้ง และเปิดเผยภายหลังว่า ภารกิจดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะทีมแพทย์ประสานเข้ามา เนื่องจาก ไม่สามารถหาเที่ยวบินพาณิชย์ ในการเดินทางไปได้ ตนจึงรับอาสาช่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ทำภารกิจหัวใจติดปีก มาตั้งแต่ปลายปี 2557 และปัจจุบันนี้ ทำหน้าที่สนับสนุน ทีมแพทย์ไปแล้วกว่า 80 ไฟลท์บิน ช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่า 200 ชีวิต เคยได้รับปีกกิตติมศักดิ์เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน (Executive HEMS Thai Sky Doctor) เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้ประกอบคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนระบบการแพทย์ จาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และ ยังเคยได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ จากสภากาชาดไทย จากภารกิจนี้ด้วย

Advertisement

เดินหน้าโครงการ Floating Solar และ Solar Farm 6 พื้นที่สัตหีบ

24 กันยายน 2568 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและสัญญาให้บริการ โครงการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแบบลอยน้ำ (Floating Solar) และแบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ภายในหน่วยงานของกองทัพเรือ พื้นที่สัตหีบ จำนวน 6 พื้นที่ ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารกองบัญชาการกองทัพเรือ

PEA มุ่งมั่นยกระดับการใช้พลังงานทดแทน โดยให้บริการโครงการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผลิตใช้เองในรูปแบบต่างๆ ให้แก่หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการด้วยระบบ Digital Platform ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์การใช้พลังงานและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของหน่วยงาน

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ PEA ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแบบลอยน้ำ (Floating Solar) และแบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ภายในหน่วยงานของกองทัพเรือ พื้นที่สัตหีบมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมไม่น้อยกว่า 9,230 kWp (จำนวน 6 พื้นที่) ดังนี้

โครงการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแบบลอยน้ำ (Floating Solar)

  1. กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน จังหวัดชลบุรี
  2. หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี
  3. ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จังหวัดชลบุรี

โครงการจัดการพลังงานไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm)

  1. โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จังหวัดชลบุรี
  2. กองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ จังหวัดชลบุรี
  3. กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดชลบุรี

Advertisement

ดีอี เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม “รัฐเตรียมจ่ายเงินดิจิทัล 10,000 เดือน ก.ย.”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 กันยายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68” รองลงมาคือเรื่อง “พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล โดยขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 12 – 18 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,202 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 795 ข้อความ

สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 763 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 210 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 91 เรื่อง

ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 111 เรื่อง

กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 24 เรื่อง

กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 9 เรื่อง

กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง

กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 35 เรื่อง

นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

อันดับที่ 1 : เรื่อง เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68

อันดับที่ 2 : เรื่อง พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า

อันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ คุ้มไพรวัลย์ รักษาอาการหูอื้อ หูตึง และหูหนวก

อันดับที่ 4 : เรื่อง Do Oil ช่วยสลายไขมันในหลอดเลือด ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต รับรองโดย อย.

อันดับที่ 5 : เรื่อง ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.

อันดับที่ 6 : เรื่อง หนังตะลุงเป็นมรดกของกัมพูชา มีชื่อว่า ตะลุงตะเหมย

อันดับที่ 7 : เรื่อง 12-14 ก.ย. 68 เกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือของไทย

อันดับที่ 8 : เรื่อง กองสลากฯ สั่งล็อกเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.ย. 68

อันดับที่ 9 : เรื่อง หมุนลิ้นก่อนนอน ช่วยให้หลับลึก และพุงยุบได้

อันดับที่ 10 : เรื่อง ผลการเจรจาทุกข้อตกลง JBC เป็น โมฆะ

สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่มีการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ระยะที่ 3 แต่อย่างใด โดยหากรัฐบาลมีการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ที่ไม่ได้มีที่มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยหากมีพายุเกิดขึ้นจริง และมีแนวโน้มที่จะเข้าประเทศไทย กรมอุตุฯจะประกาศให้ทราบอย่างน้อย 3 วัน

สำหรับพยากรณ์อากาศ ระหว่างวันที่ 12-16 ก.ย. 68 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มมีฝนลดลง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

สหรัฐฯ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” แก๊งคอลฯ “กัมพูชา-เมียนมา”

10 กันยายน 2568 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซนเตอร์ ได้สร้างความเสียหายให้กับคนทั่วโลก โดยมีรายงานว่า ศูนย์กลางของอาชญากรรมเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของประเทศเมียนมา และกัมพูชา ที่มีตะเข็บชายแดนติดกับประเทศไทย

เมื่อบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กลายเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก  เปิดทางให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติด และล่าสุดคือการสร้าง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ที่มีการบังคับใช้แรงงาน เป็นจำนวนมาก

ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ทนกับการระบาดของอาชญากรรมเหล่านี้ ประกาศคว่ำบาตร “องค์กรและบุคคล 9 ราย” ในเมือง Shwe Kokko (ชเวก๊กโกะ) ของเมียนมา ที่ถูกควบคุมโดยกองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Army – KNA) และพื้นที่ “10 แห่งในกัมพูชา” ที่ดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน ที่มุ่งเน้นไปที่การฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2567 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันต้องสูญเสียเงิน ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 360,000 ล้านบาท ให้กับเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์ที่มีฐานปฏิบัติการในภูมิภาคนี้

การที่สหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรเหล่าอาชกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกัน ที่ถูกหลอกลวงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมาปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซนเตอร์ ได้สร้างความเสียหายให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก และในช่วงของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากพื้นที่ชายไทยแดนไทย-เมียนมา และต่อมาลุยพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้มาตรการระงับการจ่ายกระแสไฟฟ้า พลังงาน และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่หล่อเลี้ยงให้กับแก๊งอาชญกรรมออนไลน์ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ขยับตัวที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และแม้ไทยจะไม่ใช่เป้าหมายโดยตรงของการคว่ำบาตรครั้งนี้ แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพราะในสายตาต่างชาติ ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนของไทย ที่อาจเข้าไปเกี่ยวพันกับเครือข่ายเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว เช่น การให้บริการเครือข่ายสื่อสาร ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ หรือให้บริการทางการเงิน

เพื่อให้การดำเนินการกวาดล้างต่อเนื่อง ล่าสุด “กัณวีร์ สืบแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้กระทุ้งไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ ที่นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้เร่งจัดทำนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็น 1 ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

และนี่จะเป็นโอกาสดีที่นายกฯ คนใหม่ จะได้แสดงฝีมือ ทั้งการทำให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และนำเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ขึ้นมาหารือ เพื่อให้ปัญหานี้ ทุเลาบางบางลง

การที่หลายประเทศเริ่มออกมาตรการสกัด “แก๊งหลอกลวงออนไลน์” ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นภัยร้ายที่ทั่วโลกจะต้องร่วมกันแก้ไข

และการที่ประเทศไทย มีพื้นที่ชายแดนที่ติดกับ “เมียนมา” และ “กัมพูชา” ที่ถูกตีตราว่าเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก ดังนั้นไทยจะต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้ที่ชัดเจน เพราะหากขืนปล่อยให้อาชญากรรมเหล่านี้ขยายตัวออกไป นอกจากคนไทยจะถูกหลอกให้สูญเสียเงินมากขึ้น จะยิ่งทำให้ปัญหานี้ ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นไปด้วย

Advertisement

เปิดลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ ทางรัฐ 25 ส.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 สิงหาคม 2568 ทำเนียบ – นโยบายเพื่อคนไทยลดภาระค่าใช้จ่าย รัฐบาลเปิดลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ ทางรัฐ เริ่มพรุ่งนี้ ไม่จำกัดสิทธิ คาดผู้โดยสารเพิ่ม 20%

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม พร้อมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการค่าโดยสาร “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยไม่จำกัดสิทธิและจำนวนผู้ลงทะเบียน ผู้ลงทะเบียนต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน 13 หลัก และบัตรโดยสารที่สามารถผูกเข้ากับระบบ ซึ่งจะเริ่มใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ครอบคลุมรถไฟฟ้า 10 สายทุกเส้นทาง

ขั้นตอนการลงทะเบียนทำได้ง่าย เพียงดาวน์โหลดและติดตั้งแอปฯ “ทางรัฐ” บนสมาร์ทโฟน เลือกเมนูลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาท กรอกเลขบัตรประชาชน และผูกบัตรโดยสารที่ต้องการใช้สิทธิ โดยบัตรที่รองรับแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.บัตร EMV Contactless (Visa, Mastercard และบัตรแมงมุม EMV ของ MRT) สำหรับ MRT และ Airport Rail Link

2.Rabbit Card สำหรับ BTS

ทั้งนี้ การใช้สิทธิต้องแตะเข้า–ออกด้วยบัตรที่ลงทะเบียนไว้ หากใช้บัตรอื่นหรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว จะถูกคิดตามอัตราปกติ สำหรับการเดินทางต่อเดียวกัน กำหนดเวลา 180 นาที หากเปลี่ยนสายระหว่างสถานีภายใน 30 นาที ยังใช้สิทธิ 20 บาทได้ แต่หากเกินเวลาจะคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที

โครงการนี้เปิดลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดจำนวน โดยคาดว่าหลังเริ่มใช้งานจริง จะมีผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราว 20% จากปัจจุบันเฉลี่ยวันละ 1.7 ล้านเที่ยว ทั้งนี้ การทดสอบในสายสีแดงและสีม่วงที่เคยให้ใช้ฟรี 1 สัปดาห์ พบว่าผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 39% สะท้อนถึงศักยภาพของมาตรการลดค่าโดยสารในการดึงดูดการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

เตือนเล่นน้ำทะเลช่วงนี้ ระวังมังกรทะเล (Blue Dragon) เป็นสัตว์มีพิษ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 22 สิงหาคม 2568 เตือนเล่นน้ำทะเลช่วงนี้ ระวังมังกรทะเล (Blue Dragon) สีสัน สวยงาม อย่าสัมผัส เป็นสัตว์มีพิษ พบมากหลังฝนตก

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวัง ความปลอดภัยในการท่องเที่ยว โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) ได้รับแจ้งรายงานจากกลุ่มเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ life guard ว่า พบเห็นมังกรทะเลสีน้ำเงิน (Blue Dragon) ถูกคลื่นซัดขึ้นชายฝั่งบริเวณหาดกะรน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นสัตว์มีพิษจำพวกทากทะเลสีน้ำเงิน ชนิด Glaucilla sp. ที่มีพฤติกรรมการกินแมงกะพรุนที่มีพิษเป็นอาหาร โดยเฉพาะแมงกะพรุนหัวขวด (Bluebottle Jellyfish) ที่นำเข็มพิษของแมงกะพรุนมาสะสมไว้ในตัวเพื่อป้องกันตัวเอง หากสัมผัสหรือโดนจะเกิดอาการเจ็บปวดเหมือนโดนเข้มพิษของแมงกะพรุน มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองผิวหนัง หรือผื่นแดง

นายอนุกูล กล่าวว่า เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความปลอดภัยในการท่องเที่ยว รัฐบาลขอย้ำเตือน ประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบมังกรทะเล (Blue Dragon) หรือหากลงเล่นน้ำทะเลแล้วมีอาการปวดแสบปวดร้อน ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. รีบขึ้นจากน้ำทะเล และรีบขอความช่วยเหลือพร้อมโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 2. ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ และห้ามขัดถูบริเวณที่สัมผัส เนื่องจากการเคลื่อนไหวอาจเป็นการกระตุ้นการสัมผัสพิษมากขึ้น 3. ใช้น้ำส้มสายชูความเข้มข้น 4 – 6% ที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป ราดบริเวณที่สัมผัสต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด น้ำเปล่า หรือแอลกอฮอล์) เพื่อให้เข็มพิษหลุดเช่นเดียวกับโดนแมงกะพรุน 4. หากผู้บาดเจ็บหากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

“ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการบาดเจ็บจากสัตว์มีพิษในทะเล เช่น หอยเม่น ปลากระเบน มังกรทะเลสีน้ำเงิน และแมงกะพรุนมีพิษชนิดต่าง ๆ ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสวมสัตว์เสื้อผ้ามิดชิดก่อนลงเล่นน้ำ และไม่ควรเล่นน้ำหลังฝนตก พร้อมทั้งสังเกตจุดวางน้ำส้มสายชูและป้ายแจ้งเตือน โดยหากมีการพบซากของมังกรทะเลสีน้ำเงิน และแมงกะพรุนอยู่ตามชายหาดขอให้งดเล่นน้ำ หรือลงเล่นน้ำในบริเวณปลอดภัย ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น” นายอนุกูล กล่าว

นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422.-314

Advertisement

รมช.คลังเผยข้อดี “หวยเกษียณ” พ่อค้า-แม่ค้าแห่สนใจล้นหลาม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 17 สิงหาคม 2568 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น-สุขได้ออม กับหวยเกษียณ” ณ ตลาดมีนบุรี กรุงเทพฯ โดยมี ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ นำคณะลงพื้นที่เดินตลาดมีนบุรีสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนในตลาดอย่างล้นหลาม

ดร.เผ่าภูมิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตลาดมีนบุรีพบพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่เดินจับจ่ายใช้สอยในครั้งนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ต่อแรกคือได้ลุ้นเงินล้านทุกสัปดาห์ ต่อที่สองคือทุกบาทที่ซื้อกลายเป็นเงินออม ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุกและได้ลุ้นล้านทุกศุกร์ ที่สำคัญเงินต้นไม่หาย และยังมีผลตอบแทนเพิ่มจากการลงทุน เพื่อให้คนไทยทุกคนมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคงและมีความสุขในวัยเกษียณ

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับประชาชนทุกคนที่มีสัญชาติไทย และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน
  2. สามารถซื้อหวยเกษียณได้ทุกวัน ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม
  3. รางวัลของ “ทุกวันศุกร์” กำหนดดังนี้

3.1. รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล

3.2. รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล

3.3. รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

  1. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที
  2. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตบวกกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม
  3. ประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปี ซื้อได้ด้วยด้วย แต่ต้องออมไว้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ ทุกรอบต้องออมไว้ 5 ปี
  4. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อหวยเกษียณทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม ไปด้วยกันครับ

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • แอปพลิเคชัน กอช.
  • LINE Official: @nsf.th
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th
  • สายด่วน กอช. 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–17.30 น.

Advertisement

Verified by ExactMetrics