วันที่ 16 มีนาคม 2026

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา สวมชุดไทย เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power อัตลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ UNESCO

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ อนุทิน ควงภริยา สวมชุดไทย เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power อัตลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ UNESCO ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา แต่งกายด้วยชุดไทย เป็นประธานเปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมงานอย่างคึกคัก

เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางถึง ได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ค่ายรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) มณฑลทหารบกที่ 15 จากนั้นได้ออกเดินทางโดยขบวนรถโบราณ ไปยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระนครคีรี (เขาวัง) เพื่อสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีรับชมการแสดงชุด “ลักษมีเทวี สมเด็จพระพันปี ศักติพระจอมสรวง” ซึ่งเป็นการแสดงที่สะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างตระการตา พร้อมกล่าวว่าวันนี้รู้สึกดีใจที่ได้มาจังหวัดเพชรบุรีมาร่วมงานเฉลิมฉลองงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น และวันนี้ได้นำคณะเดินทางมาร่วมชมงานในครั้งนี้ด้วยความตั้งใจ เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของงาน และพบปะพี่น้องประชาชนด้วยตนเอง เชื่อว่าทุกคนจะประทับใจกับความงดงามของจังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะบรรยากาศและการประดับไฟที่เขาวังอันสวยงามยิ่ง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า งานในวันนี้ไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์อันงดงามของเมืองเพชรบุรี ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ขนมเมืองเพชรอันเลื่องชื่อ ที่วันนี้ผู้ผลิตยังให้ความใส่ใจสุขภาพของคนไทย ด้วยการลดความหวาน ลดน้ำตาล แต่ยังคงความหอมและความอร่อยไว้ได้อย่างครบถ้วน จังหวัดเพชรบุรียังมีชื่อเสียงด้านอาหารท้องถิ่นรสเลิศ จนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” และยังมีมรดกโลกทางธรรมชาติอันล้ำค่าอย่าง ผืนป่าแก่งกระจาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่งดงามอย่างยิ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำถึงคุณค่าของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นด้วยความภาคภูมิใจ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงพลังความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างพร้อมเพรียงกัน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในจังหวัดเพชรบุรี ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ได้อย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ พร้อมชื่นชมชาวเมืองเพชรที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศด้วยการแต่งกายด้วยชุดไทยอย่างงดงาม และขอให้ความสำเร็จในการจัดงานครั้งนี้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับจังหวัดเพชรบุรีต่อไป

“ขณะนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นในความปลอดภัย การต้อนรับอันอบอุ่นของคนไทย และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทะเล ภูเขา อาหารอร่อย และเสน่ห์ของคนท้องถิ่น ขอให้คนไทยร่วมกันรักษารอยยิ้มและการต้อนรับที่ดี เพื่อสร้างโอกาสและรายได้จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เชื่อมั่นในประเทศไทย นับเป็นนิมิตหมายอันดีของประเทศเรา”

ก่อนเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมรำวงย้อนยุค และเยี่ยมชมนิทรรศการ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่แสดงถึงความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเดินเยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์ OTOP บริเวณลานจักรราศี เพื่อให้กำลังใจผู้ประกอบการท้องถิ่นและสนับสนุนการนำภูมิปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ก่อนออกจากจังหวัดเพชรบุรีกลับสู่กรุงเทพมหานคร

Advertisement

เผย 5 สัญญาณเตือน “บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต” เข้าข่ายภาวะอันตราย แนะ ปชช.รีบแจ้งตำรวจ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เผย 5 สัญญาณเตือน “บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต” เข้าข่ายภาวะอันตราย แนะ ปชช.รีบแจ้งตำรวจ สายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

วันนี้ (21 ก.พ. 69) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ข่าวในช่วงนี้ที่ปรากฏกรณีบุคคลซึ่งสงสัยว่ามีอาการทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด และแสดงพฤติกรรมที่สร้างความหวาดระแวง ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจด้านความปลอดภัยของประชาชน

รัฐบาล ขอเน้นย้ำความสำคัญของการสังเกตอาการผ่านแนวทาง SMI-V Scan (Serious Mental Illness – Violence Scanning) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดการรักษาต่อเนื่องหรือมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย

สำหรับประชาชน สามารถสังเกต 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมาผิดปกติ พูดจาคนเดียว หงุดหงิดฉุนเฉียว เที่ยวหวาดระแวง ทั้งนี้ หากพบอาการดังกล่าวเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ประชาชนควรรีบแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อนำตัวส่งสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านเพื่อเข้ารับการประเมินเบื้องต้น ซึ่งหากเข้าข่าย “ภาวะอันตราย” หรือ “มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา” ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ซึ่งการเข้าถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความสูญเสียได้ ทั้งนี้ กลไกที่สำคัญคือครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญ ในการสังเกต หากเป็นผู้มีประวัติข้างต้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องติดตามการรับประทานยา การพบแพทย์ตามนัด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้สารเสพติดหรือการอดนอนสะสม พร้อมขอความร่วมมือสังคมไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะเหมารวมหรือตีตราผู้ป่วย เนื่องจากอาจทำให้หลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาและกระทบต่อความปลอดภัยในระยะยาว

“หากพบเหตุฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการปรึกษาหรือประเมินอาการทางจิตเวชเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับคำแนะนำและประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

ข่าวปลอม “แม่นาค” คือตำนานพื้นบ้านของเขมร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ดีอี เตือนข่าวปลอม “ เรื่อง“แม่นาค” คือตำนานพื้นบ้านของเขมร ชื่อเดิม แม่นาคพระตะบอง” สร้างความเข้าใจผิด-สับสนให้ ปชช.

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,517 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,147 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,134 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 10 ข้อความ และช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง แม่นาค คือตำนานพื้นบ้านของเขมร มีชื่อเดิมว่า แม่นาคพระตะบอง

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ทางการใหม่

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ทุนยากจนพิเศษ กสศ. รอบที่ 3 จะได้รับภายในวันที่ 18 ก.พ. – 9 มี.ค. 69

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ DLT กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิด

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม. มีมติให้คาร์บอนเครดิต เป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายผ่านตลาดทุนไทยได้

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้นำรัสเซียพร้อมหนุนไทย สร้างกำแพงตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันผู้รุกราน

อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง ลาว เสนอขึ้นทะเบียน “ลาบ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลกต่อยูเนสโก

อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง เลือกตั้ง 69 พบบัตรเขย่งกว่า 3 แสนใบ สูงสุดในประวัติศาสตร์

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “แม่นาค คือตำนานพื้นบ้านของเขมร มีชื่อเดิมว่า แม่นาคพระตะบอง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยตรวจค้นข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและสื่อวัฒนธรรมที่เชื่อถือได้ ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่ยืนยันว่า “แม่นาค” เป็นตำนานพื้นบ้านของกัมพูชา หรือมีชื่อดั้งเดิมว่า “แม่นาคพระตะบอง” ตามที่มีการกล่าวอ้างในสื่อสังคมออนไลน์ โดยตำนาน “แม่นาคพระโขนง” ได้รับการบันทึกและรับรู้ในฐานะคติชนพื้นบ้านของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีบริบทเชื่อมโยงกับพื้นที่พระโขนง กรุงเทพมหานคร และปรากฏอยู่ในงานวรรณกรรม ภาพยนตร์ และงานศึกษาด้านคติชนวิทยาของไทยอย่างชัดเจน ขณะที่แหล่งข้อมูลทางวิชาการระดับสากลและเอกสารด้านวัฒนธรรมของกัมพูชาไม่พบการกล่าวถึงตำนานดังกล่าวในชื่อหรือบริบทที่อ้างถึง

ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่า เรื่องแม่นาคมีต้นกำเนิดจากกัมพูชา จึงไม่ปรากฏหลักฐานรองรับในเชิงประวัติศาสตร์หรือคติชนวิทยาอย่างเป็นรูปธรรม ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ขาดการอ้างอิงจากแหล่งวิชาการที่ตรวจสอบได้ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นทางวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

รัฐบาลแจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ต้องผ่านการพิจารณา-สั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่ ยืนยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 กุมภาพันธ์ 2569 “อัยรินทร์” รองโฆษกรัฐบาลแจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ต้องผ่านการพิจารณาและการสั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่ ยืนยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น เผยปัจจุบันยังเหลือกว่า 3,839 แห่ง ขอประชาชนอย่ากังวล

วันนี้ (19 ก.พ. 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จาการกรณีการแชร์ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สร้างความกังวลให้ประชาชนหลายคนที่จ่ายเงินสมทบสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในพื้นที่อื่น ๆ นั้น ขอชี้แจงว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลหลายคน เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกฯ ที่ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้หากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน ซึ่งการพิจารณารับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ และการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้น ๆ โดยต้องทำคำสั่งเลิกปิดประกาศไว้ที่สมาคมฯ และส่งคำสั่งเลิกนั้นให้นายทะเบียนกลาง ซึ่งเป็นอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้นายทะเบียนกลางออกประกาศการเลิกสมาคมฯ ตามคำสั่งของนายทะเบียนท้องที่ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการลงประกาศราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศแล้วจะส่งประกาศราชกิจจาฯ นั้น กลับคืนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพื่อประกาศให้ประชาชนทราบว่าสมาคมฯ มีการยกเลิกแล้ว และดำเนินการชำระบัญชีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป ดังนั้น นายทะเบียนกลาง จึงไม่มีอำนาจในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

สำหรับเหตุในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้นๆ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พศ 2545 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ 1) ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิก 2) นายทะเบียนท้องที่สั่งให้เลิกตามมาตรา 52 ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นั้นเป็นไปโดยทุจริต และนายทะเบียนท้องที่ได้สอบสวนพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว มีเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าโดยเพราะเหตุใดๆ และ 3) ศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา 54 ทั้งนี้ หากนายทะเบียนท้องที่เพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 52 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอศาลอาจสั่งให้เลิกสมาคมชำระสงเคราะห์นั้นได้

“จากข้อมูลพบว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศมีกว่า 4,874 แห่ง ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ 3,839 แห่งขอประชาชนอย่าเป็นกังวล ซึ่งการยกเลิกสมาคมฌาปนกิจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และไม่ส่งผลกระทบกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์อื่น ๆ ทั้งนี้ การยกเลิกสมาคมฌาปนกิจจะต้องผ่านการพิจารณาและสั่งเลิกจากนายทะเบียนท่องที่” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

Advertisement

รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้าตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลคุมเข้มราคาตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง สินค้าส่วนใหญ่ราคาลดลงจากปีก่อน ย้ำฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษหนัก

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งกำกับดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าและความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในย่านการค้าสำคัญ อาทิ เยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งร้านทอง เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ ญาณี ศรีมณี รองอธิบดี กรมการค้าภายใน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจน และร้านทองใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐาน โดยภาพรวมราคาสินค้าในช่วงตรุษจีนปี 2569 ปรับลดลงจากปีก่อนหลายรายการ และมีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ วัตถุดิบสำคัญสำหรับเทศกาล เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ อาหารแห้ง ผักสด และผลไม้ หลายรายการมีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อาหารสำเร็จรูปและเครื่องไหว้บางประเภทก็มีราคาปรับลดลงเช่นกัน แม้กระดาษเงิน–ทองบางรายการจะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน ส่วนทองคำซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงตรุษจีน กรมการค้าภายในได้กำชับร้านทองทั่วประเทศให้ใช้เครื่องชั่งที่ผ่านการรับรอง และแสดงราคาซื้อ–ขายอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดทั่วประเทศตรวจสอบร้านทองอย่างเข้มข้น ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเข้าตรวจสถานประกอบการกว่า 1,200 แห่ง และเครื่องชั่งดิจิทัลกว่า 1,400 เครื่อง พบว่าส่วนใหญ่ถูกต้องตามมาตรฐาน มีเพียงบางพื้นที่ที่พบค่าความคลาดเคลื่อนเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งได้ดำเนินการผูกบัตรห้ามใช้และดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

รองโฆษกฯ ย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยการไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท การฉวยโอกาสขึ้นราคามีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือดัดแปลง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที

Advertisement

รัฐบาลเตือนภัยวันวาเลนไทน์ ระวัง “รักปลอม” หลอกโอนเงิน!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเตือนภัยวันวาเลนไทน์ ระวัง “รักปลอม” หลอกโอนเงิน! เช็กให้ชัวร์ ก่อนจะเทใจ-เทเงิน อย่าหลงเชื่อโลกออนไลน์ มิจฉาชีพใช้ AI สร้างตัวตนปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกให้เราหลงรัก สั่งการตำรวจเฝ้าระวังจุดเสี่ยง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาล “วันวาเลนไทน์” หรือวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ จะมีประชาชนจำนวนมากถือเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก รัฐบาลห่วงใยประชาชน เตือนภัยวันวาเลนไทน์ ระวัง “รักปลอม” หลอกโอนเงิน! เช็กให้ชัวร์ ก่อนจะเทใจ-เทเงิน อย่าหลงเชื่อโลกออนไลน์ มิจฉาชีพใช้ AI สร้างตัวตนปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกให้เราหลงรัก โดยเฉพาะคนที่ขี้เหงามักเจอ Romance Scam หลอกให้สูญเสียเงิน

โดยเฉพาะบุคคลโปรไฟล์ดีเกินจริง แต่ไม่ยอมมาเจอหน้า หรือเริ่มมีการเอ่ยปากขอให้โอนเงิน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ขอให้ “หยุดคุยทันที” และอย่าหลงเชื่อเพราะคำบอกรักผ่านหน้าจอ

พร้อมกันนี้ ขอย้ำเตือนเด็กและเยาวชน ขอให้เพิ่มความระมัดระวังมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีมักจะใช้โอกาสพิเศษช่วงวาเลยนไทน์ ก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง การล่อลวง คุกคามทางเพศ และภัยออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอแจ้งเตือนภัยช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ดังนี้

  1. ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยง ขอความร่วมไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการออกไปเที่ยวฉลองวันวาเลนไทน์
  2. รู้ทันกลลวงที่มากับความรัก กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เช่น หลอกให้รักหวังเอาเงิน ชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่างๆ จัดโปรโมชั่นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์
  3. ประสานเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน หรือเหตุการณ์อาชญากรรมต่างๆ ให้แจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ได้ ตำรวจไซเบอร์ ที่ www.thaipoliceonline.go.th สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

“รัฐบาลสั่งการให้ตำรวจหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตราบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นพื้นที่ล่อแหลมหรือเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม การคุกคามทางเพศ แหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน เน้นย้ำให้สถานบันเทิงและสถานบริการจะต้องไม่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการ รวมถึงตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชน และสุ่มตรวจหาสารเสพติดในสถานบันเทิงและสถานบริการต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำผิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ สื่อลามกอนาจารที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลแนะทางเลือก ของขวัญเทศกาลแห่งความรัก 14 ก.พ. ด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลแนะทางเลือกของขวัญช่วงเทศกาลแห่งความรัก 14 ก.พ. ด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ให้รัก ดูแลใจ ใส่ใจสุขภาพ” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ควบคู่การสนับสนุนภูมิปัญญาไทย

วันนี้ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีจะตรงกับวันวาเลนไทน์ รัฐบาลแนะนำให้คู่รักหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ โดยการสื่อความรักแบบไทยด้วยศาสตร์แผนไทยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “ให้รัก ดูแลใจ ใส่ใจสุขภาพ” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ควบคู่การสนับสนุนภูมิปัญญาไทย

นางสาวอัยรินทร์ แนะนำผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่มสมุนไพรความงามซึ่งได้รับความนิยม เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญในเทศกาลวันวาเลนไทน์ปีนี้  ประกอบด้วย

1) กลุ่มบำรุงผิว (Skincare) อาทิ ครีมบัวบก ช่วยสมานแผลและลดการเกิดแผลเป็น ลดการอักเสบของผิวและสิว เจลว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบจากแสงแดด สารสกัดจากขมิ้นชันในรูปแบบเซรั่มและสบู่ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดการเกิดสิว

2) กลุ่มดูแลเส้นผม (Hair Care) เช่น อัญชัน มีสาร Anthocyanin ,Flavonoids ช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ และช่วยให้ผมดกดำเงางาม ลดปัญหาหนังศีรษะ มะกรูด ช่วยทำความสะอาดขจัดคราบหรือชะล้างสิ่งที่ตกค้างบนเส้นผม น้ำมันมะพร้าว ช่วยบำรุงเส้นผม และใบฝรั่งมีสารกลุ่ม Phenolic ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ

3) กลุ่มสปาและอโรมา (Spa & Aroma) ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันนวด เทียมหอม ก้านไม้หอมปรับอากาศ สเปร์ยฉีดหมอนน้ำมันหอมระเหย กลิ่นกุหลาบ มะลิ จำปี กระดังงา ตะไคร้ มะกรูด สำหรับการผ่อนคลายและลดความตึงเครียด รวมถึงลูกประคบสมุนไพรที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ สมุนไพรประเภทชาดอกไม้บำรุงหัวใจ เป็นสื่อรักแทนใจในวันวาเลนไทน์ เช่น ชาดอกกุหลาบมอญ ชาดอกมะลิ ชาเบญจเกสร รวมถึงยาหอมในรูปแบบทันสมัย พกพาสะดวก ช่วยบำรุงหัวใจ แก้อาการวิงเวียนศีรษะ และปรับสมดุลการทำงานของธาตุลม อีกหนึ่งไอเดียของขวัญที่ได้รับความนิยม คือ สมุนไพรสดหรือไม้กระถางสื่อรักแทนใจ เช่น กุหลาบ ดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกบัว จัดเป็นกระเช้าสวยงามแทนช่อดอกไม้ ช่วยเสริมบรรยากาศแห่งความรัก พร้อมดูแลสุขภาพในระยะยาว รวมถึงเมนูสมุนไพรและผลไม้สีแดง เช่น วุ้นดอกกุหลาบมอญ วุ้นดอกบัว น้ำฝาง เป็นต้น

“ของขวัญจากสมุนไพรไทย ไม่เพียงสื่อถึงความรักและความห่วงใย  แต่ยังเป็นการส่งต่อสุขภาพดีและความยั่งยืนจากภูมิปัญญาไทยสู่คนที่คุณรักอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ประชาชนควรใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม โดยผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน รวมถึงผู้ป่วยโรคตับและไต ควรระมัดระวังและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทาน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพได้ที่ “ร้านรักษ์ยาไทย” ทั้ง 3 สาขา 1) สาขากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิด : วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.โทร : 080 0869 502  2) สาขา สามพราน เปิด : วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. โทร : 080 071 2542  และ 3) สาขา อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว (ชั้น 3) เปิดทุกวัน เวลา : 10.00 – 19.00 น. โทร : 0610239832 หรือ ที่ร้านขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรฐานทั่วไป” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียน ปี 2569 เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมคุณภาพทั่วถึง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียน ปี 2569 เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมคุณภาพทั่วถึง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ว่า ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการฯ โดยเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ เนื่องจากมีความพร้อมด้านบุคลากรและโครงสร้างการทำงานในระดับพื้นที่ สามารถกำกับติดตามการดำเนินงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่กระทบต่อหลักการของโครงการ และยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาภาคสหกรณ์ให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการ ครอบคลุมการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การคัดเลือกผู้ประกอบการ การจัดสรรพื้นที่จำหน่าย และการบริหารงบประมาณ โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนประกาศใช้จริง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหานมกล่องยูเอชทีค้างสต็อก ซึ่งเกิดจากผลผลิตน้ำนมดิบเกินความต้องการ โดยชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางประการเพื่อช่วยหมุนเวียนสต็อกและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ควบคู่กับการหาแนวทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสำรวจปริมาณนมคงค้างทั่วประเทศภายใน 15 วัน เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแนวทางบริหารจัดการร่วมกัน โดยคำนึงถึงกลไกตลาด มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงพิจารณามาตรการตรวจสอบเพิ่มเติมหากมีการปรับเงื่อนไขอายุการเก็บรักษา

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า การบริหารงบประมาณ และการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณค่าทางโภชนาการของนม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และให้โครงการฯ เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ตลอดจนความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยในระยะยาว

Advertisement

“AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิดีโอ หรือเสียง ที่เราเห็นและได้ยินผ่านโลกออนไลน์เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์มากแต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน วันนี้ เทคโนโลยี AI Deepfake สามารถเลียนแบบ เสียง และ ภาพ ของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก หรือคนที่เราคุ้นเคยจนแทบแยกไม่ออกว่า…สิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมิจฉาชีพอาศัยความไว้ใจและความห่วงใยหลอกให้เราเชื่อ และตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เช่น ขอให้โอนเงิน อ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือมีปัญหาด่วน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง และสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเอง

แน่ใจได้จริงหรือ… ว่าเสียงที่คุณกำลังได้ยินอยู่ คือ คนรักของคุณจริง ๆ

วันนี้ มิจฉาชีพปรับกลโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เลียนแบบเสียงของคนที่คุณรู้จักอาจเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน คนรัก หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ มิจฉาชีพจะนำเสียงตัวอย่างของบุคคลเหล่านั้น ไปให้ AI เรียนรู้และลอกเลียนจนได้เสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาก จากนั้นจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ถูกจับ หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แล้วโทรมาขอให้โอนเงินทันที กลโกงรูปแบบนี้ อันตรายมาก เพราะเหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อเสียงที่ฟังดูเหมือนคนใกล้ตัวจริง ๆ จึงตัดสินใจโอนเงิน โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือ ตรวจสอบให้แน่ชัดเพียงแค่ “เสียงที่คุ้นเคย” ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินได้ในไม่กี่นาที

ลักษณะการหลอกลวงด้วย AI Deepfake

มิจฉาชีพมักเริ่มจากการโทรเข้ามาแล้วแอบอ้างว่าเป็นคนที่เรารู้จักเสียงที่ได้ยิน อาจเป็นเสียงของญาติสนิท คนรัก เพื่อนใกล้ตัว ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแม้แต่ คนดัง เบื้องหลังเสียงเหล่านั้นคือการใช้เทคโนโลยี เลียนแบบเสียง หรือ Voice Clone ซึ่งสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงกับเจ้าของเสียงจริงมากจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอมจากนั้น มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินทันทีเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ สับสน และรีบตัดสินใจเมื่อความรัก ความห่วงใย และความกังวลเข้ามาแทนที่การไตร่ตรองเหยื่อจำนวนมากจึงตัดสินใจ โอนเงินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดและเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็โอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว

ในวันที่ AI กลายเป็นดาบสองคม ถ้าเราไม่ระวังให้มากพอ

ความไว้ใจ…อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ได้รับแจ้งคดีหลอกลวงในรูปแบบ แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด ในกรณีตัวอย่างนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ลูกสาว” ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลายสายขอให้โอนเงินอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงที่ได้ยิน เหมือนลูกสาวจริง ๆ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปกว่า 100,000 บาท ต่อมา เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตัวจริงและสอบถามถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงพบว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะนั้นเองผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าเสียงที่โทรมาขอเงินก่อนหน้าคือเสียงที่ถูก ปลอมขึ้นด้วย AI

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลโกงที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI Deepfake มาใช้หลอกลวง แต่สิ่งที่ช่วยป้องกันเราได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนคือ สติ และการรู้เท่าทันกลโกง เพราะมิจฉาชีพมักอาศัยการสร้างสถานการณ์เร่งด่วนให้เราตกใจ ในยุคนี้ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็น อย่าโอนเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจ จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

Advertisement

Verified by ExactMetrics