วันที่ 25 สิงหาคม 2026

รัฐบาลหนุน “นมพัทลุง” จากนมโรงเรียนสู่แบรนด์คุณภาพภาคใต้ ชูนมโคแท้ 100% จากสหกรณ์ไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 สิงหาคม 2569 รัฐบาลชวนคนไทยอุดหนุน “นมพัทลุง” นมโคแท้ 100% ที่เติบโตจากโครงการนมโรงเรียนสู่แบรนด์คุณภาพคู่ภาคใต้กว่า 30 ปี สร้างรายได้ให้เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุน “นมพัทลุง” ผลิตภัณฑ์นมโคแท้ 100% จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ซึ่งเติบโตจากโครงการนมโรงเรียน สู่แบรนด์คุณภาพที่อยู่คู่กับคนภาคใต้มายาวนานกว่า 30 ปี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “นมพัทลุง” เป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่สะท้อนความสำเร็จของการรวมพลังเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เริ่มต้นจากการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคนมเพื่อสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ก่อนต่อยอดจากการผลิตนมโรงเรียนสู่ผลิตภัณฑ์นมหลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที ดื่มโยเกิร์ต ไอศกรีม และนมต้ม โดยยังคงยึดมั่นการผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ภายใต้แนวคิด “นมคุณภาพดีจากวัวอารมณ์ดี คนดื่มแฮปปี้”

ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด มีสมาชิก 64 ราย ดูแลโคนมกว่า 1,000 ตัว ผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละ 9 ตัน เพื่อนำไปผลิตนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อีกทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตของเกษตรกรและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมพัทลุงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายสหกรณ์โคนมของประเทศ ด้วยการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินจากสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำไปผลิตนมโรงเรียน ช่วยบริหารจัดการปริมาณน้ำนมดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเสริมความมั่นคงให้ระบบสหกรณ์โคนมไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในระยะยาว

“‘นมพัทลุง’ ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากนมโคแท้ 100% แต่ยังเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ และภาครัฐ ที่ร่วมกันสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดคุณค่าสินค้าเกษตรไทย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ไทย โดยเฉพาะ ‘นมพัทลุง’ ของดีจากภาคใต้ เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลยกระดับ “ทะเบียนราษฎร” เป็นด่านต้นน้ำสกัดบัญชีม้า–นอมินี เปิด DOPA N.I.C.E. Center

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 สิงหาคม 2569 รัฐบาลยกระดับ “ทะเบียนราษฎร” เป็นด่านต้นน้ำสกัดบัญชีม้า–นอมินี เปิด DOPA N.I.C.E. Center รับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1548

วันนี้ ( 2 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมการปกครองได้เปิด ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการปฏิบัติงานด้านการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ พร้อมเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสผ่าน สายด่วน 1548 เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความผิดปกติทางทะเบียนราษฎรไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะการออกเอกสารประจำตัวเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้เป็นต้นทางของอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสวมสิทธิเป็นบุคคลสัญชาติไทย การสวมสิทธิเป็นบุคคลไร้สัญชาติ การเปิดบัญชีม้า การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การถือครองทรัพย์สิน หรือการดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งล้วนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน รัฐบาลจึงยกระดับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ความผิดปกติทางทะเบียนลุกลามไปสู่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการอำนวยการ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบงานทะเบียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ รวมทั้งนำเทคโนโลยีและวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ประกอบการตรวจสอบในกรณีที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรของไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยยึดพฤติการณ์และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือสถานะของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาค โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประชาชนที่พบความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการสวมสิทธิทางทะเบียน สามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่าน สายด่วน 1548 ศูนย์ตอบปัญหางานทะเบียนและบัตร, สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมการปกครองและหน่วยงานภาคี โดยสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน และกรมการปกครองจะเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี

“รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชน และเป็นด่านแรกในการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การเปิดศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการปิดช่องความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

 

“ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามและรายงานผลต่อรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รับข้อสั่งการไปดำเนินการ หลัง สคบ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการ ประเด็นสินค้าออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า ปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน มีทั้งสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา และมักไม่ได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย ถือเป็นวาระสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ไม่อาจมุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ขายเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องพิจารณาตลอดห่วงโซ่ของการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ขายกับผู้บริโภค และได้รับผลประโยชน์จากธุรกรรมต่าง ๆ บนระบบ แม้ปัจจุบัน สคบ. จะยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายในการสั่งปิดหรือระงับการให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่ทางฝ่ายนโยบายมองว่าภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีแนวคิดผลักดัน หลักความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility) ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านการศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไก  กำกับดูแลให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ร่วมป้องกัน ระงับ และช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากสินค้าผิดกฎหมาย ตลอดจนมีมาตรการจัดการร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ

“การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สคบ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านดิจิทัล การค้าออนไลน์ และธุรกิจขายตรง เพื่อกำหนดกลไกการทำงานร่วมกัน กำหนดบทบาทหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน ให้การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสินค้าออนไลน์ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริงทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาสกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาสยังได้มอบหมายให้ สคบ. ศึกษาแนวทางการใช้ การฟ้องคดีแบบกลุ่ม สำหรับกรณีที่ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก ลดภาระของผู้เสียหายรายย่อย พร้อมทั้งหารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการค้าออนไลน์และธุรกิจขายตรง เพื่อบูรณาการกลไกการทำงานร่วมกันทุกมิติ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สคบ. ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการประเด็นสินค้าออนไลน์ ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน รวมถึงตัวชี้วัด (KPIs) และกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ

“เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้แก่ภาคธุรกิจ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตก็จะได้รับความเชื่อมั่นจากระบบตลาดที่โปร่งใสและเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

รัฐบาลวางรากฐานใหม่แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เล็งเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

30 มิถุนายน 2569 ครม. รับทราบรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2566 พบเหตุความรุนแรงกว่า 24,000 เหตุการณ์ เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ พร้อมผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2566 ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดความรุนแรงในครอบครัว 24,243 เหตุการณ์ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 24,029 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 21,145 ราย  เพศชาย 2,811 ราย และเพศอื่น 73 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี สำหรับรูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านพักอาศัย สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง แม้จะไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวงจรความรุนแรงซ้ำในอนาคต ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อค้นพบของรายงาน กระทรวง พม. ได้เสนอแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีมาตรการสำคัญคือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงออกมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบความช่วยเหลือ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม

ในระยะยาว กระทรวง พม. ยังเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง โดยผลักดันให้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เพื่อปลูกฝังทักษะการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้ง และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขานิติศาสตร์กำหนดรายวิชากฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย เพราะครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบที่ส่งต่อไปยังเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ที่ทุกคนได้รับการคุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

“ศุภมาส” ตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด

29 มิถุนายน 2569 “ศุภมาส” เผย รัฐบาลเอาจริง! ลุยแก้ “บุหรี่ไฟฟ้า” ชู 3 แนวทาง ระดมภาครัฐเร่งตัดวงจรทั้งระบบ พร้อมตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด

วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบแนวทางการบูรณาการส่วนราชการในการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือ ศปบย.ตร. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค และรองผู้การจังหวัดที่รับผิดชอบเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ ร่วมรับฟังผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference)

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านสังคมและความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นวาระสำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. สคบ. กรมศุลกากร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง DE กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง

“ในฐานะ แม่ของลูก 4 คน ดิฉันมองว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 10 ขวบต้นๆ ด้วยค่านิยมที่ผิด ผ่านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และการโฆษณาแฝงที่ทำให้เยาวชนเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และสุขภาพจิต“ นางสาวศุภมาสกล่าว

โอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้เน้นย้ำแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล ในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า 3 แนวทาง ประกอบด้วย

  1. ต้องปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ให้ สตช. และ สคบ. บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สถานศึกษา และชุมชน พร้อมเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ลบค่านิยมผิดๆ ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นแฟชั่น
  2. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด โดยต้องสืบสวนขยายผลไปถึง “ผู้บงการและเครือข่ายทางการเงิน” มุ่งตัดวงจรทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้ค้ารายย่อย
  3. ยกระดับการปราบปรามออนไลน์ ประสานความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนทางดิจิทัล ติดตามเส้นทางการเงิน และปิดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ และคณะกรรมการประสานงานป้องกันและปราบปราบบุหรี่ไฟฟ้าแห่งชาติ  พร้อมทั้งผลักดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนและสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด ในเขตตรวจราชการ 2 เขต ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่ม จ.ภาคกลางตอนบน ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ และเขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 2 ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ และฉีดวัคซีนทางความคิดให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า “รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้” และขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มายังหน่วยงานภาครัฐ เช่น สตช. หรือ สคบ. เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว สถานศึกษา เอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนไทยต่อไป

Advertisement

รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม

28 มิถุนายน 2569 รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม มีระบบการเบิกจ่ายชัดเจน กำหนดเกณฑ์อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายสัญชาติไทย และต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หรือ puberty blocker ในเด็ก นั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงแล้วว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตาม Protocol ที่กำหนดไว้ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายของบริการ คือ บุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายที่มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว สำหรับกรณีผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถแสดงความยินยอมได้ด้วยตนเอง และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบางกรณีมีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง สามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีความชำนาญกว่าได้

“บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงยาได้โดยไม่มีระบบกำกับ แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น โดยในขณะนี้ Protocol ที่เบิกจ่ายได้ครอบคลุมผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และจากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย ไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่เข้าเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ภายใต้สิทธิบัตรทอง กลุ่มคนข้ามเพศสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนข้ามเพศ ได้ทั้งแบบ ยาเม็ดและยาฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ภาวะสุขภาพเดิม และผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ “การจ่ายยา” เท่านั้น แต่เป็นการดูแลแบบครบวงจร ทั้งนี้ การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน

Advertisement

รัฐบาลชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดเวทีรับฟังความเห็นออนไลน์กำหนดอนาคตการศึกษาไทย 4 ก.ค. นี้

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา จากสถานศึกษาทุกสังกัด ประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลังฉบับเดิมใช้มาแล้วเกือบ 30 ปีผ่านเวทีสาธารณะออนไลน์ 4 ก.ค. ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

วันนี้ (27 มิ.ย.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการสำคัญ 10 ประการของร่างกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษา แม้บริบทของโลกและรูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้ากระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่บนหลักการมีส่วนร่วม เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับต่อไป

“ความคิดเห็นที่ประชาชนเสนอในระยะนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละมาตรา จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตอบโจทย์ผู้เรียนในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ รอบเช้า เวลา 09.00-12.00 น. สำหรับผู้แทนนักเรียนจากทุกภูมิภาค และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อหลักการสำคัญทั้ง 10 ประการของร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของผู้เรียนในอนาคต โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเวทีได้ที่ https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA

ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ

“รัฐอย่างเดียวไม่พอ” ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิด Kick off เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ

วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจัดโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เครือข่ายภาคประชาชน และผู้แทนจากต่างประเทศ เข้าร่วม

โอกาสนี้เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาถึงได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามและอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน โดยกระบวนการฟอกเงินของเครือข่ายอาชญากรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของสังคมและประชาชน

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงินเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยประชาคมโลกได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสากลเพื่อประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกับประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยได้ผ่านการประเมินด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามมาตรฐานสากลมาแล้ว 3 ครั้ง และมีกำหนดเข้ารับการประเมินรอบต่อไปในปี พ.ศ. 2571 ซึ่ง ปปง. ได้เปิดโครงการ Kick off เตรียมความพร้อมรับการประเมินแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่แถลงต่อรัฐสภา มุ่งสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“การแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับชุมชน และในระดับประเทศ”

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 40 (3/5) และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายภาคประชาชนในมิติด้านความร่วมมือ การให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดย ปปง. ได้จัดทำ “โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน”แต่งตั้งเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่วนกลางจำนวน 20 คน และส่วนภูมิภาคจำนวน 140 คน เพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟอกเงินลงสู่ระดับจังหวัดและชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังได้กล่าวชื่นชมสำนักงาน ปปง. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันการดำเนินงาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง สะท้อนเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสำคัญ

“โครงการจะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติและบูรณาการความร่วมมือในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการทำงานของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในการบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส เฝ้าระวัง และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับภัยจากการฟอกเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางการเงิน”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานกรรมการ ปปง. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 3 ฉบับ ระหว่างสำนักงาน ปปง. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ดังนี้

1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน ปปง.

2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน หรือบริการ

3)บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและการใช้บริการระบบประมูลขายทรัพย์สิน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างสำนักงาน ปปง. และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชมนิทรรศการผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ปปง. และการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และธนาคารกรุงไทย

“ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มิถุนายน 2569 สิ้นสุดการรอคอย กว่า 10 ปี! “ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ตามที่ สคบ. เสนอ เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และได้มอบหมายหมาย ให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามความคืบหน้า ตามที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วพบปัญหาความชำรุดบกพร่องมักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น ขณะที่การรับประกันสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ขายกำหนด หลายกรณีผู้บริโภคต้องนำสินค้าเข้าซ่อมซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และหากต้องการใช้สิทธินอกเหนือจากการซ่อมแซม ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทำให้เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ เว้นแต่ผู้ขายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความรับผิดชอบของตน

สำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ในกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

“กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย จากเดิมที่ประชาชนต้องรับภาระพิสูจน์ความบกพร่องของสินค้าเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแล้ว โดยครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค รวมถึงการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง ตลอดจนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีผู้ให้สินเชื่อและสัญญาแลกเปลี่ยน แต่ไม่รวมสินค้าใช้แล้ว สัตว์มีชีวิต และการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง

“ต่อไปนี้ หากซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากหรือรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะกฎหมายจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ OCPB.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

Advertisement

 

รัฐบาลลุยต้านแรงงานเด็ก จับมือเอกชนสร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าต้านแรงงานเด็ก จับมือ 56 สถานประกอบการ สร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา คุมเข้มห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปี เปิดโอกาสเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ คุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กกว่า 138 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก และกว่า 54 ล้านคนทำงานในสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการ สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องสิทธิเด็กยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเปราะบางของเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติ และเด็กไทยบางส่วนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรจากข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพครอบครัว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำสำหรับนักเรียนและนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ รองรับตำแหน่งงานมากกว่า 10,000 อัตรา เพื่อให้เยาวชนมีรายได้และประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อยกระดับจากแรงงานไร้ฝีมือสู่แรงงานมีฝีมือ การบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

ในด้านการคุ้มครองสิทธิ กระทรวงแรงงานยังคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปี สามารถทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนด และต้องได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทั่วประเทศประกาศตนเป็นสถานประกอบกิจการปลอดแรงงานเด็กและปลอดการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

“รัฐบาลเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ การป้องกันแรงงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการคุ้มครองสิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics