วันที่ 22 กรกฎาคม 2024

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้จัดระบบการทำงานช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำให้เรียบร้อย

People unity news online : 27 มิถุนายน 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแสรับสั่งจัดระบบการทำงานช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงให้เรียบร้อย กันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไป

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้รับข่าวจากราชเลขานุการส่วนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามการช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่สูญหายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย และมีกระแสรับสั่งให้จัดระบบในการทำงาน โดยเฉพาะคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผนปฏิบัติการควรรอให้กำลังใจอยู่ด้านนอกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวกมากขึ้น ส่วนความคืบหน้าการเข้าให้การช่วยเหลือนั้น ทุกฝ่ายยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ การสูบน้ำออกจากถ้ำ และอีกส่วนหน่วยซีลจะยังคงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อหาช่องทางเข้าไปด้านในให้ได้มากที่สุด ซึ่งวันนี้มีแผนและตั้งเป้าว่าจะดำน้ำเข้าไปในถ้ำเป็นระยะ โดยใช้เชือกวางเป็นแนวนำทาง ให้ชุดต่อไปได้เข้าไปผลัดเปลี่ยน และเข้าถึงตัวเด็กให้เร็วที่สุด ส่วนเมื่อพบแล้วจะนำตัวทั้งหมดออกมาอย่างไร จะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ขณะเดียวกันชุดปฏิบัติการด้านนอก ก็ได้เตรียมความพร้อมต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่โรยตัวเข้าไปในปล่องถ้ำที่ค้นพบเมื่อวาน รวมทั้งมีการจัดชุดเดินเท้าเข้าไปในป่าให้มากที่สุดด้วย เพราะจากการตรวจสอบพบว่า ภายในถ้ำมีอากาศหมุนเวียนถ่ายเทตลอด จึงเป็นไปได้ว่าทางเข้าไปในถ้ำมีช่องทางอื่นอีก ยืนยันพร้อมรับทุกข้อเสนอ ทุกคนทุกฝ่ายในการหาแนวทางช่วยเหลือ และเชื่อว่าวันนี้จะได้รับข่าวดีตามที่ทุกคนตั้งความหวังไว้ว่าทุกคนจะปลอดภัยออกมา และส่วนตัวมั่นใจทุกคนจะสามารถเอาชีวิตรอดได้ เพราะเป็นนักกีฬาและเคยเข้าไปในถ้ำมาก่อน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังขอความร่วมมือสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานและนำเสนอข่าว ควรคำนึงและไตร่ตรองความถูกต้องและความรู้สึกครอบครัวผู้สูญหาย โดยเฉพาะการใช้คำถามที่สร้างสรรค์ และสิ่งสำคัญต้องไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

People unity news online : post 27 มิถุนายน 2561 เวลา 13.50 น.

สรรพากรเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวเก็บภาษีวัดและพระ

People unity news online : เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 กรมสรรพากรออกประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวสรรพากรเก็บภาษีวัดและพระ

ตามที่ได้มีการแชร์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ว่ากรมสรรพากรจะเก็บภาษีจากวัด และต้องการให้พระทุกรูปเสียภาษีผ่านบัญชีกลางของวัดนั้น

กรมสรรพากร ขอเรียนว่า

1.วัดมิได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร จึงไม่มีหน้าที่ในการเสียภาษี ดังนั้น รายได้ที่วัดได้รับจึงไม่มีภาระภาษี และกรมสรรพากรไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบรายได้หรือตรวจสอบการเสียภาษีของวัดแต่อย่างใด

2.กรมสรรพากรได้จัดทำระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เพื่ออำนวยความสะดวกให้วัดและผู้บริจาคเงินที่ประสงค์จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเท่านั้น โดยเมื่อวัดกรอกข้อมูลการรับบริจาคบนระบบของกรมสรรพากรแล้ว วัดจะไม่มีภาระในการจัดทำใบอนุโมทนาบัตร รวมถึงผู้เสียภาษีก็ไม่ต้องเก็บหลักฐานการบริจาคเงินเพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้

3.ในส่วนของวัดที่มีการรับบริจาคผ่าน QR Code เป็นการให้บริการของธนาคารแก่วัดตามความสมัครใจของวัด ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับกรมสรรพากร

4.สำหรับการกำหนดให้วัดต้องจัดทำบัญชี ลงบัญชีรายรับ รายจ่าย หรือรายการต่างๆนั้น มิได้อยู่ในการกำกับดูแลของกรมสรรพากร และกรมสรรพากรก็มิได้มีนโยบายให้วัดต้องจัดทำบัญชีดังกล่าวแต่อย่างใด กรมสรรพากรขอเรียนยืนยันว่ากรมสรรพากรไม่มีนโยบายที่จะจัดเก็บภาษีจากวัดหรือพระภิกษุสงฆ์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161

People unity news online : post 18 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.

รัฐเตรียมปล่อยน้ำลง 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง 10 จว. ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ ทำให้เพาะปลูกเร็วขึ้น

People unity news online : รัฐเตรียมปล่อยน้ำลง 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง 10 จว. ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ สานต่อแนวทางเลื่อนเพาะปลูกเร็วขึ้น ลดความเสียหายผลผลิต พร้อมใช้พื้นที่ช่วยชะลอน้ำท่วม ชี้เกษตรกรพึงพอใจ

ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ รัฐบาลจะเริ่มส่งน้ำเข้าพื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มต่ำ ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ครอบคลุม 10 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ได้แก่ จ.นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ปทุมธานี และนนทบุรี รวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้เตรียมการเพาะปลูกข้าวเร็วขึ้น 1 เดือน ซึ่งประสบผลสำเร็จมากในปีที่แล้ว

“รัฐบาลออกมาตรการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมทุกปี โดยเลื่อนปฏิทินการเพาะปลูก และใช้พื้นที่ 12 ทุ่งเป็นแก้มลิงธรรมชาติชั่วคราวสำหรับพักชะลอน้ำรองรับน้ำหลากหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จช่วงเดือน ก.ย. โดยปีที่ผ่านมาเกษตรกรในพื้นที่ได้รับประโยชน์และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งๆที่มีปริมาณฝนตกสะสมใกล้เคียงกับปี 2554 แต่ไม่เกิดความเสียหายเท่ากับปี 2554”

สำหรับมาตรการครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องจากปีก่อน โดยสามารถรองรับน้ำไว้ได้มากถึง 1.5 พันล้าน ลบ.ม. ซึ่งเท่ากับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 2 เขื่อน ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนตามแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตเศรษฐกิจตอนล่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงเสริมคันกั้นน้ำให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจร

นอกจากนี้ พื้นที่แก้มลิงก่อให้เกิดอาชีพประมง เป็นแหล่งอาหารโปรตีนให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เสริม รวมทั้งทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดโรคพืชและแมลงต่างๆได้ดี โดยพบว่าชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรังได้ผลผลิตอยู่ในเกณฑ์สูง

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยรับทราบปัญหาผลผลิตทางการเกษตรถูกน้ำท่วมเสียหายเป็นประจำ จึงได้สั่งการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยได้ออกมาตรการเลื่อนเวลาการปลูกข้าวจากเดือน มิ.ย. เป็นเดือน พ.ค ซึ่งช่วยลดความเสียหายได้มาก พร้อมทั้งกำชับให้ขยายผลไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นทั้งในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วย

นายกฯ เน้นย้ำอยากให้พี่น้องเกษตรกรมีความสามัคคีและร่วมมือกัน เพาะปลูกหรือทำการเกษตรอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อถึงเวลาเปิดปิดน้ำ ซึ่งนอกจากจะเกิดผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางอีกด้วย

People unity news online : post 29 เมษายน 2561 เวลา 15.10 น.

ธ.ออมสินเปิดรับเงินฝากจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ดอกเบี้ยสูง 3 % ต่อปี

People unity news online : ธนาคารออมสิน นำเสนอ “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษสวัสดิการแห่งรัฐ” มุ่งประชาชนฐานรากผู้มีรายได้น้อยให้ออมเงิน หนึ่งในมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดอกเบี้ยสูง 3.00% ต่อปี ในระยะเวลาฝาก 5 ปี ยกเว้นภาษี กำหนดวงเงินรับฝากรวม 6,000 ล้านบาท เปิดรับฝากตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกสาขาทั่วประเทศ

19 เมษายน 2561 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารออมสินได้มีมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวม 3 มาตรการ 10 โครงการ โดยธนาคารออมสินได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 อาทิ มหาวิทยาลัยประชาชน โครงการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นต้น ล่าสุดนี้ ธนาคารฯได้ดำเนินการในมาตรการที่ 2 ว่าด้วยเรื่องเงินฝาก ด้วยการเปิดรับฝาก “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษสวัสดิการแห่งรัฐ” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมีเงินเก็บออมไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี ในระยะเวลาฝาก 5 ปี ยกเว้นภาษี เปิดรับฝากตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ณ สาขาของธนาคารออมสินทุกแห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ฝากต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฝากได้เพียง 1 บัญชี โดยการฝากแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 100 บาท และไม่เกิน 1,000 บาท ฝากเงินทุกเดือน ยอดเงินฝากแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1,000 บาท ห้ามขาดฝากในระยะเวลาฝาก 5 ปี เมื่อครบ 5 ปี ต้องมียอดเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 60,000 บาท ถอนเงินเท่าใดก็ได้ตามเงื่อนไขของช่องทางที่ใช้บริการ ลงรับดอกเบี้ยในวันที่ครบระยะเวลาฝาก 5 ปี โดยมีวงเงินรับฝากจำนวน 6,000 ล้านบาท เป้าหมายจำนวนผู้ฝากไม่น้อยกว่า 100,000 ราย

“ธนาคารออมสิน ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ดำเนินภารกิจสำคัญคือ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงมุ่งมั่นทำหน้าที่ส่งเสริมการออม ด้วยการนำเสนอรูปแบบการออมผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนภาคการออมอย่างยั่งยืน” นายชาติชาย กล่าว

People unity news online : post 20 เมษายน 2561 เวลา 01.10 น.

กรมทางหลวงเผย 8 เส้นทางอันตราย ทางตรงยาว เสี่ยง “หลับใน” มากที่สุด

People unity news online : กรมทางหลวงเผย 8 สายทางที่ผู้ขับขี่มีโอกาสหลับในมากที่สุด เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมแนะนำให้แวะพักที่จุดบริการกรมทางหลวง

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทล. เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวก ปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ภายใต้นโยบาย One Transport รวมทั้งมอบให้สำนักทางหลวงและแขวงทางหลวงในพื้นที่ติดตั้งป้ายเตือน “ง่วงหยุดพัก” และจุดบริการประชาชนเพิ่มเติมในจุดที่เกิดอุบัติเหตุบนสายทางที่เกิดจากการหลับในของผู้ขับขี่มีสาเหตุเกิดจากความเหนื่อยล้า ประกอบกับเป็นทางตรงระยะยาว จากสถิติของสำนักอำนวยความปลอดภัย ทล. พบว่า ทางหลวงที่ผู้ขับขี่หลับในและเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 8 สายทาง ดังนี้

– ทางหลวงหมายเลข 1 ตอนพาน – สันทรายหลวง ระหว่าง กม. ที่ 916 – 922 ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.เชียงราย

– ทางหลวงหมายเลข 323 ตอนแยกปากกิเลน – น้ำตกไทรโยคใหญ่ ระหว่าง กม. ที่ 110 – 115 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

– ทางหลวงหมายเลข 1 ตอนวังม่วง – แม่เชียงรายบน ระหว่าง กม. ที่ 535 – 540 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.ตาก

– ทางหลวงหมายเลข 4 ตอนน้ำรอด – พ่อตาหินช้าง ระหว่าง กม. ที่ 415 – 425 ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.ชุมพร

– ทางหลวงหมายเลข 224 ตอนพะโค – หนองสนวน ระหว่าง กม. ที่ 90 – 95 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา

– ทางหลวงหมายเลข 402 ตอนหมากปรก – เมืองภูเก็ต ระหว่าง กม. ที่ 30 – 35 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต

– ทางหลวงหมายเลข 4 ตอนปากท่อ – สระพัง ระหว่าง กม. ที่ 123 – 133 ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม

– ทางหลวงหมายเลข 35 ตอนสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน – นาโคก ระหว่าง กม. ที่ 40 – 45 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ ทล. ได้ติดตั้งป้ายเตือน “ง่วงหยุดพัก” ในจุดที่เหมาะสม เพื่อเตือนให้ผู้ใช้ทางที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าวทราบว่า จุดดังกล่าวเป็นทางตรงระยะยาว มีโอกาสหลับในสูง และเป็นจุดที่ใกล้จะถึงจุดหมายของผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่ฝืนตัวเอง จึงขอให้หยุดพักเพื่อผ่อนคลาย โดยแนะนำให้หยุดพักที่จุดบริการ ทล. ซึ่งตั้งอยู่บนสายทางทุก 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีความพร้อมในการรองรับทั้งที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องดื่ม และข้อแนะนำต่างๆ ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางศึกษาเส้นทางก่อนออกเดินทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารแต่พอดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงฯ “ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย” หากมีปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

People unity news online : post 16 เมษายน 2561 เวลา 08.19 น.

อากาศร้อนจัด สาธารณสุขเตือนอย่าดื่มเหล้าช่วงกลางวัน เสี่ยงเป็นฮีทสโตรก ช็อคเสียชีวิต

People unity news online : กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงกลางวัน เสี่ยงเป็นโรคฮีทสโตรกจากสภาพอากาศร้อน ช็อค เสียชีวิตได้

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สภาพอากาศที่ร้อนจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น และหากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ท่ามกลางอากาศร้อนจัด จะมีความเสี่ยงเป็นโรคลมแดด โรคลมร้อน หรือฮีทสโตรก อาจเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลทันท่วงที จึงขอแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในตอนกลางวัน เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีผลให้หลอดเลือดที่บริเวณผิวหนังขยายตัว ทำให้เกิดการระบายความร้อนออก มีการปรับเปลี่ยนอัตราและการหมุนเวียนของโลหิต  ปัสสาวะบ่อย ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ คนอ้วน หรือผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า ในการป้องกันโรคฮีทสโตรก ทำได้โดยการดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และบ่อยๆ เนื่องจากน้ำจะเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ วิธีการสังเกตว่าร่างกายได้รับน้ำเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ สามารถสังเกตง่ายๆจากสีของน้ำปัสสาวะ หากมีสีเหลืองจางๆ แสดงว่าได้รับน้ำเพียงพอ แต่ถ้ามีสีเหลืองเข้มคล้ายน้ำชา และปัสสาวะออกน้อยแสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะต้องดื่มน้ำให้มากๆ  หากพบผู้มีอาการฮีทสโตรก มีอาการตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีเหงื่อออก กระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ให้รีบนำเข้าที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก ให้นอนราบยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูงเพื่อเพิ่มการไหลเวียน ถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้น คลายชุดชั้นใน และใช้ผ้าชุบน้ำเย็น น้ำแข็งประคบตามซอกคอ หน้าผาก รักแร้ ขาหนีบ ร่วมกับใช้พัดลมเป่า เพื่อระบายความร้อน ลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด หากไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และส่งผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาล หรือโทรสายด่วน 1669

People unity news online : post 16 เมษายน 2561 เวลา 08.00 น.

เตือนลูกจ้างอย่าเที่ยวสงกรานต์เพลิน ขาดงาน 3 วันนายจ้างเลิกจ้างไม่จ่ายชดเชย

People unity news online : 15 เมษายน 2561 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตือนลูกจ้างวางแผนเดินทางช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์กลับมาทำงานตามวันเวลาที่กำหนด โดยไม่ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้ถูกลงโทษทางวินัยหรือบอกเลิกจ้างได้

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายวัน เพื่อให้ลูกจ้างเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว และร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยม กสร. ขอฝากเตือนไปยังลูกจ้างทุกท่านที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์ให้วางแผนการเดินทางไปกลับเพื่อความสะดวก ปลอดภัยและกลับมาทำงานทันตามวันเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้ขาดงานโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น เพราะอาจทำให้ลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยและอาจเป็นสาเหตุให้นายจ้างบอกเลิกจ้างได้

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้กำหนดกรณีลูกจ้างละทิ้งหน้าเป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควรนายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นจึงขอให้ลูกจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างเคร่งครัด

People unity news online : post 16 เมษายน 2561 เวลา 07.00 น.

รู้ยัง! ก.ดิจิทัลจับมือทีโอที-กสท-เอไอเอส-ทรู ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ Free Wi-Fi ได้ทุกค่าย

People unity news online : กระทรวงดิจิทัลฯ สนับสนุน สดช. ร่วมมือ ทีโอที กสทฯ เอไอเอส และทรู เปิดตัวโครงการ “Smart Sign On” ให้บริการอินเทอร์เน็ต Free Wi-Fi ทั่วประเทศร่วม  50,000 จุดบริการ ลงทะเบียนเพียงครั้งเดียว ใช้ Username และ Password เดียวกันได้กับทุกเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นของขวัญปีใหม่ไทยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยุทธศาสตร์ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ” เป็นการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูง ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้แบบทุกที่ทุกเวลา กระทรวงฯจึงได้ดําเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) โครงการบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชน โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะ Smart City จังหวัดภูเก็ต และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายเพื่อประโยชน์สาธารณะ (Free Wi-Fi) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน ส่งเสริม ให้ประชาชนไม่จํากัดอายุ การศึกษา สถานะทางการเงินและสังคม รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ได้

สําหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายเพื่อประโยชน์สาธารณะ (Free Wi-Fi) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะผ่านระบบตรวจสอบสิทธิ (Smart Sign On) ทั่วประเทศนั้น กระทรวงดิจิทัลฯโดยสํานักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้รับความร่วมมือในการดำเนินโครงการฯจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) บริษัท ทีโอทีจํากัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ ทรูมูฟ ซึ่งได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯภายใต้แนวคิด “Thailand Wi-Fi เชื่อมติดชีวิตดิจิทัล” ในวันนี้ (30 มีนาคม 2561)

ด้าน นางสมใจ ประเสริฐจีรังกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปี 2555 กระทรวงฯได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการต่างๆ ในการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีในที่สาธารณะ กระจายอยู่ตามสถานที่ชุมชน อาทิ สถานศึกษา สถานบริการภาครัฐ สถานีขนส่ง รถไฟ รถประจําทาง ท่าอากาศยาน และสถานที่ท่องเที่ยว จากการให้บริการที่ผ่านมาประชาชนได้รับประโยชน์เป็นจํานวนมาก แต่ด้วยผู้ให้บริการแต่ละรายมีการบริหารจัดการแยกกัน ส่งผลให้ประชาชนต้องลงทะเบียนซ้ำซ้อนหลายครั้ง เมื่อต้องการเข้าใช้บริการกับผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน จึงเกิดความไม่สะดวกในการใช้บริการ

ดังนั้น สดช. ในฐานะหน่วยงานหลักซึ่งทําหน้าที่กําหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการทั้ง 5 รายดังกล่าว ดําเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายเพื่อประโยชน์สาธารณะ (Free Wi-Fi) เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (Free Wi-Fi) โดยจัดให้มีระบบตรวจสอบสิทธิ (Smart Sign On) การเข้าใช้งานบริการ Free Wi-Fi ส่วนกลาง ซึ่งผู้ใช้บริการลงทะเบียนเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้บริการ Free Wi-Fi ด้วยชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) เดียวกันได้กับทุกผู้ให้บริการ (ISP) ที่เข้าร่วมโครงการฯทั่วประเทศ เช่น บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะตามโครงการเน็ตประชารัฐ บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะตามโครงการ Smart City จังหวัดภูเก็ต โครงการบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชน บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) (AIS) และบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เป็นต้น รวมทั้งสิ้นประมาณ 46,700 จุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 120,000 คน และเข้าใช้งานแล้วมากกว่า 1,600,000 ครั้ง

การจัดงานเปิดตัวโครงการฯครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบประโยชน์ของการใช้งานระบบตรวจสอบสิทธิ (Smart Sign On) สําหรับเข้าใช้งาน Free Wi-Fi ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆของภาครัฐอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้งานได้ ณ จุดบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนเพื่อขอรับ Username และ Password ล่วงหน้าได้ที่www.th-wifi.net และ Mobile Application ชื่อ ThailandWiFi ทั้งระบบ iOS และ Android และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB : THWi-Fi:Smart Sign On

People unity news online : post 2 เมษายน 2561 เวลา 18.30 น.

รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี 61

People unity news online : 3 มีนาคม 2561 รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี 61 เน้นเพิ่มปริมาณน้ำสำรอง แนะเกษตรกรวางแผนใช้น้ำอย่างระมัดระวัง พร้อมสั่งทุกหน่วยเร่งสร้างการรับรู้ช่วยชาวนา ตัดวงจรการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่เขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในระบบบริหารจัดการน้ำด้วย

“แผนปฏิบัติการเริ่มตั้งแต่ 1 มี.ค. – 31 ต.ค.61 โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการ 7 แห่งใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ จ. เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครสวรรค์ กาญจนบุรี จันทบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย เช่น กรมฝนหลวงฯ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน ฯลฯ จะบูรณาการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ขึ้นบินทำฝนเทียม และแจ้งข้อมูลให้เกษตรกรและประชาชนทราบ”ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานว่า ในช่วงฤดูแล้งปีนี้อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังมีปริมาณน้ำเพียงพอ แต่อยากให้พี่น้องเกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกและใช้น้ำอย่างระมัดระวัง เพราะแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำมาก แต่ก็อาจเสี่ยงกับการขาดแคลนได้ ถ้าหลายคนต้องการปลูกพืชนอกฤดูกาลมาก เช่น ข้าว เนื่องจากได้ราคาดี และเมื่อมีผลผลิตมากราคาก็จะตก จึงขอความร่วมมือทุกคนในเรื่องนี้ โดยอาจปลูกพืชใช้น้ำน้อยร่วมด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในพื้นที่เร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับเกษตรกร เช่น ข้อมูลราคาผลผลิตที่แท้จริง สิทธิรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ฯลฯ โดยได้ยกตัวอย่างการขายข้าวสดและข้าวตากที่มีความชื้นแตกต่างกันว่า ราคาขายที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด เป็นต้น เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหรือข้าราชการที่ฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของประชาชน

People unity news online : post 3 มีนาคม 2561 เวลา 17.40 น.

“ประยุทธ์” เตือนคนไทยรับมือลานีญา ฝนตกนอกฤดูมากกว่าปกติ

People unity news online : สำนักบริหารจัดการน้ำแห่งชาติเตือนประเทศไทยจะเกิดปรากฏกการณ์ลานีญา ทำให้มีฝนตกนอกฤดูมากกว่าปกติ

วันนี้ (9 มกราคม 2560) เวลา 14.00 น. ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า สำนักบริหารจัดการน้ำแห่งชาติฝากเตือนว่า จะมีปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้นในเอเชียรวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งจะมีฝนตกนอกฤดูมากกว่าปกติ ทำให้มีปริมาณน้ำมากในบางช่วง จึงจำเป็นต้องพร่องน้ำและระบายน้ำในเขื่อน โดยปัจจุบันมีน้ำกักเก็บในเขื่อนรวมทั้งหมด 84% ถือเป็นจำนวนมากที่สุด จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ จึงฝากเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

People unity news online : post 9 มกราคม 2561 เวลา 19.30 น.

Verified by ExactMetrics