วันอาทิตย์, กรกฎาคม 3, 2022

รัฐบาลเปิดรายละเอียดงบฯปี 66 ด้านสวัสดิการสังคม เทียบกับงบปี 57 มากกว่า 1.8 แสนล้าน

People Unity News : 4 มิถุนายน 2565 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับเด็กวัยเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2557 ข้อเสนอในงบประมาณปี 2566 ด้านสวัสดิการสังคมมีงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 183,002.4412 ล้านบาท แบ่งเป็น

-กลุ่มเด็กเล็ก เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด (0 – 6 ปี) 600 บ./เดือน สำหรับครัวเรือนที่บิดามารดามีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี กลุ่มเป้าหมาย 2.58 ล้านคน

-กลุ่มเด็กวัยเรียน จะต้องได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมาย 10.77 ล้านคน รวมถึงการสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนและยากจนพิเศษให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพกว่า 2.62 ล้านคน

-กลุ่มผู้สูงอายุ มีการสนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อเนื่อง ตั้งแต่ 600 – 1,000 บาท/คน/เดือน (ตามช่วงอายุ) กลุ่มเป้าหมาย 11.03 ล้านคน และในปี 2566 ได้มีการเพิ่มการปรับปรุง ซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ ให้มีความเหมาะสมและปลอดภัย จำนวน 10,000 หลัง

-กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย โดยช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มเป้าหมาย 13.45 ล้านคน/ การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย “บ้านพอเพียงในชนบท” 25,000 ครัวเรือน/ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ปัญหาชุมชนแออัด “บ้านมั่นคง” 3,750 ครัวเรือน/ เบี้ยยังชีพความพิการ 1,000 บาท/คน/เดือน กลุ่มเป้าหมาย 2.09 ล้านคน

-กลุ่มสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ทั้งแรงงานในระบบประกันสังคม โดยได้เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้เป็น 70% ของค่าจ้าง/ เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร ให้ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้าง 98 วัน กลุ่มเป้าหมาย 23.34 ล้านคน/ การดูแล อสม. หมอประจำบ้าน เพื่อสนุนค่าป่วยการ การดูแลศักยภาพ ให้ดูแลสุขภาพตนเองและชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยมีค่าตอบแทน 1,000 บาท/คน/เดือน กลุ่มเป้าหมาย 1.05 ล้านคน

รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดูแลประชาชนตามช่วงวัย รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เพื่อช่วยเหลือให้เข้าถึงสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์ในปัจจุบัน

Advertisement

นายกฯชี้แจงจัดสรรงบประมาณทุกด้านตามความท้าทายโลก พลังงาน สิ่งแวดล้อม Smart Farmer

People Unity News : วันนี้ (2 มิถุนายน 2565) เวลา 15.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยนายกรัฐมนตรีได้วางยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตโดย เรื่องอุตสาหกรรม การค้า การลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการลดปริมาณคาร์บอน ประเทศไทยได้ประกาศกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2) โดยมีเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2608 (ค.ศ.2065) การตั้งเป้าหมายดังกล่าว จะทำให้ลดความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้า และเพิ่มโอกาสที่จะเข้าร่วมในเวทีการค้าได้มากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะถูกใช้เป็นเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องใช้โอกาสเร่งพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรม คิดค้นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มุ่งใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่มุ่งไปสู่สินค้าและบริการ ที่สร้างผลกระทบให้โลกน้อยที่สุด ซึ่งจะสร้างประโยชน์ทางการค้า การส่งออก และภาคธุรกิจไทย

โดยในภาคพลังงาน การผลิตไฟฟ้า รัฐบาลได้ปรับโครงสร้างพลังงานลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) รัฐบาลกำหนดแผนที่จะผลิตรถยนต์ไม่ปล่อยมลพิษร้อยละ 30 ของการผลิตในปี 2573 ทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ รถจักรยานยนต์ รถบัส และรถบรรทุก โดยมีแผนระยะสั้นและระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวม ตลอดจนออกมาตรการสนับสนุน สร้างแรงจูงใจและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น การส่งเสริมสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ เป็นต้น

รองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร ได้ดูแลด้านการปลูกและเพิ่มพื้นที่ป่า และการพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอน เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รัฐบาลมีแผนในการเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าในประเทศ จากร้อยละ 31.8 เป็นร้อยละ 40 ในปี 2579 เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการใช้จุดแข็งของประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีพันธุ์พืชที่เหมาะกับการดูดซับก๊าซเรือนกระจกสูงต่อพื้นที่หลายชนิด นอกจากนี้ รัฐบาลได้พัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยกำหนดแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชนในการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคเอกชน ชุมชน และท้องถิ่นก็จะมีรายได้จากการปลูกป่า ต้นไม้ ที่เข้าร่วมโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) มุ่งเน้นการใช้ความหลากหลายของทรัพยากรที่ไทยมีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ควบคู่การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจ BCG ที่ในภาคการเกษตรและอาหาร

รัฐบาลถือว่าภาคเกษตรกรรมเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เข้มแข็ง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยเป็นการสร้าง “เกษตรอัจฉริยะ” หรือ Smart Farmer ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เช่น เกษตรกรใช้เทคโนโลยีมาควบคุมการปลูก ทั้งการให้น้ำ ให้ปุ๋ย เฝ้าดูการเจริญเติบโตขของพืช แม้แต่ช่วยเลือกเวลาที่เหมาะสมในการรับแสงแดด

นอกจากนี้ เศรษฐกิจ BCG ยังเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย และมรดกทางวัฒนธรรม” (Soft Power) “5F” คือ (1) Food-อาหาร (2) Film-ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ (3) Fashion-การออกแบบแฟชั่นไทย (4) Fighting-ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย (5) Festival-เทศกาลประเพณีไทย มาสร้าง “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” จากระดับท้องถิ่นสู่เวทีระดับโลก ส่วนที่สนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาที่ต่างจังหวัดนายรัฐมนตรีก็เห็นด้วย

ในส่วนของการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆเหล่านี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์ ทั้งที่อยู่ในรูปภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อให้เกิดการลงทุนดังกล่าว นอกจากนี้ เรื่องกำลังคนก็เป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลได้วางหลักสูตรการศึกษาและพัฒนาแรงงาน การเตรียมคน สร้างคนรุ่นใหม่ โดยจะเน้นในเรื่องของสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกมาเปิดสาขาสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หลายแห่งแล้ว มีการปฏิรูปการศึกษา อย่างไรก็ดี ในระหว่างที่การพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถของคนภายในประเทศ ในอุตสาหกรรมใหม่ๆเหล่านี้ ต้องใช้เวลา

ในทุกโอกาสที่ได้พบปะผู้นำประเทศแบบทวิภาคี หรือการประชุมสำคัญๆแบบพหุภาคี นายรัฐมนตรีได้นำเสนอนโยบายเชิงรุก และแสวงหาความร่วมมือใหม่ๆ ในประเด็นหลักที่เป็น “วาระของโลก”

(1) การฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย ในวันประวัติศาสตร์ เมื่อ 25 ม.ค. 2565 หลังจากห่างหายมากว่า 30 ปี โดยเริ่มเกิดความร่วมมือในการเปิดประเทศ เพื่อท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันในทุกระดับอีกครั้ง – การส่งออกอาหาร สินค้าเกษตร และแรงงาน – การลงทุนและร่วมมือด้านพลังงาน เป็นต้น

(2) ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น โดยนายกญี่ปุ่นมาเยือนไทย ช่วงวันที่ 1-2 พ.ค. 2565 เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือใหม่ๆ เช่น การผลักดันให้ไทยเป็น “ผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” ในภูมิภาคและเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของโลก – การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ระบบราง โครงข่ายดิจิทัล และ 5G – การพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายและเพิ่มการลงทุนใน EEC เป็นต้น โดยเมื่อวานได้พบกับ นายกรัฐมนตรี สปป ลาว และวันนี้ก็จะมีภารกิจร่วมกันอีก ซึ่งลาว ได้นำนักธุรกิจจำนวนมากมา นายกรัฐมนตรีพร้อมคุยกับทุกประเทศ รวมทั้ง ACMECs

นายกรัฐมนตรีย้ำว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งใน 190 กว่าประเทศของโลกที่ได้รับการจัดลำดับให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ซึ่งไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งเรื่องการบินที่ได้แก้ไขปัญหา ICAO ไปแล้ว การค้ามนุษย์ IUU ประมงผิดกฎหมาย ก็สามารถแก้ไขได้แล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งหลายอย่างได้ถูกแก้ไขในรัฐบาลนี้ และล้วนเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ ส.ส. ทั้งหมด นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง เพราะมองที่ประชาชนเป็นหลัก โดยทุกอย่างยึดตามขั้นตอน อะไรที่สามารถจัดสรรให้ได้ก็จะดำเนินการให้ ซึ่งที่ผ่านมา ในหลายจังหวัดก็ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มโดยใช้งบกลาง ซึ่งยืนยันว่าตรวจสอบได้ ดังนั้น ไม่ต้องกังวล เพราะนายกรัฐมนตรีนึกถึงประชาชนและคำนึงถึงกฎหมายที่มีอยู่ทุกประการ ไม่ได้มุ่งหวังผลประโยชน์ใด ๆ ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันต่อไป และสิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักแห่งชาติ เราต้องรักษาสัญลักษณ์ของความเป็นไทย ความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์สอนให้ได้เรียนรู้ สิ่งใดไม่ดีเราก็อย่าไปทำ อะไรที่ดีก็ขอให้สานต่อ เป็นความเป็นไทยที่เราจะต้องภูมิใจไปด้วยกัน ไม่อยากให้เกิดความขัดเเย้ง ซึ่งขอให้มองในหลายมิติ หลายเรื่องก็มีประโยชน์ที่รัฐบาลพร้อมรับฟังและจะปรับแผนให้เหมาะสม ยืนยันทุกอย่างทำดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่ตั้งไว้ และขอขอบคุณทุกท่านด้วยใจจริง

Advertisement

 

ครม.ไฟเขียว! โครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุ “รามา-ธนารักษ์” ให้ผู้สูงอายุมีที่พักอาศัยเหมาะสม

People Unity News : 29 พฤษภาคม 2565 ครม. ไฟเขียว! โครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุ “รามา – ธนารักษ์” วงเงิน 1,345 ล้านบาท ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีที่พักอาศัยเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

ที่ประชุม ครม. เมื่อ 24 พ.ค. 65 ได้อนุมัติให้กรมธนารักษ์และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ดำเนินโครงการที่พักผู้สูงอายุ รามา – ธนารักษ์ บนที่ดินราชพัสดุ จ.สมุทรปราการ วงเงิน 1,345.934 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีที่พักอาศัย พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิต รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุที่ว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบัน มีผู้สูงอายุสนใจจองสิทธิเช่าห้องพักอาศัยแล้ว 1,310 ราย โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น สิทธิที่พักอาศัย 30 ปี, เจ็บป่วยฉุกเฉินในระดับไม่รุนแรงใช้ห้องพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง, หากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องการดูแลในระยะยาว จะได้รับสิทธิการอยู่ในสถานบริบาลผู้สูงอายุรามาธิบดี (เมื่อห้องว่าง), สินเชื่อและเงื่อนไขผ่อนเป็นพิเศษ ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ เป็นต้น

Advertisement

รัฐบาลตั้งเป้า “ลดการเสียชีวิต-บาดเจ็บบนท้องถนน” เหลือ 12 คน/ประชากร 1 แสน ภายในปี 70

People Unity News : วันนี้ (25 พฤษภาคม 2565) เวลา 09.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 15 พร้อมกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “ทศวรรษใหม่ วิถีใหม่ ขับขี่ปลอดภัยต้องมาก่อน” และมอบโล่รางวัล Prime Minister Road Safety Awards ให้กับบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านความปลอดภัยทางถนน จำนวน 49 รางวัล เพื่อเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้แก่บุคคลและองค์กรที่ดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย โดยมี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคคลที่ได้รับรางวัล Prime Minister Road Safety Awards ทั้ง 49 รางวัล ที่ได้มีการนำเสนอนวัตกรรม แนวความคิด ความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนของประเทศ ทำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตใช้ถนน ลดความสูญเสียด้านจิตใจ ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งมีความคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลงานและแนวคิดต่างๆเหล่านี้ไปพัฒนา ปรับปรุง และปรับใช้ตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในห้วงปี 2565 นี้ ถือเป็นการเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของความปลอดภัยทางถนน (พ.ศ. 2564 – 2573) รัฐบาลได้ขับเคลื่อนการดำเนินการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน ผ่านกลไกระดับต่างๆ โดยกำหนดเป้าหมายภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พร้อมทั้งกวดขันการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการการแก้ไขปัญหาต่างๆแบบองค์รวม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกัน ลดอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ลดลงมากที่สุด โดยมีเป้าหมายในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บบนท้องถนนให้เหลือ 12 คน ต่อประชากรแสนคนภายในปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ Vision Zero ภายในปี 2593 เป็นสิ่งที่ยาก แต่เป็นเป้าหมายสำคัญ ที่เราต้องร่วมเดินหน้าไปถึงให้ได้ ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ทั้งในส่วนกลางและระดับท้องถิ่น นับว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆในการเกิดอุบัติเหตุ โดยการเสริมสร้างศักยภาพการบังคับใช้กฎหมาย การคมนาคม และยานพาหนะที่ปลอดภัย การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานถนน และระบบขนส่งที่มีความปลอดภัย การดูแลหลังเกิดอุบัติเหตุ การเก็บข้อมูล การจัดการเรื่องความเร็ว รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยทางถนนมาปรับใช้ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุ

นายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและทุกภาคส่วน ร่วมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือให้แก่ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน ให้มีความปลอดภัย ทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสภาพแวดล้อมทางสังคม รวมทั้งกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นการนำแนวคิด “วิถีแห่งระบบที่ปลอดภัย” มาดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งทางด้านกายภาพ เช่น การปรับปรุงถนนหนทาง ไฟฟ้าส่องสว่าง ป้ายจราจร เป็นต้น ด้านสังคม เช่น การสร้างค่านิยม “เมาไม่ขับ” ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางถนน และมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการเริ่มต้นทษวรรษใหม่แห่งการขับขี่ปลอดภัย พร้อมขอให้การจัดสัมมนาวิชาการระดับชาติในวันนี้ เป็นโอกาสในการใช้เวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และร่วมกันเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และสร้างหนทางสู่ “ทศวรรษใหม่ วิถีใหม่ ขับขี่ปลอดภัยต้องมาก่อน” และสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานต่อไปในอนาคต

สำหรับการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 15 นับเป็นเวทีสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้ผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน และมีส่วนร่วมเสนอนโยบายสาธารณะ รวมทั้งแนวทางการบูรณาการในการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถนำความรู้ แนวทาง และรูปแบบการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ไปเผยแพร่และปฏิบัติให้เหมาะสมกับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

Advertisement

แจง! จัดงาน “ถามมา – ตอบไป Better Thailand Open Dialogue ไม่มีการใช้งบประมาณภาครัฐ

People Unity News : 22 พฤษภาคม 2565 แจง! เวทีเสวนา “ถามมา – ตอบไป Better Thailand Open Dialogue เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า” เป็นความร่วมมือรัฐ – เอกชน – ปชช. และใช้งบเอกชนในการจัดงาน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อกรณีกระแสข่าวการจัดงานเสวนาเวที “ถามมา – ตอบไป Better Thailand Open Dialogue เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 พ.ค. 65 ณ รอยัล พารากอน ฮอล์ สยามพารากอน ว่า ใช้งบประมาณรัฐจำนวนมากนั้น ความจริงแล้วเวทีเสวนานี้ไม่ได้ใช้งบประมาณภาครัฐในการจัด แต่เป็นความร่วมมือของสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าเศรษฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งมีการสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานจากบริษัทในเครือกลุ่ม ปตท. และภาคเอกชนที่สนใจ จึงขอยืนยันว่า “ไม่มีการใช้งบประมาณภาครัฐแต่อย่างใด”

Advertisement

ก.ศึกษา ยืนยัน จ้าง “ครู – บุคลากร” ต่อเนื่อง กำชับ สพฐ. จ่ายเงินเดือนตรงเวลา

People Unity News : 21 พฤษภาคม 65 กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยัน มีงบประมาณเพียงพอดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ ครูผู้สอน กลุ่มครูขาดแคลน กลุ่มครูคลังสมอง ครูวิทย์-คณิต กลุ่มครูที่ดูแลนักเรียนเด็กพิเศษ บุคลากรด้านธุรการ และนักการภารโรง หลังพบความไม่มั่นใจของครูธุรการว่าจะได้รับการจ้างถึงสิ้นปีงบประมาณและที่ผ่านมายังได้รับเงินเดือนไม่ตรงเวลา โดยงบในปีนี้ สามารถจ้างต่อเนื่องได้ถึงวันที่ 30 ก.ย. 65 อย่างแน่นอน ขอบคุณที่มุ่งมั่นให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่เยาวชน พร้อมกำชับให้ สพฐ. จ่ายเงินเดือนครูให้ตรงเวลา

สำหรับปีงบประมาณ 2566 ศธ. ได้ของบประมาณไปแล้วเพื่อจ้างทุกคนต่อเนื่อง ประกอบด้วย โครงการครูผู้ทรงคุณค่าของแผ่นดิน 610 คน โครงการครูคลังสมอง 1,757 คน และโครงการจ้างเหมาครูและบุคลากรต่างๆ สำหรับโรงเรียนปกติ 44,291 คน วงเงินรวม 6,108 ล้านบาท โดย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ

Advertisement

รัฐบาลเอาจริง! ผนึก 14 หน่วยงานรัฐ เพิ่มอำนาจ ป.ป.ส. 4,236 คน ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ก่อนตรวจสอบ

People Unity News : 9 พ.ค. 65 รัฐบาลเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามนักค้ายาเสพติด มุ่งตัดวงจรทั้งเครือข่าย โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เพิ่มอำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. 4,236 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการกระจายอยู่ใน 14 หน่วยงาน ให้สามารถยึดอายัดทรัพย์สินที่สงสัยว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นกรณีเร่งด่วน ก่อนดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน แล้วจึงรายงานเลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบภายใน 7 วัน คาดว่าจะยึดทรัพย์ได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท

14 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมราชทัณฑ์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จะต้องแสดงบัตรเจ้าพนักงานรวมถึงบันทึกผลและเหตุในการตรวจค้นเป็นหนังสือให้แก่ผู้ครอบครองเคหสถานทุกครั้ง หากประชาชนสงสัยว่าบุคคลที่แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. นั้น เป็นจริงหรือไม่ ตรวจสอบได้ที่สายด่วน 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

ประยุทธ์ พอใจตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลง 5 วันติดกัน

People Unity News : 7 พฤษภาคม 2565 นายกฯ พอใจตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงติดต่อกัน 5 วันต่อเนื่อง ย้ำ สธ. เฝ้าระวังการกลายพันธุ์ในต่างประเทศ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชื่นชมและขอบคุณประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขจนส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของไทยลดลงมาอยู่ในหลักพันติดต่อกัน 5 วันแล้ว ซึ่งขณะนี้สถานการณ์เริ่มทรงตัว และมีการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation) มากขึ้น ทำให้หลายสถานพยาบาลปรับลดการดูแลผู้ป่วยโควิด – 19 ในสถานพยาบาลลง และกลับมารักษาผู้ป่วยโรคอื่นๆ รวมถึงทำการรักษาผ่าตัดเพิ่มมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีการระบาดของโรคโควิด – 19 ที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 แบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) อย่างเคร่งครัดต่อไปเพื่อทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอีก

พร้อมมอบหมายกระทรวงสาธารณสุข ติดตามและเฝ้าระวังการตรวจพบเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์ย่อยในบางประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

Advertisement

องค์กรสื่อรายงาน อันดับเสรีภาพสื่อของไทยดีขึ้น แต่ยังอยู่ในกลุ่ม “สถานการณ์ยากลำบาก”

People Unity News : 4 พฤษภาคม 2565 รายงานชิ้นใหม่ของหน่วยงานด้านเสรีภาพสื่อ Reporters Without Borders หรือ RSF เปิดเผยการจัดอันดับประเทศตามระดับเสรีภาพสื่อ และการศึกษาระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของกระแสโฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลที่บิดเบือน

นอกจากนี้กระแสดังกล่าว ที่นำโดยรัสเซียกำลังสร้างผลที่น่ากังวลต่อการทำงานของสื่อเสรี ซึ่งรวมถึงรอยแยกที่ลึกขึ้นของสื่อภายในประเทศเดียวกันเองและในระดับนานาชาติ

เคลตัน ไวเมอร์ รองผู้อำนวยการ RSF ที่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส สำหรับงานที่เกี่ยวกับสหรัฐฯ กล่าวว่า “ในปี 2022 สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือเกิดการแบ่งขั้วในวงการสื่อและในการนำเสนอข้อมูล ช่วยเติมเชื้อไฟการแบ่งแยกในสังคมในรูปแบบที่ค่อนข้างใหม่”

ในการจัดอันดับเสรีภาพสื่อในประเทศต่างๆ ซึ่งอิงปัจจัยด้าน การเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม-วัฒนธรรม และความมั่นคง รัสเซียอยู่ที่อันดับ 155 ท่ามกลางการใช้อำนาจของรัฐเข้าควบคุมสื่อเสรีที่เข้มข้น หลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ส่วนเกาหลีเหนือคือประเทศที่อยู่รั้งท้ายของตาราง คืออยู่ที่อันดับ 180

ในส่วนของไทยรายงานของ RSF ชี้ว่า ไทยอยู่ที่ลำดับ 115 ในปีนี้ ดีขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 137 รายงานฉบับนี้มิได้ให้รายละเอียดถึงเหตุผลของพัฒนาการเชิงบวกในไทย แต่ระบุว่า ปีนี้มีการเปลี่ยนวิธีการพิจารณาลำดับของประเทศต่างๆ “จึงควรใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาเปรียบเทียบอันดับของปี 2022 และปีที่แล้ว”

และเสรีภาพสื่อของไทยยังอยู่ในกลุ่ม “สถานการณ์ยากลำบาก” ที่มี 38 ประเทศทั่วโลก ในการจัดกลุ่มทั้งหมด 5 กลุ่ม และกลุ่ม “สถานการณ์ยากลำบาก” (Difficult Situation) ถือเป็นกลุ่มที่น่ากังวลอันดับ 4 จะเป็นรองก็แต่กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สถานการณ์รุนแรงยิ่ง” (Very Serious Situation)

โดยรวม RSF กล่าวว่า ท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมือง เสรีภาพสื่อในไทยยังประสบกับข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องการใช้อำนาจของรัฐคุกคามสื่อ และสิ่งท้าทายจากกฎหมายต่างๆ เช่นมาตรา 112 ที่สามารถถูกตีความได้กว้างมากแต่มีอัตราโทษสูง ตลอดจนกฎหมายหมิ่นประมาท และกฎหมายอาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นต้น

สำหรับประเทศจีน ซึ่งติดอันดับ 175 ในปีนี้ องค์กร RSF กล่าวว่าจีนคือประเทศที่มีนักข่าวถูกกักขัง 120 คน ถือว่ามากที่สุดในโลก และเมื่อฮ่องกงอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนอย่างชัดเจน อันดับเสรีภาพสื่อของฮ่องกงจึงลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ 148

สหรัฐฯ ซึ่งติดอันดับ 42 ก็มีปัญหาด้านเสรีภาพสื่อเช่นกันหลังจากที่สื่ออเมริกันโดนโจมตีโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่มักตำหนิสื่อว่าเป็นผู้ให้ข่าวปลอม หรือ “fake news”

ประเทศที่เป็นความหวังด้านเสรีภาพสื่อ คือนอร์เวย์ เดนมาร์กและสวีเดน ที่ติด 3 อันดับแรก

นอกจากนี้ RSF ระบุว่าเสรีภาพสื่อมีส่วนสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยในประเทศติมอร์ตะวันออก ซึ่งติดอันดับ 17 รวมถึงภูฏาน และมองโกเลียที่ยืนอยู่ที่ 33 และ 90 ในการจัดอันดับครั้งนี้

ที่มา: วีโอเอ

Advertisement

นายกฯเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2565 รมว.แรงงาน เผยดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้ง 8 ข้อ

People Unity News : วันนี้ 1 พฤษภาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2565 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ไทยล้วน ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2565 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงข้าราชการกระทรวงแรงงาน ผู้นำแรงงาน และพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้การต้อนรับ

นายสุชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลและกำกับกระทรวงแรงงาน ตระหนักถึงความสำคัญของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ถึงแม้ว่าประเทศไทยและประเทศทั่วโลกยังคงประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงแรงงานยังมุ่งมั่นส่งเสริมให้แรงงานมีงานทำ ได้รับการพัฒนาแรงงานให้มีศักยภาพสูงในทุกมิติสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ใช้แรงงานได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงให้มีความปลอดภัยในทำงาน รวมถึงการสร้างหลักประกันทางสังคมแก่แรงงานนอกระบบ กลุ่มเปราะบาง ยกระดับการประกันสังคมเพื่อให้แรงงานได้รับประโยชน์สูงสุด เร่งรัดปรับปรุง แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ปัจจุบันและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นำไปสู่ความมั่นคง ความมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายสุชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องวันแรงงานในปีนี้ทั้ง 8 ข้อ ได้แก่

1) ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง

2) ให้เร่งดำเนินการนำร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. …. ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านประชาพิจารณ์มาแล้ว เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภาฯ โดยเร่งด่วน

3) ให้ขยายวงเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับก้อนสุดท้าย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

4) ปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

5)ให้รัฐบาลปฏิรูป แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสังคม

6) เร่งรัดออกกฎหมายคุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้

7) ให้จัดระบบกองทุนสวัสดิการเพื่อการเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้างภาครัฐวิสาหกิจ

และ 8) แต่งตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2565

“กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากพี่น้องแรงงานโดยจะนำข้อเรียกร้องมาดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน มีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อพัฒนาการให้บริการพี่น้องแรงงาน และได้ประสานแจ้งให้คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติทราบถึงความคืบหน้าแล้ว เพราะตระหนักว่าทุกข้อเสนอแนะจะนำมาซึ่งการปรับปรุงการดำเนินการของกระทรวงแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องแรงงาน และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศสืบไป ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงแรงงาน มีดังนี้ การปฏิรูปการประกันสังคมในส่วนของการขยายอายุผู้ประกันตน มาตรา 40 เพื่อให้สอดรับกับสังคมผู้สูงอายุนั้น จากเดิมไม่เกิน 60 ปีเป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ใน ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ…. ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ระหว่างเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ การเร่งรัดออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบนั้น ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ พ.ศ. …. เพื่อให้แรงงานนอกระบบสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพมีความปลอดภัยในการทำงาน มีหลักประกันทางสังคม มีการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กร ได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.64 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป การรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับแล้ว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 5 ก.พ.62 และร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. …. คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.63 เมื่อมีผลบังคับใช้แล้วจะนำเสนอให้รัฐบาลให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาดังกล่าวได้ การให้สถานประกอบกิจการ ที่มีลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดทำแนวปฏิบัติของพนักงานตรวจแรงงาน กำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรา 11/1 อย่างเคร่งครัด และชี้แจงนายจ้างให้ปฏิบัติต่อลูกจ้างรับเหมาค่าแรงให้ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลขยายวงเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับก้อนสุดท้ายนั้นกระทรวงแรงงานได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง พิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยและงดจ่ายภาษีกรณีเงินออกจากงาน และขยายวงเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ หากมีการแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ทั้งลูกจ้างภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจโดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ดำเนินการจัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่งตั้งคณะทำงานซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีขึ้นมาศึกษา ปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน” รมว.แรงงาน กล่าว

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS