วันที่ 6 พฤษภาคม 2026

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 เมษายน 2569 ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
  2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน

โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

  1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
  3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

Advertisement

ครม.เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 เมษายน 2569 ครม.เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง ย้ำใช้มาตรการให้สอดคล้องสถานการณ์จริง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

รองโฆษกฯ ระบุว่า การปรับพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างรอบด้าน เห็นว่าระดับสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สามารถ “ผ่อนคลายมาตรการบางส่วน” ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้คงมาตรการด้านความมั่นคงในพื้นที่อื่นรวม 19 อำเภอ ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา เพื่อให้การดูแลสถานการณ์ยังคงมีความต่อเนื่อง ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น เหมาะสมกับระดับสถานการณ์ และไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนเกินความจำเป็น

“รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปรับมาตรการให้ทันต่อข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนเดินไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 เมษายน 2569 “นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบนโยบาย 10 พลัส

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม

13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

20) ราชการทันใจ

21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

“กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

Advertisement

อนุทิน ลั่น พร้อมลุยงาน “ไม่มีทดลองงาน” ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 เมษายน 2569 ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์พร้อมลุยงาน “ไม่มีทดลองงาน” นายกฯ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานวันแรกทันที ฝ่าความท้าทายสถานการณ์โลก

วันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงได้ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีความพร้อมในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป คำถวายสัตย์ที่ได้เปล่งวาจาต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระประมุขแห่งชาตินั้น ขอให้ถือว่าเป็นแนวทางในการทำงาน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน คณะรัฐมนตรีชุดนี้อาจจะต้องถือว่าเป็นคณะรัฐมนตรีที่ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรก ไม่มีเวลาที่เป็นเวลาทดลองงาน เข้ามารับภาระหน้าที่ในช่วงที่โลกทั้งโลกมีวิกฤตการณ์จากความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาและลดความเดือดร้อน ทำให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไป โดยการทำงานของทุกคนขอให้ยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน

คณะรัฐมนตรีชุดนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว มีความอาวุโส หลายท่านเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีสติปัญญาที่พร้อมที่จะทำงานบริหารราชการแผ่นดิน รับใช้บ้านเมือง ขอให้ใช้จุดแข็งต่าง ๆ ที่มีในการที่จะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลเป็นไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอให้ถือว่า คณะรัฐมนตรีนี้คือคณะรัฐมนตรีเดียวกัน ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นคณะรัฐมนตรีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคณะรัฐมนตรีของประชาชนคนไทยดังนั้น ในการทำงาน นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะนโยบายและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ขอให้ทุกคนได้ทำงานด้วยความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยวันนี้ ความเป็นหนึ่งเดียวของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้จะทำให้ประเทศสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายไปได้

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง ซึ่งจะประชุมทุกวันอังคาร จะเริ่มประชุมในเวลา 10.00 น. ก่อนถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีท่านใดประสงค์ที่จะหารือระหว่างกัน หรือต้องการที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรี ขอให้แจ้งมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะพบและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เจตนารมณ์บรรลุผลสำเร็จทุกประการ ขอให้คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง การประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นที่ที่ต้องมาปรึกษาหารือ ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถของคณะรัฐมนตรีทุกท่านในการที่จะให้มติของการประชุมคณะรัฐมนตรีเกิดเป็นพลัง เกิดความถูกต้อง นายกรัฐมนตรีขอให้คณะรัฐมนตรีทุกท่านให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด ยกเว้นมีภารกิจ ก็ขอให้ได้เข้ามาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีโดยพร้อมเพรียงกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน การช่วยกันประหยัดพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายควรปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะภาครัฐ จึงได้มีข้อสั่งการก่อนหน้านี้แล้ว ขอให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมที่ผ่านมาทั้ง WFH หรือ WFA เนื่องจากปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในระบบ IT โดยขอมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล DGA และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดผล และให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณด้วยหากมีความจำเป็น โดยขอให้รัฐมนตรีทุกท่านกำกับและดูแลให้นโยบาย WFH WFA เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อการประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ปรับปรุงระเบียบว่าด้วยรถราชการที่อยู่ในความดูแลของ สปน. และคณะกรรมการรถราชการ ซึ่งขอให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยให้มีทางเลือกสำหรับยานยนต์ในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้กำชับ ทำความพร้อม ในวิกฤตการณ์เช่นนี้อาจจะมีปัญหาการขนส่ง การขาดแคลน packaging ที่จำเป็น พร้อมสร้างความมั่นคงทางยาให้เกิดขึ้น ขอให้มุ่งเน้นการใช้ยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างเต็มที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

Advertisement

ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บรรเทาผลกระทบวิกฤติตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 เมษายน 2569 ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม บรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ ดูแลเส้นทาง และความพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ให้เพียงพอการเดินทางช่วงสงกรานต์

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

“เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

Advertisement

“นายกฯ” แฉ ขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 เมษายน 2569 “นายกฯ” แถลง พบขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉ ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ และปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังให้ปั๊ม รัฐบาลมอบ DSI รับเป็นคดีพิเศษ สั่งฟันผิดเฉียบขาด ให้ความมั่นใจประชาชน ช่วงกลับบ้านสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาดแคลน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปราม การกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือ ศบก.ขึ้น รวมทั้งได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ในการตรวจสอบติดตามและบังคับใช้กฎหมายผู้ที่กักตุนน้ำมัน ทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชน ทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลแค่ไหนก็ตาม จะเร่งดำเนินการตามกฏหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่ติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลาง ที่รับน้ำมันจากผู้ค้า (จ๊อบเบอร์) ซึ่งผลจากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไร ดังนี้

1.พบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอให้มีการประกาศเพิ่มราคาน้ำมันจากนั้น จะฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบให้ให้ได้กำไรมากขึ้น

2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง

3.มีการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่า ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มใดที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล เชื่อว่า มีการลักลอบขนถ่ายทางทะเลและกำลังเร่งสอบสวนและขยายผลไปเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่ตรวจพบในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยตรวจสอบ ได้แก่ กรมเจ้าท่าและกรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น และเรียกจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือกับ ศรชล.และจะขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำเกินปริมาณที่ขออนุญาตไว้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เงินที่ไปสนับสนุนลิตรละ 17 บาท รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการสนับสนุนประชาชนคนไทยที่ใช้น้ำมันสัญจร ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุน ลักลอบไปขายยังต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการเด็ดขาดกับการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้ดีเอสไอ ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อไป

ช่วงท้ายการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำมัน นายอนุทินย้ำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือประชาชน โดยเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ พร้อมสร้างความมั่นใจว่า จะมีน้ำมันให้ประชาชนเติมและใช้ตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลได้บริหารจัดการให้มีน้ำมันในรูปแบบต่างๆ ให้บริการในช่วงวันหยุดเทศกาลนี้ ขอประชาชน อย่าตื่นตระหนกว่า จะไม่มีน้ำมันขับกลับบ้าน เพราะถ้าใช้แบบสภาวะปกติ ไม่ต้องเผื่อใส่ถังแกลลอน ไปตุนไว้ น้ำมันจะมีให้บริการเหมือนทุกครั้ง ทุกปี โดยปีนี้ได้ประสานงานไปยังผู้ประกอบการ ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.พลังงาน ให้มีการสแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันเป็นพิเศษ ขอให้ทุกคนกลับไปพบกับครอบครัว ใช้วันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด รัฐบาลได้ตรียมการยกเว้นระเบียบรถขนส่งน้ำมัน หากได้รับการร้องขอจากสถานีบริการน้ำมัน หากเวลาใดน้ำมันขาด จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที

นายกรัฐมนตรียังแจ้งว่า ศูนย์ ศบก. ที่ตั้งขึ้นโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดวาระในสัปดาห์หน้า และจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ ตามกฏหมายทุกอย่าง ในรอบแรกเน้นเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอกับการใช้ในประเทศ ไม่มีการขาดแคน หลังจากนี้ ศบก.จากนี้ ในรัฐบาลที่จะเข้ามานี้ ก็จะเน้นในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ดังนั้นก็จะมีภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้นกว่า ศบก.ชุดเดิม เรียกได้ว่าเป็นศบก.พลัส ที่จะต้องมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับ

“ดังนั้น หากประชาชนกลับมาใช้ปริมาณปกติ การบริหารสถานการณ์ใหม่ ก็จะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้การหาแหล่งน้ำมัน ก็เฟิร์มออเดอร์ไปแล้ว ที่จะส่งเข้ามาเป็นปกติ ไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน และเราก็ยังจะใช้วิธีการจัดซื้อ สรรหา จากภูมิภาคอื่นด้วย ซึ่งก็มีการติดต่อตลอดเวลานี้ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำทุกวิถีทาง บางครั้งที่ไม่ได้พูดออกมา เพราะบางเรื่องเป็นความลับ ที่ต้องมั่นใจก่อนว่า จะไม่ให้เกิดข่าวรั่วไหล ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ไม่ได้มีอะไรที่ปกปิด หรือปิดบังข้อมูลใดใดต่อพี่น้องประชาชนแม้แต่น้อย ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาล คำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรกเสมอ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตรียมพร้อมน้ำมันช่วงสงกรานต์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
  2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
  3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย
  4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

นายกฯอนุทิน ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มีนาคม 2569 นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ขอประชาชนมั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน ลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด พร้อมร่วมกันประหยัด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา

เมื่อถามว่าราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคบอีกแล้ว ตนก็ต้องถามว่าตรงนี้ไทยได้รับผลกระทบหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา เมื่อสักครู่มีการประชุมได้ให้ ปตท.จัดหาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ดีเซลในส่วนที่เอาไปขายประเทศลาว ขอให้เราใช้น้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายไปที่ลาวเลย เก็บน้ำมันที่กลั่นโดยปตท.ไว้ในประเทศไทย นี่เป็นการสร้างความมั่นใจเพิ่มให้ประชาชน ตอนที่เราขายไปลาวก็ไม่มีปัญหาอะไรวันละ 5 ล้านลิตร แต่เพื่อให้ความมั่นใจขึ้นมาอีก เพราะสถานการณ์อาจดูยืดเยื้อไปอีก ส่วนของโรงกลั่นที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะไปเจรจากับเขาว่าสั่งดีเซลจากต่างประเทศเข้ามา แล้วทรานชิปเม้นท์ส่งไปลาว ซึ่งเราพูดคุยตกลงราคาแล้วว่าสู้ได้ในราคาไหน เราไม่ได้เอากำไรเขามากมาย แต่ที่สำคัญน้ำมันที่กลั่นโดยโรงกลั่นในประเทศไทยก็เก็บรักษาในเมืองไทยมากที่สุด ก็เพิ่มจำนวนน้ำมันดีเซลในประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่า วันนี้ประชาชนมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าเราจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้มั่นใจได้เลย เรื่องราคาที่ตอนแรกเราพยายามอุ้ม 15 วัน แล้วที่มีคนบอกว่าไม่ควรไปอุ้มเลย ตนเห็นควรว่าควรพยุง 15 วันแรก เพราะรัฐบาลต้องไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ซึ่งประชาชนก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ดีขึ้นเลย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็มี แต่จะให้เราพยุงราคาน้ำมันไปตลอดที่มีความขัดแย้งก็ไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสร้างความมั่นใจว่าจะลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด ก็ต้องขอร้องให้ประชาชน ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ร่วมกันทำตามมาตรการ ประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ เวิร์กฟรอมโฮม ถ้าอยู่เส้นทางเดียวกันไปด้วยกัน ใช้รถสาธารณะ เพราะประเทศไทยมีความสะดวกสบายเรื่องรถสาธารณะ ไม่แพ้ประเทศใดในโลก ทั้งนี้ตนได้กำชับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ขนส่ง รถสาธารณะ รถทัวร์ต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับประชาชนให้เต็มที่

Advertisement

“เอกนิติ” เผยน้ำมันขาดหน้าปั๊ม เหตุความต้องการพุ่งเกินกำลังผลิต

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มีนาคม 2569 วิกฤตพลังงานซ้ำซ้อน! “เอกนิติ” เผยน้ำมันขาดหน้าปั๊ม เหตุความต้องการพุ่งเกินกำลังผลิต เร่งสั่งลดสัดส่วนสำรองน้ำมัน ระบายสู่หน้าปั๊ม ป้องกันน้ำมันขาด ยืนยันมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงวิกฤตพลังงาน ว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันที่หนักและคาดเดาไม่ได้ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก นโยบายรับมือวิกฤตช่วงแรกและการตรึงราคา รัฐบาลได้พยายามดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วยการใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ และจากการประเมินสถานการณ์พบว่าวิกฤตจะยาวนานและใหญ่กว่าที่คิด การตรึงราคาทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนไปเติมก่อนราคาขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 67 เป็น 80-100 ล้านลิตร/วัน เกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตร/วัน และระบบขนส่งลำเลียงไม่ทัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามและตรวจสอบข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่างๆ แบบวันต่อวัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนข้อมูล และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันดิบมีพอ ไม่ใช่แค่เชื่อข้อมูลที่ได้รับ โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน ซึ่งปัญหาการขาดแคลนและแย่งน้ำมันเกิดจากหลายปัจจัยคือ 1.พฤติกรรมการกักตุนของประชาชนเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น 2. ปัญหาช่องทางการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือและท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบกะทันหันได้ 3. ปั๊มที่มียี่ห้อรอง (Jobber) ไม่ได้รับน้ำมัน ทำให้ผู้บริโภคแห่ไปปั๊มใหญ่ 4. เรือประมงใช้น้ำมันเขียว หรือบางกลุ่มใช้น้ำมันลักลอบจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันต่างประเทศแพงกว่าน้ำมันในไทยที่รัฐอุดหนุน ทุกกลุ่มจึงเปลี่ยนมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มปกติ

รมว.คลัง กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้ 1. สั่งปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกมาสู่หน้าปั๊มให้ประชาชนทันที 2. ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าเก็บน้ำมันไว้ 3. ปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ทั้งวัน 4. กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้า เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม

“วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันคือวิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก เพราะการยันราคาจะทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนและลักลอบนำน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่อยๆ ปรับ และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่” รมว.คลัง กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้วโดยระยะสั้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น การปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และการปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยเทียบเคียงราคาตลาดโลกและราคาในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้กองทุนน้ำมันและพิจารณาภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบ และปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ส่วนระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันโครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” โดยใช้ประโยชน์จากแสงแดดในการผลิตไฟฟ้า หรือ Solar Farm, Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

Advertisement

รัฐบาลชวนร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour” ปิดไฟ 1 ชม. พร้อมกันทั่วโลก 28 มี.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มีนาคม 2569 ชวนคนรักษ์โลก ร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour” ปิดไฟ 1 ชั่วโมง พร้อมกันทั่วโลก เพื่อลดโลกร้อน วันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 69 เวลา 20.30 – 21.30 น.

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า กลับมาอีกครั้ง กับกิจกรรมลดโลกร้อน ที่นานาชาติให้ความสำคัญอย่าง “60 Earth Hour 2026” โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการร่วมมือระดับนานาชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ “ปิดไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง” เพื่อกระตุ้นให้คนได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2550 ที่ประเทศออสเตรเลีย การรณรงค์ในครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากประชาชนกว่า 2.2 ล้านคน และผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้ถึง 10.2 % ซึ่งเทียบได้กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนที่จะลดลงไปถึง 48,000 คันต่อปี

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมดังกล่าว เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้านกรุงเทพมหานครประกาศเชิญชวนประชาชน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงานไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่คอนโด ที่หอ ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ที่ไหนๆ ก็สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงได้

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรม 60 Earth Hour 2026 ด้วยการปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง พร้อมกันกับคนทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น. การปิดไฟส่องสว่างในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นการร่วมใจกันแสดงเจตนารมณ์ ลดการใช้ไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น และการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics