วันที่ 2 กรกฎาคม 2026

ชวนคนไทยดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการ “ครอบครัวอุปการะ” รัฐสนับสนุนเงิน 5,000 บาท/คน/เดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลชวนคนไทยร่วมดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการ “ครอบครัวอุปการะ” รัฐสนับสนุนเงิน 5,000 บาท/คน/เดือน ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2569) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแบบครอบครัวอุปการะ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นที่พึ่งให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ด้วยการรับดูแลคนไร้ที่พึ่งภายในครัวเรือน ผ่านโครง “ครอบครัวอุปการะ”  โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินให้ 5,000 บาท/คน/เดือน ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระจายสิทธิประโยชน์จากภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า สำหรับผู้เข้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ อายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง มีความประพฤติเหมาะสม มีที่อยู่อาศัยและความพร้อมในการดูแล รวมถึงไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และสามารถทุ่มเทเวลาเอาใจใส่ผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของสิทธิประโยชน์ รัฐบาลสนับสนุนค่าตอบแทนจำนวน 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมจัดนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้สนใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ต่างจังหวัดสามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานคุ้มครองต่าง ๆ ของรัฐ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

Advertisement

นายกฯ ผนึกทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 พฤษภาคม 2569 นายกฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันต้อนรับผู้แทนกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีฯ ถึง 2 ครั้ง สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น “โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน” ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม โดยคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ

(2) คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ

(3) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
  2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
  3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

“ช่วงเวลาต่อจากนี้คือการนับถอยหลังอีกประมาณ 5 เดือน สู่การต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว” นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำ

Advertisement

“ความยุติธรรมล่าช้า คือความอยุติธรรม” นายกฯ อนุทิน ชูนิติธรรม ย้ำรัฐคุ้มครองประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 พฤษภาคม 2569 “ความยุติธรรมล่าช้า คือความอยุติธรรม” นายกฯ อนุทิน ชูนิติธรรม ย้ำรัฐคุ้มครองประชาชน

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ อาคาร IMPACT FORUM เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานระดับชาติ ภายใต้ชื่อ “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เป็นประธานเปิดงาน พร้อมย้ำว่า ประเทศจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและสมานฉันท์ ต้องตั้งอยู่บน “ความยุติธรรม” และ “หลักนิติธรรม” รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยยืนยันว่าการช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนสากล

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค พร้อมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ซึ่งอาจเผชิญทั้งการละเมิดสิทธิ ความเสียหายต่อชื่อเสียง อิสรภาพ หรือแม้แต่ชีวิต ถือเป็นวิกฤตสำคัญที่ “รัฐต้องไม่มองข้าม” โดยรัฐบาลมีหน้าที่ในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ รวมทั้งแก้ไขและอุดช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณี “แพะ” หรือการตกเป็นจำเลยโดยมิได้กระทำผิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญตลอดมา

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2544 ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา รัฐได้ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์แล้วกว่า 145,879 ราย เป็นเงินกว่า 8,119 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2566 ได้ให้ความช่วยเหลือ ชาวต่างชาติแล้วกว่า 1,036 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่

นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานให้ยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ “รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม” ต้องเข้าช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอการร้องขอ ดูแลอย่างเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายอย่างแท้จริง พร้อมให้ข้าราชการทำงานเชิงรุก เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ควรถูกปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลือ เพราะอาจยิ่งซ้ำเติมความสูญเสีย

“ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ในฐานะผู้ดูแลทุกข์สุขประชาชนในพื้นที่ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและอำนวยความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมกำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เร่งรัดการดำเนินการตามกฎหมายให้ “รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม” เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างเสมอภาค ทั่วถึงและทันท่วงที

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงการเยียวยา แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพกระบวนการยุติธรรมและความรับผิดชอบของรัฐ ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ ทั้งนี้ ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD “หลักนิติธรรม” และความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับระบบช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมโลก

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการหมุนเข็มนาฬิกาสู่ “เที่ยงตรง” ซึ่งสื่อถึงความรวดเร็วและเที่ยงตรงของกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 จำนวน 4 ราย

Advertisement

ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ใช่ปิดประตูเจรจา

5 พฤษภาคม 2569 ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ใช่ปิดประตูเจรจา เพียงใช้กรอบสากล UNCLOS คุ้มครองผลประโยชน์ชาติแทน

วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ และยึดโยงกับกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 เป็นการ “ปรับกรอบ” ความร่วมมือ มิใช่การยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา โดยไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชา แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ MOU 44 เดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทาง เพื่อให้การดำเนินการในระยะต่อไปเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมใช้กระบวนการภายใต้ UNCLOS ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคี โดยเฉพาะการกำหนดให้กรณีอ้างสิทธิทับซ้อน ต้องใช้การเจรจาหารือเป็นแนวทางหลัก

นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งเตรียมทาบทามให้ใช้กรอบ UNCLOS ร่วมกันในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้กรอบใหม่อย่างเป็นระบบและรอบด้าน

“การเปลี่ยนผ่านจาก MOU 44 ไปสู่กรอบ UNCLOS เป็นการยกระดับเครื่องมือในการเจรจา บนพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่การยุติความร่วมมือ ไทยยังคงเดินหน้าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

รัฐบาลน้อมรับ “แลนด์บริดจ์” ต้องสื่อสารวงกว้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 พฤษภาคม 2569 โฆษกรัฐบาลน้อมรับ “นิด้าโพลแลนด์บริดจ์” ต้องสื่อสารวงกว้าง นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

วันนี้ (4 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวข้อ “การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์” ที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ ร้อยละ 54.53 เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย  ว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น

“นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา ฯ  เผย

สำหรับ นักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

“ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 เมษายน 2569 “ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค. นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ หนุน SMEs ไทยสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

วันนี้ (29 เมษายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

Advertisement

กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 เมษายน 2569 กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 44 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบในการดำเนินการแทน ทางกองทัพเรือได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า การยกเลิก MOU ดังกล่าวไม่เป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด

โดย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวว่า MOU 44 เป็นเพียง “กลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ” มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเล ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ถึงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

“ในเรื่องการใช้กฏหมายทางทะเลนั้นกองทัพเรือเป็นหน่วยงานสำคัญทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค และทุกอย่างตรวจสอบได้ เพื่อให้การเจรจาดำเนินการมีความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

รมว.ยุติธรรม มอบนโยบายกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 เมษายน 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม มอบหมาย นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10 – 01  ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การมอบนโยบายการบริหารราชการกระทรวงยุติธรรมในวันนี้ ถือเป็นกรอบการทำงาน และขอฝากทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมสิ่งใดที่แก้ไขได้ให้เร่งรีบโดยด่วนเพื่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งนโยบายหลัก 7 ประการ ประกอบด้วย

1) น้อมนำพระบรมราโชบายโครงการพระราชดำริ และหลักการทรงงานไปปฏิบัติให้ปรากฏผลอย่างเข้มข้น ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

2) ปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นคดีที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เช่น คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฉ้อโกง การฟอกเงิน การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอื่นตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

3) ปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติดตามกรอบกฎหมายเด็ดขาด สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ขยายผลการปฏิบัติกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคมในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

4) ช่วยเหลือประชาชน และเยียวยาผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคเป็นธรรม เน้นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

5) พัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมตามหลักนิติธรรมอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสากล  ประชาชนเชื่อมั่น ปรับปรุง ทบทวนกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบงานยุติธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

6) แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมและดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข ไม่ทำผิดซ้ำ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมทั้งเด็กและเยาวชนตามหลักสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานสากล พัฒนากระบวนการด้านพฤตินิสัยเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสกลับสู่สังคม และดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข มุ่งเน้นป้องกันมิให้กลับมากระทำผิดซ้ำเพื่อให้สังคมปลอดภัย

และ 7) บริหารงานยุติธรรมอย่างมืออาชีพ ทันสมัย และมีมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบริหารงานยุติธรรมของทุกหน่วยต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ใช้ทรัพยากรทางการบริหารทั้งคน งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้และระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกและจริยธรรมให้กับบุคลากรของหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดถือปฏิบัติการทำงาน ดังนี้ 1) ให้เร่งรัดการปฏิบัติงานหรือการเสนองาน โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการปฏิบัติงานหรือเสนองานตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ เช่น การดำเนินการทางวินัย การเสนอขออนุมัติหรือขออนุญาต ในส่วนกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาไว้ชัดเจนให้เร่งรัดดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนเป็นสำคัญ 2) การรายงานเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจ กรณีมีเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของหน่วยงาน ขอให้ผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับรองอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไปรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยเร็วหรือในโอกาสแรก เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์ทันท่วงทีและแก้ไขสั่งการ 3) การบริหารงบประมาณหรือเงินกองทุนของหน่วยงาน กรณีเงินงบประมาณขอให้บริหารงบประมาณให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงสถานการณ์วิกฤตของประเทศอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการ กรณีเงินกองทุนที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน เช่น กองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด กองทุนยุติธรรม รวมถึงเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางของกระทรวงยุติธรรม ขอให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ 4) การจัดทำแผนปฏิบัติราชการและกำหนดตัวชี้วัด ขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายที่ได้แจ้งทราบแล้วไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม 5) การบริหารงาน ขอให้ผู้บริหารทุกระดับ กำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่วมแก้ไขปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ   และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และ 6) ขอฝากข้อคิดประการหนึ่งของนักปรัชญาตามหลักการที่ว่า   “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” จึงขอให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานนำไปเป็นหลักยึดถือปฏิบัติเพื่อเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมต่อไป

Advertisement

ศรชล. รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 เมษายน 2569 ศรชล. คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล. ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด “ไม่ปล่อยผ่าน–ไม่เกรงใจ–ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

เผยนายกฯอนุทิน เข้าใจความรู้สึกเหยื่อสแกมเมอร์ ปปง.จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 เมษายน 2569 นายกฯ อนุทิน เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุด ปปง. เตรียมคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ คลายกังวลผู้เสียหาย

วันนี้ (16 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มท. ยังคงติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง

โดยให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีดังกล่าว เพื่อนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด สำนักงาน ปปง. กำลังจัดทำประกาศเปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ กรณีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก กรณี MR. LEAK YIM นางสาววิรินยา ยิมจ์   MR. SMITH BEN และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก คาดว่าจะเปิดรับได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งจุดรับคำร้องที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์และทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอให้ ปชช. ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ปปง. และเตรียมหลักฐานให้พร้อม เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง” นางสาวรัชดาระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics