วันที่ 11 ตุลาคม 2026

คมนาคมเอาจริง 1 ต.ค. นี้ ยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กันยายน 2569 “คมนาคมเอาจริง” 1 ต.ค. นี้ ยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ ชู “สมุดพก App” ยกระดับบริการ-สร้างความปลอดภัย – แข่งขันอย่างเป็นธรรม

วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมยกระดับรถรับจ้างผ่านระบบแอปพลิเคชัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป  โดยมีนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน 8 ราย ได้แก่ Grab, Bolt, inDrive, TADA, MAXIM, LINE MAN, Lalamove และ FINGOGO เข้าร่วมประชุม เพื่อยกระดับการให้บริการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบได้ ควบคู่กับการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมภายใต้กติกาเดียวกัน นับจากการประกาศเจตจำนงความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทั้ง 8 ราย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดความตื่นตัวของผู้ขับรถในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน โดยจำนวนการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ จากเฉลี่ย 2,915 ใบต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,839 ใบต่อเดือน ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ จากเฉลี่ย 2,271 ใบต่อเดือน เพิ่มเป็น 9,383 ใบต่อเดือน หรือกว่า 3 เท่าตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือที่ผ่านมาเกิดผลเป็นรูปธรรม

แต่การดำเนินงานจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป กระทรวงคมนาคมจะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ทั้งกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ผู้ขับรถ และรถที่นำมาให้บริการ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งโทษจะแตกต่างกันไปตามฐานความผิด และอาจมีทั้งโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะนำมาตรการ “สมุดพก App” มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับและติดตามการดำเนินงานของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันอย่างเป็นระบบ โดยจะบันทึกและติดตามกรณีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การจ่ายงานให้ผู้ขับรถที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ หรือการจ่ายงานให้รถที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แต่ละแพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบในการตรวจสอบผู้ขับรถและรถก่อนนำเข้าสู่ระบบให้บริการ มาตรการดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐสามารถติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละแอปพลิเคชันได้อย่างต่อเนื่อง และใช้ประกอบการดำเนินมาตรการทางกฎหมายและทางปกครองตามระดับของการฝ่าฝืน ตั้งแต่การตักเตือน การระงับการให้บริการ ไปจนถึงการยกเลิกการรับรองแอปพลิเคชันในกรณีที่มีการฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่องหรือไม่ดำเนินการแก้ไข พร้อมประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเสริมว่า ก่อนเข้าสู่การบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งรถและผู้ขับรถสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ทั้งการขยายเวลาให้บริการเป็นกรณีพิเศษ และการประสานผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเพื่อนัดหมายผู้ขับรถเข้าดำเนินการขอรับใบอนุญาตเป็นกลุ่มเพื่อให้ผู้ขับรถสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องก่อนเริ่มยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

“กรมการขนส่งทางบกพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 1 ตุลาคมแล้ว การให้บริการจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานเดียวกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารถทุกคันและผู้ขับรถทุกคนที่ให้บริการมีความถูกต้อง ปลอดภัย และตรวจสอบได้” อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าว

ทั้งนี้การดำเนินมาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้รับบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบได้ ควบคู่กับการสร้างความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันในการดูแลรถและผู้ขับรถในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย และส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส ภายใต้กติกาและมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งให้เกิดความสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยของประชาชน ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม และความเป็นธรรมในการแข่งขัน” เพื่อยกระดับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันให้เป็นบริการขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐานและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน

Advertisement

“บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 กันยายน 2569 รัฐบาลดันโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

วันนี้ (19 ก.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที

Advertisement

ปลดล็อกศักยภาพที่ดินทั่วไทย! “มท.3” มอบกรมโยธาฯ ขยายผล ‘จัดรูปที่ดิน’ ครบทุกจังหวัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 กันยายน 2569 มท.3 “เจเศรษฐ์ ” นั่งหัวโต๊ะคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ปี 69 เห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ ย้ำเดินหน้าขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ครอบคลุม 76 จังหวัด แก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันนี้ (18 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ครั้งที่ 71 – 1/2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดรูปที่ดินฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 2101 อาคาร 2 ชั้น 1 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 9 และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ได้มอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในวันนี้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ ผศ.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้แทนสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย นายโชคชัย บรรลุทางธรรม ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย นายวราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมและจัดรูปที่ดินไทย และนายอนวัช สุวรรณเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางผังเมืองและการจัดรูปที่ดิน ซึ่งทั้ง 4 ท่านมาร่วมขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ในฐานะคณะกรรมการฯ เป็นครั้งแรก ในวันนี้

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ทุกท่านช่วยเร่งรัดการดำเนินงานให้มีความพร้อมครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด พร้อมย้ำว่า “การจัดรูปที่ดินต้องไม่ใช่เพียงการจัดแปลงที่ดินให้เป็นระเบียบ แต่ต้องมองไปถึงการ “จัดระบบพื้นที่” เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การประกอบอาชีพ และการเติบโตของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพื้นที่ใดมีข้อจำกัดหรือมีปัญหาในส่วนที่ตนสามารถเข้าไปช่วยผลักดันได้ ก็พร้อมที่จะเร่งรัดและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม”

“ขอให้เร่งกำหนดแผนงาน จัดการประชุม และเร่งสรุปผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดโดยเร็ว พร้อมนำหลักการจัดรูปที่ดินไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะ การพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรม การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อให้การจัดรูปที่ดินไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาเมือง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งตนมีแผนที่จะลงพื้นที่ คงจะได้ร่วมกันทำงานต่อไปในวันข้างหน้า และในโอกาสนี้ขอแสดงความยินดีต้อนรับคณะกรรมการทุกท่านสำหรับการพบกันในครั้งแรกนี”

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์และมาตรฐานการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ และ 2) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและอุทธรณ์เกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ดำเนินต่อไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินฯ และรายงานการเงินกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

สำหรับคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานร่วมกับกรรมการรวม 28 คน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนแม่บท ออกระเบียบเกี่ยวกับการเงินและกองทุน ตลอดจนวินิจฉัยปัญหาและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันยังได้รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

ปัจจุบันโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการแล้ว 73 โครงการใน 54 จังหวัด โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามสถานะขั้นตอนการดำเนินงาน นอกจากนี้ ได้กำหนดทิศทางในอนาคตเพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าขยายผลให้มีโครงการครบทุกจังหวัด สนับสนุนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและภาคประชาชน พัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐาน รวมถึงอยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการเพิ่มหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่น ๆ ให้สามารถเป็นผู้ดำเนินการจัดรูปที่ดินได้มากขึ้น เพื่อการพัฒนาเมือง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพประชาชน

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กันยายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าระบบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคม 2569

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพกล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2,000,000 บาทต่อคน

โดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายเอกภพกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

Advertisement

 

รบ.แจง การปรับ กม.อาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 กันยายน 2569 โฆษกฯ เคลียร์ชัด การปรับกฎหมายอาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน ผู้ปฏิบัติหน้าที่–นักกีฬายังครอบครองและพกพาตามกฎหมาย แจงข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกฎหมายและการควบคุมอาวุธปืน ยืนยัน ยังไม่มีข้อกำหนด พร้อมย้ำแนวทางต่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนจัดทำพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบในหลักการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งเข้าสู่พิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป จะต้องผ่านกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่หากรับหลักการจะต้องมีการพิจารณา จึงยังไม่มีผลบังคับใช้

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายและระบบควบคุมอาวุธปืน มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่กับคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ที่กฎหมายอนุญาตให้ครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน โดยให้เน้นการจัดทำฐานข้อมูล และทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน

สำหรับแนวทางด้านระบบข้อมูล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำระบบทะเบียนการขออนุญาต รวมถึงข้อมูลอัตลักษณ์และประวัติอาวุธปืนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและรองรับการสืบค้นข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยรายละเอียดของระบบยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านการปรับปรุงกฎหมาย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต กำหนดให้ผู้ขอมีอาวุธปืนต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการตรวจสภาพจิต รวมถึงปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

นายเอกภพย้ำว่า ข้อมูลที่ระบุว่าจะให้ประชาชนต่อใบอนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมทุก 1–2 เดือนนั้น ไม่เป็นไปตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬายังคงดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การมีใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนไม่ได้หมายความว่าสามารถพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยการครอบครองและการพกพายังคงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนของร่างกฎหมายและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยทุกคน ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬาที่มีความจำเป็นต้องครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด” โฆษกรัฐบาล กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ยึดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ลั่นเดินหน้าปราบสิ้นซาก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กันยายน 2569 “นายกฯ อนุทิน” ควง 7 หน่วยงาน แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ขยายผลยึดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ลั่นเดินหน้าปราบสิ้นซากลุยล้างบางโกงสอบท้องถิ่น ย้ำชัด “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

วันนี้ (11 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นางสาวมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 101 ชั้น 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นายอนุทิน กล่าวว่า แถลงความคืบหน้าคดีสำคัญของประเทศ คือ “คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบลงแล้ว แต่แท้จริงแล้ว คดียังไม่จบและกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลในทุกรูปแบบ การดำเนินการที่ผ่านมาของกระทรวงมหาดไทย เป็นเพียงการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่ง และแจ้งชื่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตกว่า 5,000 รายเท่านั้น

“คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการบูรณาการความร่วมมือตาม MOU 7 หน่วยงาน ซึ่งตนได้สั่งการไว้ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมายมีความคืบหน้าไปมาก เราสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายรายและกำลังขยายผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วมูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท โดยสำนักงาน ปปง. กำลังสืบสวนและวิเคราะห์เส้นทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงผู้กระทำผิดเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางอาญาและวินัย รวมถึงมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการสอบในครั้งนี้ออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้ยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดหรืออยู่ในตำแหน่งระดับใด หากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงใคร เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรม และถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามขบวนการนี้ให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถอย่างสุจริต

“ขอให้พี่น้องประชาชนคลายความกังวลได้ว่า จะไม่มีอิทธิพลใด ๆ มาทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้กระทำผิดได้ การทำงานของเรามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยมีสำนักงาน ปปช. เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหลัก ซึ่งรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และทุกหน่วยงานพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ท้ายนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อปกป้องหลักคุณธรรมของระบบราชการไทย ทั้งนี้ เมื่อมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะกลับมาแถลงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเป็นระยะต่อไป” นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ป.ป.ง. กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยึดและอายัดทรัพย์สินจากการกระทำความผิดในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมและถูกต้อง โดยได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การทุจริตเกี่ยวกับการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการดำเนินการ สำนักงาน ปปง. ได้วางกรอบการทำงานโดยตรวจสอบไล่ตั้งแต่บุคคลที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และมีการสืบสวนขยายผลลงมา มีการตรวจสอบธุรกรรมและเส้นทางการเงิน ซึ่งในเบื้องต้นได้นำไปสู่การออกคำสั่งยึดทรัพย์สินแล้วทั้งหมด 3 คำสั่ง รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 320 ล้านบาทเศษ ที่กล่าวมานี้คือความคืบหน้าเบื้องต้น และขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการขยายผลการสืบสวนต่อไป

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบ และได้รับข้อสั่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยในเบื้องต้นได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้ามาปฏิบัติราชการที่กระทรวงมหาดไทยทันที เพื่อเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งเร่งดำเนินการ 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1) การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแล สถ. เป็นประธาน 2) การเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์และกองบังคับการปราบปราม และ 3) สั่งการให้ สถ. ชะลอการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันในรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการกลางฯ ได้มีมติให้ดำเนินการบรรจุผู้สอบแข่งขันรุ่นที่ 3 จำนวน 3,000 คนไปก่อน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ต่อไป

ในส่วนของการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทยได้นำข้อมูลคะแนนสอบที่แท้จริงจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงาน ป.ป.ท. เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อให้มีมติยกเลิกผลคะแนนที่ผิดพลาด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลคะแนนและขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบประเด็นข้อกฎหมายและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ผิดพลาดในขั้นตอนต่างๆ แล้ว และจะเร่งดำเนินการพร้อมรายงานความคืบหน้าให้ทราบในระยะต่อไป

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาบัญชีสอบข้าราชการท้องถิ่นได้ดำเนินการตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการลงโทษผู้กระทำผิด คืนความยุติธรรมให้ผู้สอบผ่านอย่างสุจริต และพิจารณาตามข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส กระบวนการนี้ใช้บัญชีผลสอบที่ถูกต้องซึ่งผ่านการตรวจสอบรับรองจากตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ช. และการสอบทานข้อมูลซ้ำอย่างละเอียดจากร้อยกว่าเจ้าหน้าที่ ก่อนนำไปขออนุมัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน จากนั้นจึงได้ประกาศผลตามคะแนนจริงและสั่งการให้ ก.จังหวัด ทั่วประเทศออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุผู้ที่ทุจริตแก้ไขคะแนนจำนวน 3,868 ราย (จากยอดผู้ถูกแก้ไขคะแนนทั้งหมด 5,925 ราย) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมทั้งเปิดให้ผู้เข้าสอบขอดูคะแนนเพื่อความโปร่งใส ซึ่งมีผู้มาขอดู 1,489 รายโดยไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้าน และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องร้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ออกคำสั่งเพิกถอนแต่อย่างใด ทั้งนี้ได้มีการจัดเตรียมนิติกรระดับจังหวัดคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลและสนับสนุนด้านกฎหมายแก่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะบูรณาการความร่วมมือเพื่อลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีก แม้ได้รายงานความคืบหน้าต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วแต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผล นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเร็ววัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดและไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ ต่อไป

นางสาวมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ความคืบหน้าการไต่สวนกรณีทุจริตการสอบแข่งขันของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 700 ปาก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบถึงกระบวนการทุจริตอย่างชัดเจน โดยพบว่ามีข้าราชการระดับผู้บริหารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมวางแผนและกำหนดขั้นตอนการโกงข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนายหน้า ทั้งนายหน้าหลักและนายหน้ารอง ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก ทำหน้าที่รวบรวมผู้สมัครสอบที่ต้องการทุจริตพร้อมทั้งเก็บรวบรวมเงินส่งมอบให้กับผู้บริหารกรมฯ จากข้อมูลของกลุ่มนายหน้าทำให้ ป.ป.ช. ทราบถึงเส้นทางการเงินว่าถูกส่งต่อไปยังบุคคลใดบ้าง โดยขณะนี้ได้ประสานให้สำนักงาน ป.ป.ง. เข้ามาตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของนายหน้า ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ในขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังเตรียมการตรวจสอบกระดาษคำตอบฉบับจริง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในการร่วมตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมสูงสุด

Advertisement

จับตาประชุม ครม.วันนี้ ตั้งโฆษกใหม่-โยกย้ายผู้บริหารพาณิชย์-อุตฯ

 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 กันยายน 2569 จับตาประชุมครม.วันนี้ ตั้งโฆษกใหม่-โยกย้ายผู้บริหารพาณิชย์-อุตฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมประชุมนัดพิเศษที่อาคารรัฐสภา โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะทำหน้าที่ประธานการประชุมแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศในฐานะผู้แทนพระองค์ เพื่อร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์

วาระเศรษฐกิจที่ต้องจับตา ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ พ.ศ. …. ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบในหลักการ เพื่อวางกรอบสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพของไทย

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้สัตยาบันพิธีสารอนุวัตข้อผูกพันเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 6 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน รวมถึงวาระความร่วมมือกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง

พร้อมกันนี้ ด้านการแต่งตั้ง คาดว่าจะมีการเสนอชื่อนายเอกภพ เพียรพิเศษ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ซึ่งยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้ พร้อมจับตาการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับตำแหน่งที่จะว่างลงหลังวันที่ 30 กันยายน 2569

อีกตำแหน่งสำคัญคือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องติดตามว่า ครม.จะต่อวาระให้นายณัฐพล รังสิตพล หลังดำรงตำแหน่งครบ 4 ปีหรือไม่ หากไม่ต่อวาระ อาจต้องพิจารณาโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งระดับเทียบเท่า  ด้านสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จะเสนอมาตรการจัดการกรณีพบการทุจริตสอบเข้ารับราชการ ขณะที่ ครม.เตรียมรับทราบผลดำเนินงานตามข้อสังเกตของวุฒิสภาเกี่ยวกับร่างกฎหมายยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนรายงานปัญหาการบริหารทางเท้าสาธารณะในกรุงเทพมหานคร

Advertisement

 

รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 69 คาดทันใช้ตุลาคม 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 กันยายน 2569 รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 69 คาดทันใช้ตุลาคม 69 เผยค่าเบี้ยประกันต่อปีน้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัย

วันนี้ (7 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กันยายน 2569 นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต” เชื่อมคนรุ่นใหม่–ธุรกิจ–เทคโนโลยี

วันที่ (6 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจือปิงติ้ง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีน โดยมีนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายสมชาย เวชากร ประธานชมรม 9 สมาคมจีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย–จีน นายกสมาคมชาวจีนเชื้อสายต่าง ๆ ในประเทศไทย และคณะผู้บริหารชมรมฯ เข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มงาน นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นได้ยืนตรงเคารพเพลงชาติไทยและเพลงชาติจีน พร้อมรับชมการเชิดสิงโต และวีดิทัศน์ภาพรวม 60 ปีของชมรม 9 สมาคมจีน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปี สะท้อนความผูกพันที่ยาวนาน โดยตลอด 6 ทศวรรษ ชมรม 9 สมาคมจีนไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทย ทั้งการสร้างธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเชื่อมโยงประชาชนไทยกับประชาชนจีน ขณะเดียวกัน พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนยังรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับประเทศจีนไว้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่สามารถต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–จีนไปสู่โอกาสใหม่

โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง รวมถึงภาคธุรกิจและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน สิ่งที่เห็นชัดคือ จีนให้ความสำคัญกับประเทศไทย และมองไทยเป็นหุ้นส่วนที่สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงสายสัมพันธ์ไทย–จีนว่า “ไทย–จีน ครอบครัวเดียวกัน” และจีนเป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย” และขอให้ประเทศไทยคิดว่าจีนเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ชิด สะท้อนทั้งความผูกพันในอดีตและความมุ่งหมายที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนคือการเติบโตไปด้วยกันในโลกเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการค้า การลงทุน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ผ่านการลงนาม MOU 15 ฉบับ และเปิดสำนักงาน BOI ที่นครเฉิงตู เพื่อเชื่อมไทยกับจีนตะวันตกในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ยานยนต์ และพลังงานสะอาด โดยมองว่าสำนักงานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสำนักงาน แต่เป็น “ประตู” เชื่อมโอกาสระหว่างไทยกับจีน และเป็นพื้นที่ให้เครือข่ายชมรม 9 สมาคมจีนเข้ามามีบทบาท

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตลอด 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างไทยกับจีน และใน 60 ปีข้างหน้า อยากเห็นสะพานแห่งนี้เชื่อมถึงคนรุ่นใหม่ ธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และโอกาสใหม่ ๆ โดยอยากให้ลูกหลานไทยรู้จักจีนไม่เพียงในฐานะแผ่นดินของบรรพบุรุษ แต่เป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ขณะเดียวกัน อยากเห็นคนจีนรุ่นใหม่มองประเทศไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุน สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และสร้างอนาคตร่วมกันได้

“รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ และต้องการพลังจากทุกท่านมาร่วมกันประสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนไทยและจีน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในโอกาสครบรอบ 60 ปี นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคนรุ่นก่อนที่ร่วมสร้างสะพานแห่งมิตรภาพไทย–จีน พร้อมฝากคนรุ่นปัจจุบันร่วมกันทำให้สะพานแห่งนี้กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่โอกาสใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เป็นความจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายชั่วอายุคน และจากนี้ควรเพิ่มความหมายว่า เราไม่ได้เป็นเพียงพี่น้องที่มีอดีตร่วมกัน แต่เป็น “หุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน” พร้อมขอให้มิตรภาพไทย–จีนและความผูกพันระหว่างประชาชนของสองประเทศเจริญงอกงาม มั่นคง และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

Advertisement

รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กันยายน 2569 “รัชดา” เผย รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

วันนี้ 3 กันยายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม

นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรก ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ

สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับการร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยในวันนี้ (3 กันยายน 2569) กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นางสาวรัชดากล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชน

“รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินไปภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ดวันที่ 4 กันยายนนี้จึงมีเป้าหมายปิดช่องโหว่ในการกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน” นางสาวรัชดากล่าว

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics