วันที่ 3 พฤษภาคม 2026

“ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 มกราคม 2569 “ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยลูกหนี้วิกฤตคืนความสุขหลังเกษียณ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนในระดับกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 และประชุมทางไกลผ่านทาง Zoom Meeting เพื่อเร่งหาทางออกให้แก่เครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค โดยพบข้อมูลที่น่ากังวลว่ามีสมาชิกกว่า 300 ราย เผชิญภาระหนี้สินรวมกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ผูกพันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและธนาคารภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ขั้นวิกฤต 93 ราย ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังเกษียณอายุราชการ

ร้อยเอก ธรรมนัส ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งประสานงานเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค ให้สามารถดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์กลางของกระทรวงศึกษาธิการสำหรับแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญให้เรียบร้อย เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำข้อมูลไปประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ศึกษาความเป็นไปได้และดำเนินมาตรการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ตามข้อเสนอของเครือข่ายฯ เพื่อรวบรวมภาระหนี้ที่กระจัดกระจายจากหลายสถาบันการเงินมาไว้ที่ ธ.ก.ส. เพียงแห่งเดียว พร้อมทั้งพิจารณาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดภาระการจ่ายค่างวดและเพิ่มเงินคงเหลือสุทธิให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความร่วมมือให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดดูแลเรื่องคดีความด้านหนี้สินของครูบำนาญ ซึ่งทางสำนักงานอัยการสูงสุดยินดีร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของครูบำนาญ เพื่อให้ครูมีกำลังใจในการคืนหนี้สินในระบบต่อไป

ปลัดเกษตรฯ กล่าวเสริมว่า ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลมาตรการผ่อนคลายในการชำระหนี้ในช่วงก่อนจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูบำนาญและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่กลุ่มข้าราชการครูบำนาญทั่วทุกภูมิภาค อีกด้วย

Advertisement

นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท กำชับ “คมนาคม” ตรวจสอบข้อเท็จจริง รอบด้าน โปร่งใส ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน-ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งพิธีดังกล่าวมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุดพร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฏหมายให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

Advertisement

รัฐบาล แนะ ปชช. หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ เผยพบผู้ป่วย “โรคฝีดาษวานร” เกือบ 1 พันคน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 รัฐบาล แนะ ปชช. ป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ เผยพบผู้ป่วย “โรคฝีดาษวานร” สะสม เกือบ 1 พันคน เพศชายมากที่สุด กทม.มีผู้ป่วยสูงสุด ส่วนใหญ่มีประวัติเสี่ยงมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้ (19 มกราคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นเพศชายประมาณ 97% โดยพบมากในบางจังหวัด     ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รัฐบาล ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ขอแนะนำประชาชนดูแลและป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ผื่น หรือตุ่มหนอง ควรรีบพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายจังหวัดมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 458 คน เป็นเพศชาย 454 คน เพศหญิง 4 คน รองลงมา คือ จังหวัดชลบุรี จำนวน 85 คน เพศชาย 84 คน เพศหญิง 1 คน  จังหวัดนนทบุรี จำนวน 50 คน เป็นเพศชาย 49 คน เพศหญิง 1 คน จังหวัดภูเก็ต จำนวน 35 คน เป็นเพศชาย 28 คน เพศหญิง 7 คน และจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 32 คน เพศชาย 30 คน เพศหญิง 2 คน

“รัฐบาล มอบหมายกรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้รับสนับสนุนวัคซีนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด และจัดสรรวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต รวม 2,175 ขวด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำด้านสุขภาพจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์อันดับ 1

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์ พุ่งสูงกว่า 1.8 แสนรายการ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์

นายเวทางค์ กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 220,486 รายการ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 116,397 รายการ

สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลากว่า 3 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 10,139 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 2,943 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,040 รายการ อาวุธปืน จำนวน 1,990 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่น สถาบัน hate speech อนาจาร ) จำนวน 4,779 รายการ

“กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยจากการใช้แพลตฟอร์ม “WebD” เข้ามาช่วยเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบ “URLs Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 183,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว

Advertisement

“ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มกราคม 2569 “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

“ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี วัฒนธรรมจังหวัดเเละผู้เเทนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่อย่างอบอุ่น

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียงอายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

Advertisement

อธิบดีกรมการจัดหางาน ลั่น สั่งตรวจเข้มชายแดน! สกัดแรงงานลักลอบเข้าเมือง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มกราคม 2569 อธิบดี กกจ. สั่งตรวจเข้มชายแดน! สกัดแรงงานลักลอบเข้าเมือง ย้ำนายจ้าง – ลูกจ้างปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากลักลอบเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย นั้น

“ผมไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดในพื้นที่ติดต่อกับชายแดน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่งคง เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ป้องกัน และสกัดกั้นแรงงานจากประเทศเพื่อนเข้ามาทำงานในประเทศไทย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานด้าวและสถานประกอบการในพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย หากพบทำงานผิดกฎหมายจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด”

นายสมชาย กล่าวย้ำว่า คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

“กรมการจัดหางานขอความร่วมมือจากสถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาสิทธิแรงงานไทย และสร้างระบบการจ้างงานที่มีมาตรฐาน หากประชาชนพบเห็นการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

Advertisement

ธ.ก.ส. เติมเยาวชนสู่ภาคการเกษตร ผ่านโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร พร้อมหนุนรูปแบบการทำเกษตรการค้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มกราคม 2569 ธ.ก.ส. หนุนสร้างเยาวชนเข้าสู่ภาคการเกษตรทดแทนผู้สูงอายุ มุ่งยกระดับจากเกษตรเพื่อการบริโภคเป็น “เกษตรการค้า” สร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ให้นักเรียนอย่างครบวงจร พร้อมนำเยี่ยมชม รร.บ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ จ.สุโขทัย ตัวอย่างนำ

ธ.ก.ส. หนุนสร้างเยาวชนเข้าสู่ภาคการเกษตรทดแทนผู้สูงอายุ มุ่งยกระดับจากเกษตรเพื่อการบริโภคเป็น “เกษตรการค้า” สร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ให้นักเรียนอย่างครบวงจร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การบริหารจัดการเงิน วางแผนธุรกิจ การตลาด และการจัดพื้นที่สาธิตการเกษตร พร้อมนำผลผลิตไปจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้เยาวชนเห็นความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร พร้อมนำเยี่ยมชมโรงเรียนบ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ จังหวัดสุโขทัย ตัวอย่างนำร่อง “โรงเรียนเกษตรธนากร”

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว และนายธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ณ โรงเรียนบ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดย ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร เพื่อเติมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนก้าวเข้าสู่ภาคการเกษตรด้วยความมั่นใจ ทดแทนเกษตรกรสูงวัย โดยส่งเสริมองค์ความรู้และกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ ทั้งในด้านการบริหารการเงิน การออม การลงทุน การจัดจำหน่าย การตลาด และสร้างความเข้าใจในการทำ “เกษตรการค้า” สร้างเยาวชนให้สามารถเติบโตไปสู่การเป็นเกษตรกรหัวขบวน หรือผู้ประกอบการในภาคการเกษตรต่อไปในอนาคต โดยโรงเรียนบ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ มีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 140 คน และได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ด้วยเงินทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ที่นำไปพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในการทำการเกษตรภายในโรงเรียนให้มีสภาพที่เหมาะสม ทั้งการก่อสร้างและปรับปรุงโรงเรือน แปลงปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ กะเพรา กวางตุ้ง และผักบุ้ง แปลงเพาะเห็ด และแปลงผักยกแคร่ เงินลงทุนหมุนเวียนในการซื้อปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ รวมถึงยังได้พัฒนาพื้นที่ภายในโรงเรียนให้สามารถเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงกบ และการทำปุ๋ยหมักจากเศษพืชผักและใบไม้ ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่ได้โรงเรียนจะนำไปใช้ในการประกอบอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนและอีกส่วนหนึ่งจะนำไปจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนใกล้โรงเรียน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนนำกลับมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากิจการด้านการเกษตรของโรงเรียน รวมถึงนำมาเก็บออมตามแนวทางโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. ทำให้นักเรียนมีทักษะด้านการทำการเกษตร การบริหารเงิน ออมเงินอย่างสม่ำเสมอ สร้างนิสัยการใช้เงินแบบมีเป้าหมาย ลดโอกาสในการเกิดภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ธ.ก.ส. จะให้การสนับสนุนโรงเรียนทั้ง 4 มิติ ได้แก่ 1. ด้านเงินทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนหมุนเวียน 2. การส่งเสริมองค์ความรู้ ด้านการเกษตรในรูปแบบ  ต่าง ๆ โดยพนักงานของ ธ.ก.ส. และสื่อสังคมออนไลน์ทาง “Facebook : โรงเรียนเกษตรธนากร” 3. การพัฒนาระบบการออม ตามแนวทางโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. และ 4. ช่องทางการตลาด และการจัดจำหน่าย อาทิ การนำผลิตภัณฑ์สินค้าของโครงการไปจำหน่ายที่ BAAC Outlet ในที่ทำการสาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตลาด BAAC Farmer Market ที่ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ โดยในปีบัญชี 2568 ธ.ก.ส. ได้นำร่องโครงการ จำนวน 27 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนเกษตรธนากร จำนวน 18 โรงเรียน และโรงเรียนสาธิตเกษตรธนากร จำนวน 9 โรงเรียน ครอบคลุมเยาวชนที่จะได้รับความรู้และประสบการณ์ตรงกว่า 7,795 คน โดย ธ.ก.ส. จะสรุปผลการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่เยาวชน พร้อมเตรียมขยายผลโครงการไปทุกจังหวัดต่อไป นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสมทบทุนกับกองทุนโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร เพื่อมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เกิดเยาวชนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญของประเทศ รวมถึงสะท้อนความมั่นคงทางด้านอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาในทุก ๆ มิติ

Advertisement

รมว.ดีอี ย้ำมาตรการ “4 ไม่” เน้นปลอดภัย “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” รับมือภัยออนไลน์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มกราคม 2569 ดีอี ย้ำมาตรการ “4 ไม่” เน้นปลอดภัย “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” รับมือภัยออนไลน์

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคาร สำนักงาน ปปง. สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการทำงานภายใต้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก. มาตรา 13 เพื่อการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยขอให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” คือ “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”เพิ่มความปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อ” ซึ่งเป็นหลักการป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ที่ทุกคนสามารถจดจำและนำไปใช้ได้ง่าย

ตัวเลขพุ่งสูง! คนไทยสูญเงินหลายหมื่นล้านจากอาชญากรรมออนไลน์

จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) พบว่านับตั้งแต่เปิดศูนย์ AOC1441 (Anti Online Scam Operation Center) เมื่อวันที่1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 9 มกราคม 2569 เป็นเวลากว่า 2 ปี มีผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์โทรแจ้งเหตุเข้ามา 2,727,833 ราย สามารถระงับธุรกรรมได้ 1,137,852 เคส สร้างความเสียหายรวมกันสูงกว่า 50,197 ล้านบาท โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การหลอกซื้อขายสินค้า/บริการ หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และหลอกลวงให้กู้เงิน

“4 ไม่” – อาวุธป้องกันภัยที่ทุกคนต้องรู้

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หลักการ “4 ไม่” ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนจดจำและปฏิบัติตามได้ง่าย โดยครอบคลุมทุกมิติของการป้องกันภัยจากสแกมเมอร์

  1. ไม่กดลิงค์ – ระวังกับดักแฝงอันตราย

ลิงก์ปลอมที่ส่งมาทาง SMS อีเมล หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ในการขโมยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงดีอี ได้ออกมาตรการให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่ง SMS และอีเมล แนบลิงก์แล้ว ดังนั้น ขอเตือนประชาชน อย่ากดลิงก์ที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ หรือลิงก์ที่มาพร้อมข้อความสร้างความตื่นตระหนก เช่น “บัญชีของคุณถูกระงับ กรุณายืนยันตัวตนภายใน 24 ชั่วโมง” หรือ “คุณถูกรางวัล คลิกรับของรางวัลทันที”

เคล็ดลับ: หากต้องการเข้าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ ธนาคาร หน่วยงานต่าง ๆ ควรพิมพ์ URL โดยตรงหรือใช้แอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการเท่านั้น

  1. ไม่เชื่อ – ต้องตรวจสอบทุกข้อมูล

ในยุคของเทคโนโลยี AI และ Deepfake ภาพและเสียงปลอมสามารถสร้างได้สมจริงมาก อาจมีการหลอกลวง ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้แต่คนรู้จักโทรมาขอความช่วยเหลือ

“อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นและได้ยิน ให้โทรกลับไปยืนยันที่หมายเลขอย่างเป็นทางการเสมอ และระวังข่าวสารที่สร้างความตื่นตระหนกหรือดีเกินจริง” โดยสละเวลาเพื่อค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนเชื่อ

  1. ไม่รีบ – หยุดคิด ก่อนตัดสินใจ

กลยุทธ์สำคัญของมิจฉาชีพคือการสร้างความกระวนกระวาย กดดันให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ทันใช้สติ คิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ชัดเจน เช่น “โปรโมชั่นสิ้นสุดในอีก 10 นาที” หรือ “หากไม่โอนเงินภายในวันนี้ จะถูกดำเนินคดี”

คำแนะนำ: หยุด ตั้งสติ และใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบ ปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ไว้วางใจก่อนทำตามคำสั่ง ไม่มีเรื่องด่วน หรือเรื่องจริงใดๆ ที่ไม่สามารถรอได้สักครู่ดังนั้นต้องมีสติทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

  1. ไม่โอน – ระวังสูญเงินและข้อมูลส่วนบุคคล

หากพบข้อความ SMS หรือบุคคลโทรมาขอให้โอนเงินอย่างเร่งด่วน ขอให้ตั้งสติตรวจสอบความชัดเจนของกิจกรรมนั้น การยืนยันด้วยรหัส OTP คือกุญแจสำคัญที่ใช้สำหรับการธุรกรรมโดยหากเป็นธนาคารและหน่วยงานที่ถูกต้องจะมีการยืนยันผ่านรหัส OTP ซึ่งจะต้องไม่เปิดเผยรหัสยืนยันนั้นแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกันรหัสข้อมูลส่วนตัวต่างๆ

หลอกโอนเงินหารายได้พิเศษ เหยื่อสูญเงินกว่า1.3 ล้านบาท

AOC 1441 ได้รายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง เพื่อเป็นแนวทางในการระมัดระวังภัยการหลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล และการหลอกลงทุนออนไลน์

ผู้เสียหายถูกหลอกโอนเงินเพื่อหางาน หารายได้พิเศษ เป็นจำนวนเงิน 1,360,519 บาทโดยพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ก่อนถูกเชิญเข้ากลุ่ม LINE จากนั้นได้รับแจ้งว่าจะต้องโอนเงินเพื่อสร้างเครดิตหมุนเวียน โดยจะได้รับเงินคืนพร้อมค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป แต่เมื่อต้องการถอนเงินกลับไม่สามารถทำได้ มิจฉาชีพอ้างว่าทำรายการผิดจะต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อปลดล็อกระบบ แต่โอนเงินไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้

ด้านผู้เสียหายอีกรายสูญเงินไป 800,000 บาท จากการหลอกลวงผ่านโฆษณาบริษัทจัดหาแรงงานไปทำงานต่างประเทศผ่านช่องทาง Facebook มีความสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อทักไปสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งให้ส่งเอกสารข้อมูลส่วนบุคคล และให้โอนเงินค่าดำเนินการต่าง ๆ แต่เมื่อโอนเงินไปจนครบทุกรายการแล้ว กลับได้รับแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ได้ใส่บันทึกช่วยจำ จะต้องโอนซ้ำอีกครั้งผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติ จึงนำชื่อบริษัทจัดหางานไปตรวจสอบ และพบว่าเป็นเพจปลอม

ดีอี เร่งรัดมาตรการคุมเข้มปราบสแกมเมอร์

นอกจากกรณีของมาตรการการป้องกันการหลอกลวงผ่านหลัก “4 ไม่” แล้ว กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีมาตรการอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการ ได้แก่

  • ระบบตรวจจับและปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายที่มีการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปิดกั้น โดยใช้เทคโนโลยี AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์
  • การบูรณาการด้านข้อมูลร่วมกันของหน่วยงาน ธปท. กสทช. ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ธนาคาร ในการปิดกั้นช่องทางที่สแกมเมอร์ใช้ในการหลอกลวง ตลอด24 ชั่วโมง
  • สายด่วน AOC1441 พร้อมให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม “หลัก 4 ไม่” เป็นพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนควรนำไปปฏิบัติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีสติ ระมัดระวัง และอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ประชาชน ต้องสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์เพื่อลดความเสี่ยงจากสแกมเมอร์

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441

Advertisement

ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค.69 เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มกราคม 2569 กรมทางหลวง ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค. 69 เวลา 00.01 น. เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี ทางเข้าวิ่งฉลุย – ทางออกเลือกจ่ายได้ 2 แบบ “จ่ายผ่าน M-Flow วิ่งฉิวไร้ไม้กั้น” หรือ “จ่ายกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน”

กรมทางหลวงพร้อมเดินหน้าสู่การยกระดับการให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ด้วยระบบอำนวยความสะดวกการจราจรครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายให้แก่ประชาชน โดยจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่าหลังจากที่กรมทางหลวงได้เปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ตลอดเส้นทาง โดยรถทุกประเภทที่อนุญาตให้ใช้มอเตอร์เวย์ สามารถวิ่งผ่านเข้า-ออก ครบทั้ง 8 ด่าน ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ปัจจุบันงานติดตั้งและทดสอบระบบต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบบริหารและควบคุมการจราจรอัจฉริยะ (ITS) บนสายทาง พร้อมศูนย์ควบคุมและสั่งการ ระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ระบบโครงข่ายสื่อสารข้อมูล ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท BGSR81 จำกัด ในฐานะเอกชนผู้ให้บริการมอเตอร์เวย์ 81 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีความพร้อมที่จะยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างครบวงจร กรมทางหลวงจึงได้กำหนดที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับมอเตอร์เวย์ M81 ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

โดยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางของมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี จะคิดค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำแนกตามประเภทของรถที่เข้ามาใช้บริการและตามระยะทางที่ใช้จริง ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วย ด่านฯ บางใหญ่, นครชัยศรี, ศีรษะทอง, นครปฐมฝั่งตะวันออก, นครปฐมฝั่งตะวันตก, ท่ามะกา, ท่าม่วง และกาญจนบุรี เช่น รถยนต์ 4 ล้อ กรณีเดินทางจากบางใหญ่ไปยังนครชัยศรี จะต้องชำระค่าผ่านทาง 45 บาท แต่หากวิ่งตลอดเส้นทางจากบางใหญ่ไปถึงกาญจนบุรี จะคิดค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดที่ 150 บาท

สำหรับการชำระค่าผ่านทาง โครงการมอเตอร์เวย์ M81 ได้ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อความสะดวกสบายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัล โดยบริเวณทางเข้า (Entry) ของแต่ละด่าน รถทุกคันที่วิ่งเข้ามาใช้มอเตอร์เวย์ M81 จะผ่านระบบตรวจจับยานพาหนะและกล้องอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติประสิทธิภาพสูง (ALPR : Automated License Plate Recognition) โดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถเพื่อรับบัตร ระบบจะอ่านป้ายทะเบียนและบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อนำไปตรวจสอบกับข้อมูลที่บริเวณทางออก (Exit) และคำนวณอัตราค่าผ่านทางที่จะเรียกเก็บตามที่ใช้จริง โดยบริเวณทางออกของแต่ละด่าน ผู้ใช้บริการมอเตอร์เวย์ M81 สามารถเลือกช่องทางการชำระค่าผ่านทางได้ 2 รูปแบบตามความสะดวก คือ

  1. ช่องทาง M-Flow (วิ่งผ่านได้เลย สะดวกไร้ไม้กั้น)
  • โดยชำระค่าผ่านทางแบบหักเงินอัตโนมัติจากช่องทางที่สมัครผูกไว้ เช่น บัตรเดรดิต/เดบิต บัญชีธนาคาร รวมถึง บัญชีเติมเงิน Easy Pass หรือ M-Pass ที่สมัครใช้ระบบ M-Flow หรือ อัพเกรดเป็น Easy Pass Plus (Easy Pass+) / M-Pass Plus (M-Pass+) แล้ว หรือ
  • โดยชำระค่าผ่านทางภายหลังด้วยตนเองภายใน 7 วัน ผ่านช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย เช่น ตรวจสอบยอดค้างชำระโดยใช้ “เลขทะเบียนรถ” ค้นหาผ่านแอปพลิเคชัน MFlowThai, Line OA @mflowthai หรือเว็บไซต์ www.mflowthai.com แล้วสแกนจ่ายผ่าน QR Code ได้โดยสะดวก หรือแวะไปที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา เพื่อตรวจสอบยอดค้างชำระและจ่ายค่าผ่านทางที่แคชเชียร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
  1. ช่องทางเงินสด (ชะลอรถเข้าด่าน) โดยหยุดรถและชำระค่าผ่านทางกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน

นายสุวิชาณ สุระบาล ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ได้กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ที่จะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าผ่านทางในวันที่ 16 มกราคม 2569 นี้ กรมทางหลวงขอแนะนำให้ลงทะเบียนสมัครสมาชิก M-Flow ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกสบายในการชำระค่าผ่านทางและขอหลักฐานหรือใบเสร็จค่าผ่านทาง พร้อมยังสามารถสืบค้นข้อมูลประวัติการใช้งาน และได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยการสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น MFlowThai หรือเว็บไซต์ mflowthai.com ที่กรมทางหลวงได้ปรับปรุงให้กรอกข้อมูลง่ายและสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ใช้เส้นทางได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการสมัครสมาชิก M-Flow โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี กรมทางหลวงจะเปิดจุดให้บริการสมัครสมาชิก M-Flow พร้อมติดตั้ง RFID Tag และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก ณ บริเวณด้านหลังด่านชั่งน้ำหนักขาเข้าของทั้ง 8 ด่าน ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้เตรียมบัตรประชาชนและสำเนาเล่มทะเบียนรถที่ท่านเป็นผู้ครอบครองไปด้วย ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก M-Flow แต่ยังไม่ได้ติดตั้ง RFID Tag กับรถที่ลงทะเบียนไว้ กรมทางหลวงขอเชิญชวนให้นำรถของท่านมาติดตั้ง RFID Tag ได้ที่จุดให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลป้ายทะเบียนรถและความแม่นยำสูงสุดในการใช้งานระบบ M-Flow

สำหรับการใช้งานเส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไปนี้ กรมทางหลวงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามาใช้เส้นทางให้ขับขี่อย่างปลอดภัย โดยใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกินอัตราที่กำหนด คือ รถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 120 กม./ชม., รถโดยสาร/รถบรรทุก ไม่เกิน 100 กม./ชม., และรถบรรทุกหนัก/รถลากจูง ไม่เกิน 80 กม./ชม.

Advertisement

ออมสิน เนรมิตวันเด็ก 2569 “จักรวาฬแห่งการออม”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มกราคม 2569 ออมสิน เนรมิตวันเด็ก 2569 “จักรวาฬแห่งการออม” ปลุกหัวใจออมเงิน–รักสิ่งแวดล้อม เด็กและผู้ปกครองร่วมงานคึกคักกว่า 3,000 คน

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “จักรวาฬแห่งการออม” เปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนร่วมผจญภัยในโลกใต้น้ำ ผ่านฐานกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานจินตนาการ ความรู้ และความสนุก เพื่อปลูกฝังวินัยการออมเงินควบคู่กับจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีผู้บริหารธนาคารออมสิน เด็กและผู้ปกครองเข้าร่วมงานอย่างคึกคักกว่า 3,000 คน ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569

ภายในงาน ธนาคารออมสินมอบทุนการศึกษาแก่เด็กดีที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จากโรงเรียนวัดไผ่ตัน พร้อมมอบสลากออมสินเป็นของขวัญปีใหม่ มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท แก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญจากมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จาก 5 สมาคมกีฬา ได้แก่ กีฬายิมนาสติก กีฬายูยิตสู กีฬาเนตบอล กีฬาวินด์เซิร์ฟ และกีฬายิงธนู นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบกระปุกออมสินวาฬน้อย “Save Money, Save Sea Life” ให้แก่เด็กและเยาวชนที่ลงทะเบียนฝากเงิน โดยกระปุกออมสินผลิตจากขยะพลาสติกชายฝั่งทะเล ออกแบบในรูปทรงปลาวาฬ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการออมเงินควบคู่การปลูกฝังจิตสำนึกด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตกระปุกออมสินในครั้งนี้มีส่วนช่วยลดขยะพลาสติกได้ถึง 18 ตัน สนับสนุนการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล ตามบทบาทธนาคารเพื่อสังคมที่มุ่งสร้าง Social Impact อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด บริษัท เงินดีดี จำกัด และกองทุนการออมแห่งชาติ ร่วมออกฐานกิจกรรมสร้างสรรค์และความสนุกตลอดงาน

Advertisement

Verified by ExactMetrics