วันที่ 5 กรกฎาคม 2026

ไทยผนึกกำลังนานาชาติ สกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มีนาคม 2569 ไทยผนึกกำลังนานาชาติ สกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ปิดบัญชีมิจฉาชีพกว่า 150,000 บัญชี จับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center: ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเทคโนโลยีระดับโลก เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา (DOJ Scam Center Strike Force) และ Meta รวมถึงพันธมิตรด้านการบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก ดำเนินปฏิบัติการ “สัปดาห์ปฏิบัติการสกัดกั้นร่วม” (Joint Disruption Week) ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติที่ดำเนินการในวงกว้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอื่นๆ

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยีอย่าง LINE ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นขบวนการ และขยายผลสู่การดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้สามารถปิดใช้งานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 150,000 บัญชี บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้ยังช่วยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย และจากการสืบสวนขยายผลพบว่า หนึ่งในเครือข่ายผู้ต้องหามีการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในศูนย์หลอกลวง (Scam Center) ตามแนวชายแดนมากกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของความร่วมมือในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่สามารถลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้กว่า 59,000 รายการ และนำไปสู่การออกหมายจับ 6 หมาย

“รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลให้กับประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐเดินหน้าปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายกว่า 437,000 รายการใน 5 เดือน “พนันออนไลน์” สูงสุดกว่า 362,000 รายการ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 รัฐเดินหน้าปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายกว่า 437,000 รายการใน 5 เดือน “พนันออนไลน์” สูงสุดกว่า 362,000 รายการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยดำเนินการ ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของรัฐบาล

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอีได้ปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายแล้วรวม 437,473 รายการ โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว สามารถปิดกั้นได้มากถึง 132,842 รายการ

สำหรับประเภทเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นมากที่สุด คือ เว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 362,482 รายการ รองลงมา ได้แก่

บุหรี่ไฟฟ้า 41,850 รายการ

โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 13,734 รายการ

ซื้อ–ขายกัญชา 4,841 รายการ

อาวุธปืน 3,797 รายการ

ค้าประเวณี 2,148 รายการ

อื่น ๆ เช่น ข้อมูลบิดเบือน หลอกลวง หมิ่นสถาบัน Hate Speech และสื่อลามกอนาจาร 8,621 รายการ

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงดีอีได้ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดบนเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์ และคัดกรองข้อมูล ก่อนส่งเข้าสู่ระบบ WebD เพื่อเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบ “Suspend” สำหรับส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” เพื่อตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เป็นต้นตอของปัญหาสังคมและการหลอกลวงประชาชน พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ธอส. เพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 ธอส. เพิ่มทางเลือกการลงทุน กับ สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์ ดอกเบี้ยสูง 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ 5 ล้านบาท ทุกงวด เริ่มวันที่ 17 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนการออม สร้างความมั่นคงในชีวิต เพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า กับ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์” อัตราดอกเบี้ยหน้าสลาก 1.20% ต่อปี โดยรับเป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่ตลอด 12 งวด ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากได้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. มุ่งมั่นส่งเสริมให้คนไทยมีวินัยการออมสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วยการมีทางเลือกด้านการลงทุนมากขึ้น จัดทำ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์” หน่วยละ 5 ล้านบาท อายุสลาก 1 ปี ให้ผลตอบแทนหน้าสลากสูงถึง 1.20% ต่อปี (เมื่อฝากครบ 1 ปี) รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทุกเดือน และมีโอกาสลุ้นรับรางวัลใหญ่ตลอด 12 งวด ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มูลค่า 5 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล (เสี่ยงหมวด) รางวัลที่ 2 มูลค่า 50,000 บาท จำนวน 1 รางวัลต่อหมวด พร้อมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 5,000 บาท (หมุน 1 ครั้ง) และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 500 บาท (หมุน 1 ครั้ง) พิเศษ! ลูกค้าสามารถเลือกหมวดสลากที่ชอบได้ เพื่อเพิ่มโอกาสลุ้นรับรางวัลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์ ได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ โดยจะเริ่มออกรางวัลครั้งแรก ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

Advertisement

เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 สธ. เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2569 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อลดความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโรค

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 9 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วย 137,276 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 211.48 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ อายุ 5–9 ปี อายุ 0–4 ปี อายุ 10–14 ปี

ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ และลำพูน โดยพบการระบาดมากในพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษา

สำหรับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น

รองโฆษกฯ ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 1,194,342 ราย และเสียชีวิต 129 ราย โดยสถานการณ์ในปี 2569 มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากการกลับมาของกิจกรรมทางสังคมและการเดินทางระหว่างพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน ป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรหยุดพักและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น

“หากมีอาการไข้สูง ไอ หอบ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุฤดูร้อนและพายุหมุนเขตร้อน ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลขอแจ้งเตือนให้ประชาชนดูแลอาคารบ้านเรือน ให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคาให้ยึดแน่นกับโครงหลังคา ตรวจสอบสิ่งที่อาจหักโค่นและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ หากเกิดพายุคะนองให้หลีกห่างสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการล้มหรือหักโค่นลงมาได้ ตลอดจนช่วยกันสอดส่องดูแลป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดการก่อสร้างอาคารชั่วคราวในพื้นที่โล่งแจ้ง ที่เข้าข่ายไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำชับให้ผู้ดำเนินการจะต้องมีการตรวจสอบดูแลและเข้มงวดในการก่อสร้างหรือติดตั้งสิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงและระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมกระโชกด้วย

สำหรับกรณีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงให้ตรวจสอบ และพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าการควบคุมอาคารโดยเคร่งครัด และต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรเป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรง ในกรณีป้ายที่มีความสูงจากระดับฐานรากตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป นอกจากมีวิศวกร เป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงสร้างป้ายโดยวุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาด้วย ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงการอาคาร พ.ศ. 2550 ป้ายที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 65 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ฝ่าฝืนด้วย

รัฐบาลเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง และตรวจสอบอาคาร สิ่งก่อสร้าง ป้ายโฆษณา และไม้ยืนต้น ที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง รวมถึงสั่งการให้ส่วนราชการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสร้างการรับรู้เพื่อความปลอดภัย ให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

Advertisement

ครม.รับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มีนาคม 2569 ครม.รับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ

รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ กห. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น

(1) รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคลังยุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ (ยุทธภัณฑ์ฯ)

(2) กระทรวงกลาโหม (กห.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ควรพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยความมั่นคงและระบบการข่าวเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ในพื้นที่ชายแดน

(3) กห. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรมีการขยายผลการกระทำความผิดเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ฯ ไปยังผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนด้วย

(4) หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยที่มียุทธภัณฑ์ฯ อยู่ในครอบครองควรจัดให้มีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในบริเวณทางเข้า-ออกคลังยุทธภัณฑ์ฯ เพื่อให้สามารถตรวจสอบ เฝ้าระวังยุทธภัณฑ์ฯ ได้ตลอดเวลา

Advertisement

 

“กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026)

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลยินดี “กรุงเทพฯ” ยืนหนึ่งในเอเชีย ครองแชมป์เมืองที่ดีที่สุดของเอเชีย ประจำปี 2026 ตอกย้ำศักยภาพของไทยจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

วันนี้ (11 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีที่ “กรุงเทพมหานคร” สามารถคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026) ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards 2026 จากผลการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian นิตยสารท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในหมวดหมู่เมืองที่ดีที่สุดนี้ มีเมืองอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก อาทิ อันดับ 2 โตเกียว (ญี่ปุ่น) อันดับ 3 สิงคโปร์

สำหรับเหตุผลหลักที่กรุงเทพฯ สามารถคว้าอันดับ 1 มาได้ ด้วย 4 ความโดดเด่นที่ DestinAsian นิยามให้ คือ

  1. ความมีเสน่ห์แบบขั้วตรงข้ามที่ลงตัว กรุงเทพฯ ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างด้วยการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่น วัดวาอารามที่สวยงามและตลาดน้ำกับความทันสมัยระดับโลก อย่างห้างสรรพสินค้าสุดหรูและตึกระฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง
  2. สวรรค์แห่งอาหารระดับโลก โดยผู้อ่านเทคะแนนโหวตให้กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ครบเครื่องที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Street Food ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคือสวรรค์ของอาหารริมทางที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก Fine Dining ที่มีการเติบโตของร้านอาหารระดับสูงและเชฟรุ่นใหม่ที่นำเสนออาหารแนว Progressive หรืออาหารที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบหรือเมนูคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล
  3. ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพราะกรุงเทพฯ มี “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่มการพักผ่อน มีโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury และโรงแรมบูติกที่ได้รับรางวัลมากมายไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ติดอันดับโลก
  4. การต้อนรับและจิตวิญญาณของเมือง ด้วยบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งรอยยิ้ม” ที่มีความสนุกสนานและเป็นอิสระ รวมถึงการบริการที่ประทับใจในทุกระดับตั้งแต่คนขับรถตุ๊กตุ๊กไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจากทั่วเอเชียแปซิฟิกโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี

“ผลการจัดอันดับครั้งนี้ ตอกย้ำถึงศักยภาพของไทย ในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” เมืองหลวงของประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดในทวีปเอเชีย ที่มีความโดดเด่นด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวระหว่าง วัดโบราณ ตลาดที่คึกคัก รวมไปถึงทิวทัศน์อันเงียบสงบ สามารถมอบประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยวเสมือนการชมภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีสถานที่มหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์อย่าง พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งล้วนได้รับการเติมเต็มอย่างสวยงามด้วยวิถีชีวิตความเป็นเมืองบนท้องถนน พร้อมด้วยตลาดน้ำ และถนนข้าวสารที่มีชีวิตชีวา” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

ครม.สั่งข้าราชการ Work from Home รับมือวิกฤตพลังงาน ระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มีนาคม 2569 ทำเนียบฯ – ครม.ไฟเขียวมาตรการสั่งข้าราชการ Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบ รับมือวิกฤตพลังงาน ระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม ยอมรับไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วงสงคราม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด

เพื่อให้ประชาชนทุกคน ข้าราชการ ภาคเอกชน ร่วมกันประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ประกอบด้วย 1. มาตรการ Work from Home และงานบริการ ให้หน่วยงานราชการทุกแห่ง ให้เริ่มปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก (Work from Home) เต็มรูปแบบทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของภาคประชาชน

2.มาตรการประหยัดพลังงานให้ทุกหน่วยงานร่วมกันณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ “ถอดสูท” ในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน นำร่องเริ่มถือปฏิบัติแล้วในการประชุม ครม.ในวันนี้ กำหนดให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26 องศาฯ เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม

3.สั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ แต่มีข้อยกเว้น หากเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน ณ วันที่ 5 มีนาคม 69 ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวม 8,054 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า

ปริมาณสำรองน้ำมันสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

  • การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ
  • การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
  • การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
  • การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
  • การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น

  • การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
  • การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
  • การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
  • การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

พลังงานไทยยังเพียงพอ! รัฐบาลพร้อมดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 พลังงานไทยยังเพียงพอ! รัฐบาลพร้อมดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชน ขณะที่ รง. เตรียมมาตรการสวัสดิการและการจัดหางาน รองรับแรงงานที่เดินทางกลับไทย

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 17.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมด้วยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญดังนี้

รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มเติม หากเกิดกรณีที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการได้ โดยได้มีการพิจารณาแหล่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรอง โดยจะกำหนดแผนดำเนินการและช่วงเวลาการปรับเพิ่มสัดส่วนอย่างเป็นขั้นตอน

สำหรับมาตรการดูแลราคาพลังงาน ตามที่ได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน จะยังคงตรึงราคาต่อไปจนครบกำหนด  กรณีของน้ำมันเบนซิน แม้จะไม่มีการประกาศตรึงราคาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคา ทำให้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาน้ำมันเบนซิน โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งนายพิพัฒน์ ย้ำว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ประชาชนเกิดการเข้าเติมน้ำมันจำนวนมากตามสถานีบริการนั้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และรัฐบาลได้เตรียมแผนจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งการระงับการส่งออก การสำรองน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% ซึ่งถ้าทำได้ครบ จะช่วยยืดระยะเวลาได้อีกประมาณ 7 วัน สำหรับมาตรการถัดไป คือ มาตรการการเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันดีเซล  ซึ่งจะช่วยลดการใช้ตัวเนื้อดีเซล โดยมาตรการนี้ดำเนินการออกประกาศทันที ให้มีผลในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อให้ระยะเวลากับผู้ค้าน้ำมันเตรียมตัว ทั้งนี้ มาตรการนี้จะช่วยทั้งลดการใช้ดีเซลและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของไทย ขณะเดียวกันให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการส่งเสริมตัว B10 B20 และตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ E20 และ E85 มากขึ้น และส่งเสริมการใช้เอทานอล ซึ่งมาจากพี่น้องเกษตรกรในประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีการประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่จะหมดในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะมีการตรึงราคาจนครบกำหนด 15 วัน แล้วจึงจะมาพิจารณากันต่อ ส่วนตัวเบนซิน มีการเข้าไปช่วยบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากราคาในตลาดโลกยังคงสูงอยู่ แต่จะมีการประสานงานไม่ให้ขึ้นทีเดียวจำนวนสูงมาก

ในส่วนก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า ณ วันนี้สามารถหาทดแทนจากแหล่งอื่นได้แล้ว และยังให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้มีการประชุมหารือกันอาทิตย์หน้า เพื่ออนุมัติการหาตลาดที่จะมาทดแทนก๊าซจากกาตาร์ของเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน ได้มีการพูดคุยกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA)ให้ผลิตเพิ่ม พร้อมขอให้มีการซื้อไฟเพิ่มจาก สปป.ลาว และพูดคุยกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้เพิ่มกำลังการผลิตจากถ่านหินด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกันเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะมีการนำเข้า ครม. ในวันพรุ่งนี้ ประกอบกับหน่วยงานราชการจะมีการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงมีการขอความร่วมมือกับทางผู้ค้าน้ำมันที่มีสถานีน้ำมัน ให้ส่งเสริมเรื่องการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ในช่วงนี้จะเป็นการรณรงค์และขอความร่วมมือเป็นหลัก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่า น้ำมันมีเพียงพอ รวมถึงกระบวนการในการดูแลกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมก็จะมีการจัดระบบเพื่อดูแลต่อไป ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ควบคู่กับการดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกำหนดให้การจำหน่ายสินค้าจะต้องมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า

ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนนั้น ขอยืนยันว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากสินค้าเหล่านี้อยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการที่ประสงค์จะปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้พิจารณา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้ยื่นคำขอปรับขึ้นราคาสินค้าดังกล่าวต่อกระทรวงพาณิชย์

รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความตึงเครียดและมีการใช้กำลังทางทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านจะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาในระยะอันใกล้ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาค

ในส่วนของพัฒนาการทางการเมืองภายในอิหร่าน มีรายงานว่าเมื่อวานนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน (Assembly of Experts) ได้มีมติเลือกนายโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางสถานการณ์ในภูมิภาค

สำหรับสถานการณ์ด้านการคมนาคมทางอากาศ ปัจจุบันบางสายการบินได้เริ่มจัดเที่ยวบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง โดยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพมหานคร–โดฮา เป็นครั้งแรกเมื่อวานที่ผ่านมา เพื่อนำผู้โดยสารที่ตกค้างเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงโดฮา ทั้งนี้ กระทรวงจะติดตามความเป็นไปได้ในการเปิดเที่ยวบินเส้นทางโดฮา–กรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้โดยสารที่ตกค้างกลับมายังประเทศไทยในโอกาสแรก

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ คนไทยกลุ่มแรกจากอิหร่าน รวมจำนวน 29 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในวันพรุ่งนี้เช้า จะมีคนไทยอีกจำนวน 23 คนเดินทางกลับถึงไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งในอิหร่านที่อยู่ระหว่างการเดินทางออกจากประเทศไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย

สำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ยังคงให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้คำแนะนำ การดูแลอำนวยความสะดวก รวมถึงการมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพแก่ผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งประสานงานกับสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถให้บริการได้ และประสานกับหน่วยงานของประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียงได้ ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยหรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามทางอากาศได้  กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถออกจากพื้นที่เสี่ยงและเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้  ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการชุมนุมหรือกิจกรรมประท้วงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในประเทศที่เกิดความขัดแย้ง เพื่อความปลอดภัย โดยกระทรวงฯ เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญสูงสุด

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้น 67,043 คน โดยมีแรงงานที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวนรวม 941 คน นอกจากนี้ยังได้เตรียมมาตรการดูแลแรงงานไทยภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยจะจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและรับลงทะเบียนความต้องการความช่วยเหลือที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง  เพื่อประเมินความต้องการของแรงงาน อาทิ การหางานทำในประเทศ การเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือการเข้ารับการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามจะได้รับเงินสงเคราะห์ กรณีเดินทางกลับประเทศจากเหตุสงคราม จำนวนรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 40,000 บาท รวมทั้งกรณีค่าจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน รายละ 40,000 บาท

กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้ข้อมูลแก่ครอบครัวแรงงานไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมแนะนำให้แรงงานไทยอัปเดตการใช้งานแอปพลิเคชัน Smart TOEA เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 3 แห่ง ที่ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิดในการดูแลแรงงานไทยในพื้นที่

Advertisement

ก.แรงงานออกระเบียบใหม่ ยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 แรงงานออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ออก ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

ระเบียบดังกล่าวได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ

ระเบียบฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตามเงินจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือค้างชำระ รวมถึงกรณีที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างไปก่อน แล้วต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากนายจ้างหรือผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ คือการกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การส่งคำเตือน การตรวจสอบทรัพย์สิน การออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด และการนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน ระเบียบใหม่นี้เปิดทางให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อใช้ประกอบการติดตามและบังคับชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามารถถูกยึดหรืออายัดได้อย่างชัดเจน ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หุ้น หลักทรัพย์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิการเช่า หรือสิทธิอื่นที่มีมูลค่า รวมถึงกำหนดวิธีดำเนินการในกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างพื้นที่ ทรัพย์สินมีเจ้าของร่วม หรือมีผู้คัดค้านการยึดและอายัดไว้ด้วย

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สิน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามขั้นตอน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ควรยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว ก็สามารถมีคำสั่งถอนการยึดหรืออายัดได้

สำหรับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการประกาศขาย ระยะเวลา สถานที่ เงื่อนไขการวางเงินมัดจำ การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ระเบียบฉบับใหม่นี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีความชัดเจน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics