วันที่ 10 ตุลาคม 2026

ดีอี เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม “รัฐเตรียมจ่ายเงินดิจิทัล 10,000 เดือน ก.ย.”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 กันยายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68” รองลงมาคือเรื่อง “พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล โดยขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 12 – 18 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,202 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 795 ข้อความ

สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 763 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 210 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 91 เรื่อง

ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 111 เรื่อง

กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 24 เรื่อง

กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 9 เรื่อง

กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง

กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 35 เรื่อง

นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

อันดับที่ 1 : เรื่อง เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68

อันดับที่ 2 : เรื่อง พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า

อันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ คุ้มไพรวัลย์ รักษาอาการหูอื้อ หูตึง และหูหนวก

อันดับที่ 4 : เรื่อง Do Oil ช่วยสลายไขมันในหลอดเลือด ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต รับรองโดย อย.

อันดับที่ 5 : เรื่อง ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.

อันดับที่ 6 : เรื่อง หนังตะลุงเป็นมรดกของกัมพูชา มีชื่อว่า ตะลุงตะเหมย

อันดับที่ 7 : เรื่อง 12-14 ก.ย. 68 เกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือของไทย

อันดับที่ 8 : เรื่อง กองสลากฯ สั่งล็อกเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.ย. 68

อันดับที่ 9 : เรื่อง หมุนลิ้นก่อนนอน ช่วยให้หลับลึก และพุงยุบได้

อันดับที่ 10 : เรื่อง ผลการเจรจาทุกข้อตกลง JBC เป็น โมฆะ

สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่มีการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ระยะที่ 3 แต่อย่างใด โดยหากรัฐบาลมีการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ที่ไม่ได้มีที่มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยหากมีพายุเกิดขึ้นจริง และมีแนวโน้มที่จะเข้าประเทศไทย กรมอุตุฯจะประกาศให้ทราบอย่างน้อย 3 วัน

สำหรับพยากรณ์อากาศ ระหว่างวันที่ 12-16 ก.ย. 68 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มมีฝนลดลง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

สหรัฐฯ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” แก๊งคอลฯ “กัมพูชา-เมียนมา”

10 กันยายน 2568 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซนเตอร์ ได้สร้างความเสียหายให้กับคนทั่วโลก โดยมีรายงานว่า ศูนย์กลางของอาชญากรรมเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของประเทศเมียนมา และกัมพูชา ที่มีตะเข็บชายแดนติดกับประเทศไทย

เมื่อบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กลายเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก  เปิดทางให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติด และล่าสุดคือการสร้าง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ที่มีการบังคับใช้แรงงาน เป็นจำนวนมาก

ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ทนกับการระบาดของอาชญากรรมเหล่านี้ ประกาศคว่ำบาตร “องค์กรและบุคคล 9 ราย” ในเมือง Shwe Kokko (ชเวก๊กโกะ) ของเมียนมา ที่ถูกควบคุมโดยกองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Army – KNA) และพื้นที่ “10 แห่งในกัมพูชา” ที่ดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน ที่มุ่งเน้นไปที่การฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2567 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันต้องสูญเสียเงิน ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 360,000 ล้านบาท ให้กับเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์ที่มีฐานปฏิบัติการในภูมิภาคนี้

การที่สหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรเหล่าอาชกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกัน ที่ถูกหลอกลวงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมาปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซนเตอร์ ได้สร้างความเสียหายให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก และในช่วงของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากพื้นที่ชายไทยแดนไทย-เมียนมา และต่อมาลุยพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้มาตรการระงับการจ่ายกระแสไฟฟ้า พลังงาน และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่หล่อเลี้ยงให้กับแก๊งอาชญกรรมออนไลน์ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ขยับตัวที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และแม้ไทยจะไม่ใช่เป้าหมายโดยตรงของการคว่ำบาตรครั้งนี้ แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพราะในสายตาต่างชาติ ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนของไทย ที่อาจเข้าไปเกี่ยวพันกับเครือข่ายเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว เช่น การให้บริการเครือข่ายสื่อสาร ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ หรือให้บริการทางการเงิน

เพื่อให้การดำเนินการกวาดล้างต่อเนื่อง ล่าสุด “กัณวีร์ สืบแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้กระทุ้งไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ ที่นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้เร่งจัดทำนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็น 1 ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

และนี่จะเป็นโอกาสดีที่นายกฯ คนใหม่ จะได้แสดงฝีมือ ทั้งการทำให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และนำเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ขึ้นมาหารือ เพื่อให้ปัญหานี้ ทุเลาบางบางลง

การที่หลายประเทศเริ่มออกมาตรการสกัด “แก๊งหลอกลวงออนไลน์” ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นภัยร้ายที่ทั่วโลกจะต้องร่วมกันแก้ไข

และการที่ประเทศไทย มีพื้นที่ชายแดนที่ติดกับ “เมียนมา” และ “กัมพูชา” ที่ถูกตีตราว่าเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก ดังนั้นไทยจะต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้ที่ชัดเจน เพราะหากขืนปล่อยให้อาชญากรรมเหล่านี้ขยายตัวออกไป นอกจากคนไทยจะถูกหลอกให้สูญเสียเงินมากขึ้น จะยิ่งทำให้ปัญหานี้ ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นไปด้วย

Advertisement

เปิดลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ ทางรัฐ 25 ส.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 สิงหาคม 2568 ทำเนียบ – นโยบายเพื่อคนไทยลดภาระค่าใช้จ่าย รัฐบาลเปิดลงทะเบียน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปฯ ทางรัฐ เริ่มพรุ่งนี้ ไม่จำกัดสิทธิ คาดผู้โดยสารเพิ่ม 20%

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม พร้อมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการค่าโดยสาร “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยไม่จำกัดสิทธิและจำนวนผู้ลงทะเบียน ผู้ลงทะเบียนต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน 13 หลัก และบัตรโดยสารที่สามารถผูกเข้ากับระบบ ซึ่งจะเริ่มใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ครอบคลุมรถไฟฟ้า 10 สายทุกเส้นทาง

ขั้นตอนการลงทะเบียนทำได้ง่าย เพียงดาวน์โหลดและติดตั้งแอปฯ “ทางรัฐ” บนสมาร์ทโฟน เลือกเมนูลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาท กรอกเลขบัตรประชาชน และผูกบัตรโดยสารที่ต้องการใช้สิทธิ โดยบัตรที่รองรับแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.บัตร EMV Contactless (Visa, Mastercard และบัตรแมงมุม EMV ของ MRT) สำหรับ MRT และ Airport Rail Link

2.Rabbit Card สำหรับ BTS

ทั้งนี้ การใช้สิทธิต้องแตะเข้า–ออกด้วยบัตรที่ลงทะเบียนไว้ หากใช้บัตรอื่นหรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว จะถูกคิดตามอัตราปกติ สำหรับการเดินทางต่อเดียวกัน กำหนดเวลา 180 นาที หากเปลี่ยนสายระหว่างสถานีภายใน 30 นาที ยังใช้สิทธิ 20 บาทได้ แต่หากเกินเวลาจะคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที

โครงการนี้เปิดลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดจำนวน โดยคาดว่าหลังเริ่มใช้งานจริง จะมีผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราว 20% จากปัจจุบันเฉลี่ยวันละ 1.7 ล้านเที่ยว ทั้งนี้ การทดสอบในสายสีแดงและสีม่วงที่เคยให้ใช้ฟรี 1 สัปดาห์ พบว่าผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 39% สะท้อนถึงศักยภาพของมาตรการลดค่าโดยสารในการดึงดูดการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

เตือนเล่นน้ำทะเลช่วงนี้ ระวังมังกรทะเล (Blue Dragon) เป็นสัตว์มีพิษ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 22 สิงหาคม 2568 เตือนเล่นน้ำทะเลช่วงนี้ ระวังมังกรทะเล (Blue Dragon) สีสัน สวยงาม อย่าสัมผัส เป็นสัตว์มีพิษ พบมากหลังฝนตก

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวัง ความปลอดภัยในการท่องเที่ยว โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) ได้รับแจ้งรายงานจากกลุ่มเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ life guard ว่า พบเห็นมังกรทะเลสีน้ำเงิน (Blue Dragon) ถูกคลื่นซัดขึ้นชายฝั่งบริเวณหาดกะรน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นสัตว์มีพิษจำพวกทากทะเลสีน้ำเงิน ชนิด Glaucilla sp. ที่มีพฤติกรรมการกินแมงกะพรุนที่มีพิษเป็นอาหาร โดยเฉพาะแมงกะพรุนหัวขวด (Bluebottle Jellyfish) ที่นำเข็มพิษของแมงกะพรุนมาสะสมไว้ในตัวเพื่อป้องกันตัวเอง หากสัมผัสหรือโดนจะเกิดอาการเจ็บปวดเหมือนโดนเข้มพิษของแมงกะพรุน มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองผิวหนัง หรือผื่นแดง

นายอนุกูล กล่าวว่า เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความปลอดภัยในการท่องเที่ยว รัฐบาลขอย้ำเตือน ประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบมังกรทะเล (Blue Dragon) หรือหากลงเล่นน้ำทะเลแล้วมีอาการปวดแสบปวดร้อน ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. รีบขึ้นจากน้ำทะเล และรีบขอความช่วยเหลือพร้อมโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 2. ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ และห้ามขัดถูบริเวณที่สัมผัส เนื่องจากการเคลื่อนไหวอาจเป็นการกระตุ้นการสัมผัสพิษมากขึ้น 3. ใช้น้ำส้มสายชูความเข้มข้น 4 – 6% ที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป ราดบริเวณที่สัมผัสต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด น้ำเปล่า หรือแอลกอฮอล์) เพื่อให้เข็มพิษหลุดเช่นเดียวกับโดนแมงกะพรุน 4. หากผู้บาดเจ็บหากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

“ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการบาดเจ็บจากสัตว์มีพิษในทะเล เช่น หอยเม่น ปลากระเบน มังกรทะเลสีน้ำเงิน และแมงกะพรุนมีพิษชนิดต่าง ๆ ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสวมสัตว์เสื้อผ้ามิดชิดก่อนลงเล่นน้ำ และไม่ควรเล่นน้ำหลังฝนตก พร้อมทั้งสังเกตจุดวางน้ำส้มสายชูและป้ายแจ้งเตือน โดยหากมีการพบซากของมังกรทะเลสีน้ำเงิน และแมงกะพรุนอยู่ตามชายหาดขอให้งดเล่นน้ำ หรือลงเล่นน้ำในบริเวณปลอดภัย ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น” นายอนุกูล กล่าว

นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422.-314

Advertisement

รมช.คลังเผยข้อดี “หวยเกษียณ” พ่อค้า-แม่ค้าแห่สนใจล้นหลาม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 17 สิงหาคม 2568 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น-สุขได้ออม กับหวยเกษียณ” ณ ตลาดมีนบุรี กรุงเทพฯ โดยมี ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ นำคณะลงพื้นที่เดินตลาดมีนบุรีสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนในตลาดอย่างล้นหลาม

ดร.เผ่าภูมิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตลาดมีนบุรีพบพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่เดินจับจ่ายใช้สอยในครั้งนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ต่อแรกคือได้ลุ้นเงินล้านทุกสัปดาห์ ต่อที่สองคือทุกบาทที่ซื้อกลายเป็นเงินออม ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุกและได้ลุ้นล้านทุกศุกร์ ที่สำคัญเงินต้นไม่หาย และยังมีผลตอบแทนเพิ่มจากการลงทุน เพื่อให้คนไทยทุกคนมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคงและมีความสุขในวัยเกษียณ

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับประชาชนทุกคนที่มีสัญชาติไทย และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน
  2. สามารถซื้อหวยเกษียณได้ทุกวัน ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม
  3. รางวัลของ “ทุกวันศุกร์” กำหนดดังนี้

3.1. รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล

3.2. รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล

3.3. รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

  1. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที
  2. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตบวกกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม
  3. ประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปี ซื้อได้ด้วยด้วย แต่ต้องออมไว้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ ทุกรอบต้องออมไว้ 5 ปี
  4. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อหวยเกษียณทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม ไปด้วยกันครับ

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • แอปพลิเคชัน กอช.
  • LINE Official: @nsf.th
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th
  • สายด่วน กอช. 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–17.30 น.

Advertisement

ชวนเที่ยวตามซีรีส์ดังระดับโลก “Alien: Earth” ถ่ายในไทย 7 จว.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 16 สิงหาคม 2568 รัฐบาลชวนเที่ยว “ตามซีรีส์ ดังระดับโลก Alien: Earth” หลังยกกองถ่ายในไทย 7 จว. ปลุกกระแสท่องเที่ยว-สร้างรายได้กว่า 2,800 ล้านบาท ดันไทยสู่ศูนย์กลางถ่ายทำหนังระดับโลก

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชิญชวนแฟนซีรีส์ และนักท่องเที่ยว “ตามรอย” สถานที่ถ่ายทำซีรีส์ฟอร์มยักษ์ Alien: Earth ซึ่งเลือกประเทศไทยเป็นโลเคชั่นหลัก 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พังงา กระบี่ นครปฐม สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรปราการ โดยซีรีส์เริ่มออกอากาศตอนแรกพร้อมกันทั่วโลกทาง Disney+ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

การถ่ายทำครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของสถานที่และสตูดิโอไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ด้วยงบลงทุนกว่า 2,800 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการถ่ายทำหนังต่างประเทศในไทย และก่อให้เกิดการจ้างงานรวม 24,787 ราย แบ่งเป็นทีมงานในธุรกิจภาพยนตร์ 13,942 ราย เช่น นักแสดงสมทบ ทีมกำกับภาพ ทีมควบคุมเสียง ทีมจัดแสง ทีมฝ่ายศิลป์ และทีมงานเบื้องหลังอื่น ๆ และทีมงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง 10,845 ราย เช่น ธุรกิจรถเช่า โรงแรม ร้านอาหาร และบริการสนับสนุนอื่น ๆ

ทั้งนี้ ความสมบูรณ์ของทรัพยากร ความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ทีมงานมืออาชีพ และสตูดิโอมาตรฐานสากล ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ Alien: Earth เลือกประเทศไทยเป็นโลเคชันหลัก และตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ ทีมงานฝีมือ และบริการสนับสนุนครบวงจร ซึ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “HUB” การถ่ายทำระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ เพิ่มโอกาสจ้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

กลโกงแบบใหม่ ส่งคลิปนักข่าวแนบลิงก์หลอกให้กด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 15 สิงหาคม 2568 ระวังกลโกงรูปแบบใหม่ ส่งคลิปนักข่าวแนบลิงก์หลอกให้กด สแกนคิวอาร์โค๊ด เตือนอย่ากด อย่าสแกน อันตราย มิจฉาชีพหลอกดูดเงิน

นายอนุกูล พฤกษนุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันแก๊งมิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกลโกงในการหลอกลวงประชาชนอยู่เสมอ แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการกวดขัน ปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่มิจฉาชีพยังใช้กลอุบายในรูปแบบต่าง ๆ ที่แยบยลทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อสูญเสียข้อมูลส่วนตัวและสูญเสียเงิน รัฐบาลขอเน้นย้ำให้ประชาชน ระวังรูปแบบภัยอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างเกราะป้องกันภัยให้ประชาชน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

นายอนุกูล กล่าวว่า จากข้อมูลของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบพฤติการณ์การกระทำของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีการดูดคลิปวิดีโอของนักข่าว และผู้ประกาศข่าว ที่มีเนื้อหาเตือนภัยกลโกงมิจฉาชีพ รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิธีการขอรับเงินคืน กรณีได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้นำ QR Code ซึ่งอ้างว่าเป็น “ศูนย์ยื่นสิทธิเฉลี่ยทรัพย์” หรือ “ทนายที่ปรึกษาด้านกฎหมาย” มาแนบไว้ในคลิปดังกล่าว พร้อมแนบช่องทางการติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยระบุข้อความ “ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอยื่นสิทธิรับเงินคืน” ซึ่งการกระทำของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในลักษณะนี้ ทำให้ประชาชนหรือผู้ที่เห็นคลิปเข้าใจว่า ช่องทางดังกล่าวสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงได้จริง จนทำให้มีประชาชนหลายรายหลงเชื่อ สแกนคิวอาร์โค๊ดติดต่อเข้ากลุ่มไลน์ของมิจฉาชีพได้รับความเสียหาย

นายอนุกูล กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน หากพบคลิปในลักษณะข้างต้น อย่าหลงเชื่อสแกน QR code หรือ แอดไลน์ใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากช่องทางดังกล่าวเป็นกลวงที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงซึ่งจะนำไปสู่การหลอกให้โอนเงินจนทำให้ได้รับความเสียหาย ขอแนะนำประชาชนที่ต้องการขอรับเงินคืนในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง ขอให้ท่านตรวจสอบข้อมูลก่อนว่า คดีมีสิทธิยื่นเฉลี่ยทรัพย์คืนหรือไม่ โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ เว็บไซต์ www.amlo.go.th สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. หากพบว่ามีสิทธิในการขอเฉลี่ยทรัพย์คืนตามข้างต้น ให้ติดต่อและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. โดยตรง หรือติดต่อผ่านเว็บไซต์ของ ป.ป.ง. เท่านั้น สำหรับประชาชนท่านใดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางออนไลน์ หรือต้องการปรึกษาปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ สามารถโทรติดต่อได้ที่ ศูนย์ AOC 1441

Advertisement

“ถนนทรงวาด” สู่แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 13 สิงหาคม 2568 ไทยแลนด์น่าเที่ยว “ถนนทรงวาด” สู่แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุง รัฐ-เอกชนจับมือยกระดับพื้นที่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยงานศิลป์ไฟและดิจิทัล วันนี้-17 ส.ค.68

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และกลุ่ม Made in Song Wat เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ถนนทรงวาด ย่านการค้าเก่าของกรุงเทพฯ กลายเป็น “Old Soul, New Style – ทรงวาดย่านนี้ มีดีทุกยุค” ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ไทยเที่ยวไทย” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความคึกคักให้กับย่านการค้าเก่า

ถนนทรงวาด เป็นย่านการค้าเก่าแก่กว่า 100 ปี ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งไทย (วัด) จีน (ศาลเจ้า) และอิสลาม (มัสยิดโบราณ) อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรีของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผสมผสานรูปแบบการค้าดั้งเดิมกับสมัยใหม่อย่างลงตัว

รัฐบาลจะขับเคลื่อนถนนทรงวาดสู่การเป็นแลนด์มาร์กและจุดเช็กอินสำคัญของกรุงเทพฯ ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ครบวงจร ตั้งแต่ปรับภูมิทัศน์ จัดห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน เสริมระบบความปลอดภัย จัดระเบียบการจราจรและพื้นที่จอดรถ พร้อมจัดทำแผนที่แนะนำร้านค้า (Visitor Guide) และกำหนดให้ทุกร้านติดป้ายราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “Awakening Song Wat 2025” งานศิลปกรรมไฟและดิจิทัล 14 ชิ้น จัดแสดง 12 จุดตลอดแนวถนน ระหว่างวันที่ 8 – 17 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 – 23.00 น. เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาสัมผัสเสน่ห์ถนนทรงวาดในยามเย็น

“รัฐบาลมุ่งยกระดับย่านการค้าเก่าให้มีชีวิตชีวา โดยผสานเสน่ห์ประวัติศาสตร์กับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศให้เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนมอบของขวัญวันแม่ ด้วยงานฝีมือไทย ในงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 9 สิงหาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนมอบของขวัญวันแม่ ด้วยงานฝีมือไทย ในงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP 9-17 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี ภายใต้แนวคิด “จากสองมือคนไทย…สู่หัวใจคนทั้งโลก (From Hand To Heart)” งานโอทอปสุดยิ่งใหญ่ของประเทศ กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าวเพื่อสืบสานพระราชปณิธานและพระเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมอาชีพและภูมิปัญญาชาวบ้านผ่านโครงการศิลปาชีพ จนส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสามารถต่อยอดไปสู่ระดับสากล คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน มียอดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 1) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2) การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของศูนย์ศิลปาชีพ 3) การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 4) โซนนิทรรศการ กิจกรรม และการจำหน่ายสินค้าของหน่วยงานภาคี 5) โซน OTOP Trader จังหวัด และ OTOP Trader ประเทศไทย 6) โซนแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP 3-5 ดาว รวมกว่า 2,000 บูธ และ OTOP ชวนชิมกว่า 160 ร้านค้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีโซน Highlight ได้แก่ โซนศิลปิน OTOP โซนผ้าไทยใส่ให้สนุก ประกอบด้วยนิทรรศการผ้าไทย First Lady นิทรรศการเส้นไหมและเส้นใยธรรมชาติ โซนพลิกโฉม OTOP ไทยสู่โลกออนไลน์ และ Modern Trade

นอกจากนี้ภายในงานมีจัดโซน “Studio OTOP live streaming” เป็นพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ผ่านช่องทางการทำตลาดออนไลน์ และมุมเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน e-Commerce platform คือ Learn Live, Rich ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เรียนรู้กระบวนการทำการตลาดออนไลน์อีกด้วย

“รัฐบาลเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้พี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ภายในงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี ภายใต้แนวคิด “จากสองมือคนไทย…สู่หัวใจคนทั้งโลก (From Hand To Heart)” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลมอบทุน ODOS ต่อเนื่อง หนุนพัฒนาคนในทุกช่วงวัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 6 สิงหาคม 2568 ผลักดันพัฒนาคนในทุกช่วงวัย รัฐบาลมอบทุน ODOS ต่อเนื่อง สร้าง “สะพานโอกาส” ปูรากฐานประเทศให้มีแรงงานทักษะ คุณภาพสูง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอนาคตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นางสาวธีราภา ไพโรหกุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่อง “ทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ เดินหน้าเร่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยอย่างเต็มกำลังและความสามารถ โดยเฉพาะด้านการศึกษา รัฐบาลได้ดำเนินการโครงการ “ทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS)” ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา ส่งเสริมการเติบโตและพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของเด็กทุกคนอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม โดยให้ทุนการศึกษานักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนโอกาส ให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

โดยรัฐบาลเตรียมจัดทุน ODOS กว่า 7,200 ทุน ใช้งบประมาณราว 4,500 ล้านบาท เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 – 2576 แบ่งออกเป็น 3 ทุน ประกอบด้วย 1) ทุนการศึกษาระดับ ม. ปลาย และ ปวช. ในประเทศเป็นทุนให้เปล่า 4,800 ทุน วงเงิน 990.14 ล้านบาท 2) ทุนการศึกษาระดับ ปวส. และระดับ ป.ตรี ในต่างประเทศ จำนวน 200 ทุน วงเงิน 2,609.31 ล้านบาท (ศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา 60 ทุน สหราชอาณาจักร 50 ทุน และออสเตรเลีย 90 ทุน) (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1) และ 3) ทุนการศึกษาระดับ ป.ตรี ในประเทศ (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1) จำนวน 2,200 ทุน วงเงิน 1,000 ล้านบาท

และในปีนี้ โครงการ ODOS รุ่นที่ 3 รัฐบาลได้จัดสรรทุนเพิ่มเติม 1,200 ทุน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ครอบคลุมโรงเรียน 602 แห่งทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมด้าน STEM และภาษาอังกฤษ โดยใช้กลไกระดมทุนผ่านสลากการกุศล ภายใต้วงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ซึ่ง ODOS รุ่นที่ 1 ที่ผ่านมาเปิดรับสมัครเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 มีผู้สมัครยืนยันสิทธิ์แล้วกว่า 1,718 ราย และในจำนวนนี้มากถึง 47.56% เป็นนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ และอีก 52.44% เป็นนักเรียนจากครัวเรือนรายได้น้อยไม่เกิน 12,000 บาทต่อปี และผลการดำเนินงานของทุน ODOS รุ่นที่ 1 มีผู้รับทุนรวมทั้งสิ้น 1,200 คน โดยในรุ่นที่ 3 นี้ คือ ‘สะพานเชื่อมโอกาส’ เพื่อให้เด็กทุกคนที่ขาดแคลน สามารถเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ “ทุน ODOS รุ่น 3” ได้ขยายเวลารับสมัครจากเดิมวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เป็นวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ กสศ. https://scholarshipreg.eef.or.th เพื่อเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้กับนักเรียนและสถานศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งอาจเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินการเสนอชื่อได้ทันตามกำหนดเวลาเดิม

“รัฐบาลมุ่งให้โครงการ ODOS สร้างโอกาส และกระจายไปในทุกอำเภอ ซึ่งโดยวัตถุประสงค์ เนื้อหา และการดำเนินการของโครงการถือเป็นทุนที่ตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และให้โอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ เด็ก และเยาวชนของไทย มีศักยภาพที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก” นางสาวธีราภา กล่าว

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics