วันที่ 29 ตุลาคม 2026

ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์อันดับ 1

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์ พุ่งสูงกว่า 1.8 แสนรายการ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์

นายเวทางค์ กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 220,486 รายการ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 116,397 รายการ

สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลากว่า 3 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 10,139 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 2,943 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,040 รายการ อาวุธปืน จำนวน 1,990 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่น สถาบัน hate speech อนาจาร ) จำนวน 4,779 รายการ

“กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยจากการใช้แพลตฟอร์ม “WebD” เข้ามาช่วยเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบ “URLs Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 183,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว

Advertisement

สำรวจ “โลมาอิรวดี” อ่าวไทยตอนบน พบกว่า 40 ตัว เดินหน้าแผนอนุรักษ์เข้มข้น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 มกราคม 2569 ฉะเชิงเทรา – เผยผลสำรวจอ่าวไทยตอนบนพบ “โลมาอิรวดี” กว่า 40 ตัว กระจายตัวบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง พร้อมเร่งเดินหน้าแผนอนุรักษ์เชิงรุก ทดสอบประสิทธิภาพ “Pinger” เครื่องส่งสัญญาณเสียงลดการติดเครื่องมือประมง ควบคู่การตรวจคุณภาพน้ำและปนเปื้อนไมโครพลาสติกใน 6 พื้นที่ปากแม่น้ำ 6 จังหวัด หวังสร้างเกราะคุ้มกันสัตว์ทะเลหายาก

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างเป็นระบบ กรมฯ ได้ดำเนินการสำรวจสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม 2569 โดยใช้วิธีนับตรง พร้อมตรวจสอบการตอบสนองต่อเครื่องส่งสัญญาณเสียง (Pinger) ช่วงคลื่น 50-120 kHz ที่บริเวณอ่าวไทยตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี

ผลการสำรวจพบโลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) จำนวน 35-40 ตัว แสดงพฤติกรรมรวมกลุ่มหาอาหาร และพฤติกรรมสืบพันธุ์ประมาณ 5-18 ตัว ในรัศมีห่างชายฝั่ง 3-5 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ทั้งนี้ ได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) ช่วยในการสังเกตพฤติกรรมโลมาอย่างต่อเนื่อง โดย Pinger ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยลดการติดเครื่องมือประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการบาดเจ็บหรือการตายของสัตว์ทะเลหายาก

พร้อมกันนี้ยังได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลและตะกอนดินเพื่อตรวจหาปนเปื้อนไมโครพลาสติกและคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงต่อการสะสมมลพิษทางทะเล ครอบคลุม 6 สถานี ได้แก่

  • ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
  • คลองตำหรุ จ.สมุทรปราการ
  • ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
  • ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร
  • ปากแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม
  • ชายฝั่งทะเลแหลมหลวง จ.เพชรบุรี

ตลอดจนเก็บตัวอย่างตะกอนดินจากชายฝั่งแหลมหลวงเพื่อตรวจหาไมโครพลาสติก และติดตั้งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิน้ำ (Temperature logger) ที่ปากแม่น้ำบางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง เพื่อประเมินแนวโน้มคุณภาพสิ่งแวดล้อม

เบื้องต้นพบว่าคุณภาพน้ำทะเลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประเภทที่ 3 (เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) และประเภทที่ 4 (นันทนาการ) ตามเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2564 ยกเว้นบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน ซึ่งตรวจพบค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน กรมฯ จึงวางแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผลสำรวจครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน และจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการบริหารจัดการเชิงนโยบายด้านการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Advertisement

ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค.69 เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มกราคม 2569 กรมทางหลวง ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค. 69 เวลา 00.01 น. เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี ทางเข้าวิ่งฉลุย – ทางออกเลือกจ่ายได้ 2 แบบ “จ่ายผ่าน M-Flow วิ่งฉิวไร้ไม้กั้น” หรือ “จ่ายกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน”

กรมทางหลวงพร้อมเดินหน้าสู่การยกระดับการให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ด้วยระบบอำนวยความสะดวกการจราจรครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายให้แก่ประชาชน โดยจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่าหลังจากที่กรมทางหลวงได้เปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ตลอดเส้นทาง โดยรถทุกประเภทที่อนุญาตให้ใช้มอเตอร์เวย์ สามารถวิ่งผ่านเข้า-ออก ครบทั้ง 8 ด่าน ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ปัจจุบันงานติดตั้งและทดสอบระบบต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบบริหารและควบคุมการจราจรอัจฉริยะ (ITS) บนสายทาง พร้อมศูนย์ควบคุมและสั่งการ ระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ระบบโครงข่ายสื่อสารข้อมูล ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท BGSR81 จำกัด ในฐานะเอกชนผู้ให้บริการมอเตอร์เวย์ 81 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีความพร้อมที่จะยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างครบวงจร กรมทางหลวงจึงได้กำหนดที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับมอเตอร์เวย์ M81 ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

โดยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางของมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี จะคิดค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำแนกตามประเภทของรถที่เข้ามาใช้บริการและตามระยะทางที่ใช้จริง ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วย ด่านฯ บางใหญ่, นครชัยศรี, ศีรษะทอง, นครปฐมฝั่งตะวันออก, นครปฐมฝั่งตะวันตก, ท่ามะกา, ท่าม่วง และกาญจนบุรี เช่น รถยนต์ 4 ล้อ กรณีเดินทางจากบางใหญ่ไปยังนครชัยศรี จะต้องชำระค่าผ่านทาง 45 บาท แต่หากวิ่งตลอดเส้นทางจากบางใหญ่ไปถึงกาญจนบุรี จะคิดค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดที่ 150 บาท

สำหรับการชำระค่าผ่านทาง โครงการมอเตอร์เวย์ M81 ได้ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อความสะดวกสบายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัล โดยบริเวณทางเข้า (Entry) ของแต่ละด่าน รถทุกคันที่วิ่งเข้ามาใช้มอเตอร์เวย์ M81 จะผ่านระบบตรวจจับยานพาหนะและกล้องอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติประสิทธิภาพสูง (ALPR : Automated License Plate Recognition) โดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถเพื่อรับบัตร ระบบจะอ่านป้ายทะเบียนและบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อนำไปตรวจสอบกับข้อมูลที่บริเวณทางออก (Exit) และคำนวณอัตราค่าผ่านทางที่จะเรียกเก็บตามที่ใช้จริง โดยบริเวณทางออกของแต่ละด่าน ผู้ใช้บริการมอเตอร์เวย์ M81 สามารถเลือกช่องทางการชำระค่าผ่านทางได้ 2 รูปแบบตามความสะดวก คือ

  1. ช่องทาง M-Flow (วิ่งผ่านได้เลย สะดวกไร้ไม้กั้น)
  • โดยชำระค่าผ่านทางแบบหักเงินอัตโนมัติจากช่องทางที่สมัครผูกไว้ เช่น บัตรเดรดิต/เดบิต บัญชีธนาคาร รวมถึง บัญชีเติมเงิน Easy Pass หรือ M-Pass ที่สมัครใช้ระบบ M-Flow หรือ อัพเกรดเป็น Easy Pass Plus (Easy Pass+) / M-Pass Plus (M-Pass+) แล้ว หรือ
  • โดยชำระค่าผ่านทางภายหลังด้วยตนเองภายใน 7 วัน ผ่านช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย เช่น ตรวจสอบยอดค้างชำระโดยใช้ “เลขทะเบียนรถ” ค้นหาผ่านแอปพลิเคชัน MFlowThai, Line OA @mflowthai หรือเว็บไซต์ www.mflowthai.com แล้วสแกนจ่ายผ่าน QR Code ได้โดยสะดวก หรือแวะไปที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา เพื่อตรวจสอบยอดค้างชำระและจ่ายค่าผ่านทางที่แคชเชียร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
  1. ช่องทางเงินสด (ชะลอรถเข้าด่าน) โดยหยุดรถและชำระค่าผ่านทางกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน

นายสุวิชาณ สุระบาล ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ได้กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ที่จะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าผ่านทางในวันที่ 16 มกราคม 2569 นี้ กรมทางหลวงขอแนะนำให้ลงทะเบียนสมัครสมาชิก M-Flow ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกสบายในการชำระค่าผ่านทางและขอหลักฐานหรือใบเสร็จค่าผ่านทาง พร้อมยังสามารถสืบค้นข้อมูลประวัติการใช้งาน และได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยการสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น MFlowThai หรือเว็บไซต์ mflowthai.com ที่กรมทางหลวงได้ปรับปรุงให้กรอกข้อมูลง่ายและสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ใช้เส้นทางได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการสมัครสมาชิก M-Flow โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี กรมทางหลวงจะเปิดจุดให้บริการสมัครสมาชิก M-Flow พร้อมติดตั้ง RFID Tag และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก ณ บริเวณด้านหลังด่านชั่งน้ำหนักขาเข้าของทั้ง 8 ด่าน ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้เตรียมบัตรประชาชนและสำเนาเล่มทะเบียนรถที่ท่านเป็นผู้ครอบครองไปด้วย ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก M-Flow แต่ยังไม่ได้ติดตั้ง RFID Tag กับรถที่ลงทะเบียนไว้ กรมทางหลวงขอเชิญชวนให้นำรถของท่านมาติดตั้ง RFID Tag ได้ที่จุดให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลป้ายทะเบียนรถและความแม่นยำสูงสุดในการใช้งานระบบ M-Flow

สำหรับการใช้งานเส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไปนี้ กรมทางหลวงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามาใช้เส้นทางให้ขับขี่อย่างปลอดภัย โดยใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกินอัตราที่กำหนด คือ รถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 120 กม./ชม., รถโดยสาร/รถบรรทุก ไม่เกิน 100 กม./ชม., และรถบรรทุกหนัก/รถลากจูง ไม่เกิน 80 กม./ชม.

Advertisement

กบน.ไฟเขียวลดราคาดีเซล-เบนซินลง 50 สตางค์/ลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.)

8 มกราคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 10 สตางค์/ลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลง 50 สตางค์/ลิตร พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน หน้าสถานีบริการน้ำมันลงทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเป็น 29.94 บาท/ลิตร (จากเดิม 30.44 บาท/ลิตร)

ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และการบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้สามารถลดราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันลงได้ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพลังงาน ในการดูแลภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน พร้อมกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานในประเทศ อย่าไรก็ตาม กบน. ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์สหรัฐฯ-เวเนซูเอลา อย่างใกล้ชิด แม้ในขณะนี้ยังไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 4 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ที่ 4,788 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 34,573 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 39,361 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมัน จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 234.36 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 241.42 ล้านบาท

Advertisement

กกต. เปิดให้ลงทะเบียน “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มกราคม 2569 กกต. เปิดให้ลงทะเบียน “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว! ใครไม่สะดวกไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง อย่าลืมลงทะเบียนล่วงหน้า

เปิดลงทะเบียน

20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

วันเลือกตั้งล่วงหน้า

1 กุมภาพันธ์ 2569

ช่องทางลงทะเบียนออนไลน์

เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/

แอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี)

แอปพลิเคชัน Smart Vote

ขั้นตอนง่าย ๆ

เข้าเมนู “ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า”

กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วยืนยัน

ลงทะเบียนได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 2569 เวลา 24.00 น.

อย่าลืมใช้สิทธิ ใช้เสียงของคุณ เพื่ออนาคตของประเทศ

Advertisement

นายกฯ อนุทิน ชี้อาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์เป็นภัยคุกคามระดับโลก เน้นย้ำความร่วมมือกับนานาชาติ

17 ธันวาคม 2568 นายกฯ อนุทิน ชี้อาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์เป็นภัยคุกคามระดับโลก เน้นย้ำความร่วมมือกับนานาชาติ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง บังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน และผลักดันหุ้นส่วนโลกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ (วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568) เวลา 18.30 น. ณ ห้อง Ballroom 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ซึ่งเป็นการประชุมที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระหว่างวันที่ 17–18 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams)

การประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมทั้งในระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี เอกอัครราชทูตจากทุกภูมิภาคทั่วโลก ตลอดจนผู้แทนจากสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 300 คน จาก 60 ประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสกล่าวในงานเลี้ยงรับรองฯ พร้อมขอบคุณผู้เข้าร่วมการประชุมจากทุกภาคส่วน และยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลไทยในการต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หรือ online scams โดยการเข้าร่วมของผู้แทนจากหลายภูมิภาคทั่วโลกในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “อาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ไม่ใช่เพียงปัญหาในระดับภูมิภาคอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน” และการรวมตัวกันของนานาประเทศในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการทำงานอย่างเป็นเอกภาพเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์จากการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำหลายประเทศได้หยิบยกประเด็นปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตขึ้นมาหารืออย่างต่อเนื่อง โดยเห็นพ้องกันว่า ไม่ว่าประเทศจะอยู่ในภูมิภาคใด หรือมีระดับการพัฒนาอย่างไร ประชาชนล้วนตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรมที่อาศัยช่องว่างของระบบกฎหมายในการแสวงหาประโยชน์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งต่อมนุษย์และระบบเศรษฐกิจโลก

“ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางร่วมกันของประชาคมโลก ซึ่งไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งและความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจังของรัฐบาล โดยกำหนดให้เป็นวาระสำคัญสูงสุดของรัฐบาลและเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก อาทิ การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางและศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงโดยเฉพาะ รวมถึงการยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อขจัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย

บทเรียนสำคัญจากการหารือในที่ประชุมครั้งนี้ คือ การดำเนินการในระดับชาติที่เข้มแข็งจำเป็นต้องควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับนานาชาติ เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน เคลื่อนย้ายเงินได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที และปรับตัวได้เร็วกว่าระบบในประเทศ ดังนั้น การตอบสนองของประชาคมโลกจึงจำเป็นต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด มีความชาญฉลาด และมีความมุ่งมั่นในระดับเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกจะต้องยกระดับการหารือไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและข้อมูล การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต พร้อมระบุว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และ “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ (Bangkok Joint Statement)” ที่จะมีการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว

“อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นได้จากการขาดความร่วมมือที่เป็นเอกภาพ แต่จะอ่อนแรงลงเมื่อทุกประเทศรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว โดยประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศและทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนการหารือในครั้งนี้ให้กลายเป็นความร่วมมือที่ยั่งยืน และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในระดับโลก” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

Advertisement

นายกฯ สั่งการช่วยเหลือ-เยียวยา-พร้อมฟื้นฟู

ให้การใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเร็วที่สุด

วันนี้ (25 พฤศจิกายน 2568) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนการประชุมว่า

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งได้มีการประกาศเขตภัยพิบัติทั้งจังหวัด การ “ช่วยเหลือ” โดยเฉพาะการระดมกำลัง รถ เรือ เพื่อเข้าให้ถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ เพราะขณะนี้ ยังมีหลายพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง ไม่มีไฟฟ้า อาหาร พร้อมขอกำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกองทัพ เร่งให้การช่วยเหลือ โดยรวมถึงกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็ก

นอกจากนี้ การ “เยียวยา” ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในส่วนของประชาชน ขอให้ทาง ปภ. เตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย เพื่อเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนได้เร็วที่สุด ในส่วนผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ นายกรัฐมนตรีมอบให้รองนายกฯ เอกนิติ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เตรียมมาตรการช่วยเหลือ เพื่อลดภาระผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

โดยเมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ต้องเตรียมการ “ฟื้นฟู” ทั้งในเรื่องเครื่องมือ กำลังคน และ งบประมาณ เพื่อจะได้ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเข้าไปฟื้นฟู และซ่อมแซมสถานที่ต่าง ๆ หลังจากน้ำลด เพื่อให้การใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเร็วที่สุด

Advertisement

นายกฯสั่งการศูนย์ส่วนหน้าสงขลา รับมือวิกฤตน้ำท่วม 5 จังหวัดภาคใต้ ขณะที่รอง นรม. ธรรมนัส ฯ ประธาน ศนภ.

เร่งช่วยเหลือประชาชน พร้อมให้ระดมคน -เครื่องมือ-เข้าพื้นที่เพิ่มเติม

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) ได้ลงนามจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) โดยมีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อกำกับดูแลการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างทันที ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายสิริพงศ์ ยังเปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง รัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการรองรับและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยได้มอบหมายให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) จังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการส่วนหน้าสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส)  เป็นจุดรวมการประสานและสั่งการทรัพยากรเข้าพื้นที่ประสบภัยทันที โดยมีภารกิจหลักในการประสานความต้องการสนับสนุนในพื้นที่ พร้อมจัดส่งทรัพยากรด้านเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยประชาชนใน 5 จังหวัดภาคใต้ เช่น เรือเล็ก เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ เครื่องสูบน้ำ รถยกสูง รถผลิตน้ำดื่ม รถประกอบอาหาร สะพานเบลีย์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ล่าสุดจังหวัดสงขลา ประกาศเขตภัยพิบัติแล้วทั้ง 16 อำเภอ พร้อมให้อพยพประชาชนด่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวของทางราชการที่จัดเตรียมไว้ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และทัพเรือภาคที่ 2 จังหวัดสงขลา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งนำกำลังทุกภาคส่วนลงช่วยเหลือประชาชนแบบเต็มกำลัง และขณะนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ทุกหน่วยงานเร่งระดมกำลัง เครื่องจักร และยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ทันทีเพื่อช่วยเหลือประชาชน

“รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยศูนย์ส่วนหน้าที่จัดตั้งขึ้นนี้จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพ โดยรองนายกฯ ธรรมนัส ในฐานะผู้อำนวยการ ศนภ. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ พร้อมประสานการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติมทันที โดยย้ำว่าการปฏิบัติงานต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และประชาชนสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างปลอดภัย” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ บินด่วนหาดใหญ่ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สั่งการให้หน่วยงานทุกภาคส่วน

ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมบินด่วนลงหาดใหญ่ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย หลังสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักในพื้นที่ช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โดยพบว่าปริมาณน้ำฝนวัดได้ 68.5 มิลลิเมตร แม้ขณะนี้ฝนได้หยุดตกแล้ว แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ในภาวะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำในลำคลองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันนี้ เวลา 07.00 น. รวมปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน วัดได้ 595 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่าทั้งปี 2543 (497 มิลลิเมตร) และปี 2553 (516 มิลลิเมตร) โดยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ประกาศ “ยกธงแดง” จำนวนทั้งหมด 103 ชุมชน โดยให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในในพื้นที่อพยพเคลื่อนย้ายสิ่งของ และเตรียมเข้าอยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร และการแจ้งเตือนจากเทศบาลนครหาดใหญ่อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีตรวจราชการที่จังหวัดขอนแก่น ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอดเวลา ซึ่งคณะวันนี้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานสถานการณ์เหตุน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ก่อนนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ช่วงบ่ายวันนี้

พร้อมสั่งการให้หน่วยงานทุกภาคส่วนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งจุดอพยพ สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถพักอาศัยในบ้านได้ ขอให้อพยพไปยังโรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) และโรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่) ติดต่อสอบถามหมายเลข 074200000

Advertisement

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง”

2 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวอัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทน ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้น และในช่วงค่ำคืนปีใหม่ จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org และ www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics