วันที่ 13 มีนาคม 2026

รัฐบาลเชิญชวนผู้มีรายได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 เตือนระวังมิจฯ แอบอ้าง “สรรพากร”แนบลิงค์ล้วงข้อมูล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มกราคม 2569 รัฐบาลเชิญชวนผู้มีรายได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 หากพบเจตนาหลบเลี่ยงภาษี อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี – ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เตือนระวังมิจฯ แอบอ้าง “สรรพากร”แนบลิงค์ล้วงข้อมูล

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้ในปี 2568 ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90/91

กรณียื่นแบบฯ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร สามารถยื่นแบบฯ ผ่านระบบ e-filing และระบบ D-MyTax (Digital MyTax) ซึ่งเป็นระบบที่ยกระดับการให้บริการ สามารถยื่นแบบฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 และหากยื่นแบบฯ ด้วยกระดาษสามารถยื่นได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำหรับผู้มีภาษีต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สามารถขอผ่อนชำระภาษีได้ 3 งวด ทั้งนี้ หากไม่ยื่นภาษีภายในกำหนด ผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีพร้อมกับเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน และมีโทษปรับ หากหลีกเลี่ยงการยื่นแบบหรือให้ข้อมูลเท็จ มีโทษ ดังนี้

  1. หากไม่ยื่นแบบหรือชำระภาษีเกินกำหนด จะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน
  2. หากพบเจตนาหลบเลี่ยงภาษี อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  3. การแจ้งข้อมูลเท็จจะได้รับโทษจำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท

“ภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐตามรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่น ๆ ในสังคมต่อไป ขอย้ำเตือนผู้ที่ตั้งใจไม่ชำระภาษี จะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา รัฐบาลเชิญชวนผู้มีเงินได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด.90/91 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ เช่น D-MyTax หรือ e-Filing สามารถยื่นได้ถึง 8 เมษายน 2569” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศหรือที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161 ทั้งนี้ ผู้มีรายได้ประจำทุกคนมีหน้าที่ต้อง “ยื่นแบบ” แสดงรายได้การเสียภาษีกับกรมสรรพากร ซึ่งการไม่ยื่นภาษีอาจมีโทษปรับทางอาญา ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวัง เนื่องจากมีมิจฉาชีพที่ส่ง E-mail แอบอ้างเป็น “สรรพากร” เพื่อหลอกลวง โดยจะแจ้งว่ามีโครงการลดหย่อนภาษี ให้ยืนยันสิทธิ์โดยกรอก Username และ Password เพื่อเข้าสู่ระบบ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อล้วงข้อมูลสำคัญ ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่คลิก ไม่กรอกข้อมูล

Advertisement

รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มกราคม 2569 รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม กำชับคัดกรองเข้ม ย้ำไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันนี้ 24 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พัยธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปืดเผยว่า  รัฐบาล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย พบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย  ซึ่งทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

“ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

กยศ.เดินหน้าหักเงินเดือนผู้กู้ยืมต่อเนื่อง สั่งนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. อีกกว่า 1.2 แสนราย มี.ค. 69 นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มกราคม 2569 เริ่ม มี.ค. 69 นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. กว่า 1.2 แสนราย เพื่อชำระหนี้ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แนะผู้กู้ยืม กยศ. ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ทาง www.studentloan.or.th

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ กยศ.องค์กรนายจ้าง

ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

Advertisement

นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท กำชับ “คมนาคม” ตรวจสอบข้อเท็จจริง รอบด้าน โปร่งใส ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน-ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งพิธีดังกล่าวมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุดพร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฏหมายให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

Advertisement

ปลัด มท.เปิดการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ระดับประเทศ มั่นใจช่วยลดความสูญเสียจากสาธารณภัยรุนแรง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 ปลัด มท. “อรรษิษฐ์” เปิดการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ระดับประเทศ ผนึกกำลัง DE–กสทช.–ค่ายมือถือ มั่นใจช่วยลดความสูญเสียจากสาธารณภัยรุนแรง พร้อมสร้างระบบสื่อสารภาครัฐที่เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (20 ม.ค. 69) เวลา 14.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ระดับประเทศ (Nationwide Test) โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนจากผู้ให้บริการเครือข่ายบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรุงเทพมหานคร อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมการทดสอบผ่านระบบออนไลน์

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า สาธารณภัยที่เกิดขึ้นปัจจุบันรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทียบกับภัยที่เคยเกิดขึ้นในอดีต การสร้างกลไกบรรเทาและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นผ่านการแจ้งเตือนภัยด้วยสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ถือเป็นระบบที่ช่วยให้การแจ้งเตือนภัยเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ซึ่งในวันนี้ ทาง ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทดสอบการแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ระดับประเทศ หรือ Nationwide Test ที่กำหนดพื้นที่ทดสอบทั่วประเทศ

“การทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยฯ ระดับประเทศวันนี้ ได้กดส่งสัญญาณการแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชน ในรูปแบบของการแจ้งเตือนภัยระดับชาติ (National Alert) ซึ่งใช้สำหรับแจ้งเตือนสาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ผลการทดสอบ ทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับสัญญาณการทดสอบการแจ้งเตือนในเวลา 14.00 น. พร้อมกัน ตามเวลาที่กำหนดไว้ โดยได้รับข้อความภาษาไทยว่า “ทดสอบแจ้งเตือนภัย ไม่ใช่สถานการณ์จริง จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก” และข้อความภาษาอังกฤษ “This is a test message from Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM), not real situation. No action required.” นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลการทดสอบเบื้องต้นที่ได้สอบถามไปยังพื้นที่ผ่านระบบประชุมทางไกล เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ปรากฏว่าคนในพื้นที่ได้รับสัญญาณแจ้งเตือนพร้อมข้อความทดสอบอย่างทั่วถึงไม่เกิน 10 วินาที ซึ่งทาง ปภ. จะได้มีการสำรวจความคิดเห็นผลตอบรับการทดสอบ เพื่อรวบรวมรายงานให้กับคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

“ระบบ Cell Broadcast จึงถือเป็นมิติใหม่ของการแจ้งเตือนภัยที่เข้าถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเฉพาะเจาะจงพื้นที่ โดยไม่ก่อให้เกิดการรบกวนในวงกว้าง ช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้อย่างทันท่วงที ซึ่งประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนี้ ผนวกกับการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเตือนภัยของภาครัฐให้เข้มแข็ง เพราะการสื่อสารที่ฉับไวและตรงจุดไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่สำคัญให้สังคมไทย ช่วยให้พี่น้องประชาชนก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ฉุกเฉินไปได้อย่างปลอดภัย และนำไปสู่ความเชื่อมั่นในระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐอย่างยั่งยืน” นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย

Advertisement

รัฐบาล แนะ ปชช. หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ เผยพบผู้ป่วย “โรคฝีดาษวานร” เกือบ 1 พันคน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 รัฐบาล แนะ ปชช. ป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ เผยพบผู้ป่วย “โรคฝีดาษวานร” สะสม เกือบ 1 พันคน เพศชายมากที่สุด กทม.มีผู้ป่วยสูงสุด ส่วนใหญ่มีประวัติเสี่ยงมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้ (19 มกราคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นเพศชายประมาณ 97% โดยพบมากในบางจังหวัด     ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รัฐบาล ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ขอแนะนำประชาชนดูแลและป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ผื่น หรือตุ่มหนอง ควรรีบพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายจังหวัดมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 458 คน เป็นเพศชาย 454 คน เพศหญิง 4 คน รองลงมา คือ จังหวัดชลบุรี จำนวน 85 คน เพศชาย 84 คน เพศหญิง 1 คน  จังหวัดนนทบุรี จำนวน 50 คน เป็นเพศชาย 49 คน เพศหญิง 1 คน จังหวัดภูเก็ต จำนวน 35 คน เป็นเพศชาย 28 คน เพศหญิง 7 คน และจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 32 คน เพศชาย 30 คน เพศหญิง 2 คน

“รัฐบาล มอบหมายกรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้รับสนับสนุนวัคซีนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด และจัดสรรวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต รวม 2,175 ขวด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำด้านสุขภาพจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์อันดับ 1

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์ พุ่งสูงกว่า 1.8 แสนรายการ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์

นายเวทางค์ กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 220,486 รายการ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 116,397 รายการ

สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลากว่า 3 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 10,139 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 2,943 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,040 รายการ อาวุธปืน จำนวน 1,990 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่น สถาบัน hate speech อนาจาร ) จำนวน 4,779 รายการ

“กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยจากการใช้แพลตฟอร์ม “WebD” เข้ามาช่วยเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบ “URLs Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 183,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว

Advertisement

สำรวจ “โลมาอิรวดี” อ่าวไทยตอนบน พบกว่า 40 ตัว เดินหน้าแผนอนุรักษ์เข้มข้น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 มกราคม 2569 ฉะเชิงเทรา – เผยผลสำรวจอ่าวไทยตอนบนพบ “โลมาอิรวดี” กว่า 40 ตัว กระจายตัวบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง พร้อมเร่งเดินหน้าแผนอนุรักษ์เชิงรุก ทดสอบประสิทธิภาพ “Pinger” เครื่องส่งสัญญาณเสียงลดการติดเครื่องมือประมง ควบคู่การตรวจคุณภาพน้ำและปนเปื้อนไมโครพลาสติกใน 6 พื้นที่ปากแม่น้ำ 6 จังหวัด หวังสร้างเกราะคุ้มกันสัตว์ทะเลหายาก

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างเป็นระบบ กรมฯ ได้ดำเนินการสำรวจสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม 2569 โดยใช้วิธีนับตรง พร้อมตรวจสอบการตอบสนองต่อเครื่องส่งสัญญาณเสียง (Pinger) ช่วงคลื่น 50-120 kHz ที่บริเวณอ่าวไทยตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี

ผลการสำรวจพบโลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) จำนวน 35-40 ตัว แสดงพฤติกรรมรวมกลุ่มหาอาหาร และพฤติกรรมสืบพันธุ์ประมาณ 5-18 ตัว ในรัศมีห่างชายฝั่ง 3-5 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ทั้งนี้ ได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) ช่วยในการสังเกตพฤติกรรมโลมาอย่างต่อเนื่อง โดย Pinger ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยลดการติดเครื่องมือประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการบาดเจ็บหรือการตายของสัตว์ทะเลหายาก

พร้อมกันนี้ยังได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลและตะกอนดินเพื่อตรวจหาปนเปื้อนไมโครพลาสติกและคุณภาพน้ำในพื้นที่เสี่ยงต่อการสะสมมลพิษทางทะเล ครอบคลุม 6 สถานี ได้แก่

  • ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
  • คลองตำหรุ จ.สมุทรปราการ
  • ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
  • ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร
  • ปากแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม
  • ชายฝั่งทะเลแหลมหลวง จ.เพชรบุรี

ตลอดจนเก็บตัวอย่างตะกอนดินจากชายฝั่งแหลมหลวงเพื่อตรวจหาไมโครพลาสติก และติดตั้งอุปกรณ์วัดอุณหภูมิน้ำ (Temperature logger) ที่ปากแม่น้ำบางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง เพื่อประเมินแนวโน้มคุณภาพสิ่งแวดล้อม

เบื้องต้นพบว่าคุณภาพน้ำทะเลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประเภทที่ 3 (เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) และประเภทที่ 4 (นันทนาการ) ตามเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2564 ยกเว้นบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน ซึ่งตรวจพบค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน กรมฯ จึงวางแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผลสำรวจครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน และจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการบริหารจัดการเชิงนโยบายด้านการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Advertisement

ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค.69 เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มกราคม 2569 กรมทางหลวง ดีเดย์! ศุกร์ 16 ม.ค. 69 เวลา 00.01 น. เริ่มเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี ทางเข้าวิ่งฉลุย – ทางออกเลือกจ่ายได้ 2 แบบ “จ่ายผ่าน M-Flow วิ่งฉิวไร้ไม้กั้น” หรือ “จ่ายกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน”

กรมทางหลวงพร้อมเดินหน้าสู่การยกระดับการให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ด้วยระบบอำนวยความสะดวกการจราจรครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายให้แก่ประชาชน โดยจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่าหลังจากที่กรมทางหลวงได้เปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ตลอดเส้นทาง โดยรถทุกประเภทที่อนุญาตให้ใช้มอเตอร์เวย์ สามารถวิ่งผ่านเข้า-ออก ครบทั้ง 8 ด่าน ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ปัจจุบันงานติดตั้งและทดสอบระบบต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบบริหารและควบคุมการจราจรอัจฉริยะ (ITS) บนสายทาง พร้อมศูนย์ควบคุมและสั่งการ ระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ระบบโครงข่ายสื่อสารข้อมูล ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท BGSR81 จำกัด ในฐานะเอกชนผู้ให้บริการมอเตอร์เวย์ 81 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีความพร้อมที่จะยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างครบวงจร กรมทางหลวงจึงได้กำหนดที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับมอเตอร์เวย์ M81 ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป

โดยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางของมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี จะคิดค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำแนกตามประเภทของรถที่เข้ามาใช้บริการและตามระยะทางที่ใช้จริง ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วย ด่านฯ บางใหญ่, นครชัยศรี, ศีรษะทอง, นครปฐมฝั่งตะวันออก, นครปฐมฝั่งตะวันตก, ท่ามะกา, ท่าม่วง และกาญจนบุรี เช่น รถยนต์ 4 ล้อ กรณีเดินทางจากบางใหญ่ไปยังนครชัยศรี จะต้องชำระค่าผ่านทาง 45 บาท แต่หากวิ่งตลอดเส้นทางจากบางใหญ่ไปถึงกาญจนบุรี จะคิดค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดที่ 150 บาท

สำหรับการชำระค่าผ่านทาง โครงการมอเตอร์เวย์ M81 ได้ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อความสะดวกสบายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัล โดยบริเวณทางเข้า (Entry) ของแต่ละด่าน รถทุกคันที่วิ่งเข้ามาใช้มอเตอร์เวย์ M81 จะผ่านระบบตรวจจับยานพาหนะและกล้องอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติประสิทธิภาพสูง (ALPR : Automated License Plate Recognition) โดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถเพื่อรับบัตร ระบบจะอ่านป้ายทะเบียนและบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อนำไปตรวจสอบกับข้อมูลที่บริเวณทางออก (Exit) และคำนวณอัตราค่าผ่านทางที่จะเรียกเก็บตามที่ใช้จริง โดยบริเวณทางออกของแต่ละด่าน ผู้ใช้บริการมอเตอร์เวย์ M81 สามารถเลือกช่องทางการชำระค่าผ่านทางได้ 2 รูปแบบตามความสะดวก คือ

  1. ช่องทาง M-Flow (วิ่งผ่านได้เลย สะดวกไร้ไม้กั้น)
  • โดยชำระค่าผ่านทางแบบหักเงินอัตโนมัติจากช่องทางที่สมัครผูกไว้ เช่น บัตรเดรดิต/เดบิต บัญชีธนาคาร รวมถึง บัญชีเติมเงิน Easy Pass หรือ M-Pass ที่สมัครใช้ระบบ M-Flow หรือ อัพเกรดเป็น Easy Pass Plus (Easy Pass+) / M-Pass Plus (M-Pass+) แล้ว หรือ
  • โดยชำระค่าผ่านทางภายหลังด้วยตนเองภายใน 7 วัน ผ่านช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย เช่น ตรวจสอบยอดค้างชำระโดยใช้ “เลขทะเบียนรถ” ค้นหาผ่านแอปพลิเคชัน MFlowThai, Line OA @mflowthai หรือเว็บไซต์ www.mflowthai.com แล้วสแกนจ่ายผ่าน QR Code ได้โดยสะดวก หรือแวะไปที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา เพื่อตรวจสอบยอดค้างชำระและจ่ายค่าผ่านทางที่แคชเชียร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
  1. ช่องทางเงินสด (ชะลอรถเข้าด่าน) โดยหยุดรถและชำระค่าผ่านทางกับพนักงานที่ตู้เก็บเงิน

นายสุวิชาณ สุระบาล ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ได้กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้ที่จะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าผ่านทางในวันที่ 16 มกราคม 2569 นี้ กรมทางหลวงขอแนะนำให้ลงทะเบียนสมัครสมาชิก M-Flow ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกสบายในการชำระค่าผ่านทางและขอหลักฐานหรือใบเสร็จค่าผ่านทาง พร้อมยังสามารถสืบค้นข้อมูลประวัติการใช้งาน และได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยการสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น MFlowThai หรือเว็บไซต์ mflowthai.com ที่กรมทางหลวงได้ปรับปรุงให้กรอกข้อมูลง่ายและสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ใช้เส้นทางได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการสมัครสมาชิก M-Flow โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี กรมทางหลวงจะเปิดจุดให้บริการสมัครสมาชิก M-Flow พร้อมติดตั้ง RFID Tag และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก ณ บริเวณด้านหลังด่านชั่งน้ำหนักขาเข้าของทั้ง 8 ด่าน ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้เตรียมบัตรประชาชนและสำเนาเล่มทะเบียนรถที่ท่านเป็นผู้ครอบครองไปด้วย ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก M-Flow แต่ยังไม่ได้ติดตั้ง RFID Tag กับรถที่ลงทะเบียนไว้ กรมทางหลวงขอเชิญชวนให้นำรถของท่านมาติดตั้ง RFID Tag ได้ที่จุดให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลป้ายทะเบียนรถและความแม่นยำสูงสุดในการใช้งานระบบ M-Flow

สำหรับการใช้งานเส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไปนี้ กรมทางหลวงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามาใช้เส้นทางให้ขับขี่อย่างปลอดภัย โดยใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกินอัตราที่กำหนด คือ รถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 120 กม./ชม., รถโดยสาร/รถบรรทุก ไม่เกิน 100 กม./ชม., และรถบรรทุกหนัก/รถลากจูง ไม่เกิน 80 กม./ชม.

Advertisement

กบน.ไฟเขียวลดราคาดีเซล-เบนซินลง 50 สตางค์/ลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.)

8 มกราคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 10 สตางค์/ลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลง 50 สตางค์/ลิตร พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน หน้าสถานีบริการน้ำมันลงทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเป็น 29.94 บาท/ลิตร (จากเดิม 30.44 บาท/ลิตร)

ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และการบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้สามารถลดราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันลงได้ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพลังงาน ในการดูแลภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน พร้อมกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานในประเทศ อย่าไรก็ตาม กบน. ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์สหรัฐฯ-เวเนซูเอลา อย่างใกล้ชิด แม้ในขณะนี้ยังไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 4 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ที่ 4,788 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 34,573 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 39,361 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมัน จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 234.36 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 241.42 ล้านบาท

Advertisement

Verified by ExactMetrics