วันที่ 30 พฤศจิกายน 2025

รัฐบาลรุกหนักในทุกเวทีระดับโลก..เดินหน้าสื่อสารข้อเท็จจริง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 สิงหาคม 2568 รัฐบาลรุกหนักในทุกเวทีระดับโลก..เดินหน้าสื่อสารข้อเท็จจริง ด้วยพยานหลักฐานทุกมิติ ต่อประชาคมโลกผ่าน OSCE-เวทีระดับสูงด้านความมั่นคงของยุโรป ยืนยันหลักสันติวิธี ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และตอกย้ำว่าการปกป้องประชาชนจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นสิทธิโดยชอบตามกฎหมายสากล พร้อมใช้โอกาสนี้ขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ ศบ.ทก. เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าบทบาทของประเทศไทย ในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงและแสดงท่าทีอย่างตรงไปตรงมาต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ถึงวานนี้ (1 สิงหาคม 2568) ที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมการประชุม Helsinki+50 ในกรอบองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe: OSCE) ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมี นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ อธิบดีกรมยุโรป เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม

โดยในช่วงของการกล่าวถ้อยแถลง หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้ย้ำท่าทีของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า “ไทยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักมนุษยธรรมสากล และหลักการของ Helsinki Final Act อย่างไรก็ดี การโจมตีด้วยอาวุธโดยปราศจากการยั่วยุและไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนและความเสียหายต่อสาธารณูปโภคของไทย ทำให้กองทัพไทยมีความจำเป็นต้องดำเนินการตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาเพื่อปกป้องตนเอง (self-defense) อย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยยืนยันพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง และพร้อมใช้กลไกหารือทวิภาคีที่มีอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป”

นอกจากนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ ขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงของไทยในระดับภูมิภาคด้วยการแสดงความพร้อมของไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนเพียงหนึ่งเดียวในกรอบ OSCE ในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ OSCE ผ่านกิจกรรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่เป็นความสนใจร่วมกัน ได้แก่ การต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การต่อต้านการค้ามนุษย์ การจัดการชายแดน ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และความร่วมมือภายใต้กรอบ ASEAN Regional Forum (ARF) ตลอดจนหารือกับผู้แทนจากประเทศสมาชิกยุโรป ได้แก่ 1. เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำ OSCE 2. อธิบดีฝ่ายการเมือง กระทรวงการต่างประเทศลักเซมเบิร์ก และ 3. รองอธิบดีฝ่ายการเมือง กระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค และแนวทางการส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับสากล

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ยังได้ประกาศความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 OSCE Asian Conference ร่วมกับฟินแลนด์ ภายใต้หัวข้อหลักคือ “การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์” ซึ่งจะต่อยอดจากผลลัพธ์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “Combatting Online Scams” และการประชุม 2025 OSCE Asian Partners for Co-operation Group (APCG) ที่ไทยร่วมจัดกับ OSCE เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเวียนนา รวมทั้ง ไทยได้บริจาคเงินอุดหนุนเข้ากองทุน Helsinki+50 ในโอกาสครบรอบ 25 ปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนไทย–OSCE เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการดำเนินงานของ OSCE ให้บรรลุวัตถุประสงค์ และยืนยันบทบาทของไทยในเวทีความมั่นคงระหว่างภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลไทยจะไม่ยอมจำนนต่อความบิดเบือนหรือการกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง พร้อมยืนหยัดบนเวทีโลกด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ยึดหลักสากลอย่างมั่นคง และเดินหน้าทำงานเชิงรุกเพื่อให้ประชาคมโลกเห็นภาพความจริงที่ว่า ไทยปกป้องประชาชนของตนอย่างมีเหตุผล และยังเปิดกว้างต่อการแก้ปัญหาโดยสันติ” นายจิรายุ กล่าว

Advertisement

เตือน “โรคไข้ดิน” อันตราย เกษตรกร-รับจ้างทั่วไปเสี่ยงมากสุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 1 สิงหาคม 2568 รัฐบาล เตือน “โรคไข้ดิน” อันตราย ป่วยแล้ว 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย พบอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไปเสี่ยงมากสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน เน้นย้ำประชาชนดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงฤดูฝน นอกจากโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจแล้ว ประชาชนยังต้องระมัดระวังโรคอื่นด้วย ซึ่งข้อมูลจากกรมควบคุมโรค รายงานว่ามีประชาชนป่วยเป็นโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดินแล้ว จำนวน 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 4.52% โดยผู้ป่วยพบมากในอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป พบผู้ป่วยได้ทั่วประเทศ แต่จะสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 58 ปี ผู้เสียชีวิตจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย และพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย โดยปัจจัยรับเชื้อเกิดจากการสัมผัสพื้นดิน พื้นน้ำโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน

ขณะที่ โรคเลปโตสไปโรสิส หรือไข้ฉี่หนู พบผู้ป่วยสะสม 1,895 ราย เสียชีวิต 25 ราย อัตราป่วยตาย 1.32% เป็นโรคที่พบมากในฤดูฝน เนื่องจากการลุยน้ำโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งปีนี้พบผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง โดยผู้ป่วยพบมากในอายุ 60 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับกลุ่มที่เสียชีวิต ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีน้ำท่วมหลายจังหวัด ขอให้ประชาชนป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อ เลี่ยงการลุยน้ำ แช่น้ำ แต่ถ้าจำเป็นต้องสวมรองเท้าป้องกัน เป็นรองเท้าบู๊ทและสวมถุงมือ พร้อมทั้งล้างมือบ่อย ๆ

“รัฐบาล ห่วงใยสุขภาพพี่น้องประชาชน กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้เฝ้าระวังติดตามและประเมินสถานการณ์โรค และภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนและพื้นที่หลังน้ำลดอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ และสนับสนุนทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยงานในพื้นที่กรณีเกิดการระบาดของโรค รวมถึงเร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการป้องกันโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ ประชาชนสามารรถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422” นายอนุกูล ระบุ

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนแจ้งเตือนข่าวปลอม ภัยออนไลน์ เบาะแสยาเสพติด ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 31 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนแจ้งเตือนข่าวปลอม ภัยออนไลน์ เบาะแสยาเสพติด ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอม แก่ประชาชน โดยยกระดับการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการแจ้งเตือนข่าวปลอม – ภัยออนไลน์ ได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

โดยมีบริการประกอบด้วย

1.บริการข้อมูลความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งประชาชนสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล

2.บริการข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข่าวปลอม การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และข่าวปลอม

3.สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำระบบงานจัดเก็บข้อมูลแอปฯ Cyber Community Thailand ให้สามารถใช้บริการผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมในการเข้าถึงบริการของประชาชน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

การให้ความรู้ด้านดิจิทัล การแจ้งเตือนข่าวปลอม และภัยออนไลน์ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามทางออนไลน์ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน สำหรับแอปฯ ทางรัฐ มีบริการภาครัฐกว่า 179 บริการ รวมถึงบริการประเภทแจ้งเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ อาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 แจ้งเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสกับศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย 1567 การแจ้งเหตุคดีพิเศษ DSI 1202 หรือ แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร เป็นต้น

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสข่าวผ่านแอปฯ “Cyber Community Thailand” เพื่อป้องกันภัยจากข่าวปลอม และจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” และแอปฯ “Cyber Community Thailand” ผ่านทาง App Store สำหรับผู้ใช้ iOS และ Google Play Store สำหรับผู้ใช้ Android”

Advertisement

ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องหยุดยิงคืนนี้เวลา 24.00 น.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 กรกฎาคม 2568 ผลหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เห็นพ้องหยุดยิงคืนนี้ เวลา 24.00 น. และกลับไปใช้กลไกทวิภาคีแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

แถลงการณ์ร่วมต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับการประชุมพิเศษที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างกัมพูชาและไทย

รัฐบาลของประเทศมาเลเซีย กัมพูชา และไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ ภายหลังจากการประชุมพิเศษที่จัดขึ้น ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม เป็นประธาน เจ้าภาพ และผู้ร่วมสังเกตการณ์ พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนด แห่งกัมพูชา และรองนายกรัฐมนตรีรักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ร่วมจัด และสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมอย่างแข็งขัน เพื่อส่งเสริมการแก้ไขสถานการณ์ด้วยสันติวิธี

นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนด และรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย ได้แสดงจุดยืนและความตั้งใจที่จะหยุดยิงโดยทันที และคืนสู่สภาวะปกติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ติดต่อกับผู้นำของทั้งสองประเทศเพื่อเรียกร้องให้หาทางออกอย่างสันติ ส่วนฝ่ายจีนก็ได้ติดต่ออย่างใกล้ชิดกับกัมพูชา ไทย มาเลเซีย และประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการเจรจา การหยุดยิง และการฟื้นฟูสันติภาพ

การมีส่วนร่วมและความร่วมมือของทุกฝ่ายสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสันติภาพ การเจรจา และเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งกัมพูชาและไทยได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้:

1.การหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข มีผลตั้งแต่เวลา 24.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียด และฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง

2.การประชุมไม่เป็นทางการระหว่างผู้บัญชาการทหารภูมิภาค (กองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของฝ่ายไทย และกองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของฝ่ายกัมพูชา) ในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 และอาจมีการประชุมต่อเนื่องกับผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารภายใต้การนำของประธานอาเซียน หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ

3.การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ

ในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบัน มาเลเซียพร้อมประสานงานจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์เพื่อตรวจสอบและรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลง โดยจะหารือกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ เพื่อร่วมกันสนับสนุนภารกิจการสังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในระดับภูมิภาคเพื่อสนับสนุนสันติภาพ

ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะ รื้อฟื้นช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย กัมพูชา และไทย ได้รับมอบหมายให้ร่วมกันจัดทำกลไกโดยละเอียดสำหรับการดำเนินการ ตรวจสอบ และรายงานผลการหยุดยิง ซึ่งกลไกนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนและความรับผิดชอบร่วมกัน

ที่ประชุมยืนยันเจตจำนงร่วมของมาเลเซีย กัมพูชา และไทย ในการยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือพหุภาคี เพื่อแสวงหาทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืนต่อสถานการณ์ดังกล่าว

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือประสบความสำเร็จ ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นพ้องร่วมกันยุติการยิง มีผลในเวลา 24.00 น. ของวันนี้ (28 ก.ค.68) และกลับไปใช้กลไกทวิภาคีแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดทอนความรุนแรง และเริ่มฟื้นฟูสันติภาพความมั่นคงอีกครั้ง รวมถึงได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการโดยจะมีการประชุมระหว่างแม่ทัพภาค 1 และ 2 ของฝ่ายไทยและกองทัพภาค 4 และ 5 ของกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ (29 ก.ค.68) เวลา 7.00 น. อีกทั้งจะมีการเชิญผู้ช่วยทูตทหารของอาเซียนมารับฟังการหารือของทั้งสองฝ่ายด้วย นอกจากนี้ไทยขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่แสดงความกังวลและความปรารถนาดี

Advertisement

ไทยรับคำเชิญ “อันวาร์” ถกปัญหาชายแดน “ภูมิธรรม” นำทีมไทยแลนด์เจรจา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 27 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลยืนยัน “อันวาร์” ประธานอาเซียน เชิญผู้นำไทยถกปัญหาไทย-กัมพูชา “ภูมิธรรม” นำทีมไทยแลนด์เจรจา ย้ำไม่มีการเจรจาเรื่องแผนที่ ยืนยันการรักษาอธิปไตยของประเทศแม้ตารางนิ้วเดียวก็ให้ใครไม่ได้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ. ทก.) เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยได้รับคำเชิญจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเชีย ในฐานะประธานอาเชียน ให้เดินทางไปร่วมหารือ แนวทางสันติภาพในภูมิภาคนี้ ในวันพรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568) ณ ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยคณะจะออกเดินทางจากกองทัพอากาศเวลาประมาณ 10.30น และเข้าหารือ เวลา 15.00 น.ตามเวลาประเทศมาเลเซีย

คณะของทีมไทยแลนด์นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการนายกรัฐมนตรี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและตนในฐานะกรรมการ ศบ.ทก.

ทั้งนี้ ได้รับแจ้งว่า ประธานอาเซียนได้เชิญผู้แทนรัฐบาลกัมพูชา โดยนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางมาหารือด้วยตนเอง

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ตามที่สื่อไทยบางสื่อนำเสนออ้างแหล่งข่าวว่าการไปเจรจาครั้งนี้ ไทยจะยอมใช้แผนที่ 1:200,000 ตามกัมพูชา เพื่อหยุดยิงนั้น ไม่เป็นความจริง และเป็นไปไม่ได้แม้แต่น้อย รัฐบาลไทยยึดแผนที่ 1: 50,000 มาตลอด

“ไม่มีรัฐบาลไหน หรือใครคนใดจะยอมขายชาติตนเอง การเสนอข้อมูลเช่นนี้ต้องระมัดระวังอย่างมากในขณะที่ชาติมีภัยคุกคาม ทั้งนี้ การเจรจาจะรับฟังแนวทางเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ และการนำสันติภาพกลับคืนมา โดยรัฐบาลไทย ยืนยันปกป้องอธิปไตย บูรณาภาพของดินแดนไทยทุกตารางนิ้ว นายจิรายุ กล่าว

Advertisement

ทอ.ส่ง F-16 และ กริพเพน โจมตีสกัดอาวุธวิถีโค้งกัมพูชา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 กรกฎาคม 2568 กองทัพอากาศส่ง F-16 และ กริพเพน โจมตียุทธบริเวณ “ภูมะเขือ” สกัดอาวุธวิถีโค้งกัมพูชา อีกจุดปราสาทตาเมือนธม ผลปฏิบัติลุล่วงกลับฐานปฏิบัติด้วยความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.68 กองทัพอากาศ ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ และเครื่องบินกริพเพน จำนวน 2 ลำ ออกปฏิบัติการโจมตี พื้นที่ยุทธบริเวณเป้าหมายทหาร ของทางทหารกัมพูชาบริเวณภูมะเขือ หลังทหารกัมพูชาเตรียมใช้อาวุธวิธีโค้งยิงใส่ฝ่ายไทยหวังยึดภูมะเขือ

ส่วนอีกจุดบริเวณปราสาทตาเหมือนธม โดยเป็นจุดที่ทางทหารกัมพูชาได้ตั้งปืนใหญ่และกำลังพลยิงข้ามมายังฝั่งประเทศไทยโดยไร้ทิศทาง ทั้งนี้ผลการปฏิบัติการ ทำลายเป้าหมายได้ทั้งสองจุด ลุล่วงไปด้วยดี และได้บินกลับฐานปฏิบัติด้วยความปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การขึ้นบินกริพเพนของกองทัพ ในภารกิจสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ ถือเป็น ‘ประวัติศาสตร์’ ของเครื่องบินขับไล่กริพเพนที่มีประจำการในหลายประเทศ ที่ใช้ในภารกิจสู้รบ-ใช้อาวุธจริงครั้งแรก

ที่ผ่านมา กริพเพน ถูกใช้เพียงภารกิจบินรักษาอาณาเขต เช่น บริเวณทะเลบอลติกในทวีปยุโรป ในฐานะสมาชิก ‘นาโต้’ ผ่านเหตุการณ์สู้รบ ‘ยูเครน-รัสเซีย’ และภารกิจเฝ้าตรวจ-คุ้มกันน่านฟ้า ประเทศลิเบีย ที่กองทัพอากาศสวีเดนเข้าร่วมภารกิจ

Advertisement

อนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยา เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 25 กรกฎาคม 2568 กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี อนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2568 เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้ความช่วยเหลือประชาชน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และทหารพราน ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้ 1.กรณีเสียชีวิต รายละ 1,000,000 บาท 2.กรณีทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท 3.กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท 4.กรณีบาดเจ็บมาก รายละ 100,000 บาท และ 5.กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 50,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยและรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบทั้งด้านความเป็นอยู่และสภาพจิตใจ รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมทั้งขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ในการนี้ ประชาชนที่มีความประสงค์จะบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถร่วมบริจาคได้ที่ “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล บัญชีเลขที่ 067-0-06895-0 โดยยอดเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

Advertisement

ศบ.ทก.เปิดไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 กรกฎาคม 2568 โฆษก ศบ.ทก. ไล่เลียงไทม์ไลน์ เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำทหารกัมพูชาวางอาวุธครบมือ พร้อมเปิดฉากยิงก่อน ใกล้ปราสาทตาเมือนธม ก่อนขยายการปะทะไปอีก 6 จุด ประชาชนตาย 1 บาดเจ็บ 3 เด็ก 5 ขวบเจ็บด้วย ชี้ ศบ.ทก. ยกระดับขั้นที่ 4 ปิดทุกด่านชายแดน วอนนักพนันไทยดูแลตัวเอง เดินทางกลับไม่ได้

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ศบ.ทก. แถลงว่า ที่ประชุม ศบ.ทก. ได้มีการพูดคุยติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไล่เรียงเหตุการณ์ก่อนเกิดการปะทะ โดยเฉพาะล่าสุด เหตุการณ์รอบวางระเบิดที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เกิดเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสาหัส ยืนยันว่า เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 7:35 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้โดรนบิน เพื่อตรวจการการวางกำลังของฝ่ายไทย บริเวณประสาทตาเมือน จากนั้นได้พบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชานำอาวุธเข้าประจำการบริเวณด้านหน้าลวดหนาม พร้อมกำลังพล 6 นายอาวุธครบมือ โดยมี RPG อยู่ในมือ เคลื่อนมายังบริเวณแนวหน้า ซึ่งฝ่ายไทยมองแล้วว่าสถานการณ์ไม่น่าปลอดภัย จึงได้ใช้ความพยายามในการตะโกนเจรจาแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นเวลา 8.20 น.ฝ่ายกัมพูชาเริ่มเปิดฉากยิงก่อน บริเวณตรงข้ามฐานหมูป่า ทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ห่างจากปราสาทตาเมือน 200 เมตร ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้

จากนั้นสถานการณ์ก็ได้ขยายพื้นที่ออกไปตามแนวชายแดนต่างๆ และเกิดพื้นที่ปะทะอีก 6 จุด ได้แก่ พื้นที่ปราสาทตามเมือนธม ประสาทตาควาย ช่องบก เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย ภูมะเขือ ช่องอานม้า ช่องจอม พร้อมย้ำปัจจุบันฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธหนัก เช่น BM21 และปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตร ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายไทย รวมถึงการสูญเสียชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการโจมตีพื้นที่สาธารณะ คือ ศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และยังโจมตีไปยังโรงพยาบาลของไทย

“ฝ่ายไทยได้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยแล้ว แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นเด็กชายอายุ 5 ขวบ และเสียชีวิต 1 คน ในพื้นที่ชุมชนบริเวณชายแดนพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยอมรับว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชน ติดตามข่าวสารทางการอย่างต่อเนื่อง” พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าว

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ 2551 มาตรา 39 โดยให้กองทัพไทยจัดตั้งศูนย์บัญชาการทางทหารในแต่ละระดับชั้น ตั้งแต่ยามปกติเพื่อติดตามสถานการณ์ และควบคุมอำนวยการสั่งการ การปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ศูนย์บัญชาการทางทหาร มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บังคับบัญชา สามารถดำเนินการใช้กำลังทางทหารได้ พร้อมระบุว่าการดำเนินการของ ศบ.ทก. เดิมมีมาตรการควบคุมเปิดปิดด่าน และได้เน้นย้ำมาเสมอว่า ด่านไทยไม่เคยปิด และใช้มาตรการถึงระดับ 2 คือ จำกัดคนและจำกัดเวลา แต่ปัจจุบันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้จำเป็นต้องยกระดับมาตรการควบคุมชายแดน จุดผ่านแดนต่างๆ ไปถึงระดับที่ 4 คือ ปิดด่านการเข้าออกทุกด่าน ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา และที่ผ่านมาพบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีการรายงานว่ามีการจับตานักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางโดยเครื่องบินไปเล่นการพนันในพื้นที่ชายแดน และเดินทางกลับช่องทางทางบกตามแนวชายแดน ซึ่งพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ ทางการไม่สนับสนุน จึงได้มีการรวบรวมและติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง และจะมีการเข้มงวดกับกลุ่มเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับช่วงนี้มีสถานการณ์ชายแดน ทำให้มีการปิดการชายแดน จึงไม่สามารถเดินทางกลับทางบกได้ จึงขอแจ้งเตือนไปยังประชาชนที่ยังมีพฤติกรรมดังกล่าว ขอให้งดการเดินทางในลักษณะเช่นนี้ พร้อมกันนี้ อยากฝากไปยังประชาชน ว่า ทางการไม่ได้นิ่งกำลังใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

Advertisement

กต.แจงทูต 68 ปท. ย้ำ “กัมพูชา” ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา-อธิปไตยไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 กรกฎาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันจุดยืนต่อคณะทูตจาก 68 ประเทศ “กัมพูชา” ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ละเมิดอธิปไตยไทย พร้อมยื่นประท้วงต่อประชาคมโลก เพื่อให้กัมพูชารับผิดชอบเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และเก็บกู้ทุ่นระเบิด ยังไม่ถึงขั้นเรียกฑูตกลับประเทศ

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวหลังบรรยายสรุปแก่เอกอัครราชทูต หรือผู้แทน รวมถึงผู้ช่วยทูตทหาร จำนวน 93 คนจาก 68 ประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และแถลงผลการบรรยายสรุปโดยมีนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. พลเอกศักดิ์สิทธิ์ แสงชนินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และนางสาวพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการบรรยายในวันนี้เพื่อบรรยายสรุปให้แก่คณะทูต ในเรื่องกำลังพลของกองทัพบก 3 นาย ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะลาดตระเวนที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี โดยกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ศบ.ทก.ได้แถลงข้อเท็จจริง เน้นย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย

โดยภาพรวมการบรรยายสรุปวันนี้ เป็น 5 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ยืนยันการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วัตถุระเบิดที่พบไม่มีการใช้ หรือมีอยู่ในคลังอาวุธของฝ่ายไทย เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ เมื่อประกอบกับการประมวลข้อมูล และหลักฐานนำไปสู่ข้อสรุปได้ว่า เป็นทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา และถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

2.รัฐบาลไทยได้มีแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ถือเป็นการละเมิดอธิปไตย และเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และยังเป็นการกระทำที่ละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาว่าอย่างชัดเจน

3.จากหลักฐานทั้งหมดที่ได้มีการรวบรวม และตรวจสอบอย่างรอบคอบ รัดกุม จากฝ่ายความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศได้มอบหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการให้ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เพื่อประท้วงกัมพูชาว่า ได้ทำการละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาว่า และขอให้ฝ่ายกัมพูชาตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงความรับผิดชอบ เยียวยาผู้เสียหาย รวมทั้งขอให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดตามที่เคยได้ตกลงกันไว้

4.กระทรวงการต่างประเทศ โดยเอกอัครราชทูตผู้แทนประจำสหประชาชาติ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำการประชุมรัฐภาคี ว่าด้วยการลดอาวุธ โดยการประชุมพันธอนุสัญญาว่าด้วยรัฐภาคีตามอนุสัญญาออตตาวา ที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับการประท้วงกัมพูชา ว่าเนื่องด้วยการที่ไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญา ที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ จึงต้องปฏิบัติตามพันธกรณี ในการรายงานเหตุการณ์การละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาตามมาตรา 1 ของอนุสัญญา และย้ำว่าไทยต้องการใช้กลไกรัฐภาคีกับกัมพูชาดำรงไว้เพื่ออนุสัญญาออตตาวา ในฐานะรัฐภาคี โดยไทยต้องการใช้การหารือทวิภาคีกับกัมพูชา

5.ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำจุดยืนของไทย ที่ยึดถือหลักปฏิบัติสากลกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสหประชาชาติพันธกรณีของประเทศไทยและในขณะเดียวกันไทยยังคงพร้อมที่จะพูดคุยหาทางออกกับฝ่ายกัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

นายนิกรเดช ยังกล่าวตามที่ให้การแถลงข่าวไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตนเองได้บอกกับสื่อมวลชนว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เดินทางไปที่นครนิวยอร์ก เพื่อไปร่วมการประชุม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมหารือแห่งการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นิวยอร์ก ได้พบผู้แทนระดับสูงต่างประเทศ และจะใช้โอกาสนี้ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะหลักการของไทยที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและเจรจาผ่านกรอบทวิภาคี

ซึ่งล่าสุดวันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และได้พบกับรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมของปานามา ซึ่งจะเป็นประธานคนต่อไป ซึ่งทั้งสองคนเห็นพ้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของไทย ว่าเราจะใช้กลไกทวิภาคี และหากมีการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาก็จะต้องแก้ไข

เมื่อถามถึงประเด็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วผลกระทบต่อการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุนระเบิดแห่งชาติ หรือ T-Mac มากน้อยแค่ไหน นายนิกรเดช ยืนยันว่าไม่กระทบ เพราะยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการปฏิบัติต่อเนื่องบริเวณชายแดนฝั่งไทยมาโดยตลอด เนื่องจากเราไม่เคยมีกลไกที่มีความร่วมมือกับกัมพูชาอย่างเป็นทางการ อย่างเช่น เรื่องทุ่นระเบิดเป็นโปรเจ็คโมเดลที่ได้ทดลอง ดังนั้นตนเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความตื่นตัวในฝั่งไทย

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอนุสัญญาออตตาว่านั้น นายนิกรเดช กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่เป็นรัฐภาคีทำหน้าที่อย่างถี่ถ้วนสมบูรณ์มาโดยตลอดเช่นกัน และสิ่งที่เราทำวันนี้ คือ การยื่นจดหมายก็เป็นไปตามมาตราที่ 1 ของอนุสัญญา ที่รัฐภาคีจำเป็นต้องรายงานหากพบเจอทุ่นระเบิดก็ต้องรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ประเทศไทยได้ยื่นสถิติของการมีทุ่นระเบิดในครอบครองทั้งหมด ยืนยันให้เห็นการเป็นประเทศที่มีความรับผิดชอบ ในฐานะรัฐภาคี ยังมีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างสูงสุด

เมื่อถามว่าสถานการณ์ทางแนวชายแดนดูรุนแรง และเกิดการยั่วยุบ่อยครั้งสถานการณ์แบบนี้ จะทำให้กระทรวงการต่างประเทศ ต้องพิจารณามาตรการตอบโต้เข้มข้นกว่าการประท้วงเป็นเอกสารหรือไม่ เช่น เรียกทูตกลับมา หรือส่งทูตกัมพูชากลับไป นายนิกรเดช ยืนยันว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น ในขั้นตอนนี้ได้มีการถาม-ตอบในที่บรรยายเช่นกัน เนื่องจากเราย้ำตลอดว่าเราต้องการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทวิภาคีและเอกอัครราชทูต เป็นกลไกสำคัญ ที่จะเปิดช่องให้มีการหารือทวิภาคี ดังนั้นฝ่ายไทยยังไม่ได้มีการพิจารณาไปถึงจุดนั้น

Advertisement

เตือน ใช้เครื่องขูดหินปูน Ultrasonic ด้วยตนเองที่บ้านอันตราย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 21 กรกฎาคม 2568 เตือนประชาชนใช้เครื่องขูดหินปูน Ultrasonic ด้วยตนเองที่บ้านอันตราย เสี่ยงติดเชื้อ แนะใช้สิทธิบัตรทองขูดหินปูนที่คลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” หรือที่หน่วยบริการประจำตามสิทธิ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

นายอนกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าปัจจุบันนี้โซเชียล มีเดีย หรือ สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการวางจำหน่ายเครื่องมือขูดหินปูน Ultrasonic ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกและประหยัด แต่ความจริงแล้วการขูดหินปูนไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้หากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ โดยการขูดหินปูนจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางที่ผ่านการฆ่าเชื้อตามมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อให้การขจัดหินปูนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นายอนกูล กล่าวว่า เครื่องขูดหินปูน Ultrasonic เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้หลักการสั่นสะเทือนด้วยคลื่นความถี่สูงและน้ำในการกำจัดคราบหินปูนที่สะสมอยู่บนผิวฟันและใต้เหงือก การใช้งานเครื่องมือชนิดนี้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้น ต้องกระทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะการมองเห็น และความเข้าใจกายวิภาคของช่องปาก เพื่อให้สามารถขจัดหินปูนได้อย่างหมดจดโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างฟัน เหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปาก ซึ่งการใช้เครื่องขูดหินปูน Ultrasonic ด้วยตัวเองที่บ้านนั้น ไม่ปลอดภัย เนื่องจากมีความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้เครื่องขูดหินปูน Ultrasonic ด้วยตนเอง ดังนี้

1.การทำลายผิวเคลือบฟัน มุมการวางหัวขูดที่ไม่เหมาะสม การใช้แรงกดที่มากเกินไป การจิกของหัวขูดหรือการขูดซ้ำๆ อาจทำให้ผิวเคลือบฟันซึ่งเป็นชั้นนอกสุดที่ปกป้องฟันถูกทำลาย เกิดภาวะเสียวฟันและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุในอนาคต

2.การบาดเจ็บต่อเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก: การสอดหัวขูดเข้าไปใต้ขอบเหงือกอย่างไม่ถูกต้องเนื่องจากการมองเห็นที่ชัดเจนและมุมของเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่การฉีกขาด บาดเจ็บ ของเหงือกได้

3.โรคปริทันต์อักเสบลุกลามจากการหลงเหลือหินปูนใต้เหงือก เครื่องขูดหินปูน Ultrasonic สำหรับใช้เองมักมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและไม่สามารถเข้าถึงบริเวณใต้เหงือกได้อย่างสมบูรณ์ การขจัดหินปูนที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณใต้เหงือก จะส่งผลให้หินปูนยังคงสะสมตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปริทันต์อักเสบ ที่อาจลุกลามทำลายกระดูกรองรับฟัน นำไปสู่การสูญเสียฟันได้ หากไม่ได้ รับการรักษาที่เหมาะสมจากทันตแพทย์

และ 4.ความเสี่ยงในการติดเชื้อ เครื่องมือที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตามมาตรฐานทางการแพทย์ (Sterilization) จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในช่องปาก อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้

“เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนกับทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อมั่นใจได้ว่าการขจัดหินปูนที่เป็นสาเหตุของโรคปริทันต์นั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย รวมทั้งผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยปัญหาอื่นๆ ในช่องปาก เช่น ฟันผุ รากฟันอักเสบ หรือรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งในช่องปากอย่างเหมาะสมด้วย” นายอนุกูล กล่าว

ทั้งนี้สอบถามเพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพช่องปาก ได้ที่ Facebook : สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ และ LineOA : @iodforfun สำหรับประชาชนสิทธิบัตรทอง สามารถขูดหินปูนที่คลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” หรือที่หน่วยบริการประจำตามสิทธิ ได้ปีละ 3 ครั้ง ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม

Advertisement

Verified by ExactMetrics