วันที่ 15 มีนาคม 2026

พระราชดำรัสในหลวง พระราชทานแก่คณะรัฐมนตรี ในวโรกาสเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ

People Unity : พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานต่อคณะรัฐมนตรี ในการพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 36 คน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ความว่า

“ขอให้มีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ได้ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งนี้เพื่อความสุขและความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน งานใดๆก็ต้องมีอุปสรรค งานใดๆก็ต้องมีปัญหา เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องแก้ปัญหา และเข้าหางาน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามสถานการณ์ โดยแก้ไขให้ตรงเป้าตรงจุดและมีความเข้มแข็งอดทน ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลมีกำลังใจ มีพลังที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีด้วยความถูกต้องต่อไป”

ใต้ร่มพระบารมี : พระราชดำรัสในหลวง พระราชทานแก่คณะรัฐมนตรี ในวโรกาสเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ

People Unity : post 18 กรกฎาคม 2562 เวลา 23.20 น.

ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการ ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป น้อมอุทิศถวายพระราชกุศล พระพันปีหลวง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยไม่ถือเป็นวันลา

วันนี้ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราช  หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ

ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2569  จำนวน 10  วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน และได้เงินเดือนตามปกติ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ประชาชน ได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รวมถึงได้มีโอกาสพัฒนาตนเองและทำความดีอันเป็นแบบอย่างแด่ชนรุ่นหลัง

Advertisement

ก.พาณิชย์ ขึ้นทะเบียน GI “กระท้อนทองใบใหญ่บางเจ้าฉ่า” กระท้อนทรงปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 กรกฎาคม 2567 ก.พาณิชย์ ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กระท้อนทองใบใหญ่บางเจ้าฉ่า” กระท้อนทรงปลูกและพระราชทานพันธุ์กระท้อนให้แก่ราษฎรจังหวัดอ่างทอง เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กระท้อนทองใบใหญ่บางเจ้าฉ่า” เป็นกระท้อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงปลูกต้นกระท้อนพันธุ์ “ทองใบใหญ่” ณ วัดยางทอง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 “กระท้อนทองใบใหญ่บางเจ้าฉ่า” มีลักษณะผลค่อนข้างกลม ขั้วผลนูนเล็กน้อย เปลือกบาง ผิวนอกไม่เรียบ ผลสุกสีเหลืองทอง เนื้อหนานุ่ม ฉ่ำ ปุยเมล็ดมีรสชาติหวานฉ่ำ กลิ่นหอมหวาน มีการขยายพื้นที่ปลูกทั้งอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบตะกอนน้ำพา มีชุดดินสิงห์บุรีที่มีธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง รวมถึงภูมิปัญญาและองค์ความรู้ในเรื่องการเพาะปลูกของเกษตรกรที่มีความชำนาญและประสบการณ์ ประกอบกับลักษณะภูมิอากาศจัดอยู่ในโซนร้อนและชุ่มชื้น เป็นแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีเมฆมากและฝนตกชุก ส่งผลให้กระท้อนมีรสชาติหวานฉ่ำ รสชาติอร่อย และเจริญเติบโตได้ดี จนได้รับรางวัลชนะเลิศด้านรสชาติอันดับ 1 ของจังหวัดอ่างทอง และได้มีการจัดงานมหกรรมกระท้อนทองใบใหญ่ทรงปลูก เพื่อเผยแพร่ผลผลิตกระท้อนให้เป็นที่นิยมของตลาด จนสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในชุมชนกว่า 6 ล้านบาทต่อปี

ทัั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้ประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อคุ้มครองสินค้าท้องถิ่นชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าในแต่ละท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ตลอดจนส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้า GI เป็นสินค้าสำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ตามนโยบายของรัฐบาล ปัจจุบันมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI ทั่วประเทศแล้ว 206 สินค้า มูลค่ากว่า 71,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรหรือชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดที่สนใจนำสินค้าชุมชนที่มีอัตลักษณ์และเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ สามารถนำมาปรึกษาเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียน GI ได้ที่ ศูนย์บริการประชาชน กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร.1368 ได้

Advertisement

นายกฯ เปิด “โครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 14 มิถุนายน 2567 นายกฯ เปิด “โครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” รวมพลังจิตอาสาทุกภาคส่วน ร่วมปลูกป่า บำรุงรักษาต้นไม้

วันนี้ (14 มิ.ย. 67) เวลา 13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” โดยมี พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายกฯ และผู้เข้าร่วมพิธี รับชมวีดิทัศน์ “โครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ต่อจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงานการดำเนินโครงการฯ

โอกาสนี้ นายกฯ กล่าวว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดโครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาลจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยรวมพลังจิตอาสาทุกภาคส่วนในการร่วมกันปลูกป่าและบำรุงรักษาต้นไม้ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ธรรมชาติ คืนอากาศสะอาดให้กับประชาชน โดยตั้งเป้าหมายในการปลูกป่าทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 72 ล้านต้น โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการรับลงทะเบียน จัดหาพันธุ์กล้าไม้ และรวบรวมข้อมูลการปลูกต้นไม้ของทุกหน่วยงาน องค์กร กลุ่มบุคคล เพื่อใช้ประกอบการดูแลรักษาต่อไป

นายกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็น 1 ใน 10 โครงการที่ดำเนินการในนามของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีโครงการของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ร่วมจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลนี้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานทุกภาคส่วนได้ร่วมทำกิจกรรมในวาระสำคัญกับพี่น้องประชาชน จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนร่วมกันแสดงออกถึงพลังแห่งความจงรักภักดี และความสามัคคีของปวงชนชาวไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล รวมทั้งเพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนางานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้มีความยั่งยืนสืบไป

ต่อจากนั้น นายกฯ ได้มอบต้นกล้า “ต้นรวงผึ้ง” จำนวน 26 ต้น ให้แก่ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวง ผู้แทนเหล่าทัพและกรุงเทพมหานคร แล้วเยี่ยมชมบูธนิทรรศการฯ พร้อมถ่ายรูปร่วมกับคณะผู้บริหาร

“การจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการฟื้นฟูและรักษาสภาพป่าต้นน้ำ รวมถึงการคืนสภาพโครงสร้างของระบบนิเวศให้กับผืนป่าทั่วประเทศ โดยรวมพลังจิตอาสาของทุกภาคส่วนในการร่วมกันปลูกป่าและบำรุงรักษาต้นไม้ เพื่อคืนธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

Advertisement

นายกฯ ตรวจเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 กรกฎาคม 2567 นายกฯ ลงเรือ ตรวจเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งกำหนดให้จัดขึ้น ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 นี้

วันนี้ (19 กรกฎาคม 2567) เวลา 08.30 น. ณ โรงเรือพระราชพิธี ท่าวาสุกรี – ท่าวัดอรุณราชวราราม แขวงวชิร พยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตรวจเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยมี นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงโรงเรือพระราชพิธี ท่าวาสุกรี นายกฯ เดินเยี่ยมชมท่าสุกรี จากนั้น รับฟังการบรรยายสรุปเส้นทางขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากนาวาเอกทรงชัย จิตหวัง หัวหน้านายทหารฝ่ายอำนวยการกรมการขนส่งทหาร

ต่อจากนั้น นายกฯ ลงเรือ ณ ท่าเทียบเรือ ท่าวาสุกรี เพื่อตรวจเส้นทางของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคและท่าเทียบเรือ (เส้นทางท่าสุกรี – ท่าวัดอรุณราชวราราม) และร่วมถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการจัดงาน ก่อนเดินทางกลับ

“การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ใช้เรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ จัดขบวนเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย สำหรับงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กำหนดจัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2567” นางรัดเกล้า กล่าว

Advertisement

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวังว่า ตามที่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัว บนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 82 สายบางขุนเทียน – เอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 บริเวณถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายประสพ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรม น้อมรับพระราชกระแสทรงห่วงใยและสนองงานพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยได้สั่งการให้วัฒนธรรมจังหวัดเร่งประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อส่งข้อมูลรายชื่อผู้เสียชีวิต ให้กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ และเตรียมความพร้อมการดำเนินงาน ตลอดจนประสานญาติผู้วายชนม์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปฏิบัติพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยขอเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่ประธานในพิธีตามที่สำนักพระราชวังกำหนด และรายงานให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมทราบต่อไป

Advertisement

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี น้อมนำพระราชดำริสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

วานนี้ 12 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ร.ต.อ.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนกรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจติดตามการก่อสร้างแก้มลิงลำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ตามโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับฟังความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ ผลการดำเนินโครงการ และภาพรวมแผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่หุบกะพงและพื้นที่ห้วยทรายใต้ การดำเนินโครงการน้ำบาดาลในพื้นที่ การขยายเขตไฟฟ้าพื้นที่แก้มลิงลำห้วยใหญ่ การติดตั้ง Floating Solar ในอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้และแก้มลิงห้วยใหญ่ การปรับปรุงภูมิทัศน์ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณอ่างเก็บน้ำ การติดตั้งระบบลำเลียงและสูบน้ำจากแก้มลิงห้วยลำใหญ่ถึงห้วยทรายใต้ โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ โดยน้อมนำพระราชดำริ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีพื้นที่สาธารณะในการใช้ประโยชน์ร่วมกันอันจะนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืน

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ได้ดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าลำห้วยใหญ่-อ่างเก็บน้ำห้วยทราย พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำแก้มลิงลำห้วยใหญ่ โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2568 ปัจจุบันมีความก้าวหน้าสะสมรวม 64.45% โดยในระยะต่อไป จะมีการดำเนินการติดตั้งตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า การติดตั้งเครื่องสูบน้ำและท่อเหล็กภายในสถานี และการทดสอบระบบประสิทธิภาพและความปลอดภัย และในส่วนของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างห้วยทรายใต้ มีแผนการดำเนินการขุดลอกด้านในอ่าง เพื่อเพิ่มความจุกักเก็บน้ำ 470,000 ลบ.ม. พร้อมปรับปรุง Spillway พร้อมพัฒนาเส้นทางและปรับปรุงภูมิทัศน์

Advertisement

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ทรงพระประชวร ฉบับที่ 2

People Unity News : 19 ธันวาคม 2565 แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชราชธิดา ทรงพระประชวร ฉบับที่ 2

วันที่ 19 ธันวาคม พุทธศักราช 2565 เวลา 07.00 น. สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชราชธิดา ทรงพระประชวร ฉบับที่ 2

ตามที่สำนักพระราชวัง ได้มีแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2565 ความทราบทั่วกันแล้วนั้น

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชราชธิดา ได้รายงานว่า พระอาการโดยรวมคงที่ในระดับหนึ่ง จังหวะการเต้นของพระหทัยควบคุมได้ด้วยพระโอสถ ผลการตรวจพระหทัย พบว่าพระหทัยยังบีบตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผลการฉีดสีของหลอดเลือดพระหทัยไม่พบความผิดปกติ คณะแพทย์ได้ถวายพระโอสถและเครื่องมือเพื่อช่วยการทำงานของพระหทัย พระปัปผาสะ พระวักกะ และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง

19 ธันวาคม พุทธศักราช 2565

Advertisement

ตั้ง รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ เพิ่มอีก 6 แห่ง

People Unity News : 2 พฤษภาคม 2566 รองโฆษกรัฐบาล เผย ครม.รับทราบรายงานความก้าวหน้ายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปี 66 ตั้งเพิ่ม 6 แห่ง กระจายการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพทุกภูมิภาค

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดย ครม. มีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 เห็นชอบในหลักการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (จ.ภ.) ประจำเขตตรวจราชการ จำนวน 6 แห่ง และให้ปรับปรุงแก้ไขจังหวัดเขตพื้นที่บริการโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับจำนวนโรงเรียนและบริบทเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิสังคม ระบบราชการ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบฯ 2565 – 2569)

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเสนอรายงานความก้าวหน้าว่าได้ดำเนินการตามมติ ครม. ดังกล่าว โดยจัดทำแนวทางการพัฒนาจัดตั้ง จ.ภ. 6 แห่ง โดยกำหนดพื้นที่จังหวัดสำหรับการจัดตั้ง จ.ภ. ในพื้นที่เขตตรวจราชการ 6 เขตตรวจฯ ที่ยังไม่มี จ.ภ. ตั้งอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่เขตตรวจราชการที่กำหนดไว้ และได้ปรับปรุงเขตพื้นที่บริการของ จ.ภ. จากเดิมที่มีพื้นที่รับนักเรียนจำนวน 7-8 จังหวัดต่อ 1 โรงเรียนให้เป็นจำนวน 4-5 จังหวัดต่อ 1 โรงเรียนเพื่อให้การเข้าถึงโอกาสของนักเรียนในจังหวัดต่าง ๆ มีการกระจายอย่างทั่วถึง

“เดิมโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมีจำนวน 12 แห่ง และได้กำหนดเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง ในจังหวัดสุพรรณบุรี กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี และลำปาง แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งมั่นสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและกระจายการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นจึงได้มีการเพิ่มจัดสรรใหม่อีก 2 แห่ง คือ ในจังหวัดสระแก้ว และ กำแพงเพชร ทำให้จะมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่งทั่วประเทศไทย โดยในงบประมาณปี 2566 กระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศ ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เรื่อง ตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ลำปาง สระแก้ว สุพรรณบุรี และอุบลราชธานี ให้เป็นสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษในสังกัด สพฐ. ตั้งแต่ชั้น ม. 1-6 รับนักเรียนประเภทประจำโดยมีเขตพื้นที่บริการตามที่ สพฐ. กำหนด” น.ส.ทิพานัน กล่าว

Advertisement

 

รฟท. จัดเดินขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ วันปิยมหาราช ทริปถัดไปวันที่ 5 ธันวาคม 2566

People Unity News : 23 ตุลาคม 2566 วันนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดเดินขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2566 เส้นทางประวัติศาสตร์ กรุงเทพ – พระนครศรีอยุธยา

การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดเดินขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ เส้นทาง กรุงเทพ – อยุธยา เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2566 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานกิจการรถไฟ เพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชนชาวไทย โดยมีนายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ เส้นทางกรุงเทพ – อยุธยา – กรุงเทพ พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงานการรถไฟฯ นักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การรถไฟฯ จึงได้จัดกิจกรรม จัดเดินขบวนรถพิเศษนำเที่ยวรถจักรไอน้ำ เส้นทางกรุงเทพ – อยุธยา เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

ทั้งนี้ การรถไฟฯ นำหัวรถจักรไอน้ำแปซิฟิก หมายเลข 824 และ 850 รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลิตโดยบริษัท นิปปอน ชาร์เรียว จำกัด ซึ่งปัจจุบันได้เก็บรักษาและซ่อมบำรุงอยู่ที่โรงรถจักรธนบุรี นำมาจัดเดินขบวนรถนำเที่ยวพิเศษใน 6 โอกาสพิเศษและวันสำคัญของทุกปี ซึ่งประกอบด้วย

-วันที่ 5 ธันวาคม วันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เส้นทางกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพ

-วันที่ 26 มีนาคม วันสถาปนากิจการรถไฟ เส้นทางกรุงเทพ – อยุธยา – กรุงเทพ

-วันที่ 3 มิถุนายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เส้นทางกรุเทพ – นครปฐม – กรุงเทพ

-วันที่ 28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เส้นทางกรุงเทพ – อยุธยา – กรุงเทพ

-วันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เส้นทางกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพ

-วันที่ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช เส้นทางกรุงเทพ – อยุธยา – กรุงเทพ

สำหรับ ทริปถัดไปได้ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 เส้นทางกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา โดยมีอัตราค่าโดยสารไป-กลับ (รถนั่งชั้น 3) ในราคา 329 บาท และตู้โดยสารปรับอากาศ (รถโอทอป) ราคา 799 บาท/คน พร้อมบริการอาหารว่าง และเครื่องดื่มบนรถไฟทั้งเที่ยวไป-กลับ ทั้งนี้ จะเริ่มเปิดจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าสูงสุด 30 วัน ด้วยระบบ D-Ticket หรือที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ

Advertisement

Verified by ExactMetrics