วันที่ 15 มีนาคม 2026

“ทุบสถิติ! รัฐวิสาหกิจโชว์ผลงานการเบิกจ่ายงบลงทุน ประจำปีบัญชี 2568 กว่า 2.56 แสนล้านบาท ทะลุร้อยละ 96 ของกรอบงบลงทุน”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มกราคม 2569 ณ สิ้นปีบัญชี 2568 รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ร้อยละ 95) สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นปีบัญชี 2568 รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ร้อยละ 95) สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีบัญชี 2568 ที่อยู่ในการติดตามของ สคร. อย่างใกล้ชิด จำนวน 43 แห่ง (รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 34 แห่ง และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน 9 แห่ง) มีการเบิกจ่ายงบลงทุนจนถึงสิ้นปีบัญชี 2568 จำนวน 256,340 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 96 จากกรอบงบลงทุนทั้งสิ้น จำนวน 267,099 ล้านบาท แบ่งเป็นผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 – เดือนกันยายน 2568) จำนวน 133,787 ล้านบาท หรือร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน (เดือนมกราคม 2568 – เดือนธันวาคม 2568) จำนวน 122,553 ล้านบาท หรือร้อยละ 97 ของกรอบงบลงทุน ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณที่เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของแผนการเบิกจ่ายและมีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการประปานครหลวง (กปน.) และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทินที่เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของแผนการเบิกจ่ายและมีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้านครหลวง

ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีบัญชี 2568 (ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568) หน่วย : ล้านบาท

รัฐวิสาหกิจ    กรอบงบลงทุน    ผลการเบิกจ่าย    ผลการเบิกจ่าย/

กรอบงบลงทุน

ปีงบประมาณ (ต.ค. 67 – ก.ย. 68)

จำนวน 34 แห่ง     140,783    133,787    ร้อยละ 95

ปีปฏิทิน (ม.ค. 68 – ธ.ค. 68)

จำนวน 9 แห่ง     126,316    122,553    ร้อยละ 97

รวม 43 แห่ง    267,099    256,340    ร้อยละ 96

นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุน ประจำปีบัญชี 2569 รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณได้เริ่มการเบิกจ่ายมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนธันวาคม 2568 มีผลการเบิกจ่ายสะสมแล้วจำนวน 28,454 ล้านบาท หรือร้อยละ 134 ของแผนการเบิกจ่ายสะสมรายเดือน ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจปีงบประมาณที่เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของแผนการเบิกจ่าย และมีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ รฟท. รฟม. และ กปน.

ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีบัญชี 2569

(ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568)

รัฐวิสาหกิจ    แผนการเบิกจ่าย    ผลการเบิกจ่าย    ผลการเบิกจ่าย/

แผนการเบิกจ่าย

ปีงบประมาณ (ต.ค. 68 – ก.ย. 69)

จำนวน 34 แห่ง (3 เดือน)    21,217    28,454    ร้อยละ 134

ปีปฏิทิน (ม.ค. 69 – ธ.ค. 69)

จำนวน 9 แห่ง (เริ่มเบิกจ่ายในเดือน ม.ค. 69)    –    –    –

รวม 43 แห่ง    21,217    28,454    ร้อยละ 134

หน่วย : ล้านบาท

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวสรุปว่า ในปีบัญชี 2569 สคร. ยังคงติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2569 เพื่อผลักดันให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งเป็นไปตามแผนและเป้าหมายเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนผู้มีรายได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 เตือนระวังมิจฯ แอบอ้าง “สรรพากร”แนบลิงค์ล้วงข้อมูล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มกราคม 2569 รัฐบาลเชิญชวนผู้มีรายได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 หากพบเจตนาหลบเลี่ยงภาษี อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี – ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เตือนระวังมิจฯ แอบอ้าง “สรรพากร”แนบลิงค์ล้วงข้อมูล

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้ในปี 2568 ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90/91

กรณียื่นแบบฯ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร สามารถยื่นแบบฯ ผ่านระบบ e-filing และระบบ D-MyTax (Digital MyTax) ซึ่งเป็นระบบที่ยกระดับการให้บริการ สามารถยื่นแบบฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 และหากยื่นแบบฯ ด้วยกระดาษสามารถยื่นได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำหรับผู้มีภาษีต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สามารถขอผ่อนชำระภาษีได้ 3 งวด ทั้งนี้ หากไม่ยื่นภาษีภายในกำหนด ผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีพร้อมกับเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน และมีโทษปรับ หากหลีกเลี่ยงการยื่นแบบหรือให้ข้อมูลเท็จ มีโทษ ดังนี้

  1. หากไม่ยื่นแบบหรือชำระภาษีเกินกำหนด จะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน
  2. หากพบเจตนาหลบเลี่ยงภาษี อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  3. การแจ้งข้อมูลเท็จจะได้รับโทษจำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท

“ภาษีอากรเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องจ่ายหรือชำระให้แก่รัฐตามรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเป็นรายได้ให้รัฐได้นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ สร้างสรรค์โอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและบุคคลอื่น ๆ ในสังคมต่อไป ขอย้ำเตือนผู้ที่ตั้งใจไม่ชำระภาษี จะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา รัฐบาลเชิญชวนผู้มีเงินได้ยื่นภาษี ภ.ง.ด.90/91 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ เช่น D-MyTax หรือ e-Filing สามารถยื่นได้ถึง 8 เมษายน 2569” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศหรือที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161 ทั้งนี้ ผู้มีรายได้ประจำทุกคนมีหน้าที่ต้อง “ยื่นแบบ” แสดงรายได้การเสียภาษีกับกรมสรรพากร ซึ่งการไม่ยื่นภาษีอาจมีโทษปรับทางอาญา ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวัง เนื่องจากมีมิจฉาชีพที่ส่ง E-mail แอบอ้างเป็น “สรรพากร” เพื่อหลอกลวง โดยจะแจ้งว่ามีโครงการลดหย่อนภาษี ให้ยืนยันสิทธิ์โดยกรอก Username และ Password เพื่อเข้าสู่ระบบ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อล้วงข้อมูลสำคัญ ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่คลิก ไม่กรอกข้อมูล

Advertisement

กยศ.เดินหน้าหักเงินเดือนผู้กู้ยืมต่อเนื่อง สั่งนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. อีกกว่า 1.2 แสนราย มี.ค. 69 นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มกราคม 2569 เริ่ม มี.ค. 69 นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. กว่า 1.2 แสนราย เพื่อชำระหนี้ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แนะผู้กู้ยืม กยศ. ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ทาง www.studentloan.or.th

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ กยศ.องค์กรนายจ้าง

ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

Advertisement

ออมสินรุกโลกออนไลน์ เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) โลกเสมือนจริงเพื่อการเรียนรู้การเงิน พลิกเกมสู่การอัปสกิล Financial Literacy อย่างยั่งยืน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ธ.ออมสินเปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์

ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับบทบาทผู้นำด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) สู่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรมคนยุคดิจิทัล ล่าสุด เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์ นำเสนอในรูปแบบของเกมเพื่อให้การเรียนรู้เรื่องการเงินเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อ เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

ภายใน Aomunity ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนรู้ 4 โซนหลัก โดยผู้ใช้งานสามารถสวมบทบาทเป็น Avatar ปรับแต่งตัวละคร และเรียนรู้การบริหารจัดการเงินผ่านภารกิจในโลกดิจิทัล ได้แก่

  • Downtown จุดเริ่มต้นและพื้นที่พบปะของผู้ใช้งาน ทำหน้าที่เชื่อมต่อสู่การเรียนรู้ด้านการออมและแนวคิดพื้นฐานทางการเงินในโลก Aomunity
  • Play Hall โซนเกมเสริมทักษะทางการเงินที่ผู้ใช้งานจะได้รับความสนุกและความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านการทำภารกิจสะสมคะแนนใน 3 เกมสุดสนุก ได้แก่ เกมจับผิดมิจฉาชีพ เกมวิ่งวิบาก และเกมตามหาสัตว์เลี้ยง ซึ่งทุกเกมจะมีระบบสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัลพิเศษได้ทุกเดือน หรือนำไปสร้างรายได้เพิ่มในโซน Neighborhood
  • Museum Hall พิพิธภัณฑ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ถ่ายทอดวิวัฒนาการกระปุกออมสินของธนาคารออมสิน ตั้งแต่อดีตจนถึงผลงานกระปุกออมสินในรูปแบบ Digital Art สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการออมในมิติใหม่
  • Neighborhood พื้นที่แห่งจินตนาการ และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติผ่านภารกิจ “ออมเงินสร้างบ้าน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถนำคะแนนจากภารกิจไปออกแบบสร้างบ้านและพัฒนาบ้านในโลกเสมือนจริง ฝึกทักษะการออมและการบริหารทรัพยากร โดยสามารถอัปเกรดบ้านเพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น และนำคะแนนสะสมไปแลกรับของรางวัลจริง

นอกจากนี้ Aomunity ยังมีฟีเจอร์ Social Interaction เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนดิจิทัล ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินและภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตทางการเงิน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเรียนรู้ในโลก Aomunity ได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th/aomunity รองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต

ธนาคารออมสิน มุ่งส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อให้คนไทยตระหนักรู้ถึงความจำเป็นที่ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันกลโกง รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยมีการออมที่เพียงพอตามเป้าหมายส่วนบุคคลในทุกระยะ โดยดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านการฝึกอบรมโดยทีมโค้ชการเงินมืออาชีพ หรือ CMC by GSB (Certified Money Coach by GSB) การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ออมตังค์” และล่าสุด กับ Aomunity ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนการเรียนรู้เรื่องการเงินจากเรื่องยากและน่าเบื่อ ให้เป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงง่ายและสนุก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งสะท้อนภารกิจหลักของธนาคารออมสินในบทบาท “ธนาคารเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมไทยในระยะยาว

Advertisement

เปิดวิสัยทัศน์ “มหัทธนะ” กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ คนที่ 15 ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Beyond Housing Bank : มากกว่าการปล่อยกู้คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน” 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ก้าวใหม่ ธอส.ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน ภายใต้การนำองค์กรของกรรมการผู้จัดการ คนที่ 15 ดึงเทคโนโลยี Gen AI – Data – Digital ยกระดับการทำงานทุกมิติ

เปิดวิสัยทัศน์ “มหัทธนะ” กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ คนที่ 15 นำทีมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Beyond Housing Bank : มากกว่าการปล่อยกู้คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน” ที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้าน ดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน พร้อมเปลี่ยนผ่าน G H BANK NEXT : Intelligent Sustainable Housing Companion… ก้าวใหม่ ธอส. ทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน และมั่นคง ด้วยเทคโนโลยี ทำให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้น ด้วยดิจิทัล ดาต้า และสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากรากฐานที่แข็งแรงด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยการนำ Generative AI,  DATA และ Digital Transformation ยกระดับการทำงานทุกมิติ ผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย 1. Immediate-to-Home ทำทันที ให้มีบ้าน 2. Smart Growth ผ่าน Asset Quality Management เติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้มีบ้าน 3. Customer Obsession เข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงด้วยเทคโนโลยี รู้จักลูกค้าผ่านข้อมูล 4. Digital Transformation ปฏิรูปกระบวนการทำงานด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และ 5. People First เพิ่มความสุขและศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน ความสำเร็จของ ธอส.ในวันนี้ สะท้อนจากตัวเลขผลการดำเนินงานปี 2568 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 247,241 ล้านบาท  232,058 ราย สูงกว่าเป้าหมาย 4.52% ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 50% เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 128,573 ราย ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 4/2568 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2567 ธอส. มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,891,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.05% สินทรัพย์รวม 2,009,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.62% และเงินฝากรวม 1,760,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.98% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 4.98% ของยอดสินเชื่อรวม เป็นผลจากการแก้ไขหนี้ได้อย่างตรงจุด ด้วยการจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าให้มีภาระในการผ่อนชำระเงินงวดลดลงตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และ ธอส. มีการตั้งสำรองสูงถึง 155,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 164.92% สะท้อนความมั่นคงและความพร้อมในการรองรับการดำเนินงานในอนาคต อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 15.70% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.50%

สำหรับปี 2569 ภายใต้บริบทเศรษฐกิจ ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง แต่ ธอส.ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของภาครัฐในการประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์โดยสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเพื่อให้ ธอส.สามารถดำเนินตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้อย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ธอส. พร้อมต่อยอดบทบาทองค์กรสู่ “Beyond Housing Bank” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการปล่อยสินเชื่อเพื่อบ้าน  แต่ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้าน ดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน จึงเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Intelligent Sustainable Housing Companion เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านง่ายขึ้น ด้วยดิจิทัล  ดาต้า ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการยกระดับการทำงานทุกมิติผ่าน 5 เสาหลัก (5 Strategic Pillars) ประกอบด้วย

เสาหลักที่ 1 Immediate-to-Home ทำทันที ให้มีบ้าน ลดระยะเวลาและความซับซ้อนในกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร – ยื่นกู้ – ประเมินราคาหลักทรัพย์ – อนุมัติ – จดจำนอง ได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการลูกค้าแบบ End – to – End ภายใต้แนวคิด Faster Easier Limitless เร็วกว่า ง่ายกว่า แบบไร้ขีดจำกัด

เสาหลักที่ 2 Smart Growth ผ่าน Asset Quality Management  บริหารสินทรัพย์เพื่อให้ ธอส. เติบโตอย่างมีคุณภาพ ช่วยทำให้คนไทยมีบ้านได้มากขึ้น ด้วยการใช้ Digital, Data Driven & Innovation การใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ได้ตรงจุด ป้องกัน NPL การใช้ระบบ NPA Visualization บริหารจัดการทรัพย์ NPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสาหลักที่ 3 Customer Obsession “เข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงด้วยเทคโนโลยี รู้จักลูกค้าผ่านข้อมูล” ทำให้ธนาคารสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแบบ Hyper – Personalization โดยใช้ Big Data และAI วิเคราะห์ตัวตนลูกค้าเพื่อส่งมอบบริการที่ “รู้ใจ ถูกที่ ถูกเวลา”สร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

เสาหลักที่ 4 Digital Transformation เริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ปฏิรูปกระบวนการทำงานให้ทันสมัย (Modernize) ลดขั้นตอนการทำงาน (Lean Process) นำเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใน ทั้งการตรวจสอบเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อ การประเมินความเสี่ยง การดักจับธุรกรรมที่ผิดปกติและระงับบัญชีได้ทันท่วงที และปลอดภัย (Secure) เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เสาหลักที่ 5 People First  ภายใต้แนวคิด Empower People คนเก่ง งานแกร่ง องค์กรยั่งยืน เพิ่มความสุขและศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า มุ่งพัฒนาองค์กรจากภายใน เพื่อเตรียมคนให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ ด้วยการฝึกอบรมทักษะดิจิทัล พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นผู้นำในโครงการต่าง ๆ มากขึ้น

“ทั้ง 5 เสาหลักนี้ คือ G H BANK NEXT : Intelligent Sustainable Housing Companion ที่จะขับเคลื่อนให้ ธอส. สามารถอัดฉีดเม็ดเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย 242,989 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็น “ธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านอย่างยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.มหัทธนะ กล่าว

Advertisement

“ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 มกราคม 2569 “ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยลูกหนี้วิกฤตคืนความสุขหลังเกษียณ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนในระดับกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 และประชุมทางไกลผ่านทาง Zoom Meeting เพื่อเร่งหาทางออกให้แก่เครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค โดยพบข้อมูลที่น่ากังวลว่ามีสมาชิกกว่า 300 ราย เผชิญภาระหนี้สินรวมกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ผูกพันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและธนาคารภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ขั้นวิกฤต 93 ราย ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังเกษียณอายุราชการ

ร้อยเอก ธรรมนัส ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งประสานงานเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค ให้สามารถดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์กลางของกระทรวงศึกษาธิการสำหรับแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญให้เรียบร้อย เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำข้อมูลไปประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ศึกษาความเป็นไปได้และดำเนินมาตรการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ตามข้อเสนอของเครือข่ายฯ เพื่อรวบรวมภาระหนี้ที่กระจัดกระจายจากหลายสถาบันการเงินมาไว้ที่ ธ.ก.ส. เพียงแห่งเดียว พร้อมทั้งพิจารณาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดภาระการจ่ายค่างวดและเพิ่มเงินคงเหลือสุทธิให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความร่วมมือให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดดูแลเรื่องคดีความด้านหนี้สินของครูบำนาญ ซึ่งทางสำนักงานอัยการสูงสุดยินดีร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของครูบำนาญ เพื่อให้ครูมีกำลังใจในการคืนหนี้สินในระบบต่อไป

ปลัดเกษตรฯ กล่าวเสริมว่า ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลมาตรการผ่อนคลายในการชำระหนี้ในช่วงก่อนจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูบำนาญและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่กลุ่มข้าราชการครูบำนาญทั่วทุกภูมิภาค อีกด้วย

Advertisement

อธิบดีกรมการจัดหางาน ลั่น สั่งตรวจเข้มชายแดน! สกัดแรงงานลักลอบเข้าเมือง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มกราคม 2569 อธิบดี กกจ. สั่งตรวจเข้มชายแดน! สกัดแรงงานลักลอบเข้าเมือง ย้ำนายจ้าง – ลูกจ้างปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากลักลอบเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย นั้น

“ผมไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดในพื้นที่ติดต่อกับชายแดน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่งคง เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ป้องกัน และสกัดกั้นแรงงานจากประเทศเพื่อนเข้ามาทำงานในประเทศไทย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานด้าวและสถานประกอบการในพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย หากพบทำงานผิดกฎหมายจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด”

นายสมชาย กล่าวย้ำว่า คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

“กรมการจัดหางานขอความร่วมมือจากสถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาสิทธิแรงงานไทย และสร้างระบบการจ้างงานที่มีมาตรฐาน หากประชาชนพบเห็นการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

Advertisement

ธ.ก.ส. เติมเยาวชนสู่ภาคการเกษตร ผ่านโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร พร้อมหนุนรูปแบบการทำเกษตรการค้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มกราคม 2569 ธ.ก.ส. หนุนสร้างเยาวชนเข้าสู่ภาคการเกษตรทดแทนผู้สูงอายุ มุ่งยกระดับจากเกษตรเพื่อการบริโภคเป็น “เกษตรการค้า” สร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ให้นักเรียนอย่างครบวงจร พร้อมนำเยี่ยมชม รร.บ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ จ.สุโขทัย ตัวอย่างนำ

ธ.ก.ส. หนุนสร้างเยาวชนเข้าสู่ภาคการเกษตรทดแทนผู้สูงอายุ มุ่งยกระดับจากเกษตรเพื่อการบริโภคเป็น “เกษตรการค้า” สร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ให้นักเรียนอย่างครบวงจร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การบริหารจัดการเงิน วางแผนธุรกิจ การตลาด และการจัดพื้นที่สาธิตการเกษตร พร้อมนำผลผลิตไปจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้เยาวชนเห็นความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร พร้อมนำเยี่ยมชมโรงเรียนบ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ จังหวัดสุโขทัย ตัวอย่างนำร่อง “โรงเรียนเกษตรธนากร”

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว และนายธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ณ โรงเรียนบ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดย ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร เพื่อเติมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนก้าวเข้าสู่ภาคการเกษตรด้วยความมั่นใจ ทดแทนเกษตรกรสูงวัย โดยส่งเสริมองค์ความรู้และกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ ทั้งในด้านการบริหารการเงิน การออม การลงทุน การจัดจำหน่าย การตลาด และสร้างความเข้าใจในการทำ “เกษตรการค้า” สร้างเยาวชนให้สามารถเติบโตไปสู่การเป็นเกษตรกรหัวขบวน หรือผู้ประกอบการในภาคการเกษตรต่อไปในอนาคต โดยโรงเรียนบ้านเมืองเก่า ศรีอินทราทิตย์ มีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 140 คน และได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ด้วยเงินทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ที่นำไปพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในการทำการเกษตรภายในโรงเรียนให้มีสภาพที่เหมาะสม ทั้งการก่อสร้างและปรับปรุงโรงเรือน แปลงปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ กะเพรา กวางตุ้ง และผักบุ้ง แปลงเพาะเห็ด และแปลงผักยกแคร่ เงินลงทุนหมุนเวียนในการซื้อปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ รวมถึงยังได้พัฒนาพื้นที่ภายในโรงเรียนให้สามารถเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงกบ และการทำปุ๋ยหมักจากเศษพืชผักและใบไม้ ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่ได้โรงเรียนจะนำไปใช้ในการประกอบอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนและอีกส่วนหนึ่งจะนำไปจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนใกล้โรงเรียน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนนำกลับมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากิจการด้านการเกษตรของโรงเรียน รวมถึงนำมาเก็บออมตามแนวทางโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. ทำให้นักเรียนมีทักษะด้านการทำการเกษตร การบริหารเงิน ออมเงินอย่างสม่ำเสมอ สร้างนิสัยการใช้เงินแบบมีเป้าหมาย ลดโอกาสในการเกิดภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ธ.ก.ส. จะให้การสนับสนุนโรงเรียนทั้ง 4 มิติ ได้แก่ 1. ด้านเงินทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนหมุนเวียน 2. การส่งเสริมองค์ความรู้ ด้านการเกษตรในรูปแบบ  ต่าง ๆ โดยพนักงานของ ธ.ก.ส. และสื่อสังคมออนไลน์ทาง “Facebook : โรงเรียนเกษตรธนากร” 3. การพัฒนาระบบการออม ตามแนวทางโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. และ 4. ช่องทางการตลาด และการจัดจำหน่าย อาทิ การนำผลิตภัณฑ์สินค้าของโครงการไปจำหน่ายที่ BAAC Outlet ในที่ทำการสาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตลาด BAAC Farmer Market ที่ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ โดยในปีบัญชี 2568 ธ.ก.ส. ได้นำร่องโครงการ จำนวน 27 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนเกษตรธนากร จำนวน 18 โรงเรียน และโรงเรียนสาธิตเกษตรธนากร จำนวน 9 โรงเรียน ครอบคลุมเยาวชนที่จะได้รับความรู้และประสบการณ์ตรงกว่า 7,795 คน โดย ธ.ก.ส. จะสรุปผลการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่เยาวชน พร้อมเตรียมขยายผลโครงการไปทุกจังหวัดต่อไป นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสมทบทุนกับกองทุนโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร เพื่อมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เกิดเยาวชนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญของประเทศ รวมถึงสะท้อนความมั่นคงทางด้านอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาในทุก ๆ มิติ

Advertisement

รมว.ดีอี ย้ำมาตรการ “4 ไม่” เน้นปลอดภัย “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” รับมือภัยออนไลน์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มกราคม 2569 ดีอี ย้ำมาตรการ “4 ไม่” เน้นปลอดภัย “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” รับมือภัยออนไลน์

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคาร สำนักงาน ปปง. สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการทำงานภายใต้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก. มาตรา 13 เพื่อการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยขอให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” คือ “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”เพิ่มความปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อ” ซึ่งเป็นหลักการป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ที่ทุกคนสามารถจดจำและนำไปใช้ได้ง่าย

ตัวเลขพุ่งสูง! คนไทยสูญเงินหลายหมื่นล้านจากอาชญากรรมออนไลน์

จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) พบว่านับตั้งแต่เปิดศูนย์ AOC1441 (Anti Online Scam Operation Center) เมื่อวันที่1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 9 มกราคม 2569 เป็นเวลากว่า 2 ปี มีผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์โทรแจ้งเหตุเข้ามา 2,727,833 ราย สามารถระงับธุรกรรมได้ 1,137,852 เคส สร้างความเสียหายรวมกันสูงกว่า 50,197 ล้านบาท โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การหลอกซื้อขายสินค้า/บริการ หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และหลอกลวงให้กู้เงิน

“4 ไม่” – อาวุธป้องกันภัยที่ทุกคนต้องรู้

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หลักการ “4 ไม่” ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนจดจำและปฏิบัติตามได้ง่าย โดยครอบคลุมทุกมิติของการป้องกันภัยจากสแกมเมอร์

  1. ไม่กดลิงค์ – ระวังกับดักแฝงอันตราย

ลิงก์ปลอมที่ส่งมาทาง SMS อีเมล หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ในการขโมยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงดีอี ได้ออกมาตรการให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่ง SMS และอีเมล แนบลิงก์แล้ว ดังนั้น ขอเตือนประชาชน อย่ากดลิงก์ที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ หรือลิงก์ที่มาพร้อมข้อความสร้างความตื่นตระหนก เช่น “บัญชีของคุณถูกระงับ กรุณายืนยันตัวตนภายใน 24 ชั่วโมง” หรือ “คุณถูกรางวัล คลิกรับของรางวัลทันที”

เคล็ดลับ: หากต้องการเข้าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ ธนาคาร หน่วยงานต่าง ๆ ควรพิมพ์ URL โดยตรงหรือใช้แอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการเท่านั้น

  1. ไม่เชื่อ – ต้องตรวจสอบทุกข้อมูล

ในยุคของเทคโนโลยี AI และ Deepfake ภาพและเสียงปลอมสามารถสร้างได้สมจริงมาก อาจมีการหลอกลวง ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้แต่คนรู้จักโทรมาขอความช่วยเหลือ

“อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นและได้ยิน ให้โทรกลับไปยืนยันที่หมายเลขอย่างเป็นทางการเสมอ และระวังข่าวสารที่สร้างความตื่นตระหนกหรือดีเกินจริง” โดยสละเวลาเพื่อค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนเชื่อ

  1. ไม่รีบ – หยุดคิด ก่อนตัดสินใจ

กลยุทธ์สำคัญของมิจฉาชีพคือการสร้างความกระวนกระวาย กดดันให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ทันใช้สติ คิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ชัดเจน เช่น “โปรโมชั่นสิ้นสุดในอีก 10 นาที” หรือ “หากไม่โอนเงินภายในวันนี้ จะถูกดำเนินคดี”

คำแนะนำ: หยุด ตั้งสติ และใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบ ปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ไว้วางใจก่อนทำตามคำสั่ง ไม่มีเรื่องด่วน หรือเรื่องจริงใดๆ ที่ไม่สามารถรอได้สักครู่ดังนั้นต้องมีสติทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

  1. ไม่โอน – ระวังสูญเงินและข้อมูลส่วนบุคคล

หากพบข้อความ SMS หรือบุคคลโทรมาขอให้โอนเงินอย่างเร่งด่วน ขอให้ตั้งสติตรวจสอบความชัดเจนของกิจกรรมนั้น การยืนยันด้วยรหัส OTP คือกุญแจสำคัญที่ใช้สำหรับการธุรกรรมโดยหากเป็นธนาคารและหน่วยงานที่ถูกต้องจะมีการยืนยันผ่านรหัส OTP ซึ่งจะต้องไม่เปิดเผยรหัสยืนยันนั้นแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกันรหัสข้อมูลส่วนตัวต่างๆ

หลอกโอนเงินหารายได้พิเศษ เหยื่อสูญเงินกว่า1.3 ล้านบาท

AOC 1441 ได้รายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง เพื่อเป็นแนวทางในการระมัดระวังภัยการหลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล และการหลอกลงทุนออนไลน์

ผู้เสียหายถูกหลอกโอนเงินเพื่อหางาน หารายได้พิเศษ เป็นจำนวนเงิน 1,360,519 บาทโดยพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ก่อนถูกเชิญเข้ากลุ่ม LINE จากนั้นได้รับแจ้งว่าจะต้องโอนเงินเพื่อสร้างเครดิตหมุนเวียน โดยจะได้รับเงินคืนพร้อมค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป แต่เมื่อต้องการถอนเงินกลับไม่สามารถทำได้ มิจฉาชีพอ้างว่าทำรายการผิดจะต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อปลดล็อกระบบ แต่โอนเงินไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้

ด้านผู้เสียหายอีกรายสูญเงินไป 800,000 บาท จากการหลอกลวงผ่านโฆษณาบริษัทจัดหาแรงงานไปทำงานต่างประเทศผ่านช่องทาง Facebook มีความสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อทักไปสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งให้ส่งเอกสารข้อมูลส่วนบุคคล และให้โอนเงินค่าดำเนินการต่าง ๆ แต่เมื่อโอนเงินไปจนครบทุกรายการแล้ว กลับได้รับแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ได้ใส่บันทึกช่วยจำ จะต้องโอนซ้ำอีกครั้งผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติ จึงนำชื่อบริษัทจัดหางานไปตรวจสอบ และพบว่าเป็นเพจปลอม

ดีอี เร่งรัดมาตรการคุมเข้มปราบสแกมเมอร์

นอกจากกรณีของมาตรการการป้องกันการหลอกลวงผ่านหลัก “4 ไม่” แล้ว กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีมาตรการอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการ ได้แก่

  • ระบบตรวจจับและปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายที่มีการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปิดกั้น โดยใช้เทคโนโลยี AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์
  • การบูรณาการด้านข้อมูลร่วมกันของหน่วยงาน ธปท. กสทช. ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ธนาคาร ในการปิดกั้นช่องทางที่สแกมเมอร์ใช้ในการหลอกลวง ตลอด24 ชั่วโมง
  • สายด่วน AOC1441 พร้อมให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม “หลัก 4 ไม่” เป็นพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนควรนำไปปฏิบัติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมีสติ ระมัดระวัง และอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ประชาชน ต้องสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์เพื่อลดความเสี่ยงจากสแกมเมอร์

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441

Advertisement

ขึ้นทะเบียนสินค้า GI “มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มกราคม 2569 ขึ้นทะเบียนสินค้า GI “มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย” ผลใหญ่ สีเหลืองอมชมพูแดง กรอบ เนื้อแน่น ไม่มีเสี้ยน คาดหลังขึ้นทะเบียน จะช่วยสร้างชื่อเสียง สร้างมูลค่ารวมได้กว่า 1,916 ล้านบาท

วันนี้ (12 มกราคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมทรพัย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดสุโขทัย ต่อจากสังคโลกสุโขทัย ส้มแม่สิน และละมุดสุโขทัย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงและมีประวัติยาวนาน โดยได้รับการยอมรับในฐานะผลไม้คุณภาพสูง มีจุดเด่นคือผลขนาดใหญ่ สีเหลืองอมชมพูแดง เปลือกหนาและกรอบ เนื้อแน่น ไม่มีเสี้ยน ไม่มียาง และมีเม็ดเล็ก ให้รสหวานอมเปรี้ยวตามแบบฉบับของมะยงชิด ลักษณะเด่นเหล่านี้เกิดจากปัจจัยเฉพาะของพื้นที่สุโขทัย ทั้งสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินอุดมสมบูรณ์เนื่องจากได้รับธาตุอาหารจากแม่น้ำยม รวมถึงปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสม ส่งผลดีต่อการออกดอก การติดผล และการสุกของผลมะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย ประกอบกับภูมิปัญญาการดูแลสวนที่สืบทอดกันมายาวนานของชาวสวนในพื้นที่ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี

สำหรับการขึ้นทะเบียนมะยงชิดแม่ย่าสุโขทัยเป็นสินค้า GI ของไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลไม้ไทย แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือ และป้องกันการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าโดยที่ผลผลิตไม่ตรงตามคุณลักษณะหรือไม่ได้ผลิตในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ รวมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชุมชนผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน

“การขึ้นทะเบียน GI มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัยในครั้งนี้ จะช่วยเสริมพลังเศรษฐกิจของจังหวัด เพราะจะทำให้จังหวัดมีสินค้า GI มากถึง 4 รายการ ซึ่งสร้างมูลค่ารวมได้กว่า 1,916 ล้านบาท และกรมยังมุ่งหวังว่าการขึ้นทะเบียน จะเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนทั่วประเทศพัฒนาสินค้าเฉพาะถิ่นเข้าสู่ระบบ GI มากขึ้น โดยกรมยินดีสนับสนุนองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางการค้า และเสริมศักยภาพในมิติต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้า GI ไทยเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

Verified by ExactMetrics