วันที่ 15 มีนาคม 2026

เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มีนาคม 2569 รมต.สันติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

วันที่ (5 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 2502 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางโดยที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มีการประชุมเร่งด่วน ภายใต้กรอบอำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกดูแลผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต คณะกรรมการฯ ย้ำชัดว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ทั้งสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิในความปลอดภัย และสิทธิในการได้รับการชดเชยความเสียหาย จะต้องได้รับการดูแลในมิติการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว รับผิดชอบกำกับดูแลการให้บริการสายการบินและบริการท่องเที่ยว กรณีเกิดการยกเลิกเที่ยวบินหรือแพ็กเกจทัวร์ แต่หากเกิดกรณีผู้บริโภคได้รับความเสียหายและมีการเรียกร้องค่าเสียหาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการไกล่เกลี่ย ยุติเรื่อง หรือฟ้องร้องและบังคับคดี ตามกฎหมายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เคาะ 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน ดังนี้

  1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย
  2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ ตลอดจนเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฉลากข้าวสารบรรจุถุง หลักฐานการรับเงินซื้อขายถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป เช่น ค่าไฟฟ้าอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาท ต่อหน่วยการใช้
  3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิต การโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฎิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวะการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า
  4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ และบริการการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค
  5. การกำกับดูแลการจำหน่ายทองคำ โดย สคบ. เข้มงวดควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่ การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้าน ราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน คือ การบูรณาการเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยหน่วยงาน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้ทั้ง 6 มาตรการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยให้พิจารณาตามความเหมาะสม

Advertisement

รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ายังมีเพียงพอ

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จะต้องมีอย่างเพียงพอ ร้านค้าผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

“รัฐบาลขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ ย้ำ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มีนาคม 2569 นายกฯ ย้ำทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

วันนี้ (วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง จำนวนประมาณ 270–300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วน เหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและข้อกำหนดการเดินทาง

สำหรับประเทศอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก  โดยแม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับ และหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศใดได้โดยตรง จะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด

ต่อกรณีข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม โดยสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ ซึ่งหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. ชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ที่อัปเดตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์

Advertisement

นายกฯ ประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยกลับประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มีนาคม 2569 นายกฯ เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยในพื้นที่กลับประเทศ สมช. กต. ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงการประชุมฯ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมฯ โดยประเด็นหลักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และมีการตอบโต้โดยฝ่ายอิหร่าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ท่าทีของไทยมีความห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยไทยอยากให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงใยความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคและพื้นที่นั้น

ในส่วนของอิหร่าน มีคนไทยประมาณ 200 กว่าคน ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยมีการติดต่อชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด โดยขอให้ใช้ความระมัดระวังและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะให้มีการเตรียมพร้อมในกรณีมีคนไทยต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน โดยหากจะเดินทางกลับ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยรถยนต์มายังชายแดนตุรกี ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการที่ชายแดนคอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ นอกจากนี้ ได้มีการประสานกับกองทัพอากาศไทยเพื่อเตรียมการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยด้วย

ในส่วนของอิสราเอล มีคนไทยอยู่ประมาณ 65,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังคงควบคุมได้ โดยยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบและแสดงความประสงค์อยากจะเดินทางกลับประเทศ ทั้งนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน โดยทางรัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญต่อแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอย่างดี

สำหรับความกังวลในพื้นที่อื่น ๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะดูไบและอาบูดาบี ซึ่งมีคนไทยอยู่จำนวนมาก โดยขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความจำนงจะเดินทางกลับประมาณ 1,000 กว่าคน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศประสานและอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับทางสนามบินที่โอมาน ซึ่งยังคงมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้ติดต่อคนไทยในพื้นที่ว่าต้องการเดินทางกลับประเทศหรือไม่ รวมถึงในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้เดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุด ซึ่งสนามบินยังเปิดอยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับประเทศ และสำหรับญาติของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หากต้องการสอบถามข้อมูลและติดตามสถานการณ์ ทางกระทรวงการต่างประเทศมีศูนย์ตอบคำถามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อให้ญาติพี่น้องมีความเชื่อมั่นและสบายใจ

ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ภายในประเทศว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าวติดตามเฝ้าระวังสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ โดยยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ จะมีการติดตามตรวจสอบบุคคลเข้า–ออกประเทศไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อย ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์ จะมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลที่อาจบิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ในมิติด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานดูแลประเด็นด้านพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์กำกับติดตามสถานการณ์สินค้าส่งออก โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงบ่าย ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างชาติทุกประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดบริเวณสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ สหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

รัฐบาล แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

1 มีนาคม 2569 รัฐบาล แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี

โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 นั้น

แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักรจะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุดพร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้

1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

2.เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน

3.คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน

“นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวต้องเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

กม.จัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (1 มี.ค.) เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร -หมู่บ้านจัดสรร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (1 มีนาคม 2569) เพิ่มความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ยกระดับดูแลสาธารณูปโภคหมู่บ้านจัดสรร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้จัดสรรที่ดินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 37 และมาตรา 40 ที่กำหนดให้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมีความจำเป็น

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม

1)เพิ่มความเข้มงวดเรื่องสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร

กำหนดให้สาธารณูปโภค เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อ และผู้จัดสรรที่ดินต้องบำรุงรักษาให้ได้มาตรฐาน ไม่ให้ด้อยลงจากเดิม พร้อมกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มีสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อ

2) กำหนดเงื่อนไขการพ้นหน้าที่บำรุงรักษาให้ชัดเจน

ผู้จัดสรรจะพ้นจากหน้าที่ได้เมื่อผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนทรัพย์สิน หรือ ดำเนินการอุทิศทรัพย์สินเป็นสาธารณประโยชน์ และต้องส่งมอบเงินค้ำประกันให้แก่นิติบุคคลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรณี

3) เพิ่มกลไกให้ผู้ซื้อมีสิทธิดำเนินการเองได้

กรณีผู้จัดสรรไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ซื้อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงที่จำหน่ายแล้ว สามารถยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้

4) ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าส่วนกลาง

ให้สามารถกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ ตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด

5) เพิ่มบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง

ผู้จัดสรรที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการ อาจถูกปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท และปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดิน ลดข้อพิพาทในโครงการหมู่บ้านจัดสรร และเพิ่มหลักประกันให้ประชาชนผู้ซื้อที่ดินได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานการจัดสรรที่ดินให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้ารื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 10-15 รายการ กำหนดเพดาน ทำมาตรฐานเดียว ลดค่าใช้จ่ายประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้ารื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 10-15 รายการ กำหนดเพดาน ทำมาตรฐานเดียว ให้สอดคล้องต้นทุนจริง คาดชัดเจนใน 2 เดือน ย้ำดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยืนยันพร้อมลดทันทีหากสถานการณ์แย่ลง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 10–15 รายการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และทำให้โครงสร้างค่าธรรมเนียมมีความเป็นธรรมมากขึ้น ว่า ปัจจุบันค่าธรรมเนียมของแต่ละธนาคารแตกต่างกัน เนื่องจากกำหนดตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง และไม่ได้มีการแข่งขันด้านราคาที่แท้จริง ธปท. จึงมีแนวคิดกำหนดมาตรฐานกลางให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนธุรกรรมหลายรายการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายการค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อาทิ ค่าขอ Statement, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมออกบัตร ATM, ค่าธรรมเนียมโอนเงินหรือฝากเงินข้ามเขต, ค่าโอนเงินรายใหญ่ รวมถึงค่าธรรมเนียมเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัด เป็นต้น คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 2 เดือน

ทั้งนี้ ธปท. ต้องการให้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ ไม่เกินอัตราสูงสุดที่เหมาะสม และหากมาตรการระยะแรกประสบผลสำเร็จ มีแผนพิจารณาขยายการปรับลดไปยังรายการอื่นเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อน จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการดูแลต้นทุนของสถาบันการเงิน

นายวิทัย ยังกล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ปรับลด 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% นั้น ถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดย ธปท. ประเมินว่าการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาจกระทบต่อผู้ฝากเงินและเสถียรภาพทางการเงิน อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ หรือมีสัญญาณชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด ธปท. ก็พร้อมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมทันทีเพื่อดูแลเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

Advertisement

ออมสินประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ยันตรึงดอกเบี้ยเงินฝากนานที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ออมสินประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR แตะระดับต่ำสุดทั้งระบบ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝาก

ธนาคารออมสินปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกครั้งในรอบ 2 เดือน เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และสอดคล้องตามนโยบายกระทรวงการคลัง โดยครั้งนี้ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดเหลือ 6.025% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 5.695% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดเหลือ 6.045% ต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยธนาคารออมสินพร้อมสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้แก่ลูกหนี้รายย่อยและกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในภาพรวม ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปที่สนใจยื่นขอกู้สินเชื่อธนาคารออมสิน สามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115

ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเดิมไว้ให้นานที่สุด เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินให้ได้รับผลตอบแทนจากการออม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

Advertisement

ไทยพร้อมจัดงาน “Tomorrowland Thailand” เริ่มจำหน่ายบัตร Hotel Package วันนี้ 28 ก.พ.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไทยพร้อมจัดงาน “Tomorrowland Thailand” 28 ก.พ. เริ่มจำหน่ายบัตร Hotel Package ส่วนบัตรเข้าชมงาน เริ่มจำหน่าย 7 มี.ค. ทาง WorldWide Ticket Sale คาดกระตุ้นค่าใช้จ่ายผู้ร่วมงานไม่น้อยกว่าพันกว่าล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่าห้าพันล้านบาทต่อปี

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับภาคเอกชนไทย และทีมงานของทูมอร์โรว์แลนด์ เดินหน้าจัดงาน Tomorrowland Thailand  เทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (EDM) ระดับโลกจากเบลเยียม ที่จะนำมาจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 11– 13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley พัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้แนวคิด Consciencia เชื่อมโยงงานเทศกาลในเบลเยียม ไทย และบราซิลเข้าด้วยกัน โดยมีแก่นหลัก คือ การนำเสนอแนวดนตรีและเทคนิคที่สะท้อน “6 อารมณ์ดั้งเดิมของมนุษย์” ได้แก่ ความพิศวง ความรัก  ความโกรธ ความสุข ความปรารถนา และความเศร้า

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า  ททท. เชื่อมั่นว่า Tomorrowland Thailand จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งมีผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-register) จากกว่า 110 ประเทศทั่วโลก ทั้งกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวสระยะไกล (Long-haul) อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกาใต้ ยุโรป และกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) อาทิ จีน สิงคโปร์ เกาหลี ทั้งนี้ จะเปิดจำหน่ายบัตร Hotel Package รวมที่พักพร้อมบัตรเข้างาน Full Madness Pass (3 วัน) และบริการรถรับส่งระหว่างโรงแรมและพื้นที่จัดงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ร่วมงาน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ผ่านช่องทาง WorldWide Ticket Sale สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานบัตรเข้าชมงาน จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป มีจำนวน 4 รูปแบบ ได้แก่ 1. บัตร  WorldWide Ticket แบบ Day Pass (1 วัน) 2. บัตร Comfort (VIP) Pass (1 วัน) 3. บัตร Full Madness Pass (3 วัน) และ 4. บัตร Full Madness Comfort (VIP) Pass สามารถซื้อบัตรผ่านช่องทาง WorldWide Ticket Sale สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดรายชื่อศิลปินที่เข้าร่วมงาน Tomorrowland Thailand ได้ที่

-https://thailand.tomorrowland.com

-www.instagram.com/TomorrowlandThailand

-www.tiktok.com/@tomorrowland_thailand

-www.facebook.com/thailand.tomorrowland

-www.x.com/tmlthailand_

“การได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Tomorrowland Thailand ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นการจัดเทศกาลเต็มรูปแบบในเอเชียครั้งแรก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวร่วมงานวันละ 50,000 คน โดยมากกว่าร้อยละ 60 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้จะสามารถกระตุ้นให้เกิดค่าใช้จ่ายของผู้ร่วมงานไม่น้อยกว่า 1,426 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,300 ล้านบาทต่อปี” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026 จากการจัดอันดับ TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลก

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของ “ขนมครก” ขนมพื้นบ้านไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น อันดับ 1 ขนมหวานไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 จากเว็บไซต์อาหารระดับโลก TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “แผนที่อาหารโลก” ได้จัดอันดับเมนูของหวานที่ดีที่สุดของประเทศไทย ประจำปี 2026 โดยได้จัดอันดับจากคะแนนรีวิวของผู้บริโภคและนักชิมทั่วโลก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของขนมไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ หากแต่สามารถครองใจผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ขนมครกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความหอมมันของกะทิ ความกรอบนอกนุ่มใน และกรรมวิธีการทำที่ประณีตพิถีพิถัน เป็นภาพสะท้อนภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ นอกจากขนมครกแล้ว ยังมีขนมหวานไทยและเมนูยอดนิยมอื่น ๆ ที่ติดอันดับ อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น ลอดช่อง รวมมิตร เฉาก๊วย กล้วยทอด และปาท่องโก๋ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเมนูที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารของไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่สำคัญของประเทศ

“ความสำเร็จของขนมครกในครั้งนี้ คือความสำเร็จของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำขนมไทย ถือเป็นการตอกย้ำยืนยันว่า “ขนมหวานไทย” คือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวิถีชีวิตไทยที่สามารถสื่อสารเรื่องราวของประเทศผ่านรสชาติได้อย่างทรงพลัง รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางจิตใจ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะอาหารและขนมไทยไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Advertisement

Verified by ExactMetrics