วันที่ 4 พฤษภาคม 2026

เผย 3 ปัจจัยแผ่นดินไหวในลาว ส่งผลกระทบอาคารสูงกรุงเทพฯ

People Unity News :  ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทยเผย 3 ปัจจัยแผ่นดินไหวระยะไกลเช่นลาว ส่งผลกระทบต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.9 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศลาวเมื่อเช้าวันนี้(21พ.ย.) ทำให้อาคารสูงหลายแห่งใน กทม. ได้รับแรงสั่นสะเทือนนั้น ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวเป็นแผ่นดินไหวระดับกลางและเป็นแผ่นดินไหวระยะไกลประมาณ 600-700 กม. แต่ก็ทำให้อาคารหลายแห่งใน กทม. ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมี 3 ปัจจัยที่แผ่นดินไหวมีผลกระทบต่ออาคารสูงใน ก.ท.ม. ที่ต้องระวัง

1.สภาพชั้นดินของ กทม. เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน ดังนั้นแม้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นจากระยะไกล แต่ด้วยสภาพชั้นดินของ กทม. จะขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก 3-4 เท่า จึงทำให้อาคารได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวดังกล่าว 2.อาคารสูง เช่น คอนโดมีเนียม อาคารสำนักงาน ที่มีความสูง 10 ชั้นมีค่าความถี่ธรรมชาติต่ำ ซึ่งเป็นค่าความถี่การสั่นของอาคารที่ใกล้เคียงกับการสั่นไหวของพื้นดิน ทำให้เกิดการสั่นเข้าจังหวะกันระหว่างพื้นดินและอาคาร ทำให้อาคารสูงมีการสั่นสะเทือนที่แรงกว่าอาคารทั่วไป

3.อาคารสูงหลายแห่งใน กทม. หากก่อสร้างก่อนปี 2550 มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว เนื่องจาก กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เริ่มประกาศใช้บังคับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา

จากปัจจัยทั้ง 3 นี้ทำให้อาคารสูงหลายแห่งมีการสั่นไหวที่รุนแรงกว่าปกติ ทั้งนี้ การสั่นไหวของอาคารใน กทม. เนื่องจากแผ่นดินไหวเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีตเช่น ในปี พ.ศ. 2547 เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียขนาด 9.3 ริกเตอร์ และในปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ในประเทศลาว

สำหรับแผ่นดินไหวที่อาจส่งผลกระทบต่ออาคารสูงใน กทม. อาจมาจาก 3 แหล่งได้แก่ 1. บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกในมหาสมุทรอินเดียมีระยะห่างจาก กทม.ประมาณ 1200 กม. 2. แผ่นดินไหวทางภาคเหนือและจากประเทศลาวมีระยะห่างจาก กทม. ประมาณ 600-700 กม. และ 3. แผ่นดินไหวที่มาจากทางภาคตะวันตกได้แก่ จ. กาญจนบุรี และจากประเทศพม่า มีระยะห่างจาก กทม. ประมาณ 300-400 กม.

ศ.ดร.อมร กล่าวด้วยว่า ไทยควรให้ความใส่ใจกับแผ่นดินไหวที่มาจากทิศตะวันตกและประเทศพม่าด้วย เนื่องจากมีรอยเลื่อนที่มีพลังคือ รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ นอกจากนี้ยังมีรอยเลื่อนสะแกงในประเทศพม่า ซึ่งอยู่ห่างในระยะประมาณ 400 กม. และอาจเกิดแผ่นดินไหวได้รุนแรงถึง 8.5 ริกเตอร์ หากเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบให้อาคารใน กทม. ได้รับความเสียหายได้

“สำหรับผลกระทบของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศลาวในครั้งนี้นั้น คิดว่าอาจมีผลกระทบให้อาคารสั่นไหว แต่คงไม่กระทบต่อโครงสร้างมากนัก เนื่องจากเป็นเพียงแผ่นดินไหวระดับปานกลางและเกิดขึ้นค่อนข้างไกลจาก กทม. อย่างไรก็ตามแนะนำให้เจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารของตนว่ามีรอยร้าวที่บริเวณใดบ้าง เช่น เสา คาน ผนังอาคาร เป็นเบื้องต้น และหากตรวจพบรอยร้าวก็ควรแจ้งวิศวกรเข้าตรวจสอบเหตุการณ์ด้วย”

“อนุดิษฐ์”ติง”บิ๊กตู่” ศก.ไทยแย่อย่าอ้างภาวะโลก เพื่อนบ้านตัวเลขดีกว่าเยอะ

People Unity News :  เลขาธิการพรรคเพื่อไทยเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์หยุดใช้ประเทศเป็นหนูลองยาแก้เศรษฐกิจ หลังมาตรการแจกเงินส่อแววล้มเหลว จนทีมงานด้านเศรษฐกิจเริ่มแสดงอาการถอดใจ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หลังหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาเปิดเผยตัวเลขที่ถดถอยลงในทุก ๆ ด้าน ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ทำได้เพียงขอร้องไม่ให้พูดเรื่องเศรษฐกิจแย่เพราะจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาและขอให้เชื่อมั่นรัฐบาล

น.อ.อนุดิษฐ์เห็นว่า เป็นท่าทีที่ขาดความรับผิดชอบของผู้นำรัฐบาล เพราะการพูดในทำนอง ตัวเองแก้ไม่ได้ แต่กลับยังไปโทษคนอื่นว่าไม่ช่วย ทั้งที่หลายฝ่ายได้เตือนมาตลอดว่าแนวทางแก้เศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาผิดทาง โดยเฉพาะการใช้นโยบายแจกเงินเฉพาะหน้าให้ประชาชน ซึ่งไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม แต่รัฐบาลก็ยังดึงดันใช้แนวทางนี้ จนกระทั่งตัวเลขด้านต่าง ๆ ออกมาประจานความล้มเหลวให้เห็น

“ประเทศไม่ใช่หนูลองยา ที่จะให้ผู้นำที่ขาดความรู้อย่าง พล.อ.ประยุทธ์มาทดลองแก้เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแจกเงินแบบคิดเอาเองว่าแจกแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่วิกฤติครั้งนี้รุนแรงมากกว่าที่คิด เพราะต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารที่ต่างชาติไม่ยอมรับ จนกระทั่งมาเป็นนายกฯรอบ 2 ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจ ดังนั้นการจะให้ต่างชาติหรือคนส่วนใหญ่เชื่อมั่น จึงเป็นไปได้ยาก” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่าที่ผ่านมารัฐบาลมักโทษไปที่ปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่หากย้อนไปดูประเทศเพื่อนบ้าน ตัวเลขทางเศรษฐกิจของเขาดีกว่าของเรามาก เนื่องจากมีผู้นำที่ทำให้คนในชาติเชื่อมั่นได้ ต่างกับของไทยที่ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ทำให้ประชาชนอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและขาดความเชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศ ทำให้พวกเขาเลือกที่จะไม่ใช่จ่ายหรือลงทุน เพราะเห็นฝีมือ พล.อ.ประยุทธ์มาแล้วกว่า 5 ปี ไม่ใช่ 4 เดือนอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามกล่าวอ้าง

“พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงตัวเลขโรงงานที่ต้องปิดตัวลงกว่า 1,000 แห่งในยุคของตัวเอง แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว และใช้วิธีการแบบเดิม ๆ แก้ปัญหา นั่นคือสั่งให้รัฐมนตรีลงไปดูแล ขณะที่ตัวรัฐมนตรีเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายร่วมกันที่ชัดเจน แม้กระทั่งค่าแรงขั้นต่ำที่หาเสียงเอาไว้ก็เบี้ยวผู้ใช้แรงงานหน้าตาเฉย สุดท้ายก็แก้ปัญหาแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ด้วยการเดินตามก้นระบบราชการ” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่ออีกว่าพล.อ.ประยุทธ์อาจอยู่ในอำนาจต่อไปได้เรื่อย ๆ ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญที่พวกเขาช่วยกันออกแบบมา แต่หากอยู่แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ ก็น่าสงสัยว่าจะอยากอยู่ต่อไปทำไม หากพล.อ.ประยุทธ์ยิ่งอยู่เศรษฐกิจยิ่งแย่ ขอถามว่าใครจะรับผิดชอบ กว่า 5 ปีแล้ว พวกเราจะปล่อยให้พล.อ.ประยุทธ์ใช้ประเทศเป็นหนูลองยาแก้เศรษฐกิจต่อไปอีกหรือ

“เจ้าคุณประสาร”แจงคณะอนุกมธ.พุทธและศาสนาอื่นยันไม่เกี่ยวข้องกับธรรมกาย

People Unity News :  “เจ้าคุณประสาร”แจงคณะอนุกมธ.พุทธและศาสนาอื่นยันไม่เกี่ยวข้องธรรมกาย เผยที่ประชุมมีมติรับศึกษาร่างพรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ธนาคารพระพุทธศาสนา และแม่ชีไทย ตามที่เสนอ วอนฝ่ายกล่าวหาอย่ากล่าวโจมตีให้ร้ายเหตุมีอคติเข้าครอบงำ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องประชุม 405 อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมาธิการนัดแรก เริ่มประชุมที่ประชุมได้เสนอเชื่อและลงมติในการพิจารณาอนุกรรมาธิการเพื่อดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รองประธาน เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ

จากนั้นได้ศึกษาทำความเข้าใจในขอบเขตอำนาจ หน้าที่ของอนุกรรมาธิการเพื่อให้ตรงกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายและอื่นๆเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ในวาระพิจารณานั้นส่วนของอาตมาได้ขอให้คณะอนุกรรมาธิการขออำนาจจากกรรมาธิการชุดใหญ่เพื่อศึกษาและเสนอต่อกรรมาธิการใน 3 เรื่องคือ 1. ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา 2.ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา และ 3.ร่างพระราชบัญญัติแม่ชีไทย ที่ประชุมมีมติรับไปดำเนินการทั้ง 3 เรื่องแต่ขอพิจารณาคราวละเรื่องเพื่อจะได้สำเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

ก่อนหน้าเข้าสู่ระเบียบวาระ อาตมาได้ปรารภกับที่ประชุมว่า ก่อนมาประชุมมีสื่อมวลชนบางสำนักได้เสนอข่าวว่า มีอดีตเลขาธิการพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ได้กล่าวในทำนองว่าทำไมคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้จึงแต่งตั้งบุคคลที่เป็นเครือข่ายวัดใหญ่วัดหนึ่งเข้าไปเป็นอนุกรรมาธิการด้วยโดยสื่อท่านนั้นก็พูดแสดงความเห็นทำนองว่ารวมเอาอาตมาเข้าไปในเครือข่ายนั้นด้วย รวมทั้งพูดว่าอาตมานั้นเคยลุกขึ้นถือดาบ รำดาบปกป้องอดีตเจ้าอาวาสวัดนั้นด้วย

อาตมาจึงยืนยันต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า(เคยยืนยันกับสื่อมาแล้วหลายครั้ง) 1.ในชีวิตนี้ไม่เคยเข้าไปที่วัดดังกล่าว ไม่เคยเป็นมือปืนรับจ้าง ไม่เคยรับงานใครมาทำ ยืนยันชัดเจน ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นได้ทำงานเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาโดยรวมตลอดมา 2. บุคคลที่อดีตเลขาธิการพรรคการเมืองและสื่อคนนั้นเจาะจงพูดถึงซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการอยู่ด้วยนั้นอาตมาได้ยืนยันต่อคณะอนุกรรมาธิการว่าไม่คยรู้จักกัน ไม่เคยติดต่อกัน เคยพบครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 นอกจากนั้นในการประชุมนัดแรกนี้ยังตั้งป้ายให้อาตมานั่งติดกันอีก คงจะเป็นประเด็นได้อีกแน่นอน นี่คือคำปรารภของอาตมาในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการนัดแรก เมื่อเลิกประชุมก็รับการถวายข้าวกล่องขึ้นไปฉันบนรถเพื่อกลับไปปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ

ภายหลังระหว่างเดินทางกลับได้รับการติดต่อจากหลายคน หลายฝ่ายว่า มีอดีตเลขาธิการพรรคการเมืองพรรคหนึ่งท้วง (หรือจะเรียกอะไรก็ตาม) ว่าการแต่งตั้งให้อาตมาเป็นอนุกรรมาธิการฯนั้นผิดรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ พระสงฆ์เป็นอนุกรรมาธิการไม่ได้ ตอนนี้ฝ่ายที่รับผิดชอบก็เลยกำลังศึกษากันอยู่ว่าจะทำอย่างไร จะออกมาในรูปแบบใหน อย่างไร

พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวต่อว่า สำหรับอาตมานั้น ก่อนรับปากว่าจะไปนั่งทำหนัาที่ตรงนั้น ได้ศึกษารายละเอียดมาพอสมควร ทำการบ้านมาบ้างแล้ว และไปฟังจากนักกฎหมายหลายท่านในการประชุมวันแรก อาตมาขอสรุปประเด็นที่กำลังถูกบางท่าน บางคนตั้งข้อสังเกต ดังนี้

1.ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
2. ผิดกฎหมายอื่นใดไหม
3. ผิดกฎหมายสงฆ์และกฎเกณฑ์ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ ข้อบังคับและอื่นๆของมหาเถรสมาคมหรือไม่
4.เป็นการนำพาพระหรือพระกระโจนลงไปเล่นการเมืองใหม
5.เหมาะสม สมควรหรือไม่
6. ผิดพระธรรมวินัยไหม

ขอชี้แจงรายละเอียด ดังนี้
1. ไม่ปรากฎในรัฐธรรมนูญว่าพระสงฆ์เป็นบุคคลตัองห้ามในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว
2. ไม่ปรากฎว่ามีกฎหมายฉบับใดๆของไทยในการห้ามพระสงฆ์เข้าไปดำรงตำแหน่งในอนุกรรมาธิการโดยเฉพาะในอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ
3.ไม่ปรากฎในกฎหมายสงฆ์และอื่นๆในการต้องห้ามในกรณีนี้
4. กรณีนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ นี่เองที่อาตมาปรารภว่าได้ทำการบ้านมาบ้างแล้ว เราจะต้องแยกแยะเรื่องบ้านเมืองกับเรื่องการเมืองให้ออก บ้านเมืองคือส่วนรวมของประเทศชาติ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมรวมทั้งพระสงฆ์ก็ไม่เว้น ส่วนการเมืองเรื่องอำนาจ การหาเสียง และผลประโยชน์อื่นใดนั้น จะรวมทั้งการชี้นำทางการเมืองด้วยแล้ว แน่นอนพระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยว ไม่ควรเกี่ยวข้อง

สำหรับในส่วนของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติไว้ชัดเจนในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของอนุกรรมาธิการ เพราะที่ผ่านมานั้นการตั้งคณะอนุฯมาหลายคณะ หลายชุดแล้วกลับกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น เรียกบุคคล องค์กร มาสอบ มาถาม มีการชี้ผิดชี้ถูกให้คุณให้โทษได้ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญจึงกำหนดบทบาทของคณะอนุฯใหม่ไม่ให้มีอำนาจกระทำการแบบนั้นได้ เป็นเสมือนที่ปรึกษาทางวิชาการของกรรมาธิการชุดนั้นๆเท่านั้น ขอย้ำ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ เป็นเสมือนที่ปรึกษาด้านวิชาการแก่คณะกรรมาธิการชุดใหญ่เท่านั้น ไม่มีอำนาจ หน้าที่อะไรมากไปกว่านี้

ในคำสั่งแต่งตั้งนั้น ชัดเจนให้คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

1. พิจารณาศึกษาประเด็นปัญหาตามที่คณะกรรมาธิการมอบหมาย ในเรื่องเกี่ยวกับการอุปถัมภ์ทำนุบำรุงและคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆที่ทางราชการให้การรับรอง รวมทั้งสร้างศาสนสัมพันธ์เพื่อความสามัคคีและศาสนิกชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสันติสุข

2. ให้คณะอนุกรรมาธิการรายงานผลการพิจารณาศึกษาต่อคณะกรรมาธิการทราบเป็นระยะ และจัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษาเสนอต่อคณะกรรมาธิการภายในระยะเวลาที่กำหนด

เหตุผลที่อาตมาได้อธิบายมาและยิ่งมาดูหน้าที่และอำนาจตามกรอบที่ได้รับมอบหมายแล้วก็จะมีแค่อย่างละข้อเท่านั้นเองสำหรับหน้าที่และอำนาจ และโดยเฉพาะข้อที่หนึ่งนั้นชัดเจนมาก ชัดเจนในภารกิจที่จะต้องทำ คือจะต้องปฎิบัติในสิ่งที่เป็นคุณต่อพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ นี่เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน ให้เข้าใจเหมือนกันทุกฝ่าย รวมทั้งฝ่ายที่กำลังร้องอยู่ในขณะนี้ด้วย จึงอยากถามว่า นี่หรือการเมือง นี่ใช่ใหมพระเล่นการเมือง นี่ใช่ใหมพระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง นี่ใช่ใหมพระทำตัวไม่เหมาะสม และถ้าหน้าที่และอำนาจที่ระบุไว้ในอนุกรรมาธิการชัดเจนขนาดนี้แล้วถ้าพระสงฆ์ซึ่งเป็นศากยบุตรยังไม่เหมาะในการไปทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ควรเป็นผู้แทนไปแสดงบทบาทนี้ ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร แล้วใครละที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะไปทำหน้าที่ ช่วยตอบทีการกล่าวอ้างการเมืองโดยไม่ศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนถ่องแท้มันง่ายดีและโดยเฉพาะเรื่องมันเกี่ยวเนื่องกับสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็โยนเป็นการเมืองไปหมด แบบนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากการกล่าวโจมตีโดยการจับมัดรวมว่าเป็นเครือข่ายวัดโน้นวัดนี้ คนของคนโน้นคนนี้ถ้าไม่คำนึงถึงความถูกต้องและคุณธรรมแล้วก็สนุกปากดี

5. เหมาะสมหรือไม่ ตอบรวมแล้วในข้อที่ 4
6. พระพุทธองค์มีปณิธานส่วนพระองค์ว่า จะยังไม่ปรินิพพาน ถ้าสาวกของพระองค์ยังไม่ศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งปริยัติและปฎิบัติแล้วนำไปสู่ปฎิเวธ เผยแผ่พระพุทธศาสนา และพิทักษ์ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา

“กรณีนี้เข้าข่ายพุทธปณิธานทั้งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการอุปถัมภ์ พิทักษ์ ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา วันนี้อาตมาขอยืนยันว่า ไม่ยึดติด ไม่กังวล พร้อมจะลุกออกไป ไม่มีปัญหา อาตมาขอร้องเพียงว่า อย่ากล่าวโจมตี ให้ร้าย มุ่งทำลายเพราะมีอคติเข้าครอบงำ บ้านเมืองของเราต้องการความสามัคคี เพื่อเดินหน้าประเทศไปสู่การกินดีอยู่ดีของคนทั้งประเทศ ท่านทั้งหลายจะมีสติและพอกันได้หรือยังกับการเล่นการเมืองเพื่อมุ่งทำลายล้างคนที่เราไม่ชอบโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมใดๆ ทั้งสิ้น
พอได้แล้วโยม” พระเมธีธรรมาจารย์ ระบุ

โฆษกรัฐบาลยันเศรษฐกิจยังขยายตัวโรงงานขอปิดแค่ 1,391 แห่ง

People Unity News : โฆษกรัฐบาลยันเศรษฐกิจยังขยายตัว ลงทุนใหม่มูลค่าทะลุ 4.3 แสนล้าน กิจการเปิดเพิ่มมากกว่าปิด 2 เท่าตัว

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่าตั้งแต่ 1 ม.ค.-12 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการยื่นขอ “เปิดกิจการ” โรงงานใหม่ สูงถึง 2,889 โรงงาน มีการจ้างงานสูงถึง 84,033 คน และมีการจ้างงานเพิ่มจากการ “ขยายโรงงาน” อีกจำนวน 84,704 คน ขณะที่การยื่นขอ “ปิดกิจการ” โรงงาน จำนวน 1,391 โรงงาน มีการเลิกจ้างงานจำนวน 35,533 คน กล่าวคือมีโรงงานเปิดใหม่สูงขึ้นกว่าปิดกิจการกว่า 2 เท่าตัว และพบว่าในปีนี้มีเงินลงทุนเพิ่มสูงถึง 4.31แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 36.6% สอดคล้องกับข้อมูลกระทรวงแรงงานที่รายงานว่ายังมีตำแหน่งงานว่างถึง 79,000 อัตรา

สำหรับการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือ ใบรง.4 ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 62 จำนวน 3,184 โรงงาน มีการลงทุนสูงถึง 3.67 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่ 2,519 โรงงาน เพิ่มขึ้น 47.9% และการขยายกิจการ 665 โรงงาน เพิ่มขึ้น 32.51% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยยังเติบโต ส่วนการเปิดโรงงานใหม่และขยายโรงงานในโครงการอีอีซี ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ รง.4 และขยายกิจการ 402 โรงงาน มีมูลค่าการลงทุน 8.35 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4.29 หมื่นล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์และแขนกล ท่องเที่ยวสุขภาพ และยานยนต์ ตามลำดับ

“ปิยบุตร”ลั่น”ธนาธร”พร้อมสู้ทุกมรสุมไม่มีหวั่น

People Unity News :  “ปิยบุตร”ลั่น”ธนาธร”ยังเป็นแคนดิเดทนายกฯ ซัดปิดกองถ่ายหนังม้วนเก่าได้แล้ว ยันพร้อมสู้ทุกมรสุมไม่มีหวั่น ถามตกลงประเทศนี้จะลงทุนเผาป่าเพื่อฆ่าหนูตัวเดียวจริงๆหรือ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ที่รัฐสภา นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายธนาธร ว่า ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล แม้ว่านายธนาธรจะถูกตัดสิทธิแต่ยังเป็นหัวหน้าพรรค ผู้นำพรรคและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ถ้าเมื่อไรที่มีการลงมติเลือกนายกฯ นายธนาธรก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการเลือกเป็นนายกฯ คำตัดสินครั้งนี้สมาชิกพรรค ไม่ได้เสียใจ ทุกคนยังทำหน้าที่ในสภาด้วยความยิ้มแย้ม เพราะนายธนาธรไม่ได้เข้าร่วมประชุมสภาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่เสียดายโอกาสที่นายธนาธรไม่มีโอกาสได้อภิปรายในสภา ที่ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งนายธนาธรเป็นตัวหลักในการเตรียมข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เราไม่ได้กังวลอะไรเพราะเราคิดไว้ตั้งแต่ตอนตั้งพรรคแล้วว่า ไม่ช้าก็เร็วเราคงเจอมรสุมแบบนี้ เราพร้อมสู้ทุกคดี จาก 25 คดีตอนนี้เหลืออีก 24 คดี หากจะมีมาเพิ่มอีกก็พร้อมสู้

“ผมเห็นว่าหนังม้วนเก่าที่ฉายซ้ำๆมาหลายรอบแล้ว หมดเวลาฉายหนังม้วนเก่า ควรปิดกองถ่ายได้แล้ว ตกลงประเทศนี้จะลงทุนเผาป่าเพื่อฆ่าหนูตัวเดียวจริงๆหรือ”

นายปิยบุตร กล่าวว่า เวลานี้ส.ส.หลายคนที่มีคดีเกี่ยวกับสื่อก็ใจตุ้มๆต่อมๆ ว่าจะโดนแบบนี้หรือไม่ แต่มีส.ส.คนหนึ่งที่มีคู่สมรสทำสื่อ แต่ไม่กลัวและไม่ต้องลุ้น แต่อีกหลายคนต้องลุ้นทั้งๆที่ไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ หรือท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่พยายามจะเป็นเครื่องมือขุคุ้ยและจับผิดนักการเมือง

เมื่อถามว่า นายธนาธรจะสามารถลงสมัครส.ส. ได้หรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญสามารถทำได้เพราะไม่ติดโทษห้าม แต่ตอนนี้พรรคยังไม่มีแผนในอนาคต

เมื่อถามว่า กกต.จะยื่นเรื่องดำเนินคดีทางอาญา นายปิยบุตร กล่าวว่า เราพร้อมสู้คดี จะมาอีกกี่มรสุมอีกกี่ระลอกก็ว่ามา ตนขอร้องว่าอย่าฉายหนังม้วนนี้ซ้ำ ตนอยากอยากฝากทิ้งท้ายว่า เวลาจะทำอะไรให้นึกถึงประชาชนบ้างว่าเขาโอดร้องกันด้วยเรื่องอะไร

เมื่อถามว่าเรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้สาธารณชนตัดสิน เวลาศาลตัดสินอะไรจะปรากฎต่อสาธารณะ คงไม่ใช่ตนหรือนายธนาธรจะวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นอำนาจของประชาชนที่เป็นผู้ทรงอำนาจที่สุดของประเทศ

เชือด”ธนาธร”ต่อ! กกต.เล็งสอบปมรู้ไม่มีสิทธิแต่ลงสมัครเลือกตั้ง

People Unity News : เชือด”ธนาธร”ต่อ! กกต.เล็งสอบปมรู้ไม่มีสิทธิแต่ลงสมัครเลือกตั้ง คาดนำผลคำวินิจฉัยศาลรธนฯ.ไปพิจารณาประกอบในสำนวน ขณะที่ “วิษณุ” ร่ายยาวบอกมีช่องเอาผิดอาญาปมหุ้นสื่อ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) กรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ว่า หลังจากนี้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ก็คงดำเนินการสอบสวนกรณีคำร้องที่มีผู้กล่าวหาว่านายธนาธร ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)​ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 151 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) กรณีผู้ใดรู้อยู่ว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อต่อไป โดยตามหลักการทั่วไปแล้ว คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คงจะต้องนำผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ไปพิจารณาประกอบในสำนวนด้วย เพราะมีการวินิจฉัยว่านายธนาธรขาดคุณสมบัติ

“วิษณุ”ร่ายยาวบอกมีช่องเอาผิดอาญาปมหุ้นสื่อ

เวลา 16.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. กรณีถือครองหุ้นสื่อ บริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด ว่า ตนได้ติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพียงเล็กน้อย เนื่องจากติดประชุม ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวให้นายธนาธรพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.เท่านั้น ยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้ ไม่ได้ถูกตัดสิทธิอะไร พรรคอนาคตใหม่ก็ยังอยู่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องคุณสมบัติอย่างเดียว ส่วนเรื่องอื่นตนไม่ทราบว่าคดีอะไรอีกหรือไม่

นายวิษณุ กล่าวว่า ตนได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายธนาธรภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก็สงสัย ที่นายธนาธรบอกว่าคดีนี้แปลกหรือไม่ ศาลไม่ได้บอกว่ามีมติเท่าไรต่อเท่าไร ตนไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ว่านายธนาธรใช้ประโยคนี้ ซึ่งโดยปกติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมี 9 คน ต้องลงมติอยู่แล้ว ถือว่าแปลกถ้าศาลไม่ได้บอก หรือบอกไปแล้วก็ไม่รู้ เพราะตนไม่ได้ฟังอย่างละเอียด แต่นายธนาธร มาพูดในตอนท้ายว่าให้สังเกตว่าไม่ได้มีการสรุปว่ามีมติเท่าไร ซึ่งมติตรงนี้อาจจะไปอยู่ในคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ถือว่าเป็นประเด็นที่น่ารู้เหมือนกัน

“ผมอยากรู้เหมือนกันว่ามติเท่าไร มันจะแสดงอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะแสดงถึงความเกี่ยวพันกับเรื่องอื่นต่อไปในอนาคต เพราะจะทำให้มองเห็นได้ว่า ทัศนคติศาลเป็นอย่างไร”นายวิษณุ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายธนาธร สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งลงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ตอบ

เมื่อถามว่า สามารถนำคำวินิจฉัยดังกล่าวไปฟ้องร้องอื่นๆ ได้อีกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เนื่องจากไม่ได้ฟังศาลอ่านคำวินิจฉัยทั้งหมด จึงไม่รู้ว่าศาลพูดถึงอะไรบ้าง แต่โดยปกติมันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเรื่องนั้นเรื่องเดียวเท่านั้นเอง เพียงแต่อาจเป็นช่องทางให้มีการไปหาพยานหลักฐานอื่น แต่จะเอาตรงนี้ไปปิดปากคดีอื่นไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า คดีนี้มีโทษทางอาญาตามมาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในตัวเองมันเองแค่นี้จบ ไม่มี แต่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง เท่าที่ดูกันไว้นานมาแล้ว เหมือนที่มีคนกล่าวหานายกรัฐมนตรี ว่าบุคคลใดที่รู้ว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามแล้วยังไปดำเนินการอันเป็นเท็จ อย่างนั้นมันผิด แต่เราจะมาพูดเอาคดีนั้นมาชนคดีโน้น มันจึงไม่ได้ในตัวมันเอง ต้องไปพิสูจน์อะไรกันอีกเยอะ

เมื่อถามว่า หากมีคนสงสัยประเด็นนี้ สามารถร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ไปว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ขอตอบอะไรในส่วนนี้ ตอบได้เท่าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งใครๆ อ่านแล้วก็รู้ แต่ถ้าเกินจากนั้นจนไปอนุมานเอาว่าเป็นอย่างนั้น ตนไม่ควรจะไปพูด

เมื่อถามว่า ส.ส.คนอื่นที่ถูกร้องเรื่องถือหุ้นสื่อ จะนำไปเป็นบรรทัดฐานหรืออ้างอิงในการต่อสู้คดีได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าข้อเท็จจริงตรงกันมันก็ใช่ แต่จะตรงกันหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะมีหลายสิบคน กรณีนี้มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น บางประเภทมีหุ้นในบริษัทที่มีตราสารจนทะเบียนว่า มีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง แต่ไม่เคยทำ หรืออีกประเภทคือ ได้ลงมือทำ แล้วเลิกไป ซึ่งมีหลายประเภทเหลือเกิน

เมื่อถามถึงกรณีนายธนาธร ปล่อยกู้เงินให้กับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเรื่องอยู่ในการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดตาม แต่เป็นคนละเรื่องกับการถือหุ้นสื่อ

เมื่อถามว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้ห้ามเรื่องการกู้เงิน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ตอบ

เมื่อถามว่า กฎหมายพรรคการเมืองถือเป็นกฎหมายเฉพาะ แม้กฎหมายไม่ได้เขียนห้าม แต่ต้องทำเท่าที่เขียนไว้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ปกติแล้วกฎหมายที่จำกัด ตัดสิทธิคน หลักที่เคยใช้มาโดยตลอด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็เคยใช้มาตลอด ต้องตีความโดยเคร่งครัด จะไปตีความขยายออกไปไม่ได้ หลักมันมีอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า กฎหมายเขียนแค่ไหนต้องทำเท่านั้นใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แต่ละคำจะต้องแปล ถ้าแปลออกไปได้มันก็จบแค่นั้น กฎหมายขยายความให้เป็นผลดีได้ แต่จะขยายความออกไปให้มันยาวเพื่อเป็นผลร้ายนั้นไม่ได้

เมื่อถามอีกว่า กรณีที่กฎหมายไม่ได้เขียนห้าม แสดงว่าทำได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องดูหลายอย่าง บางอย่างไม่ได้อนุญาตก็ทำไม่ได้ โดยมี 2 อย่าง คือ 1.ไม่ได้ห้าม เพราะฉะนั้นทำได้ และ 2.ไม่ได้อนุญาต เพราะฉะนั้นจึงทำไม่ได้ มีอยู่ 2 หลักนี้ ซึ่งไม่ได้มั่ว มันมีวิธีใช้ว่าเมื่อไรจะใช้

เมื่อถามว่า พรรคการเมืองสามารถกู้เงินได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า นี่คือ ปัญหาที่เขาเถียงกันอยู่ ขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่

“ธนาธร”เปิดใจ! “สมชัย”แนะจับตา 60 ส.ส.ดาบต่อไป

People Unity News : “ธนาธร”เปิดใจหลังพ้นสภาพ ส.ส. ลั่น! ยังเป็นหัวหน้าอนค. การเดินทางยังไม่สิ้นสุด พร้อมก้าวเดินต่อไป “สมชัย”แนะจับตา 60 ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่อไป

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เปิดใจครั้งแรกหลังศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามทำให้ต้องพ้นจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยกล่าวว่า ขอบคุณและซาบซึ้งทุกกำลังใจที่มีให้ ทั้งที่เดินทางมาและที่ให้กำลังใจอยู่ทางบ้านหรือที่อื่นๆ

พร้อมกันนี้ นายธนาธร ยังแสดงความคิดเห็นถึงผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ด้วย ก่อนที่จะพูดทิ้งท้ายว่า พรรคอนาคตใหม่คือการเดินทาง และการเดินทางยังไม่สิ้นสุดลง ตนเองยังคงเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป ขอบคุณผู้มาให้กำลังใจพวกเราในวันนี้

“สมชัย”แนะจับตา 60 ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่อไป

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก“สมชัย ศรีสุทธิยากร”ถึงกรณีธนาธร โดยระบุว่า 1.การพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.2562 หมายความว่า ธนาธร มีสถานะเป็น ส.ส. เป็นเวลา 2 เดือน นับแต่วันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. 2562 ดังนั้น เงินเดือนและสิทธิประโยชน์ในช่วง 2 เดือนนั้น ยังคงเป็นไปตามสิทธิ 2.หลังวันที่ 23 พ.ค. 2562 หากได้รับสิทธิประโยชน์ใด ต้องคืนให้แก่ราชการ 3.ศาลรัฐธรรมนูญ มิได้ตัดสิทธิการเมืองใด ดังนั้น การทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และ กรรมาธิการวิสามัญ จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 4.คุณสมบัติที่ขัดต่อการสมัครเป็นผลต่อการสมัครครั้งที่ผ่านมา หากมีการสมัครครั้งใหม่ และได้แก้ไขเรื่องคุณสมบัติแล้ว สามารถกลับมาสมัครได้ 5.ความต่อเนื่องในเรื่องนี้ คือ คดีอาญาที่ กกต. ต้องดำเนินการต่อ ตามมาตรา 151 ของ พรป.ส.ส. สำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังสมัคร ซึ่งโทษอาญา มีทั้งจำคุก และตัดสิทธิในการเลือกตั้งถึง 20 ปี 6.ท่อนคำวินิจฉัยที่น่ากลัวที่สุด คือ ” หากยังมีสถานะเป็นบริษัทที่จดแจ้งว่าทำสื่อ แม้ปัจจุบันไม่ทำสื่อ ก็มีโอกาสทำได้ ก็ถือเป็นสื่อ” ดังนั้น อีกกว่า 60 ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่มีบริษัทที่แม้ไม่ได้ทำสื่อ แต่ในหนังสือจดบริคณห์สนธิระบุว่า สามารถทำสื่อได้ จะถูกบรรทัดฐานนี้ในการวินิจฉัยแบบเดียวกันหรือไม่ฤดูหนาวกำลังมาเยือน Winter is coming-

“โรม”ผิดหวังหดหู่จนมือไม้สั่น-ยากที่จะรับได้

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พ้นจากความเป็น ส.ส.โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง และยากที่จะยอมรับ ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณธนาธรได้เคยพูดเอาไว้ “ถ้าถามผมว่าผมผิดอะไร คำตอบคือ มันไม่ใช่เรื่องหุ้นสื่อ แต่ความผิดของผม คือการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคสช.”

ผมหดหู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจนมือไม้สั่น และยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่คุณธนาธร ได้เสียสละและทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ในการเข้ามาทำงานการเมือง แต่กลับไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ยิ่งน่าเศร้าใจ หนทางนี้ไม่ง่าย ตั้งแต่เราเลือกเดิน ขวากหนามและอุปสรรคคือสิ่งที่สามารถคาดคะเนได้ในยุคสมัยที่ความหวังและอนาคตถูกสกัดกั้นทุกวิถีทาง อย่างไรก็ตามสำหรับคนชื่อธนาธร ไม่ว่าในนามของคนที่ผมเรียกว่าหัวหน้า หรือเรียกว่าพี่เอก เราจะร่วมเดินกันต่อไป ถึงไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ยังเป็นนายกฯ ได้นะพี่เอก

“ช่อ”ทวีต”ธนาธร”พ้นส.ส.อนค.เดินหน้าต่อ

นางสาวพรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านทวีตเตอร์ส่วนตัว “Pannika Wanich” โดยมีข้อความว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายธนาธร พ้นจากตำแหน่งส.ส.เนื่องจากมีคุณลักษณะต้องห้าม เป็นผู้ถือหุ้นสื่อ อนาคตใหม่ยังเดินหน้าต่อ ธนาธรยังเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี

และต่อมาโพส์เพิ่มเติมว่า ….แม้สิ้นสภาพ ส.ส. แต่ #ธนาธร ยังคงเป็นหัวหอกทีม #อนาคตใหม่ เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ ใครมีเบาะแสการทุจริต ใช้อำนาจในทางมิชอบของรัฐบาล ส่งมาที่ whistle@futureforwardparty.org

“เฉลิมชัย”จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ร่วมมือใช้ไอทีสมัยใหม่พัฒนาเกษตร

People Unity News :  “เฉลิมชัย”จับมือ คณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เร่งผลักดันพัฒนาศักยภาพภาคการเกษตรร่วมกัน ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เข้าพบหารือกับคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกัน โดยฝ่ายจีน แจ้งว่า เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมาก โดยมีนโยบายหลักในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรในทุกมิติ ตั้งแต่ การบริหารจัดการน้ำและดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ใช้พื้นที่เกษตรน้อยแต่ได้ผลผลิตมาก โดยเน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้ แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ การผลักดันการจ้างงาน การบริหารจัดการรายได้ให้เกษตรกรรายบุคคล และการให้สวัสดิการด้านสุขภาพต่างๆ เพื่อดึงแรงงานกลับภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหา Aging Society ทั้งนี้ ยังเน้นในเรื่อง การรวมกลุ่มพื้นที่ในทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระบบสหกรณ์ และสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ลดการใช้สารเคมี และยาปราบศัตรูพืช

ฝ่ายไทยแจ้งว่า ไทยมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ที่สอดคล้องกับแนวทางของจีน อาทิเช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตร ผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรที่อายุไม่เกิน 45ปี นโยบายตลาดนำการผลิต ผ่านระบบสหกรณ์ และการทำ Zoning พื้นที่เกษตร โดยฝ่ายไทยมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย และการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้ สองฝ่ายมีความยินดีที่จะมีความร่วมมือกันในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการฝึกอบรมระหว่างเกษตรกรของสองประเทศ

“เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของทั้งสองประเทศ ซึ่งสองฝ่ายพร้อมจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในเร็ววันนี้” นายเฉลิมชัย กล่าว

“อนุทิน”โพสต์! ถูกกัปตันเรือสั่งให้เก็บมือเก็บเท้า

People Unity News : เก็บมือเก็บเท้า! “อนุทิน”โพสต์รูปนั่งเรือกับ”บิ๊กตู่” พร้อม Caption ชวนสงสัย

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่เฟซบุ๊ค “อนุทิน ชาญวีรกูล” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปรากฏภาพนายอนุทิน ขณะนั่งเรือร่วมกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมข้อความว่า
“ลงเรือลำเดียวกันเชื่อฟังกัปตันท่านสั่งให้เก็บมือเก็บเท้า”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวปรากฎขึ้นหลังมีข่าวว่านายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย มีปัญหากับสื่อค่ายดัง ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาล จากกรณีที่สื่อค่ายดังนำเสนอข่าวโจมตีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ต้องแจ้งความดำเนินคดีสำนักข่าวข้างต้น และมีการนำความขัดแย้งดังกล่าวไปขยายความว่าพรรคภูมิใจไทย กำลังมีปัญหากับพรรคแกนนำรัฐบาลด้วย ซึ่งประเด็นหลัง ผู้สื่อข่าววิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นสาเหตุให้นายอนุทินโพสต์ข้อความดังกล่าว เพื่อยุติข่าวลือเรื่องความขัดแย้งในพรรคร่วม

“ธนาธร”ชะตาขาดจากส.ส.! ศาลรธน.ตัดสินเป็นผู้ถือหุ้นสื่อ

People Unity News : “ธนาธร”ชะตาขาดจากส.ส.! ศาลรธน.วินิจฉัยเป็นผู้ถือหุ้นสื่อ ยกเหตุบริษัทวี-ลัค มีเดียยังประกอบกิจการอยู่ และไม่มีหลักฐานการเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นให้กับมารดาที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลา14.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จากกรณีถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หรือไม่ โดยในห้องพิจารณาคดีฝ่ายกกต.(ผู้ร้อง) มีผู้อำนวยการสำนักและวินิจฉัยเข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัย ขณะที่ฝ่าย (ผู้ถูกร้อง) นายธนาธรเดินทางมาฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง โดยมีนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ติดตามมาให้กำลังใจด้วย ทั้งนี้ก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัย เจ้าหน้าที่ศาลได้แนะนำผู้ร่วมรับฟังคำวินิจฉัยภายในห้องพิจารณา อยู่ในความสงบไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร อย่าแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้

จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบให้นายปัญญา อุชชาชน และนายวรวิทย์ กังศิศิเทียม เป็นตุลาการร่วมอ่านคำวินิจฉัย ความว่า คดีนี้ศาลกำหนดประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลงหรือไม่ และสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยพยานหลักฐานเห็นว่า กกต.ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 และกำหนดให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครประจำเขตเลือกตั้งแต่วันที่ 4 -8 ก.พ.62 ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 6 ก.พ.62 และมีชื่อนายธนาธร เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 1 เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้ง นายธนาธรถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเป็นส.ส.เนื่องจาก ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ตั้งแต่ 12 ม.ค.58 โดยรับหุ้นจากนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา ) ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกภาพสิ้นสุด เมื่อมีลักษณะต้องห้าม เพื่อไม่ให้ผู้เป็นเจ้าของสื่อ อาศัยความเป็นได้เปรียบ หรือความเป็นเจ้าของกิจการ เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์หรือโทษ หรือครอบงำสื่อมวลชนทำให้สื่อไม่สามารภปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง

ข้อโต้แย้งของนายธนาธร ที่ระบุว่า กระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบ ศาลเห็นว่า มาตรา 82 วรรค 4 กำหนดให้กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นว่าสมาชิกสภาพสิ้นสุดลง โดยกกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 พ.ค. และวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนข้อโต้แย้งที่ 2 ซึ่งนายธนาธรระบุว่า บริษัทวี-ลัค มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ และได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.61 แต่เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ แล้วเห็นว่า กิจการสื่อสิ่งพิมพ์หมายความรวมถึงวารสารและนิตยสารด้วย และเมื่อเจ้าของกิจการประสงค์จะเลิกกิจการต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อภายใน 30 วัน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทวี-ลัค มีเดียไปจดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ก่อนวันที่ 16 ก.พ. 62 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ส่งรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

นอกจากนี้ บริษัมวี-ลัค มีเดีย ยังจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ แผ่นป้าย กระจายเสียงทางวิทยุ โทรทัศน์ และเคเบิ้ลทีวี งบการเงินที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รอบปี 59, 60 และ 61 ก็ระบุว่ามีรายได้จากการโฆษณา ดังนั้นแม้ว่าบริษัทวี-ลัคมีเดียจะอ้างว่าหยุดกิจการ เลิกจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย.61 เป็นต้นมา และแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว แต่บริษัทยังสามารถประกอบกิจการอีกเมื่อไรก็ได้ จนกว่าจะจดทะเบียนแจ้งยกเลิกกิจการ บริษัท วี-ลัคมีเดีย จึงถือเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ข้อโต้แย้งที่ 3 นายธนาธร อ้างว่า ในวันสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นายธนาธรไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย แล้วเพราะได้โอนหุ้นให้นางสมพร ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62 แต่จากการไต่สวนพบว่า แบบสำนารายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้าในวันที่ 12 ม.ค.58 และ 21 มี.ค 62 ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน 670,000 หุ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 62 จึงมีการส่งสำเนาบอจ. 5 ระบุว่านางสมพรเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว

ข้อชี้แจงว่า มีโอนหุ้นที่ปรากฏตามตราสารการโอนหุ้น มีลายมือชื่อ น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ เป็นพยาน และมีการจ่ายค่าตอบแทนในการโอนหุ้นจำนวน 6.7 ล้านบาท เป็นเช็คธนาคารกรุงศรีฯ ลงวันที่ 8 ม.ค.62 สั่งจ่ายนายธนาธร ต่อมามีการโอนหุ้นให้นายทวี จรุงสถิตพงศ์ และโอนกลับคืนให้นางสมพร โดยไม่มีค่าตอบแทน ทำให้ต้องวินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่านายธนาธรโอนหุ้นจริงหรือไม่ โดยพบว่าในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จะมีการส่งรายชื่อตามบอจ. 5 ให้กรมธุรกิจการค้าโดยเร็ว เป็นปกติทุกครั้ง เช่น ในปี 52 จัดส่งบัญชีภายในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น หรือในการประชุม ปี 58 ก็จัดส่งบัญชีภายในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นการโอนหุ้นของนางสมพรให้นายธนาธร แต่การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค.กลับไม่ปรากฏการส่งสำเนาบอจ.5 ทั้งที่เป็นหลักฐานสำคัญในการเข้าสู่การเมืองของนายธนาธร ซึ่งผิดปกติไปจากที่ผ่านมา ทั้งที่มีความสำคัญต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะจะทำให้มีลักษณะต้องห้าม

แม้ฝ่ายของนายธนาธรจะแก้ข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้ส่งสำเนาบอจ. 5 ในทันที เพราะมีการเลิกจ้างพนักงาน จึงไม่มีนักบัญชีมาติดตามจัดการหลักฐานทางทะเบียน ดังเช่นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของน.ส.ลาวัลย์ ที่ระบุว่า สามารถทำได้ถ้ามีคำสั่งให้ทำ เพราะน.ส.ลาวัลย์มีหน้าที่แจ้งแบบสำเนาบอจ. 5 อยู่แล้ว ประกอบกับการยื่นเอกสารดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยไม่มีความยุ่งยาก โดยบริษัทวี-ลัค มีเดีย จัดส่งสำเนาบอจ. 5 งบดุล ทางอิลเล็กทรอนิกส์ มาตั้งแต่ปี 59-61

ส่วนประเด็นที่นางสมพรสั่งจ่ายเช็คค่าหุ้นวงเงิน 6,750,000 บาท แต่กลับนำเช็คไปขึ้นเงินตรงกับวันที่กกต. ส่งคำร้องให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งเป็นเวลานานถึง 128 วัน ทั้งที่ประมวลกฎหมายแพ่ง กำหนดให้ผู้ทรงเช็คมีหน้าที่นำเช็คไปยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ขึ้นเงินภายใน 1 เดือน กรณีเช็คต่างเมืองให้เวลา 3 เดือน โดนคดีนี้เป็นเช็ค ธนาคารกรุงศรีอยุธยา อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เจ้าของเช็คจึงมีหน้าที่นำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 8 ก.พ.62 และเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี พบว่า เช็ควงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะเรียกเก็บเงินภายใน 42-45 วัน แต่ในการเรียกเก็บเช็ค ฉบับลงวันที่ 8 ม.ค.62 กลับใช้เวลาถึง 128 วัน ส่วนเช็คบางฉบับที่ใช้เวลา 98 วันในการขึ้นเงิน ก็มียอดเงินเพียง 27,000 บาทเท่านั้น ข้ออ้างที่ นางรวิพรรณเบิกความว่าไม่สะดวกจะนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะต้องดูแลบุตรซึ่งเป็นเด็กทารก รวมถึงยังอ้างว่าทนายความนำเช็คต้นฉบับไปใช้ต่อสู้คดี ก็ขัดแย้งกับหนังสือของกกต. ที่ชี้แจงต่อเลขากกต. ว่า นายธนาธรส่งสำเนาเช็คมาชี้แจงเท่านั้นไม่ได้ส่งเช็คต้นฉบับมาแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่านางรวิพรรณสามารถนำเช็คเข้าบัญชีได้ตั้งแต่ 9 ม.ค. 62 ข้อโต้แย้งจึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อถือไม่ได้ เพราะเป็นเช็คขีดคร่อม โอนไปยังบุคคลอื่นไม่ได้ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ เพราะนางรวิพรรณก็ไม่มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงไม่ต้องรอเวลาถึง 4 เดือนเศษ

สำหรับประเด็นที่นางสมพรโอนหุ้นให้แก่นายทวี หลานชาย แล้วต่อมาได้โอนกลับคืนนางสมพรนั้น ศาลเห็นว่า การโอนหุ้นให้และการโอนหุ้นคืน โดยไม่มีค่าตอบแทนตามที่อ้างความสัมพันธ์เครือญาติ ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้กับนายธนาธรซึ่งบุตร แม้นางสมพรจะอ้างว่าต้องการให้นายทวีเข้ามาช่วยฟื้นฟูกิจการ แต่การโอนหุ้นโดยไม่มีค่าตอบแทนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะเอกสารต่างๆบริษัทวี-ลัคมีเดีย สามารถจัดการได้เองในภายหลัง อีกทั้งกาโอนหุ้นคืนภายในเวลา 2 เดือนเศษ โดยอ้างว่าศึกษาแล้วต้องใช้เงินลงทุนอีกหลายล้านบาท ข้อเท็จจริงส่วนนี้ขัดกับปกติวิสัยของนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องศึกษาแผนและทดลองปฏิบัติตามแผนเสียก่อน และเมื่อเทียบกับสถานะทางเศรษฐกิจของนางสมพรแล้ว การอ้างว่ากิจการวี-ลัค มีเดีย มีหนี้สิน 10 ล้านบาท ก็ต่างจากการงบดุลที่นำส่ง โดยแจ้งว่ามีลูกหนี้เพียง 2 ล้านบาทเศษ จำนวนเงินดังกล่าวไม่ตรงกัน หนี้สินจำนวนไม่มาก การทวงถามและวิเคราะห์โครงสร้าง สามารถให้ทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องโอนหุ้นให้หลานก็ได้ เพราะการเป็นผู้ผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจบริหาร ติดตามหนี้สิน หรือบริหารเงินสด การที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าโอนหุ้นกันในวันที่ 8 ม.ค.62 โดยมีพยานบุคคลกลุ่มเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐานต่างๆแล้ว เห็นว่าล้วนเป็นการกล่าวอ้างเพียงให้เจือสมกับหลักฐานที่ปรากฏตาม บอจ. 5 ที่โอนหุ้นกลับคืนจากนายทวี

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องการการเดินทางกลับจากการปราศรัยในจ.บุรีรัมย์ มายังบ้านพักในกรุงเทพฯ ในวันที่ 8 ม.ค.62 เพื่อโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ให้กับนางสมพรนั้น แม้จะฟังได้ว่าเดินทางกลับมาจริง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่านายธนาธรอยู่ในกทม.เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามีการโอนหุ้นในวันดังกล่าวจริง เพราะการโอนหุ้นต้องพิจารณาจากหลักฐานทั้งปวง แม้ผู้ถูกร้องจะมีพยานหลักฐานมาแสดง แต่การโอนหุ้นจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อต้องจดแจ้งต่อนายทะเบียน กรณีจึงมีข้อพิรุธหลายจุด หลายประการ สอดรับแน่นหนาจากพฤติการณ์แวดล้อมมากกว่าพยานของผู้ถูกร้อง และมีน้ำหนักหักล้างพยานของผู้ถูกร้อง “ฟังได้ว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ในวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้สมาชิกภาพของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 62 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ถือว่าวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย หรือวันนี้ (20 พ.ย.) เป็นวันที่ตำแหน่ง ส.ส.ว่างลง ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนรายชื่อ ส.ส.ในลำดับถัดไปแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 7 วัน

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ส่งผลมีความผิดความเป็นส.ส.จะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(7) ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส.ทันที และส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาในมาตรา 151 นี้ โดยได้กำหนดโทษไว้ว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ เพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี โดย กกต.ต้องเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป

“เด็กส้มหวาน” แห่รับ “ธนาธร”ฟังคำพิพากษาเนืองแน่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อาคาร A ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ก่อนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย นายธนาธรได้เดินทางมาฟังคำวินิจฉัยในคดีที่ กกต.เป็นผู้ร้องในกรณีหุ้นวี-ลัค มีเดีย ซึ่งนายธนาธรพร้อมทีมทนายความได้เดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 13.30น. ก่อนเดินขึ้นห้องพิจารณาเพื่อฟังคำพิพากษา โดยบรรยากาศที่ลานห้องโถงกลางอาคาร A ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ได้มีผู้สนับสนุนและประชาชนจำนวนมากมาร่วมให้กำลังใจนายธนาธรตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00น. พร้อมสื่อมวลชนจากทุกสำนักที่เดินทางมาทำข่าวนายธนาธรในวันนี้ โดยเมื่อนายธนาธรเดินทางมาถึง ประชาชนและผู้สนับสนุนต่างพร้อมใจกันตะโกน “ธนาธรสู้ๆ” ให้กำลังใจพร้อมมอบดอกไม้เป็นกำลังใจให้นายธนาธร ก่อนที่นายธนาธรจะกล่าวขอบคุณสั้นๆต่อผู้สนับสนุน

นายธนาธรระบุว่าตนรู้สึกตื้นตันและขอบคุณในทุกกำลังใจที่ทุกคนให้ตนในวันนี้ และอย่างที่ตนบอก ไม่ว่าจะเกิดแะไรขึ้น พรรคอนาคตใหม่จะเดินไปข้างหน้าต่อ เพราะพรรคอนาคตใหม่คือผู้คนและการเดินทางยาวไกล การเดินทางของเราจะยังไม่จบแค่ในวันนี้ ขอให้พวกเราร่วมกันเดินหน้าต่อไป

Verified by ExactMetrics