วันที่ 15 มีนาคม 2026

อย่าลืม! เช็กสิทธิของคุณก่อนวันเลือกตั้ง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มกราคม 2569 ขณะนี้ระบบเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และตรวจสอบสิทธิออกเสียงประชามติ รวมถึง สถานที่เลือกตั้ง ได้แล้ว

ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง สส.

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

ตรวจสอบสิทธิออกเสียงประชามติ

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelectionpm/

กรณีไม่พบรายชื่อ

ขอให้รีบยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือ นายทะเบียนท้องถิ่น

โดยเตรียมเอกสารดังนี้

1.ทะเบียนบ้าน

2.บัตรประจำตัวประชาชน (หรือบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้)

ยื่นคำร้องได้ถึงวันที่ 28 มกราคม 2569

(ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน)

ตรวจสอบสิทธิให้พร้อม ใช้สิทธิของคุณอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตของประเทศ

Advertisement

“กกต.” ย้ำนำคนนอกช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตามกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มกราคม 2569 “กกต.” ย้ำนำคนนอกช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตามกฎหมาย และต้องแจงค่าใช้จ่ายต่อ กกต.

โรงแรมรามาการ์เด้นส์ วันนี้ ( 12 ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการนำคนนอกเข้ามาช่วบหาเสียงเลือกตั้ง ว่า การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะนำบุคคลใดมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคหรือบุคคลภายนอก ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วเขาก็สามารถช่วยผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองหาเสียงได้ การแต่งตั้งผู้ช่วยหาเสียงมีค่าตอบแทน ที่จะถูกคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย โดยต้องรายงานต่อ กกต.ให้ทราบ ทั้งก่อนดำเนินการ และหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งต่อ กกต.ประจำจังหวัด หากมีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งตามที่แจ้ง จะต้องรายงานให้กกต.ทราบทันที

Advertisement

เร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มกราคม 2569 ภาครัฐเร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

การประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 ม.ค.2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรงอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก

(1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน

(2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน

(3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์

โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริงและ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น

2) ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น

3) กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง

4) สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule)มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการประสานการทำงานและการดำเนินการในทุกระดับภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ การ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังต่อไป

Advertisement

กกต. เปิดให้ลงทะเบียน “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มกราคม 2569 กกต. เปิดให้ลงทะเบียน “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว! ใครไม่สะดวกไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง อย่าลืมลงทะเบียนล่วงหน้า

เปิดลงทะเบียน

20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

วันเลือกตั้งล่วงหน้า

1 กุมภาพันธ์ 2569

ช่องทางลงทะเบียนออนไลน์

เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/

แอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี)

แอปพลิเคชัน Smart Vote

ขั้นตอนง่าย ๆ

เข้าเมนู “ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า”

กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วยืนยัน

ลงทะเบียนได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 2569 เวลา 24.00 น.

อย่าลืมใช้สิทธิ ใช้เสียงของคุณ เพื่ออนาคตของประเทศ

Advertisement

“AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มกราคม 2569 “AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ซึ่งได้แบ่งกลุ่มข่าวปลอมออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และพบว่าในแต่ละกลุ่ม มีข่าวปลอมที่เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ AFNC ในปี 2568 ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ดังนี้

1.กลุ่มข่าวนโยบายรัฐ ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “แก๊งค้ามนุษย์-ขอทานต่างด้าวระบาดทั่วไทย ไร้การจัดการ”

โดยประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน  458,261 ครั้ง

คำชี้แจง : เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ  ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยืนยันว่า ได้ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์และขอทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการกำหนดมาตรการเชิงรุกต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2.กลุ่มข่าวภัยพิบัติ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547”

ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 529,472 ครั้ง

คำชี้แจง : กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ชี้แจงว่า การที่แผ่นเปลือกโลกจะมีการปลดปล่อยพลังงานให้รุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 9.3 ที่เกิดในปี 2547 จากการประเมินและคำนวน พบว่า จะใช้เวลาอีกประมาณ 400-600 ปี ทำให้ในปัจจุบันยังไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้

3.กลุ่มข่าวสุขภาพ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวด”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 156,828 ครั้ง

คำชี้แจง : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ CDS ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ และขอเตือนประชาชนว่า CDS ไม่ใช่ยา และไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ในการรักษาโรคใด ๆ การบริโภค CDS อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

4.กลุ่มข่าวเศรษฐกิจ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ออมสินปล่อยกู้ผ่านเพจ LEASE it PCL 859 เริ่มต้น 10,000 – สูงสุด 1 ล้าน!”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 77,123 ครั้ง

คำชี้แจง : ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊ก “LEASE it PCL 859” ที่อ้างว่าธนาคารออมสินให้บริการสินเชื่อวงเงิน 10,000 – 1,000,000 บาท โดยไม่ใช้คนค้ำ ไม่เช็กเครดิต กู้ได้ทุกอาชีพ และอนุมัติไว ขอเตือนให้ระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคล

5.กลุ่มข่าวอาชญากรรมออนไลน์

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 97,688 ครั้ง

คำชี้แจง :  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ ตำรวจไซเบอร์ ใช้แอ็กเคานต์ชื่อ police_cyber1710 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างใช้ชื่อและโลโก้ของหน่วยงานราชการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากประชาชนหลงเชื่อ และมีการแชร์ต่อๆกันไปในสังคม อาจสร้างความเข้าใจผิด สับสน และเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี โดยศูนย์ AFNC ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

นายกฯ อนุทิน เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

30 ธันวาคม 2568 นายกฯ อนุทิน เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วานนี้ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ วัดเชือกนอก ตำบลนาจิก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม  นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชน ร่วมพิธี

นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและการเสียสละเพื่อแผ่นดินไทย

ภายหลัง นายกรัฐมนตรียังให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ว่า ขณะนี้ได้มีการลงนามในถ้อยแถลงหยุดยิง สถานการณ์ยังไม่มีอะไรผิดปกติ ตนเองรู้สึกเห็นใจกำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็ซาบซึ้งและรู้สึกขอบคุณทหารทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน ซึ่งจากที่ได้มีการพูดคุย ทหารทุกคนมีขวัญกำลังใจที่ดี ตนเองยืนยันถึงการดูแลเจ้าหน้าที่ทหารโดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการและสวัสดิภาพ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ได้ทำหน้าที่รักษาดินแดน และประเทศชาติ

“จากการลงพื้นที่ปราสาทตาควาย สิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่มีความเสียหายก็ค่อยกลับมาบูรณะ ซึ่งได้คุยกับนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้หารือกับกรมศิลปากร และส่วนที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าบูรณะได้ แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือ ต้องเอาดินแดนทุกตารางนิ้วที่คิดว่าเสียไป เอากลับมาได้ครบ”  นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ

Advertisement

นายกฯ เผยนานาชาติให้ความสำคัญแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เกินคาด เน้นย้ำไทยจริงจังปราบสแกมเมอร์

18 ธันวาคม 2568 นายกฯ เผยนานาชาติให้ความสำคัญแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เกินคาด เน้นย้ำไทยจริงจังปราบสแกมเมอร์ เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกประเทศสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

วานนี้ (วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568) เวลา 20.00 น. ณ ห้อง Ballroom 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams)

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการที่ไทยได้หยิบยกประเด็นปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้นหารือในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยการประชุมในวันนี้มีประเทศเข้าร่วมมากกว่าที่คาดหมาย และภายหลังการประชุมจะมีการออกเอกสารผลลัพธ์ที่เรียกว่า “Bangkok Joint Statement” หรือถ้อยแถลงกรุงเทพฯ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการจัดการปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ ราชอาณาจักรโมร็อกโกที่ส่งรัฐมนตรีเข้าร่วมถึง 3 คน สาธารณรัฐประชาชนจีนส่งนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ รวมถึงรัฐมนตรีอาวุโสจากเมียนมา อินเดีย และเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลายประเทศที่พบกันเป็นครั้งแรกต่างแสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะความร่วมมือกับจีนในการส่งผู้กระทำความผิดกลับไปดำเนินคดี ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ทั้งนี้ ไทยเห็นว่าบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่บุคคลพึงประสงค์ และควรให้ประเทศต้นทางเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถขยายผลไปสู่เครือข่ายอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิดจำนวนมาก และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบกระแสสังคม เนื่องจากอาชญากรรมออนไลน์มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ ยาเสพติด การพนัน และการค้าอาวุธเถื่อน

ในประเด็นประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยได้เชิญทุกประเทศเข้าร่วมการประชุม และยืนยันให้ความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วม แม้จะมีประเด็นปัญหาชายแดนก็ตาม พร้อมยกตัวอย่างการต้อนรับนักกีฬากัมพูชาในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนว่าไทยสามารถแยกแยะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประเด็นทางการเมืองได้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าการที่กัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ไม่กระทบต่อการเดินหน้าของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในถ้อยแถลงกรุงเทพฯ ได้กำหนดแนวทางความร่วมมือภายใต้หลัก “5P” ได้แก่ Policy (นโยบาย) Protection (การป้องกัน) Prosecution (การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด) Partnership (ความร่วมมือระหว่างประเทศ) และ Prevention (การป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม) ซึ่งบรรยากาศการประชุมสะท้อนถึงความชื่นชมและการยอมรับบทบาทของไทยในเวทีโลกด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือกับอินเดีย โดยระบุว่า อินเดียได้แสดงความขอบคุณไทยจากกรณีการส่งชาวอินเดียกว่า 300 คนกลับประเทศที่อำเภอแม่สอด พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือทั้งประเทศต้นทางและปลายทางอย่างรอบคอบ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นหนึ่งในสี่ประเด็นหลักของปฏิญญาร่วมที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งรวมถึงการถอนกำลังและอาวุธออกจากพื้นที่ชายแดน การดำเนินการด้านมนุษยธรรม และการทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยยืนยันว่า หากมีสถานที่ใดที่ใช้เป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ แม้จะอ้างว่าเป็นธุรกิจอื่น ไทยจะถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินการและจัดการทันที

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ให้ถือวันประกาศราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นวันยุบสภา

วันนี้ (12 ธันวาคม 2568) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2568 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

ด้วยนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ ว่า ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2568 โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่มิได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างที่ประเทศได้เผชิญความท้าทายหลายประการเพราะความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

รัฐบาลได้เร่งดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศที่รุมเร้าให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง อันจะนำพาการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อาทิ การผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ การช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ การป้องกันและปราบปรามบ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติภัยไซเบอร์ และการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ การเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง รวมทั้งกำหนดมาตรการในการดำเนินการเพื่อรองรับและลดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน

แต่การบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม โดยที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่มีปัญหารุมเร้าในหลาย ๆ ด้าน ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพหากปล่อยให้สภาวการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ย่อมจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบรัฐสภาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในที่สุด ทางออกที่เหมาะสมคือการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยเร็ว เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพที่ได้รับอาณัติที่ชอบธรรมจากประชาชนเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อยสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

มาตรา 4 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

มาตรา 5 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

Advertisement

นายกฯ อนุทิน นำประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ย้ำรัฐบาลจะเดินหน้าปราบทุจริตอย่างเด็ดขาด

9 ธันวาคม 2568 นายกฯ อนุทิน นำประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ผลักดันทุกภาคส่วนยึดมั่นในความยุติธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ย้ำรัฐบาลจะเดินหน้าปราบทุจริตอย่างเด็ดขาด พร้อมตั้งเป้าทุกหน่วยงานจัดทำแผนเพิ่มความโปร่งใส เพิ่มคะแนน CPI อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 08.30 น. ณ ฮอลล์ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ภายในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายอำนาจ พวงชมภู ประธานกรรมการ ป.ป.ท. นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ภาคีเครือข่าย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าองค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เป็นวันที่ประชาคมโลก แสดงจุดยืน ร่วมกัน ขจัดการทุจริตในทุกรูปแบบ เพราะการทุจริตเป็นปัญหา ที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสการพัฒนา และลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลจะยืนหยัดต่อสู้กับการทุจริตด้วยความเด็ดขาด ไม่ลังเล ไม่ประนีประนอม ไม่ผ่อนปรน ไม่มีข้อยกเว้น ให้กับผู้ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม”

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความโปร่งใส ที่ส่งผลกระทบต่อศรัทธาของประชาชน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยดัชนีชี้วัดสำคัญอย่างดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ปี 2567 ดัชนี CPI ของเดนมาร์กสูงถึง 90 คะแนน ครองเป็นอันดับหนึ่งของโลก สิงคโปร์ 84 คะแนน เป็นอันดับสามของโลก และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก

ส่วนประเทศไทยได้ 34 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลกสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐบาลนี้จะไม่เพียง “แก้ไข” แต่จะ “ยกระดับ” มาตรฐานความโปร่งใสของประเทศให้สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ไม่ใช่เพียงเพื่อให้อันดับ CPI ดีขึ้นบนเวทีโลก แต่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถสร้างระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้า ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพตามหลักนิติธรรม ด้วยระบบธรรมาภิบาลที่ดี และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและชาวต่างชาติ และเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ขอมอบนโยบายสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ต้องเสริมสร้างระบบป้องกันทุจริตให้รัดกุม ทุกหน่วยงาน ต้องกำหนดมาตรการป้องกันทุจริตเชิงรุก โครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ต้องสร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบ แต่ต้องเห็นผลจริง
  2. ขอให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานการบริการภาครัฐต้องลดขั้นตอน การบริการประชาชนที่ไม่จำเป็นเพิ่ม e-Service และ One Stop Service ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวกับการทุจริต และประพฤติมิชอบ ต้องสร้างความโปร่งใส ลดการใช้อำนาจดุลพินิจ และลดปัจจัยที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซง และต้องเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  3. ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โปร่งใส และเสมอภาค ผู้ใดทุจริต ต้องรับผิด ผู้ใดเอื้อประโยชน์ ต้องถูกตรวจสอบ ไม่มีการละเว้น ไม่มีอภิสิทธิ์ ไม่ว่าตำแหน่งใดหรือฝ่ายใด ส่วนใครที่ซื่อสัตย์ รัฐบาลจะให้การปกป้องคุ้มครอง สนับสนุนอย่างเต็มที่
  4. เสริมสร้างวัฒนธรรมซื่อสัตย์สุจริตในสังคมไทย ปลูกฝังจิตสำนึก ด้านจริยธรรมและความโปร่งใส ตั้งแต่ในสถานศึกษาและหน่วยงานรัฐ ให้ทุกคนมีความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต รวมทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง เพื่อให้ “คนทำถูก” มีความปลอดภัยที่มั่นคง

“การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ผมเชื่อมั่นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกัน ปราบปราม และลดความเสี่ยงการทุจริต” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานตั้งเป้ายกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ส่งผลต่อการเพิ่มคะแนน CPI รัฐบาลจะติดตามประเมินผลเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง เป้าหมายเพื่อประเทศไทยที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลานของเรา

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ และทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศไทย วันนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ได้มาร่วมกันแสดงพลังที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เพื่อร่วมกันปลุกกระแสสังคม และจุดยืนของคนไทยว่า “ไม่ทำ ไม่ทน และไม่เฉย” ต่อการทุจริตอีกต่อไป

ทั้งนี้ ขอนำทุกท่าน ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตพร้อมกัน

“ข้าพเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขอประกาศเจตจำนงว่า จะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต จะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน จักปกป้องเทิดทูน สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยจิตอาสา พร้อมทำความดีด้วยหัวใจ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

จากนั้น นายกรัฐมนตรีแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการทุจริต โดยการเปิดผ้าคลุมสัญลักษณ์ “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ของทุกหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด

Advertisement

นายกฯ ออกแถลงการณ์ ยืนยันไทยปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน

8 ธันวาคม 2568 นายกฯ แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ยืนยันไทยปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณีตามความจำเป็นเพื่อบูรณภาพแห่งดินแดน

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568) เวลา 12.20 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดในทุกระยะ และได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลขอยืนยันว่า ประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และในวันนี้ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีมติยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ จะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น

รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องพี่น้องประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ และสวัสดิการที่จำเป็นอย่างเต็มความสามารถ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคงทุกระดับ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การปกป้องประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชน คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพไทย ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้

Advertisement

Verified by ExactMetrics