วันที่ 29 เมษายน 2026

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

ครม.รับทราบรายงาน Special 301 ปี 2568 ไทยคงสถานะประเทศที่ต้องจับตามอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ครม.รับทราบรายงาน Special 301 ปี 2568 ไทยคงสถานะประเทศที่ต้องจับตามอง สหรัฐฯชื่นชมความคืบหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอรายงานการจัดสถานะของไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) ประจำปี 2568 ภายหลังรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เห็นชอบให้นำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี

รองโฆษกฯ ระบุว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จัดทำรายงาน Special 301 เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารุนแรงที่สุด
  • ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
  • ประเทศที่ต้องจับตามอง

ซึ่งผลการประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ระบุว่า ไทยยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List) ร่วมกับอีก 18 ประเทศ ขณะที่มีประเทศที่อยู่ในกลุ่มต้องจับตามองเป็นพิเศษ 8 ประเทศ

ทั้งนี้ รายงานยังระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง (Notorious Markets) โดยระบุศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เป็นหนึ่งในตลาดที่ต้องเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการและความคืบหน้าของไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะการเผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติสิทธิบัตร เมื่อเดือนธันวาคม 2567 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสิทธิบัตร ลดปัญหาค้างสะสม และเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา WPPT ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังชื่นชมการบังคับใช้กฎหมายของไทยในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เจ้าของสิทธิ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การตรวจยึดของกลางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของกรมศุลกากร และการดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อคลังสินค้าและผู้ประกอบการที่กระทำผิด

อย่างไรก็ดี รายงานยังสะท้อนข้อกังวลของสหรัฐฯ ในบางประเด็น อาทิ ความล่าช้าในการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ การแก้ไขปัญหางานจดทะเบียนสิทธิบัตรค้างสะสมโดยเฉพาะในสาขาเภสัชภัณฑ์ การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส การละเมิดลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และความล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดี ซึ่งไทยอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะดังกล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดทำแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) เพื่อผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว พร้อมทั้งมีการจัดทำแผนพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2569–2570 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะต่อไป

Advertisement

ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต อย่าลืมออกมาใช้สิทธิ 1 ก.พ.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มกราคม 2569 1 ก.พ. 69 ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง อย่าลืมออกมาใช้สิทธิ!

ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง

1️⃣ ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

2️⃣ ยื่นหลักฐานแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือลงในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

3️⃣ ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พร้อมซองใส่บัตรเลือกตั้ง และรับหลักฐานแสดงตนคืน

4️⃣ เข้าคูหาลงคะแนน ทำเครื่องหมายกากบาท ✖ ลงในบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้อง พับบัตรเลือกตั้งใส่ลงในซองใส่บัตรเลือกตั้ง และปิดผนึก

5️⃣ นำซองใส่บัตรเลือกตั้ง หย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง

หลักฐานแสดงตนที่ใช้ได้

🪪 บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ใช้ได้)

🪪 บัตรหรือหลักฐานของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร

🪪 บัตรข้าราชการ / ใบขับขี่ / หนังสือเดินทาง (Passport)

📱 หลักฐานผ่านแอปฯ ของรัฐ เช่น ThaiD DLT QR Licence, แอปพลิเคชันบัตรคนพิการ (บัตรประจำตัวคนพิการดิจิทัล) แอปพลิเคชันทางรัฐ

⚠️ อย่าลืมตรวจสอบการกาบัตรให้ถูกต้อง ตัวอย่าง บัตรดี – บัตรเสีย ดูได้จากภาพประกอบ เพื่อให้บัตรเลือกตั้งของท่านนับเป็นคะแนนสมบูรณ์

📌 วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-17.00 นาฬิกา ณ ที่เลือกตั้งกลางที่ท่านลงทะเบียนไว้

Advertisement

นฤมล นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มกราคม 2569 ‘นฤมล’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมผ่านประเมินสมรรถนะครูรุ่นใหม่กว่า 4,100 คน เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

Advertisemen

https://to.gsb.or.th/wpc40nSLt

KPI Poll เผยผลสำรวจมุมมองคนไทยต่อนโยบายแจกเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจมุมมองของคนไทย ต่อนโยบายแจกเงินของพรรคการเมือง โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้งาน Line Today เท่านั้น ในหัวข้อ “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการลงคะแนน?” พบว่า ร้อยละ 67.1 ไม่ค่อยมีผล – ไม่มีผลเลย ร้อยละ 29.8 ค่อนข้างมีผล – มีผลอย่างมาก ร้อยละ 3.1 ไม่มีความคิดเห็น

ขณะที่ “ผลสำรวจนโยบายแจกเงินเชื่อมั่นได้แค่ไหน” พบว่า ร้อยละ 66.4 ไม่ค่อยเชื่อมั่น- ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 22.6 ค่อนข้างเชื่อมั่น- เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 11 ไม่มีความเห็น

ส่วนความเห็นว่า “เห็นด้วยหรือไม่ว่า นโยบายแจกเงินแค่เพื่อหาเสียง” ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 58.6 ค่อนข้างเห็นด้วย- เห็นตัวอย่างยิ่ง ร้อยละ 30.9 ไม่ค่อยเห็นด้วย- ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น

และความเห็นว่า “นโยบายแจกเงินช่วยพัฒนาประเทศหรือไม่” พบว่าร้อยละ 66.6 ค่อนข้างน้อย- น้อยที่สุด ร้อยละ 20.5 ค่อนข้างมาก- มากที่สุด ร้อยละ 12.9 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจของคนไทยในแต่ละภูมิภาค ที่มีความเห็นว่า “นโยบายแจกเงิน ‘ไม่มี’ ผลต่อการลงคะแนน” นั้น พบว่า ภาคเหนือ ร้อยละ 55.3 ภาคอีสานร้อยละ 54.5 ภาคกลางร้อยละ 70.2 ภาคตะวันออก ร้อยละ 72.5 และภาคใต้ร้อยละ 80.5

Advertisement

นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท กำชับ “คมนาคม” ตรวจสอบข้อเท็จจริง รอบด้าน โปร่งใส ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน-ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งพิธีดังกล่าวมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุดพร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฏหมายให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

Advertisement

รู้ลึกรู้จริง ไม่ได้คิดนโยบายบนหอคอย .. เปิดภาพ “ศุภจี” ลุยทำข้าวตั้งแต่ยังไม่นั่งรัฐมนตรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 เปิดภาพ “ศุภจี” ลุยทำข้าวตั้งแต่ยังไม่นั่งรัฐมนตรี รู้ลึกรู้จริง ไม่ได้คิดนโยบายบนหอคอย พุ่งเป้าขยายหลายชุมชนทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังเกิดกระแสดราม่าวิพากษ์วิจารณ์ทั้งตั้งคำถาม และสนับสนุนในโซเชียล กรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดรีมทีมขุนพลเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ตอบโต้กับนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน เรื่องสต็อกข้าวส่งออก 100 ตัน มีโซเชียลแชร์ภาพนางศุภจี สมัยเป็น CEO ดุสิตธานี ได้ปั้นข้าวอินทรีย์ ไม่มีสารปนเปื้อนสู่โรงแรม 5 ดาว ลงชุมชนฟังปัญหา ไปลงดำนา ปลูกข้าว ที่อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ และมีแผนพุ่งเป้าจะขยายไปอีกหลายชุมชน ภาพสะท้อนว่ารู้ลึก รู้จริง ลงหาชาวบ้าน ตั้งแต่สมัยก่อนมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ได้นั่งคิดนโยบายบนหอคอย สะท้อนนักปฏิบัติของจริง

นางศุภจี ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกข้าวไทย และเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาทำเรื่องข้าวค่อนข้างมาก โดยไปเจรจาขายข้าวกับจีน 5 แสนตัน ขายข้าวให้สิงค์โปร์ 1 แสนตัน อีกทั้งทำราคาข้าวจากต่ำสุดให้ขึ้นมาสูงสุดในตลาดโลก และตั้งเป้าสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น เน้นให้ปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง ก่อนรัฐหาตลาดสนับสนุน

Advertisement

อย่าลืม! เช็กสิทธิของคุณก่อนวันเลือกตั้ง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มกราคม 2569 ขณะนี้ระบบเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และตรวจสอบสิทธิออกเสียงประชามติ รวมถึง สถานที่เลือกตั้ง ได้แล้ว

ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง สส.

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

ตรวจสอบสิทธิออกเสียงประชามติ

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelectionpm/

กรณีไม่พบรายชื่อ

ขอให้รีบยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือ นายทะเบียนท้องถิ่น

โดยเตรียมเอกสารดังนี้

1.ทะเบียนบ้าน

2.บัตรประจำตัวประชาชน (หรือบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้)

ยื่นคำร้องได้ถึงวันที่ 28 มกราคม 2569

(ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน)

ตรวจสอบสิทธิให้พร้อม ใช้สิทธิของคุณอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตของประเทศ

Advertisement

“กกต.” ย้ำนำคนนอกช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตามกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มกราคม 2569 “กกต.” ย้ำนำคนนอกช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตามกฎหมาย และต้องแจงค่าใช้จ่ายต่อ กกต.

โรงแรมรามาการ์เด้นส์ วันนี้ ( 12 ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการนำคนนอกเข้ามาช่วบหาเสียงเลือกตั้ง ว่า การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะนำบุคคลใดมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคหรือบุคคลภายนอก ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วเขาก็สามารถช่วยผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองหาเสียงได้ การแต่งตั้งผู้ช่วยหาเสียงมีค่าตอบแทน ที่จะถูกคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย โดยต้องรายงานต่อ กกต.ให้ทราบ ทั้งก่อนดำเนินการ และหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งต่อ กกต.ประจำจังหวัด หากมีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งตามที่แจ้ง จะต้องรายงานให้กกต.ทราบทันที

Advertisement

เร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มกราคม 2569 ภาครัฐเร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

การประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 ม.ค.2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรงอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก

(1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน

(2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน

(3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์

โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริงและ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น

2) ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น

3) กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง

4) สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule)มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการประสานการทำงานและการดำเนินการในทุกระดับภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ การ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics