วันที่ 15 มีนาคม 2026

นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

15 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก

คำขวัญดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก

รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี 11–21 ธันวาคมนี้

11 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี 11–21 ธันวาคมนี้ พร้อมแจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทางโดยรอบ

วันนี้ 11 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า งานกาชาดประจำปี 2568 เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดยสภากาชาดไทยได้เชิญชวนประชาชนร่วมงานเพื่อทำบุญ สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และร่วมระดมทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

ปีนี้งานกาชาดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานมีนิทรรศการสำคัญ เช่น

  • “69 ปี แสงแห่งพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”
  • การจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย
  • ร้านค้าอาหารและสินค้าชุมชน
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรม
  • และกิจกรรมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน www.iredcross.org

รองโฆษกฯ ขอแจ้งประชาชนที่ใช้เส้นทางโดยรอบสวนลุมพินี ได้แก่ ถนนราชดำริ ถนนพระราม 4 ถนนวิทยุ และถนนสารสิน ให้เผื่อเวลาเดินทางหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางในช่วงวันจัดงาน เพื่อความสะดวกและคล่องตัวของการจราจร

ประชาชนสามารถดาวน์โหลดแผนผังพื้นที่จัดงานได้ที่:

https://drive.google.com/drive/folders/1IcQn-9REQ45qkPhKE_1TGNxEauoeY8l8 งานกาชาดเปิดให้เข้าชมเวลา 11.00–22.00 น. ตลอด 11 วันของการจัดงาน

รองโฆษกฯ เชิญชวนประชาชนร่วมเดินเที่ยว ทำบุญ และสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทยไปพร้อมกันในปีนี้

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

7 ธ.ค.นี้ กม.แรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน คู่สมรสลาได้ด้วย

7 ธันวาคม 2568 7 ธันวาคมนี้ กฎหมายแรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน ให้คู่สมรสลาได้ด้วย

วันนี้ (7 ธันวาคม 2568) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถือเป็นวันเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นการยกระดับและปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งสำคัญของประเทศไทย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงานและเสริมความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตครอบครัว

กฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน คือวันที่ 7 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • ลาคลอดบุตร เพิ่มจาก 98 เป็น 120 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในระหว่างลาคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่เกิน60วัน
  • ลาดูแลบุตรป่วย เพิ่มสิทธิลาได้อีก 15 วัน ในกรณีบุตรเจ็บป่วย พิการ หรือมีความผิดปกติ โดยได้รับค่าจ้าง ร้อยละ50
  • ลาช่วยภรรยาคลอดบุตร เป็นครั้งแรกในกฎหมายไทย ให้สิทธิคู่สมรสลาได้ 15 วัน ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
  • คุ้มครองลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป ทั้งค่าแรง วันหยุด และสิทธิการลา

รองโฆษกฯ ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้สะท้อนนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ส่งเสริมความเท่าเทียมในครอบครัว และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ขอให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างศึกษาและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างราบรื่น และก่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบแรงงานของประเทศ

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

เชิญชวนคนไทย งด ลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยง-ดื่มแล้วขับ

1 ธันวาคม 2568 มูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เชิญชวนคนไทย งด ลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ และการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า เพื่อความปลอดภัย

มูลนิธิเมาไม่ขับ นำโดย นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช พร้อมด้วยเหยื่อจากการถูกคนเมาแล้วขับรวม 9 คน เดินทางมายัง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทย “งด ลด เลิก” พฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะ และการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะการเลี้ยงสังสรรค์ที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดเว้น แต่หากไม่สามารถงดได้ ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะ งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

Advertisement

 

ครม. มีมติอนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของ รฟท.

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

วันนี้ (27 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

  1. อนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ โดยให้ รฟท. ขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อชดเชยรายได้ส่วนต่างค่าโดยสารตามจริง ตามพระราชบัญญัติวินับการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
  2. รับทราบการรดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันสำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
  3. ให้ คค. ประเมินผลการดำเนินมาตรการเป็นรายปี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการในระยะยาวต่อไป

มาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดเก็บอัตราค่าโดยสารสูงสุดตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ดังนี้

-กลุ่มบุคคลทั่วไป อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน

-กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา อัตราค่าโดยสารสูงสุด 30 บาท/วัน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็ก สามารถเลือกใช้สิทธิตามมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ หรือใช้สิทธิเดิมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ดังนี้

-กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับวงเงินตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 750 บาท/เดือน โดยคิดค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. ได้รับสิทธิใช้บริการฟรี

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. ได้รับส่วนลดร้อยละ 50 จากค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

กำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card

สลค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้สิทธิ จากเดิม ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เป็น ผู้โดยสารจะต้องใช้บัตรโดยสารตามที่กำหนดไว้ จึงจะได้สิทธิค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวัน จึงอาจส่งต่อประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงเริ่มต้นมาตรการรายวัน ดังนั้น คค. รฟท. รฟม. จึงควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาเข้าใจถึงเงื่อนไขการใช้งานสิทธิโดยทั่วกัน ก่อนเริ่มดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน

Advertisement

ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

18 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต

อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

Advertisement

กสทช. เตรียมเสนอ “เน็ตคนละครึ่ง” เดือนละ 160 บาท หนุนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 14 ล้านคน

เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน ต่อเนื่อง 3 เดือน

วันนี้ (15 พ.ย.68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอโครงการ “เน็ตคนละครึ่ง” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ในอัตราค่าบริการ: จ่ายเพียง 160 บาทต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว) สิทธิที่ได้รับ: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน ระยะเวลาใช้งาน: ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน) ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส. (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ)

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กสทช. อยู่ระหว่างเสนอร่างโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว จะเปิดให้ประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้  กสทช. จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อจัดทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยยืนยันว่าจะควบคุมคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ตให้ใช้งานได้จริง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

”โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เดินหน้าระบบแจ้งเตือนฝุ่น PM 2.5 ทั่วประเทศ ผ่าน Cell Broadcast แจ้งเตือนตรงถึงมือถือประชาชน

วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2568)  นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งพัฒนาระบบ “แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5” ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชน (AIS) เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลคุณภาพอากาศที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระบบแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยกรมควบคุมมลพิษจะเป็นหน่วยงานหลักในการส่งข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกระจายข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม

ข้อมูลการแจ้งเตือนจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

  1. รายงานสถานการณ์และระดับความรุนแรงของค่าฝุ่น PM 2.5
  2. แนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่
  3. คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสุขภาพ

“ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลฝุ่น PM 2.5 แล้ว รัฐบาลจึงเร่งขับเคลื่อนระบบแจ้งเตือนนี้ให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างทันท่วงที ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทย” นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น เน้นย้ำว่า การเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงรุกและใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการสื่อสาร เพื่อให้ข้อมูลถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วที่สุด

“ระบบแจ้งเตือนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพแต่ยังช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น” นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำแนะนำเมื่อมีการแจ้งเตือน เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน

Advertisement

รัฐบาลเข้มสั่งควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา แนะผู้ปกครองเฝ้าระวังบุตรหลาน

เตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้าใช้ ความน่ารัก ทันสมัย จูงใจเยาวชน เผย 4 ปี คนไทยยอดสูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11.44 เท่า

3 พฤศิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเปิดเทอม รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการสั่งการเข้มงวดควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา โดยกำหนดให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และห้ามบุคลากร ทุกคนเกี่ยวข้องกับการสูบ จำหน่าย หรือครอบครอง รวมถึงกำหนดโทษทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการฝ่าฝืน ทั้งนี้ จากข้อมูล พบว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2567 พบคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้น 11.44 เท่า จากปี 2564 ที่มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน เพิ่มเป็น 900,459 คน ในปี 2567 เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี มากถึง 251,625 คน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ถึงแม้รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนให้ความสำคัญ บูรณาการทุกภาคส่วนเร่งป้องกันและปราบปราม รวมถึงจับกุมผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 200 คดี คิดเป็นมูลค่าของกลางมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ยังมีการลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้เพียงปลายนิ้ว รวมถึงมีรูปลักษณ์เป็นตัวการ์ตูน สีสันสดใส ดึงดูดใจ มีกลิ่นและรสชาติหลากหลาย อีกทั้ง น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ยังมีสารแต่งกลิ่นและรสที่ช่วยกระตุ้นความพึงพอใจ เพิ่มโอกาสในการเสพติดมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการผสมสารเอโทมีเดท (Etomidate) ยานำสลบที่ใช้ในทางการแพทย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “บุหรี่ซอมบี้” ซึ่งการผสมสารดังกล่าว ทำให้ผู้สูบเกิดอาการหลอน มึนงง สับสน ไม่รู้สึกตัวและมีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต

“บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ถึงแม้จะไม่มีควันจากการเผาไหม้เหมือนบุหรี่มวน แต่ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าเต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายหลายชนิด โดยเฉพาะ นิโคติน (Nicotine) ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ส่งผลต่อสมองโดยตรง ทำให้เกิดภาวะสมองติดยาเช่นเดียวกับผู้เสพเฮโรอีนหรือยาบ้า  ขอฝากถึงผู้ปกครองให้เพิ่มการเฝ้าระวังบุตรหลานอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมที่อาจบ่งชี้ถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น ใช้เงินมากขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ง่วงซึม ซึมเศร้า หรือหงุดหงิดง่าย มีกลิ่นแปลก ๆ ติดตัว เก็บตัว ไม่เข้าสังคม หรือมีการเปลี่ยนกลุ่มเพื่อน พกของคล้ายปากกา แฟลชไดรฟ์ หรือของเล่นคล้ายตัวการ์ตูนยอดนิยม ทั้งนี้ หากประสบปัญหาเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนบำบัดยาเสพติด 1165 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th หรือสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.)” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง”

2 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวอัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทน ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้น และในช่วงค่ำคืนปีใหม่ จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org และ www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า

Advertisement

Verified by ExactMetrics