วันที่ 10 ตุลาคม 2026

เผยรัฐบาลตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล” แล้ว 4,978 ศูนย์ทั่วประเทศ ช่วย ปชช.ได้ 13,111 ครัวเรือน

People Unity News : 28 พฤษภาคม 2565 รัฐบาล ตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล” แล้ว 4,978 ศูนย์ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วย ปชช. ได้กว่าแสนคน หนึ่งหมื่นครัวเรือน หาก ปชช. ต้องการความช่วยเหลือ โทร. 1300

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยและจัดระบบสวัสดิการสังคม นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เน้นย้ำเรื่องการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รวมถึงการใช้วิธีแก้ไขปัญหาทางสังคมแบบพุ่งเป้า

ที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานภาครัฐอีก 12 กระทรวง 1 หน่วยงาน ได้ร่วมมือกันดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยแบบพุ่งเป้าในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกที่เรียกว่า “ศูนย์ช่วยเหลือสังคม” โดยใช้สมุดพกครอบครัวเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน

ข้อมูลล่าสุด พบว่า ได้ตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล” แล้ว จำนวน 4,978 ศูนย์ ในพื้นที่ 76 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 68.8 ของตำบลทั่วประเทศ สามารถช่วยเหลือประชาชนทั่วไปที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคมได้ 123,496 คน และครัวเรือนเปราะบาง 13,111 ครัวเรือน

สำหรับปี 65 มีเป้าหมายว่าประชาชน 615,706 ครัวเรือน จะได้รับการแก้ไขปัญหาความยากจน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นใน 5 มิติ คือ ความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา รายได้ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ประสบปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพบเจอเหตุด่วนเหตุร้าย ปัญหาสังคม หรือขอรับบริการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ https://eservice1300.m-society.go.th/ หรือ โทร. สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300

Advertisement

เด็กไทยต้องได้เรียน! ปี 64 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วย นร. กว่า 2.9 แสนคน

People Unity News : 24 พฤษภาคม 65 ที่ประชุม ครม. (24 พ.ค. 65) รับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในช่วงปี 2564 ที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนในครอบครัวยากจนพิเศษ กลุ่มช่วงชั้นรอยต่อของการศึกษา (อ.3, ป.6 และ ม.3) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 2.9 แสนคน / พัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 600 แห่ง / โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ฯลฯ

เพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้ได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและทักษะของครูนอกระบบให้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ และช่วยเหลือทุนการศึกษาเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับ ปวช. – ปวส. ในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

Advertisement

ย้ำอีกครั้ง! พ.ร.บ.ประกันสังคม เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน

People Unity News : 23 พฤษภาคม 65 ตามที่เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 65 ที่ผ่านมา ครม. เห็นชอบหลักการ (ร่าง) พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับใหม่ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน และด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่กระทบต่อผู้ประกันตน รัฐบาลจึงเร่งแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มหลักประกันทางสังคมและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้มากขึ้น ดังนี้

1.การขยายความคุ้มครองให้กับผู้ประกันตนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยขยายอายุขั้นสูงของผู้ประกันตน ม.33 (จาก 60 ปี เป็น 65 ปีบริบูรณ์) ให้ผู้รับเงินบำนาญชราภาพสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ รวมถึงขอรับเงินบำนาญจ่ายล่วงหน้าได้

2.การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ (3 ขอ) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกันตน

✅“ขอเลือก” สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญชราภาพได้

✅“ขอคืน” สามารถนำเงินสะสมกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนได้ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์ที่กระทบต่อผู้ประกันตน

✅“ขอกู้” สามารถนำเงินสะสมกรณีชราภาพไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้

3.การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์อื่นๆ

✅เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร จากเดิมจ่าย 90 วัน เป็น 98 วัน

✅เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ จากเดิมจ่ายร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70

✅กรณีสงเคราะห์บุตรให้ได้รับการคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน

Advertisement

ครม. ไฟเขียวแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว ปี 65 – 80

People Unity News : 19 พฤษภาคม 65 ที่ประชุม ครม. เมื่อ 17 พ.ค. 65 เห็นชอบร่างแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว ปี 2565 – 2580 ด้วยกรอบแนวทางการพัฒนา 3 ด้าน คือ

การเกิดอย่างมีคุณภาพ

การอยู่อย่างมีคุณภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

การแก่และตายอย่างมีคุณภาพ

โดยคำนึงถึงอิทธิพลของเทคโนโลยี สื่อสังคมออนไลน์ และเจเนอเรชั่น ที่ส่งผลให้การดำรงชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปจากอดีต

6 ยุทธศาสตร์ของ (ร่าง) แผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว ประกอบด้วย

1.การสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ และพัฒนาระบบที่เอื้อต่อการมีและการเลี้ยงดูบุตร

2.การพัฒนายกระดับผลิตภาพประชากร

3.การยกระดับความมั่นคงทางการเงิน

4.การสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อลดการตายก่อนวัยอันควร และมีระบบดูแลระยะยาวและช่วงท้ายของชีวิต

5.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพกับทุกกลุ่มวัย

6.การบริหารจัดการด้านการย้ายถิ่น

การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ที่เน้นการจัดการกับปัญหาที่เป็นผลพวงจากสถานการณ์กโรคโควิด-19 และระยะยาว เน้นการสร้างครอบครัวคุณภาพ พัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงตามแนวคิด “ชุมชนน่าอยู่ สุขภาวะดี มีงานทำ”

Advertisement

 

นายกฯ ติดตามการแก้ปัญหายาเสพติด ย้ำ! เร่งลดจำนวนผู้เสพยาให้มากที่สุด

People Unity News : 18 พฤษภาคม 65 วันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายการติดตามผลการบังคับใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมรับฟังรายงานการปฏิบัติการผ่านระบบ Cisco Webex Meetings “ยุทธการพิทักษ์ไทย ยึดทรัพย์ ตัดวงจรยาเสพติด”

โอกาสนี้ Mr. Max Lenormand FANC Executive Committee หัวหน้าตำรวจสวีเดนประจำประเทศไทยในฐานะเลขานุการกลุ่มเจ้าหน้าที่ประสานงานยาเสพติดและอาชญากรรมต่างประเทศประจำประเทศไทย ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณแด่นายกรัฐมนตรี เพื่อแทนความขอบคุณ ยกย่อง เชิดชูเกียรติ ต่อความพยายามมุ่งมั่น ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ เน้นย้ำการแก้ปัญหาในขณะนี้ คือ การลดจำนวนผู้เสพยาให้มีจำนวนน้อยลงมากที่สุด ให้ความสำคัญกับ “หมู่บ้าน – ชุมชน” โดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ส่วนท้องถิ่นต้องบูรณาการทำงานร่วมกันทุกมิติ เพื่อไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนนักเสพหน้าใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันสร้างความรู้ให้ทุกคนตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด

Advertisement

สปสช.เพิ่มยาแผนไทยที่มีส่วนผสมกัญชาในบัญชียาหลัก 3 รายการ

People Unity News : 15 พฤษภาคม 2565 สปสช. บรรจุ 3 ยาแผนไทยสูตรผสมกัญชา เพิ่มในสิทธิบัตรทอง ใช้รักษาผู้ป่วยอัมพาต – แก้ลมในเส้น – มือเท้าชา

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบเพิ่มยาแผนไทยที่มีส่วนผสมกัญชาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร จำนวน 3 รายการ ให้ครอบคลุมผู้ใช้สิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

1.ยาแก้ลมแก้เส้น ช่วยให้นอนหลับ เจริญอาหาร

2.ยาศุขไสยาศน์ แก้ลมเปลี่ยวดำ เป็นยาเสริมในการฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต

3.ยาทำลายพระสุเมรุ แก้ลมในเส้น บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ที่มีอาการมือเท้าชา

การบรรจุยาแผนไทยที่มีส่วนผสมของกัญชานี้ เป็นการเพิ่มเติมจากที่ สปสช. บรรจุน้ำมันกัญชาและสารสกัดกัญชาเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไมเกรน พาร์กินสัน และผู้ป่วยลมชัก เป็นสิทธิประโยชน์ก่อนหน้า เป็นการขยายการดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยบัตรทองเข้าถึงการรักษา ครอบคลุมยารักษาโรคที่จำเป็นเพิ่มมากขึ้น

โดยกำหนดให้เบิกจ่ายตามผลงานรายบริการ (Feeschedule) ภายใต้บริการการแพทย์แผนไทย คาดว่าจะใช้เงินเพิ่มเติม 3,706,346 บาท ซึ่งยังอยู่ในวงเงินที่ตั้งไว้ และยังเป็นการเพิ่มการเข้าถึงยากัญชาตามนโยบายรัฐบาล

Advertisement

“ประยุทธ์” สั่งการ พศ. เข้มวินัยสงฆ์

People Unity News : 8 พฤษภาคม 2565 นายกฯ ห่วงกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สั่งการ พศ. เข้มวินัยสงฆ์

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความเป็นห่วงต่อกระแสข่าวที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่งผลต่อความศรัทธาของพี่น้องประชาชน สั่งการสำนักพระพุทธศาสนา กำชับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เข้มงวดพระสงฆ์ให้ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

นายธนกร กล่าวว่า หน้าที่หลักของพระสงฆ์คือ การธำรงรักษา และเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาให้ยั่งยืนสืบไป ด้วยสังฆคุณอันยิ่งใหญ่นี้ พุทธศาสนิกชนจึงควรรู้จักการปฏิบัติตนต่อพระภิกษุสงฆ์ที่เหมาะสม หน้าที่หลักของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การศึกษาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา แล้วปฏิบัติตาม พร้อมทั้งนำหลักคำสอนมาเผยแผ่แก่ประชาชน การจะปฏิบัติกิจใดๆก็ตามต้องไม่ละเลยการประพฤติในส่วนที่เรียกว่า “พรหมจรรย์” ซึ่งเป็นความประพฤติเพื่อความประเสริฐ เพื่อบรรลุถึงความสิ้นกิเลส โดยประพฤติให้เป็นไปตามพุทธบัญญัติและต้องเอื้อเฟื้อ ไม่ละเมิดพุทธอาณัติอันเป็นข้อห้ามมิให้ประพฤติ หรือเรียกว่าประพฤติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย

“นายกรัฐมนตรี ขอให้ พศจ. เร่งประสานงานกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาแนวทางร่วมกันในการทำความเข้าใจต่อสังคมให้ถูกต้อง รวมถึงสอดส่องดูแล ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน สร้างศรัทธา สร้างความเหลื่อมใส ร่วมกันทำนุบำรุงศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป” นายธนกร กล่าว

Advertisement

สธ.-WHO ถอดบทเรียนไทยรับมือโควิดสำเร็จจาก 5 ปัจจัย เตรียมแถลงในเวทีโลกปลาย พ.ค.นี้

People Unity News : วันนี้ (5 พฤษภาคม 2565) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.จอส ฟอนเดลาร์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย แถลงผลสรุปการจัดกิจกรรมการทบทวนการเตรียมความพร้อมกรณีภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและสุขภาพถ้วนหน้า หรือ Universal Health and Preparedness Review (UHPR) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-29 เมษายน 2565

นายอนุทินกล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) เลือกประเทศไทยให้เป็นประเทศต้นแบบลำดับที่ 3 ในการนำร่องจัดกิจกรรมการทบทวนการเตรียมความพร้อมกรณีภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและสุขภาพถ้วนหน้า จากการรับมือการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และข้อเสนอแนะระหว่างประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก ซึ่งข้อสรุปเบื้องต้นจากการจัดกิจกรรมฯ โดยคณะผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกและทีมประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยมีการบริหารจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขกรณีโควิด 19 เป็นอย่างดี มีความยืดหยุ่น ปรับตัวไปตามสถานการณ์ และเน้นการปฏิบัติได้จริง โดยพบปัจจัยสำคัญ คือ 1.มีการสนับสนุนโดยผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบายประเทศ 2.ระบบสาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็งจากการลงทุนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบปฐมภูมิมาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ทศวรรษ 3.มีความร่วมมือเชื่อมต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และภาคการศึกษา รวมถึง อสม. 4.มีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนและชุมชน และ 5.มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและการวิจัยเพื่อการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล

ส่วนอุปสรรคและความท้าทายที่ยังสามารถพัฒนาได้ คือ การบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง, การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงาน ผู้อาศัยในชุมชนแออัด ให้เข้าถึงบริการสุขภาพมากขึ้น, การเตรียมความพร้อมรับภาวะฉุกเฉินในเขตเมืองและระบบปฐมภูมิ, การต่อยอดหรือสร้างความยั่งยืนในการใช้นวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น และการจัดการกับขยะทางการแพทย์หรือขยะติดเชื้อ โดยมีข้อเสนอให้เพิ่มการลงทุนเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้สามารถใช้งานต่อเนื่อง พัฒนากำลังคนแบบสหสาขาและนำกลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีไปเตรียมพร้อมรับมือการระบาดครั้งต่อไป ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสุขภาพ สุขภาวะของประชาชนที่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบาง ยกระดับขีดความสามารถการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน ยา ชุดตรวจ และเวชภัณฑ์ พัฒนากลยุทธ์ในการบูรณาการข้อมูล รวมถึงค้นหาและบันทึกตัวอย่างที่ดี บทเรียนที่สำคัญในการจัดการกับการระบาดใหญ่เพื่อเผยแพร่ต่อไป

“ประเทศไทยได้รับคำชมจากผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ถึงนโยบายและมาตรการแนวทางการดำเนินงานดูแลประชาชน ทั้งการรักษาพยาบาลผู้ป่วยและการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ทางองค์การอนามัยโลก ระบุว่ายินดีสนับสนุนและร่วมทำงานกับประเทศไทย โดยขอให้ประเทศไทยจัดทำรายงาน UHPR และเสนอต่อคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เพื่อขอความเห็นชอบรายงาน นอกจากนี้ ให้เตรียมการแถลงประสบการณ์ UHPR ในที่ประชุม World Health Assembly (WHA) ปลายเดือนพฤษภาคม 2565 และร่วมกับอีก 3 ประเทศนำร่องในการทบทวนปรับปรุงกระบวนการ UHPR ให้ดียิ่งขึ้นก่อนนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ” นายอนุทินกล่าว

ด้าน นพ.จอส กล่าวว่า หลักพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศใดๆ เตรียมพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้ดี จะต้องมี 1.ผู้นำทางการเมืองระดับสูงรับเรื่องเป็นพันธสัญญา 2.การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และ 3.กรอบความรับผิดชอบ 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพถ้วนหน้า การเตรียมพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และสุขภาวะที่ดีขึ้นของประชากร นอกจากนี้ ความสำเร็จจะเกิดได้ขึ้นกับการนำไปสู่การลงมือปฏิบัติโดยถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน ซึ่ง ดร.สมิลา อัสมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก แสดงความชื่นชมที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องนี้

สำหรับกิจกรรมการทบทวน UHPR ตลอดช่วงวันที่ 21-29 เมษายน 2565 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องของการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 ในสถานประกอบการและผู้ประกันตน การดูแลแรงงานทุกเชื้อชาติ ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ชลบุรี และสมุทรสาคร กิจกรรมหน่วยงานเครือข่ายและชุมชนในกรุงเทพมหานคร มีการฝึกซ้อมแผนด้วยสถานการณ์สมมติ โดยหน่วยงานจากกระทรวงต่างๆ ที่ร่วมดำเนินมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินกรณีโรคโควิด 19 และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันควบคุมโรค ทำให้เห็นการประสานงานหลายภาคส่วนจนถึงในระดับชุมชน

Advertisement

เปิดรับสมัครตัวแทนจำหน่าย “สลากดิจิทัล” วันแรกมีผู้สมัคร 2,920 ราย เปิดรับสมัครถึง 10 พ.ค.นี้

People Unity News : วันนี้ (4 พฤษภาคม 2565) เวลา 10.00 น. พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจากที่เปิดรับสมัครตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือสลากดิจิทัลไปเมื่อวานนี้ เป็นวันแรก มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นตัวแทนจำหน่ายสลากดิจิทัล จำนวน 2,920 ราย โดยสำนักงานสลากฯจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ผ่านทางเว็บไซต์ www.glo.or.th ทั้งนี้ หากถึงกำหนดในการเปิดรับสมัครเบื้องต้นแล้วยังได้จำนวนตัวแทนสลากดิจิทัลไม่ครบตามที่กำหนดไว้ สำนักงานฯจะพิจารณาเปิดรับสมัครเพิ่มจากกลุ่มผู้สมัครลงทะเบียนซื้อ-จองล่วงหน้าปี 2565 ต่อไป

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวต่อไปอีกว่า คุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายรายย่อยทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค  หรือ ผู้ซื้อจองล่วงหน้าที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว เมื่อสำนักงานฯพิจารณาคุณสมบัติแล้ว จะดำเนินการจัดทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากดิจิทัล เบื้องต้นจัดทำเป็นสัญญา 1 ปี  โดยจะได้รับสลาก 5 เล่ม ตามสัญญานี้สัญญาเดียวเท่านั้น  สำหรับสลากที่จะได้รับสลากรายละ 5 เล่มนั้น จะนำเข้าสู่ระบบจําหน่ายสลากผ่านแพลตฟอร์มของสำนักงานฯทั้งหมด เพื่อทำการจำหน่ายผ่านแอปฯ เป๋าตังและถุงเงิน ของธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

พันโท หนุน ศันสนาคม กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการจำหน่ายสลากฯผ่านแพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือสลากดิจิทัลนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการที่สำนักงานสลากฯมุ่งหมายจะใช้ในการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา ประกอบกับมาตรการอื่นๆไม่ว่าจะเป็น โครงการสลาก 80 ซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการแล้ว 209 จุด ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคกลาง คาดว่าจะครบทุกภูมิภาคในเดือนกรกฎาคม 2565 ส่วนโครงการลงทะเบียนผู้ซื้อ-จองล่วงหน้าฯ ที่มีผู้สมัครเข้ามาทั้งรายเก่าและรายใหม่จำนวนกว่า 1 ล้านราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยืนยันการเป็นผู้ขายจริง ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกระยะหนึ่ง สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและศึกษาผลกระทบทางสังคม  คาดว่าจะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นได้กลางปีนี้

Advertisement

กรมทางหลวง เพิ่มเส้นทางให้รถวิ่ง 120 กม./ชม. อีก 3 เส้นทาง เริ่ม 1 พ.ค.นี้

People Unity News : 30 เม.ย. 65 นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวง (ทล.) ได้เริ่มเปิดให้รถวิ่งใช้อัตราความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. (เฉพาะช่องทางขวาสุด) ในเส้นทางนำร่อง (ระยะที่ 1) ที่ ทล. 32 ถนนสายเอเชีย ช่วงบางปะอิน – อ่างทอง กม. ที่ 4+100 – 50+000 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง และได้ประกาศให้ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ในระยะที่ 2 เพิ่มอีก 6 สายทาง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ประกอบด้วย ทล.1 สนามกีฬาธูปะเตมีย์ – ประตูน้ำพระอินทร์ กม. ที่ 35+000 – 45+000 จังหวัดปทุมธานี ทล.1 หางน้ำหนองแขม – วังไผ่ กม. ที่ 306+640 – 330+600 จังหวัดนครสวรรค์ ทล.2 บ่อทอง – มอจะบก กม. ที่ 74+500 – 88+000 จังหวัดนครราชสีมา ทล.32 อ่างทอง – โพนางดำออก กม. ที่ 50+000 – 111+473 จังหวัดอ่างทองและสิงห์บุรี ทล.34 บางนา – ทางเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กม. ที่ 1+500 – 15+000 จังหวัดสมุทรปราการ และ ทล. 304 คลองหลวงแพ่ง – ฉะเชิงเทรา กม. ที่ 53+300 – 63+000 จังหวัดฉะเชิงเทรา

ปัจจุบัน ทล. ได้กำหนดเพิ่มเส้นทางให้ใช้อัตราความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. และไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. ในช่องทางขวาสุด ในระยะที่ 3 ตามประกาศผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน โดยจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป จำนวน 3 สายทาง ทั้งขาเข้าและขาออก ประกอบด้วย ทล.4 จำนวน 2 ช่วง ได้แก่ เขาวัง – สระพระ ระหว่าง กม. ที่ 160+000 – 167+000 และระหว่าง กม. ที่ 172+000 – 183+500 จังหวัดเพชรบุรี  (เป็นช่วงๆ) ทล.9 บางแค – คลองมหาสวัสดิ์ ระหว่าง กม. ที่ 23+400 – 31+600 กรุงเทพมหานคร และ ทล.35 นาโคก – แพรกหนามแดง กม. ที่ 56+000 – 80+600 จังหวัดสมุทรสงคราม (เป็นช่วงๆ) ซึ่ง ทล. โดยแขวงทางหลวงในพื้นที่ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการรองรับการใช้อัตราความเร็วใหม่ในช่วงสายทางดังกล่าว โดยคำนึงในเรื่องความปลอดภัยกับประชาชนผู้ใช้ทางสูงสุด

อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้ทำการประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้ทราบอย่างต่อเนื่อง โดยได้บูรณาการร่วมกับตำรวจในพื้นที่ ตำรวจทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวังปฏิบัติตามกฎจราจร ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ หากประชาชนผู้ใช้ทางต้องการแจ้งอุบัติเหตุหรือสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง โทร. 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ โทร. 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง โทร. 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics