วันที่ 6 กรกฎาคม 2026

ครม. มีมติอนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของ รฟท.

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

วันนี้ (27 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

  1. อนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ โดยให้ รฟท. ขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อชดเชยรายได้ส่วนต่างค่าโดยสารตามจริง ตามพระราชบัญญัติวินับการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
  2. รับทราบการรดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันสำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
  3. ให้ คค. ประเมินผลการดำเนินมาตรการเป็นรายปี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการในระยะยาวต่อไป

มาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดเก็บอัตราค่าโดยสารสูงสุดตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ดังนี้

-กลุ่มบุคคลทั่วไป อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน

-กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา อัตราค่าโดยสารสูงสุด 30 บาท/วัน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็ก สามารถเลือกใช้สิทธิตามมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ หรือใช้สิทธิเดิมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ดังนี้

-กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับวงเงินตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 750 บาท/เดือน โดยคิดค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. ได้รับสิทธิใช้บริการฟรี

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. ได้รับส่วนลดร้อยละ 50 จากค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

กำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card

สลค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้สิทธิ จากเดิม ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เป็น ผู้โดยสารจะต้องใช้บัตรโดยสารตามที่กำหนดไว้ จึงจะได้สิทธิค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวัน จึงอาจส่งต่อประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงเริ่มต้นมาตรการรายวัน ดังนั้น คค. รฟท. รฟม. จึงควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาเข้าใจถึงเงื่อนไขการใช้งานสิทธิโดยทั่วกัน ก่อนเริ่มดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน

Advertisement

ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

18 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต

อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

Advertisement

กสทช. เตรียมเสนอ “เน็ตคนละครึ่ง” เดือนละ 160 บาท หนุนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 14 ล้านคน

เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน ต่อเนื่อง 3 เดือน

วันนี้ (15 พ.ย.68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอโครงการ “เน็ตคนละครึ่ง” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ในอัตราค่าบริการ: จ่ายเพียง 160 บาทต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว) สิทธิที่ได้รับ: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน ระยะเวลาใช้งาน: ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน) ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส. (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ)

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กสทช. อยู่ระหว่างเสนอร่างโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว จะเปิดให้ประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้  กสทช. จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อจัดทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยยืนยันว่าจะควบคุมคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ตให้ใช้งานได้จริง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

”โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เดินหน้าระบบแจ้งเตือนฝุ่น PM 2.5 ทั่วประเทศ ผ่าน Cell Broadcast แจ้งเตือนตรงถึงมือถือประชาชน

วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2568)  นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งพัฒนาระบบ “แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5” ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชน (AIS) เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลคุณภาพอากาศที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระบบแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยกรมควบคุมมลพิษจะเป็นหน่วยงานหลักในการส่งข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกระจายข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม

ข้อมูลการแจ้งเตือนจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

  1. รายงานสถานการณ์และระดับความรุนแรงของค่าฝุ่น PM 2.5
  2. แนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่
  3. คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสุขภาพ

“ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลฝุ่น PM 2.5 แล้ว รัฐบาลจึงเร่งขับเคลื่อนระบบแจ้งเตือนนี้ให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างทันท่วงที ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทย” นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น เน้นย้ำว่า การเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงรุกและใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการสื่อสาร เพื่อให้ข้อมูลถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วที่สุด

“ระบบแจ้งเตือนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพแต่ยังช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น” นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำแนะนำเมื่อมีการแจ้งเตือน เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน

Advertisement

รัฐบาลเข้มสั่งควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา แนะผู้ปกครองเฝ้าระวังบุตรหลาน

เตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้าใช้ ความน่ารัก ทันสมัย จูงใจเยาวชน เผย 4 ปี คนไทยยอดสูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11.44 เท่า

3 พฤศิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเปิดเทอม รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการสั่งการเข้มงวดควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา โดยกำหนดให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และห้ามบุคลากร ทุกคนเกี่ยวข้องกับการสูบ จำหน่าย หรือครอบครอง รวมถึงกำหนดโทษทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการฝ่าฝืน ทั้งนี้ จากข้อมูล พบว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2567 พบคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้น 11.44 เท่า จากปี 2564 ที่มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน เพิ่มเป็น 900,459 คน ในปี 2567 เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี มากถึง 251,625 คน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ถึงแม้รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนให้ความสำคัญ บูรณาการทุกภาคส่วนเร่งป้องกันและปราบปราม รวมถึงจับกุมผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 200 คดี คิดเป็นมูลค่าของกลางมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ยังมีการลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้เพียงปลายนิ้ว รวมถึงมีรูปลักษณ์เป็นตัวการ์ตูน สีสันสดใส ดึงดูดใจ มีกลิ่นและรสชาติหลากหลาย อีกทั้ง น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ยังมีสารแต่งกลิ่นและรสที่ช่วยกระตุ้นความพึงพอใจ เพิ่มโอกาสในการเสพติดมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการผสมสารเอโทมีเดท (Etomidate) ยานำสลบที่ใช้ในทางการแพทย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “บุหรี่ซอมบี้” ซึ่งการผสมสารดังกล่าว ทำให้ผู้สูบเกิดอาการหลอน มึนงง สับสน ไม่รู้สึกตัวและมีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต

“บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ถึงแม้จะไม่มีควันจากการเผาไหม้เหมือนบุหรี่มวน แต่ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าเต็มไปด้วยสารเคมีอันตรายหลายชนิด โดยเฉพาะ นิโคติน (Nicotine) ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ส่งผลต่อสมองโดยตรง ทำให้เกิดภาวะสมองติดยาเช่นเดียวกับผู้เสพเฮโรอีนหรือยาบ้า  ขอฝากถึงผู้ปกครองให้เพิ่มการเฝ้าระวังบุตรหลานอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมที่อาจบ่งชี้ถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น ใช้เงินมากขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ง่วงซึม ซึมเศร้า หรือหงุดหงิดง่าย มีกลิ่นแปลก ๆ ติดตัว เก็บตัว ไม่เข้าสังคม หรือมีการเปลี่ยนกลุ่มเพื่อน พกของคล้ายปากกา แฟลชไดรฟ์ หรือของเล่นคล้ายตัวการ์ตูนยอดนิยม ทั้งนี้ หากประสบปัญหาเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนบำบัดยาเสพติด 1165 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th หรือสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.)” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง”

2 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวอัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทน ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้น และในช่วงค่ำคืนปีใหม่ จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org และ www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “Green List Plus โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5”

30 ตุลาคม 2568 รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “Green List Plus โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5” ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ชวนประชาชนตรวจสภาพรถ ลดมลพิษฝุ่นละออง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศ และมอบหมายให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการ “Green List Plus โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5” เพื่อเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการลดการปล่อยฝุ่นจากภาคการขนส่งและยานยนต์ ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็น “วาระแห่งชาติ”

โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ, และ นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงพลังงาน กรมการขนส่งทางบก กองบังคับการตำรวจจราจร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ารับการตรวจสภาพและบำรุงรักษาเครื่องยนต์อย่างถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “ตรวจสภาพรถกันสักนิด ลดมลพิษฝุ่นได้”

โครงการ Green List Plus ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตรถยนต์ 9 แบรนด์ ได้แก่ อีซูซุ มิตซูบิชิ นิสสัน โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า ฮีโน่ ฟอร์ด และซูซูกิ รวมถึงศูนย์บริการน้ำมัน 5 ราย คือ ปตท., บางจาก, เชลล์, พีที และโมบิล และศูนย์บริการ บีควิก รวมกว่า 1,745 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการตรวจสภาพรถฟรีกว่า 55 รายการ พร้อมส่วนลดค่าน้ำมันเครื่อง ค่าอะไหล่ และค่าแรงสูงสุดถึง 50% นอกจากนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนบัญชีสีเขียว (Green List Plus) กับกรุงเทพมหานคร ยังได้รับสิทธิ์จอดรถฟรีในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เดอะมอลล์ และโลตัส รวมถึงบัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS และส่วนลดพิเศษจาก AIS ในการซื้อประกันภัยรถยนต์

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า โครงการนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงประชาชนในระดับชุมชน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

รมว.พลังงาน ชี้ “ไฮโดรเจน” คือโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050

24 ตุลาคม 2568 “อรรถพล” ชี้ “ไฮโดรเจน” คือโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมบรรจุอยู่ในแผน PDP เตรียมประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050

กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

สำหรับศักยภาพของไฮโดรเจนนั้น ประเทศไทยมีโอกาสสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการการใช้พลังงานจำนวนมาก นอกจากนั้น แผนพลังงานชาติฉบับร่างได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมไฮโดรเจน โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเริ่มต้น 5% ในการผลิตไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

“ไฮโดรเจน” เป็นทั้งพลังงานทางเลือก และเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวในอาเซียน และการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นายอรรถพล กล่าว

Advertisement

นายกฯ อนุทิน ลั่นใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ปิดระบบ-ตัดสัญญาณได้ทันที ไม่ต้องรอมติ สมช.

20 ตุลาคม 2568 นายกฯ อนุทิน ประชุม คกก. อำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนัดแรก ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ปิดระบบ-ตัดสัญญาณได้ทันที ไม่ต้องรอมติ สมช. พร้อมสั่งทุกหน่วยบูรณาการความร่วมมือ เดินหน้าปราบปราม สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้าร่วม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่านายกรัฐมนตรีได้แถลงผลสรุปการประชุมเพื่อให้ทุกหน่วยได้รับทราบว่า ขณะนี้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาอาชญากรรมระดับโลก รัฐบาลถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานได้บูรณาการความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมาได้รับทราบว่าแต่ละหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ มีบันทึกการจับกุม ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีผู้ที่กระทำผิด มูลค่าเงินระดับหมื่นล้าน แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ เพราะต่างคนก็ต่างทำงาน เพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนได้สั่งการให้ดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า กสทช. ยืนยันว่าสัญญาณที่ส่งไปประเทศเพื่อนบ้านได้ปิดสัญญาณทั้งหมดแล้ว ส่วนไปรับสัญญาณที่ไหนมาเป็นอีกประเด็นที่ต้องขอความร่วมมือกับประเทศต้นทาง ต้องแจ้งเพราะเป็น 1 ใน 4 เงื่อนไขในการเจรจาที่จะต้องดำเนินการตาม โดยย้ำเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องทำคือการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม ในการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันนี้ ได้มีการหารือถึงการแต่งตั้งอนุกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไม่เกิน 5 ชุดเพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน โดยเจ้าภาพหลักคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีการจัดตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ ซึ่งแต่ละชุดจะร่วมกันดำเนินการในเรื่องนี้ โดยอธิบดีกรมการปกครองจะไปพิจารณารวบรวมรายชื่อมา เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมา โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามด้วยตนเอง

“เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันว่า ขณะนี้สามารถตัดระบบหรือปิดสัญญาณที่เป็นการสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องขอมติจาก สมช. อีก เนื่องจากมีมติเดิมครอบคลุมอยู่แล้ว หน่วยงานเจ้าสังกัดสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการหยุดให้บริการหรือระงับการสนับสนุนในส่วนที่อาจเอื้อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายได้ทันที ซึ่งตรงนี้ถือเป็นยาแรง” นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ

ส่วนกรณีที่มีกระแสกล่าวอ้างว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อมา และมีการได้ออกมาปฏิเสธแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีการเฝ้าระวัง และหากมีข้อมูล หลักฐาน หรือเส้นทางการเงินที่ต้องติดตาม ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว

“หากพบว่าบุคคลใดกระทำผิดอย่างชัดเจน และมีหลักฐานยืนยัน จะไม่ละเว้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม โดยจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ทั้งนี้ มีผู้กระทำผิดที่ถือสัญชาติไทย และถือสัญชาติอื่นด้วย ซึ่งได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินเรื่องนี้แล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์หรือสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด เพราะหากต้องมีการเจรจาด้านการทูต การลงทุน หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ หรือถูกตั้งเงื่อนไขในหลายด้าน ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด และการประชุมในวันนี้ นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้มีการเสนอเพิ่มอัยการสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในชุดนี้ด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการยกร่างคำสั่ง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้งต่อไป

Advertisement

กรมการขนส่งทางบก รณรงค์ “คาดให้คลิก ก่อนรถออกทุกครั้ง” เน้นย้ำผู้โดยสารรถโดยสารสาธารณะทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย

14 ตุลาคม 2568 กรมการขนส่งทางบก รณรงค์ “คาดให้คลิก ก่อนรถออกทุกครั้ง” เน้นย้ำผู้โดยสารรถโดยสารสาธารณะทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เดินหน้ารณรงค์สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ภายใต้แนวคิด “คาดให้คลิก ก่อนรถออกทุกครั้ง” เน้นย้ำให้ผู้โดยสารรถโดยสารสาธารณะทุกที่นั่ง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกฐินและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ที่มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางเป็นหมู่คณะเป็นจำนวนมาก ขบ. จึงขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุบนท้องถนน จากสถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตในอุบัติเหตุจราจร พบว่าผู้โดยสารที่คาดเข็มขัดนิรภัยมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้ที่ไม่คาดถึง 70% เนื่องจากเข็มขัดนิรภัยช่วยยึดร่างกายไม่ให้กระแทกกับส่วนต่าง ๆ ของรถ หรือกระเด็นออกนอกรถ ในกรณีเกิดเหตุรุนแรง จึงกำชับให้ผู้ประกอบการขนส่งตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถโดยสารให้มีเข็มขัดนิรภัยครบทุกที่นั่ง พร้อมติดตั้งป้ายเตือนผู้โดยสารให้เห็นชัดเจน และให้พนักงานขับรถหรือพนักงานประจำรถแจ้งเตือนก่อนรถออกทุกครั้ง เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง ในกรณีที่ตรวจพบว่าผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัย พนักงานขับรถหรือพนักงานประจำรถละเลยไม่แจ้งเตือนและไม่ดูแลให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยจะมีความผิดตามกฎหมายและมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท

รองอธิบดี ขบ. กล่าวต่อว่า การคาดเข็มขัดนิรภัยไม่ใช่เพียงเรื่องของ “กฎหมาย” แต่คือเรื่องของ “ชีวิต” ที่ทุกคนสามารถปกป้องได้ด้วยตนเอง เพราะในเสี้ยววินาทีของอุบัติเหตุ เข็มขัดนิรภัยคือสิ่งเดียวที่ยึดชีวิตไว้ได้จริงจึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งความปลอดภัย ด้วยการ “คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่งรถโดยสาร” ไม่ว่าจะนั่งด้านหน้า ด้านหลัง หรือระยะทางใกล้ไกล เพื่อให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลกฐินและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี เต็มไปด้วยความสุข ความอุ่นใจ และความปลอดภัยถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยทุกเส้นทาง

Advertisement

Verified by ExactMetrics