วันที่ 16 กรกฎาคม 2026

รัฐบาลเร่งคุ้มครองคนกองถ่าย วางมาตรฐานใหม่ยกระดับสวัสดิการอุตสาหกรรมบันเทิง

5 กรกฎาคม 2569 กระทรวงแรงงานเร่งแก้ปัญหาคนทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงที่เผชิญการจ้างงานไม่เป็นธรรม ชั่วโมงทำงานยาวนาน และสวัสดิการไม่ทั่วถึง เดินหน้ายกระดับคุ้มครอง “แรงงานสร้างสรรค์” ทั้งพัฒนาทักษะ ศึกษามาตรฐานชั่วโมงทำงาน ขยายการคุ้มครองสู่แรงงานอิสระ-ฟรีแลนซ์

วันนี้ (5 กรกฎาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานกำลังเร่งผลักดันมาตรการยกระดับการคุ้มครองแรงงานสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงไทย หลังพบว่าคนทำงานจำนวนไม่น้อยยังเผชิญปัญหาการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน การรับงานโดยไม่มีสัญญาจ้าง การไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลง ตลอดจนการขาดหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานอิสระและฟรีแลนซ์ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ร่วมมือกับสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย สมาคมนักแสดงแห่งประเทศไทย และภาคอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการจ้างงานและการคุ้มครองแรงงานทั้งระบบ โดยมาตรการเร่งด่วนคือการพัฒนาทักษะ (Upskill และ Reskill) ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมออกใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Certificate) เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงยกระดับรายได้ของผู้ประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังเดินหน้าส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม ผ่านการให้ความรู้ด้านสิทธิแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการจัดทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร การคุ้มครองค่าจ้าง การป้องกันการหลอกลวง และแนวทางการคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บระหว่างการทำงาน เพื่อให้แรงงานสามารถรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้อง

ในด้านความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงแรงงานเตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้แทนภาคอุตสาหกรรม เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดมาตรฐานชั่วโมงการทำงาน หลังมีข้อสะท้อนว่าคนทำงานในกองถ่ายจำนวนไม่น้อยต้องทำงานต่อเนื่องเกิน 16 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัย พร้อมพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพื่อรองรับแรงงานอิสระและฟรีแลนซ์ให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การคุ้มครองกรณีว่างงาน และการสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณ เพื่อให้แรงงานสร้างสรรค์ทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

Advertisement

รู้ยัง? รัฐบาลดูแลผู้ประกันตน ม.33 ม.39 หนุนสิทธิประโยชน์ช่วงตั้งครรภ์ 3 กรณี

5 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลมุ่งดูแลผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 หนุนสิทธิประโยชน์ช่วงตั้งครรภ์ 3 กรณี ค่าตรวจและฝากครรภ์ รวมสูงสุด 1,500 บาท – คลอดบุตร 1.5 หมื่นบาท – ให้เงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ไม่เกิน 3 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนครบ 6 ปี

วันนี้ (5 กรกฎาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลให้ผู้ประกันตนมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรเพิ่มขึ้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและบรรเทาภาระทางการเงิน เพิ่มความมั่นคงในการเลี้ยงบุตรของผู้ประกันตนผ่านสิทธิประโยชน์กรณีฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพ กรณีคลอดบุตร และสงเคราะห์บุตร เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ประกันตน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่มีบุตร สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมได้ 3 กรณี ประกอบด้วย

กรณีที่ 1 คือ ค่าตรวจและฝากครรภ์ ผู้ประกันตนหญิง รวมถึงผู้ประกันตนชาย สามารถเบิกค่าตรวจและฝากครรภ์ โดยสำนักงานประกันสังคมจ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท โดยแบ่งตามหลักเกณฑ์และอัตรา ได้แก่ 1. อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายอัตราเท่าที่จ่ายจริง 500 บาท 2. อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท 3. อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท 4. อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ จ่ายอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท 5. อายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ ถึง 40 สัปดาห์ขึ้นไป จ่ายอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องแนบใบรับรองแพทย์ หรือสำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก พร้อมใบเสร็จรับเงินจากสถานพยาบาล รวมทั้งสำเนาทะเบียนสมรส หรือหนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรส เพื่อประกอบการยื่นขอรับสิทธิ

กรณีที่ 2 คือ กรณีคลอดบุตร ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่ใช้สิทธิ มีสิทธิได้รับเงินกรณีคลอดบุตร จำนวน 1.5 หมื่นบาท บาทต่อการคลอด 1 ครั้ง และสามารถเบิกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

กรณีที่ 3 คือ กรณีสงเคราะห์บุตร ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่มีการนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิ โดยจะจ่ายให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ เดือนละ 1,000 บาทต่อบุตร 1 คน คราวละไม่เกิน 3 คน

“รัฐบาลมุ่งมั่นดูแลผู้ประกันตนให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านการฝากครรภ์ การคลอดบุตร และการสงเคราะห์บุตร เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ครอบครัวผู้ประกันตน และสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนผ่านระบบ e-Self Service หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ และสายด่วน 1506 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลย้ำเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โปร่งใส ชวนผู้ประกันตน 11 ล้านเสียง รีบลงทะเบียนเลือกตั้ง

4 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลย้ำเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมชวนผู้ประกันตน 11 ล้านเสียง รีบลงทะเบียนเลือกตั้ง ภายใน 15 ก.ค.นี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์คนทำงาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนในปีนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมนี้  โดยบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจะได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบาย วางรากฐานการบริหารจัดการ และตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่วางเอาไว้

สำหรับการรับสมัครบุคคลเข้ารับการเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะมีผู้ยื่นใบสมัครคึกคักขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยฝ่ายผู้ประกันตนอาจมีผู้สมัครเกินกว่า 400 คน ส่วนฝ่ายนายจ้างอาจจะเกิน 130 คน ซึ่งผู้สมัครทุกคนจะต้องมีสถานะเป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนในขณะที่ยื่นใบสมัคร และต้องเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบติดต่อกันไม่น้อยกว่า 36 เดือน (ตั้งแต่ ก.ค. 2566 – มิ.ย. 2569)

นอกจากนี้ยังกำหนดคุณสมบัติที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสสูงสุด โดยล็อกสเปกห้ามบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้  โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเงินทุกบาทของผู้ประกันตน มุ่งหวังให้การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นอย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส และเปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ได้บอร์ดชุดใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายสิทธิประโยชน์ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญชราภาพ และการบริหารกองทุนให้งอกเงยอย่างมั่นคง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องลงทะเบียนเลือกตั้งให้เรียบร้อย มิเช่นนั้น จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ ซึ่งตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตน มีมากถึง11 ล้านคน แต่ล่าสุดพบว่า ผู้ประกันตนมาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 600,000 กว่าคนเท่านั้น ขณะที่ฝั่งนายจ้างที่มีสิทธิกว่า 400,000 ราย ก็เพิ่งลงทะเบียนไปเพียง 4,000 กว่ารายเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้นายจ้างและผู้ประกันตนทุกคน รีบลงทะเบียนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผ่าน 3 ช่องทาง คือ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม , แอปพลิเคชัน SSO plus หรือ ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อจะได้มีโอกาสกำหนดอนาคตสวัสดิการของตัวเองได้

Advertisement

รัฐบาลปลื้มระบบสาธารณสุขไทยดีที่สุดในอาเซียน อันดับ 8 ดีที่สุดในโลก

4 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลย้ำระบบสาธารณสุขไทยดีที่สุดในอาเซียน อันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 ยืนยันถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการกระจายการรักษาเข้าถึงทุกคน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดี ระบบสาธารณสุขประเทศไทย ติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 จากการสำรวจของเว็บไซต์ Numbeo  ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งข้อมูลระดับโลกแบบ crowdsourced (อิงจากการรายงานของผู้ใช้งาน) สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับค่าครองชีพ ตัวชี้วัดราคาที่อยู่อาศัย อัตราอาชญากรรมที่ประชาชนรับรู้ คุณภาพของระบบสาธารณสุข คุณภาพการขนส่ง และสถิติสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย

สำหรับประเทศอันดับ 1 – 10 ที่มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลก ได้แก่ อันดับที่ 1 ไต้หวัน 87.1 คะแนน อันดับที่ 2 เกาหลีใต้ 82.9 คะแนน อันดับที่ 3 เนเธอร์แลนด์ 81.1 คะแนน อันดับที่ 4 ญี่ปุ่น 80.1 คะแนน อันดับที่ 5 ออสเตรีย 78.9 คะแนน อันดับที่ 6 เอกวาดอร์ 77.7 คะแนน อันดับที่ 7 ฟินแลนด์ 77.6 คะแนน อันดับที่ 8 ไทย 77.5 คะแนน อันดับที่ 9 เดนมาร์ก 77.2 คะแนน และอันดับที่ 10 สเปน 77.2 คะแนน

“จุดเด่นนโยบายสาธารณสุขของไทยคือระบบบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการกระจายการรักษาให้เข้าถึงทุกคน โดยเฉพาะสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่) มีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่มีมาตรฐานสูง มุ่งเน้นการยกระดับบริการสุขภาพให้ครอบคลุมและเท่าเทียม ซึ่งเป็นสิทธิรักษาพยาบาลฟรีสำหรับคนไทย ครอบคลุมการรักษาพยาบาลทุกระดับตั้งแต่เจ็บป่วยทั่วไปจนถึงโรคเรื้อรังและโรคค่าใช้จ่ายสูง รักษาง่ายเพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งผลการสำรวจตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยยังเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลยกระดับบริการทางการแพทย์ เปิด “คลินิกพรีเมียม” 16 แห่ง ในสังกัดกรมการแพทย์

2 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้ายกระดับบริการทางการแพทย์ เปิด “คลินิกพรีเมียม” 16 แห่ง ในสังกัดกรมการแพทย์ เพิ่มทางเลือกการรับบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอยในโรงพยาบาล

วันนี้ (2 ก.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลมุ่งยกระดับระบบสุขภาพไทยให้ครอบคลุม ทันสมัย ให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้อย่างสะดวก รวดเร็ว กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับระบบบริการมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างหลากหลายมากขึ้น  เปิด “คลินิกพรีเมียม”  16 แห่ง ในสังกัดกรมการแพทย์  เพื่อลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอยในโรงพยาบาล  เพิ่มทางเลือกในการรับบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันเวลา

“การพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการเฉพาะคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพของหน่วยบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยสร้างรายได้ให้โรงพยาบาลนำไปใช้เป็นค่าตอบแทนบุคลากรและพัฒนาศักยภาพการบริการให้ก้าวหน้า โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เน้นยกระดับการให้บริการและสร้างมาตรฐานระบบบริการแบบใหม่ ทั้งนี้ การพัฒนาคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้ที่ต้องการทางเลือกในการรับบริการ กลุ่มผู้มีสิทธิประกันชีวิตและประกันสุขภาพ และชาวต่างชาติ เนื่องจากการให้บริการคลินิกพิเศษอาจมีค่าบริการแตกต่างจากเวลาทำการปกติ” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกรมการแพทย์ มี  Premium Clinic ของหน่วยงานในสังกัด รวม 16 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลเลิดสิน สถาบันทันตกรรม สถาบันประสาทวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันโรคทรวงอก สถาบันโรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น และโรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี

ในอนาคตจะมีการขยายบริการ Premium Clinic ในสังกัดกรมการแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานและส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บริการคลินิพรีเมียมได้ ณ โรงพยาบาล ทั้ง 16 แห่งของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

Advertisement

รัฐบาลวางรากฐานใหม่แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เล็งเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

30 มิถุนายน 2569 ครม. รับทราบรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2566 พบเหตุความรุนแรงกว่า 24,000 เหตุการณ์ เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ พร้อมผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2566 ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดความรุนแรงในครอบครัว 24,243 เหตุการณ์ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 24,029 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 21,145 ราย  เพศชาย 2,811 ราย และเพศอื่น 73 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี สำหรับรูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านพักอาศัย สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง แม้จะไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวงจรความรุนแรงซ้ำในอนาคต ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อค้นพบของรายงาน กระทรวง พม. ได้เสนอแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีมาตรการสำคัญคือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงออกมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบความช่วยเหลือ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม

ในระยะยาว กระทรวง พม. ยังเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง โดยผลักดันให้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เพื่อปลูกฝังทักษะการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้ง และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขานิติศาสตร์กำหนดรายวิชากฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย เพราะครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบที่ส่งต่อไปยังเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ที่ทุกคนได้รับการคุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

“ศุภมาส” ตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด

29 มิถุนายน 2569 “ศุภมาส” เผย รัฐบาลเอาจริง! ลุยแก้ “บุหรี่ไฟฟ้า” ชู 3 แนวทาง ระดมภาครัฐเร่งตัดวงจรทั้งระบบ พร้อมตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด

วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบแนวทางการบูรณาการส่วนราชการในการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือ ศปบย.ตร. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค และรองผู้การจังหวัดที่รับผิดชอบเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ ร่วมรับฟังผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference)

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านสังคมและความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นวาระสำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. สคบ. กรมศุลกากร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง DE กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง

“ในฐานะ แม่ของลูก 4 คน ดิฉันมองว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 10 ขวบต้นๆ ด้วยค่านิยมที่ผิด ผ่านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และการโฆษณาแฝงที่ทำให้เยาวชนเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และสุขภาพจิต“ นางสาวศุภมาสกล่าว

โอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้เน้นย้ำแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล ในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า 3 แนวทาง ประกอบด้วย

  1. ต้องปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ให้ สตช. และ สคบ. บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สถานศึกษา และชุมชน พร้อมเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ลบค่านิยมผิดๆ ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นแฟชั่น
  2. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด โดยต้องสืบสวนขยายผลไปถึง “ผู้บงการและเครือข่ายทางการเงิน” มุ่งตัดวงจรทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้ค้ารายย่อย
  3. ยกระดับการปราบปรามออนไลน์ ประสานความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนทางดิจิทัล ติดตามเส้นทางการเงิน และปิดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ และคณะกรรมการประสานงานป้องกันและปราบปราบบุหรี่ไฟฟ้าแห่งชาติ  พร้อมทั้งผลักดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนและสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด ในเขตตรวจราชการ 2 เขต ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่ม จ.ภาคกลางตอนบน ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ และเขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 2 ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ และฉีดวัคซีนทางความคิดให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า “รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้” และขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มายังหน่วยงานภาครัฐ เช่น สตช. หรือ สคบ. เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว สถานศึกษา เอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนไทยต่อไป

Advertisement

รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม

28 มิถุนายน 2569 รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม มีระบบการเบิกจ่ายชัดเจน กำหนดเกณฑ์อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายสัญชาติไทย และต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หรือ puberty blocker ในเด็ก นั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงแล้วว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตาม Protocol ที่กำหนดไว้ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายของบริการ คือ บุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายที่มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว สำหรับกรณีผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถแสดงความยินยอมได้ด้วยตนเอง และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบางกรณีมีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง สามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีความชำนาญกว่าได้

“บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงยาได้โดยไม่มีระบบกำกับ แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น โดยในขณะนี้ Protocol ที่เบิกจ่ายได้ครอบคลุมผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และจากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย ไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่เข้าเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ภายใต้สิทธิบัตรทอง กลุ่มคนข้ามเพศสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนข้ามเพศ ได้ทั้งแบบ ยาเม็ดและยาฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ภาวะสุขภาพเดิม และผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ “การจ่ายยา” เท่านั้น แต่เป็นการดูแลแบบครบวงจร ทั้งนี้ การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน

Advertisement

รัฐบาลชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดเวทีรับฟังความเห็นออนไลน์กำหนดอนาคตการศึกษาไทย 4 ก.ค. นี้

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา จากสถานศึกษาทุกสังกัด ประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลังฉบับเดิมใช้มาแล้วเกือบ 30 ปีผ่านเวทีสาธารณะออนไลน์ 4 ก.ค. ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

วันนี้ (27 มิ.ย.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการสำคัญ 10 ประการของร่างกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษา แม้บริบทของโลกและรูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้ากระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่บนหลักการมีส่วนร่วม เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับต่อไป

“ความคิดเห็นที่ประชาชนเสนอในระยะนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละมาตรา จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตอบโจทย์ผู้เรียนในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ รอบเช้า เวลา 09.00-12.00 น. สำหรับผู้แทนนักเรียนจากทุกภูมิภาค และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อหลักการสำคัญทั้ง 10 ประการของร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของผู้เรียนในอนาคต โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเวทีได้ที่ https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA

ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ

“รัฐอย่างเดียวไม่พอ” ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิด Kick off เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ

วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจัดโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เครือข่ายภาคประชาชน และผู้แทนจากต่างประเทศ เข้าร่วม

โอกาสนี้เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาถึงได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามและอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน โดยกระบวนการฟอกเงินของเครือข่ายอาชญากรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของสังคมและประชาชน

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงินเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยประชาคมโลกได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสากลเพื่อประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกับประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยได้ผ่านการประเมินด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามมาตรฐานสากลมาแล้ว 3 ครั้ง และมีกำหนดเข้ารับการประเมินรอบต่อไปในปี พ.ศ. 2571 ซึ่ง ปปง. ได้เปิดโครงการ Kick off เตรียมความพร้อมรับการประเมินแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่แถลงต่อรัฐสภา มุ่งสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“การแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับชุมชน และในระดับประเทศ”

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 40 (3/5) และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายภาคประชาชนในมิติด้านความร่วมมือ การให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดย ปปง. ได้จัดทำ “โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน”แต่งตั้งเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่วนกลางจำนวน 20 คน และส่วนภูมิภาคจำนวน 140 คน เพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟอกเงินลงสู่ระดับจังหวัดและชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังได้กล่าวชื่นชมสำนักงาน ปปง. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันการดำเนินงาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง สะท้อนเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสำคัญ

“โครงการจะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติและบูรณาการความร่วมมือในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการทำงานของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในการบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส เฝ้าระวัง และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับภัยจากการฟอกเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางการเงิน”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานกรรมการ ปปง. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 3 ฉบับ ระหว่างสำนักงาน ปปง. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ดังนี้

1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน ปปง.

2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน หรือบริการ

3)บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและการใช้บริการระบบประมูลขายทรัพย์สิน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างสำนักงาน ปปง. และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชมนิทรรศการผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ปปง. และการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และธนาคารกรุงไทย

Verified by ExactMetrics