วันที่ 6 กรกฎาคม 2026

เผย ตัวเลขคนไทย–อาเซียน–ทั่วโลก ร่วมสวดมนต์ข้ามปี กว่า 12.6 ล้านคน ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 มกราคม 2569 เผย ตัวเลขคนไทย–อาเซียน–ทั่วโลก ร่วมสวดมนต์ข้ามปี กว่า 12.6 ล้านคน ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดงานสวดมนต์ข้ามปีภายใต้ชื่อ “สวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ถวายพระราชกุศล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2569” ระหว่างวันที่ 31ธ.ค.68 – 1 ม.ค. 69 เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยส่งเสริมให้ประชาชนได้สวดมนต์ข้ามปีได้ทุกที่ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ก่อให้เกิดความสุขสงบในจิตใจ และสร้างแรงจูงใจให้ลด ละ เลิก อบายมุข ในเทศกาลปีใหม่ โดยกรมการศาสนา มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้ประชาชนได้นำหลักธรรมคำสอน มาบ่มเพาะ เสริมสร้างพลังใจให้มีจิตใจที่ผ่องใส ก่อให้เกิดสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีและโปรดประทานตราอักษรพระนาม ออป. จัดพิมพ์ลงบนกล่องไม้ขีดไฟ เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่ กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมการศาสนา ได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถสวดมนต์ข้ามปีได้ทุกที่ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และนำหลักธรรมคำสอน มาบ่มเพาะ เสริมสร้างพลังใจให้มีจิตใจที่ผ่องใส ลด ละ เลิกอบายมุข ก่อให้เกิดสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

โดยส่วนกลางจัดกิจกรรม ในวันที่ 31ธันวาคม 2568 ณ วัดสระเกศ วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการถ่ายทอดสัญญาณภาพงานสวดมนต์ข้ามปี เชื่อมโยงการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของประเทศไทยและวัดไทยในต่างประเทศ ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และช่องทางอื่น ๆ โดยกรมการศาสนายังได้จัดทำหนังสือสวดมนต์เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธี และสำหรับในช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2569 จะจัดพิธีตักบาตรรับปีใหม่ ของพุทธศาสนิกชน เพื่อความเป็นสิริมงคลพร้อมกันทั่วประเทศ ในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัดองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาในแต่ละจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น ได้ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีและกิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ สำหรับการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน 14 จังหวัด ได้แก่ 1) เชียงราย 2) ตาก 3) นครพนม 4) นราธิวาส 5) บึงกาฬ 6) มุกดาหาร 7)แม่ฮ่องสอน 8) ยะลา 9) ระนอง 10) เลย 11)สงขลา 12) สตูล 13) หนองคาย 14)อุบลราชธานี และกรมการศาสนายังร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประสานความร่วมมือไปยังวัดไทยและวัดทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศทั่วโลก มากกว่า 25 ประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี อาทิ อินเดีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหรัฐเอมริกา เยอรมณี เนเธอแลนด์ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เนปาล นอร์เวย์ อังกฤษ เดนมาร์ค กรีซ ฮังการี แคนาดา เบลเยียม ฮ่องกง ออสเตรีย จีนเป็นต้น โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมการศาสนาได้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดรวบรวมข้อมูลจากศูนย์ประสานงานสวดมนต์ข้ามปี ในกรุงเทพและส่วนภูมิภาค พบว่ามีวัด ศาสนสถานของศาสนาคริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ รวมทั้งสถานที่อื่นๆ จัดกิจกรรม โดยในปีนี้ 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น จำนวน  12,613,973  คน (onsite  6,732,627  คน และ online  5,881,346 ครั้ง) เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 93,761 คน คิดเป็นร้อยละ 0.75 สถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงประชาชนให้ความสำคัญการร่วมอนุรักษ์ สืบทอดพระพุทธศาสนา และประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นที่มีคุณค่า ให้ดำรงอยู่ในทุกพื้นที่ด้วยความรัก ความสามัคคี และความมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จวบจนถึงปัจจุบัน และได้รับความสนใจจากประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกปี

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และกรมทรัพยากรธรณี จัดงาน “รับแสงแรกแห่งตะวัน 4 มหัศจรรย์ @อุบลราชธานี 2569” ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้แนวคิด “ส่งตะวัน สวดมนต์ข้ามปี เสริมพลังชีวิต” มีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ตักบาตรรับตะวันใหม่ พระสงฆ์ 69 รูป ควบคู่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และอุทยานธรณี อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และตลาดประชารัฐ

ขณะเดียวกัน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้จัดกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเปิดโบราณสถานยามราตรีในงาน “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ระหว่างเวลา 18.30–21.30 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสวดมนต์ ทำบุญ รับผ้ายันต์ชัยมงคล และสัมผัสบรรยากาศมรดกโลกยามค่ำคืน อันเป็นการบูรณาการมิติศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สร้างคุณค่าทางจิตใจและเศรษฐกิจชุมชนในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างยั่งยืน รวมทั้งสถานที่อื่นๆ เช่น อุทยานเเห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ เรือนจำ โรงพยาบาล ร่วมจัดกิจกรรม

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า การสวดมนต์ข้ามปีถือเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ช่วยลดปัญหาอบายมุข ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และความรุนแรงในช่วงเทศกาล พร้อมทั้งเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิต ส่งเสริมความสงบสุขในจิตใจ ครอบครัว และสังคมไทย เพื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 อย่างมีสติและเป็นสิริมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน

Advertisement

ดีอี เตือนข่าวปลอม “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon ให้บริการลูกค้า” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

31 ธันวาคม 2568 ดีอี เตือนข่าวปลอม “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon ให้บริการลูกค้า” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 167,244 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,660 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,649 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon เพื่อให้บริการลูกค้า

อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง ปปง. ยึดเรือยอชต์พร้อมอุปกรณ์มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ขยายผลเชื่อมโยงถึงสแกมเมอร์ข้ามชาติ

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง ใบขับขี่ออนไลน์ ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปทำเอง ติดต่อได้ที่เพจ หมั้น พลอาชา

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชื่อ Thunhoon News เปิดให้ลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาความรู้หุ้น เรียนจบรับวุฒิบัตร ไม่มีค่าใช้จ่าย

อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง ลงทุนหุ้นทองคำกับเยาวราช ผ่านเพจ ดัชนีหุ้นไทย ปันผลรายวัน รับรองโดย ก.ล.ต.

อันดับที่ 6 ข่าวจริง : เรื่อง แจ้งพลเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดน สามารถกลับบ้านและประกอบอาชีพในพื้นที่ฝั่งของตนเองได้ตามปกติ

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดโครงการระบบออนไลน์ร่วมกับ 16 ธนาคารดัง กู้เริ่มต้นคนละ 100,000 บาท ผ่านบัญชีติ๊กต็อก kknmmjpzf25

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon เพื่อให้บริการลูกค้า” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยจากการตรวจสอบบัญชีไลน์ Cafe Amazon พบว่าเป็นบัญชีปลอม ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น และได้แอบอ้างนำโลโก้ของ Café Amazon ซึ่งเป็นธุรกิจของ OR ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทาง OR ขอยืนยันว่าบัญชีไลน์ดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับทาง OR ทั้งสิ้น ดังนั้นขอให้ประชาชนได้ระมัดระวังการแอบอ้างดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

รัฐบาลเตือนภัย รู้ทันกลลวงมิจฉาชีพ ช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะมีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา หรือผู้ดูแลบ้านที่อาศัยเพียงลำพัง

29 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเตือนภัย รู้ทันกลลวงมิจฉาชีพ ช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะมีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา หรือผู้ดูแลบ้านที่อาศัยเพียงลำพัง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรึ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ คือช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้าน หรือมีเพียงเด็ก คนชรา หรือผู้ดูแลบ้านที่อาศัยเพียงลำพัง จึงมักจะมีมิจฉาชีพอาศัยช่วงโอกาสนี้แฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ  ขอย้ำเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพในรูปแบบดังต่อไปนี้

1.ส่งของขวัญปีใหม่ – คนร้ายจะใช้วิธีแอบอ้างว่ามีคนให้นำของขวัญมาส่งให้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าดอกไม้ ของกิน และบางครั้งก็ใช้กล่องกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อจะได้ยกเข้าไปในบ้าน เมื่อคนในบ้านเผลอ คนร้ายก็จะทำการรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีคนร้ายจะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์ด้วย

2.สารพัดช่าง -​ คนร้ายจะแอบอ้างมาซ่อมแอร์ ท่อประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือโทรทัศน์ โดยใช้คำพูดที่ทำให้คนในบ้านเชื่อและยอมให้เข้ามาในบ้าน จากนั้นคนร้ายจะทำทีไปซ่อมสิ่งต่าง ๆ ตามที่ได้แอบอ้าง และหลอกให้คนในบ้านไปดูแผงควบคุมไฟฟ้า หรือวาล์วเปิด – ปิดน้ำ จากนั้นคนร้ายจะทำการรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีก็จะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน

3.ชุบหรือล้างทองรูปพรรณ -​ คนร้ายจะขับรถไปตามหมู่บ้านหรือสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อรับชุบหรือล้างทองรูปพรรณให้สะอาดและดูใหม่ เพื่อจะได้นำไปใช้เป็นเครื่องประดับในช่วงปีใหม่ โดยคนร้ายจะอาศัยช่วงที่เจ้าของทองเผลอเอาทองปลอมที่เตรียมไว้ขึ้นมาเปลี่ยน

4.จัดงานเลี้ยง -​ มีพฤติกรรม 2 รูปแบบ คือ วิธีแรกคนร้ายแอบอ้างกับเจ้าของร้านค้าว่าจะจัดงานเลี้ยงโดยติดต่อให้ส่งของต่าง ๆ ไปไว้ตามสถานที่จัดงาน เมื่อทางร้านค้าส่งของไปยังที่นัดหมายแล้ว คนร้ายจะแอบขนของหลบหนีไป วิธีที่สองคือคนร้ายแอบอ้างกับผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงว่า สามารถสั่งอาหารได้ในราคาถูก ทำให้ผู้ที่จะจัดงานเลี้ยงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าอาหารให้กับคนร้าย แต่เมื่อถึงวันจัดเลี้ยงไม่มีการส่งอาหารมาให้แต่อย่างใด

5.เรี่ยไรทำบุญ -​ คนร้ายจะออกตระเวนเดินเรี่ยไร บางกลุ่มปลอมตัวเป็นพระภิกษุสามเณรหรือเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิต่าง ๆ ออกรับบริจาคเงิน หรือสิ่งของ เพื่อนำไปทำบุญในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

6.ธนบัตรปลอม -​ คนร้ายนำธนบัตรปลอมมาจับจ่ายใช้สอยตามตลาด หรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่มีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ผู้ขายสินค้า หรือให้บริการไม่ทันสังเกตว่าเป็นธนบัตรปลอม

7.ล้วงและกรีดกระเป๋า -​ คนร้ายกระทำกันเป็นขบวนการโดยเฉพาะที่ที่มีผู้คนเป็นจำนวนมาก โดยหัวหน้าทีมจะเป็นคนคอยเล็งดูเหยื่อว่าคนไหนที่ดูทีท่าว่าน่าจะมีเงิน ก็จะส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมเดินเข้าประกบเหยื่อ โดยหัวหน้าทีมจะเดินเข้าหาเหยื่อแล้วใช้กระดาษที่เตรียมมายกขึ้นบัง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจะทำการกรีดกระเป๋าหรือล้วงเข้าไปหยิบทรัพย์สินในกระเป๋า โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว

8.ชวนเล่นการพนัน -​ คนร้ายจะชักชวนกลุ่มผู้โดยสารระหว่างรอรถ หรือระหว่างเดินทาง โดยเป็นกลุ่มผู้โดยสารที่ได้ตีสนิทไว้แล้ว ให้มาร่วมเล่นการพนัน ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กำถั่ว ตลับยาหม่อง หรือไพ่สามใบ โดยมีหน้าม้าทำทีว่าทายถูกอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและทายบ้าง กลับเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

9.ขายสินค้าราคาถูก -​ คนร้ายจะขับรถตระเวนขายสินค้าประเภทต่าง ๆ ไปตามหมู่บ้าน โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงมาบริการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพจากโรงงานที่มีการเลหลังล้างสต๊อก แต่แท้จริงแล้วเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือหมดอายุ

10.มอมยา -​ คนร้ายจะผสมยานอนหลับลงในน้ำดื่ม กาแฟกระป๋อง หรืออาหาร จากนั้นจะทำทีเข้าไปตีสนิทชิดเชื้อกับผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างรอรถ หรือผู้โดยสารที่อยู่บนรถด้วยภาษาท้องถิ่น เสมือนเป็นคนบ้านเดียวกัน และชักชวนให้ดื่มน้ำ หรือกาแฟที่เตรียมไว้ เมื่อเหยื่อหลับคนร้ายจะหยิบทรัพย์สินที่มีค่าแล้วหลบหนีไป

“รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชน ย้ำเตือนให้ระวังและมีสติไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน  ประชาชนสามารถติดตามรูปแบบการประชาสัมพันธ์กลโกงได้ที่ www.เตือนภัยออนไลน์.com และ เพจเฟซบุ๊ก “เตือนภัยออนไลน์” ปรึกษา-ขอคำแนะนำได้ที่ สายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ ศูนย์ PCT 081-866-3000” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนเที่ยวงาน “Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026” เชื่อมสองวัฒนธรรม

28 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนเที่ยวงาน “Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026” เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เชื่อมสองวัฒนธรรม ยกระดับสุไหงโกลกสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมงาน Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะสิรินธร อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ภายใต้แนวคิด “Harmony Beyond Borders” เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนและวัฒนธรรมในพื้นที่สองแผ่นดินไทยและมาเลเซีย มุ่งถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ของเมือง     สุไหงโกลกในยามค่ำคืน ให้เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา ปลอดภัย ทันสมัย และสะท้อนอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรมของพื้นที่ชายแดนใต้ อันประกอบด้วยวัฒนธรรมไทย มลายู จีน ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยนำพลังของศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น มาผสานเข้ากับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและแตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ยกระดับจังหวัดนราธิวาสสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่

ไฮไลต์กิจกรรม Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026 ประกอบด้วยการตกแต่งประดับไฟ โดยใช้เทคนิค Light up และ Mapping และประดับไฟตามจุดต่างๆ ภายใต้แนวคิด “Harmony Beyond Borders” โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงบนเวทีจากศิลปิน ชื่อดังตลอด 4 วันการจัดงาน พร้อมชมการแสดงพลุเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจร่วมกันของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั้งสองฝั่งชายแดน นอกจากการแสดงดนตรีแล้ว ภายในงานยังมีการจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนใต้ ผ่านการแสดงลิเกฮูลู ระบำตารีกีปัส การแสดงปันจักสีลัต ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้คนในพื้นที่สุไหงโกลกและจังหวัดใกล้เคียง

ภายในพื้นที่จัดงานยังมีการจัดลานอาหารฮาลาลและตลาดชุมชน OTOP กว่า 50 ร้านค้า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและกลุ่มชุมชนได้นำเสนออาหารท้องถิ่น สินค้า และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาส ควบคู่กับกิจกรรมเวิร์กชอปและกิจกรรมศิลปาชีพจากชุมชน อาทิ การปักผ้า การจักสานย่านลิเภา การทอเสื่อกระจูด การทำเรือกอและจำลอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการสร้างอาชีพให้แก่พสกนิกรในพื้นที่

“คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มระยะเวลาพำนัก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยการจัดงานครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยตลอดระยะเวลาการจัดงาน พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกด้านการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของจังหวัดนราธิวาสในระดับภูมิภาค”

Advertisement

ดีอี เตือนภัย ปชช. เตรียมรับมือ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ ปี 69

25 ธันวาคม 2568 ดีอี เตือนภัย ปชช. เตรียมรับมือ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ ปี 69

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ ของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การหลอกลวงของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 พบว่า ผู้เสียหายจากสแกมเมอร์ เป็นวัยทำงานที่อายุระหว่าง 20-49 ปี มากที่สุด ซึ่งมีจำนวนคดี 223,300 เคส รองลงมาเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 50-64 ปี จำนวน 53,265 เคส โดยแนวโน้มวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่พบมากที่สุด มี 4 รูปแบบดังนี้

  1. การส่งข้อความ SMS/LINE ปลอมแนบลิงก์ เร่งรัดให้ชำระหนี้ ค่าปรับ

โดยอ้างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค เช่น กปน. กปภ. กฟภ. ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้หน่วยงานของรัฐ ไม่มีการส่ง SMS /ข้อความ/อีเมล ที่มีการแนบลิงก์แล้ว โดยขอเตือนว่าอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับข้อความโดยเด็ดขาด เพราะมิจฉาชีพอาจติดตั้งแอปฯ ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร หรือลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของผู้ที่หลงเชื่อได้

  1. การหลอกลวงปลอมเสียงโทรศัพท์/วิดีโอปลอม ด้วยเทคโนโลยี AI (Deepfake Call)

วิธีการนี้เป็นการปรับรูปแบบของมิจฉาชีพในการใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงเป็นญาติหรือคนรู้จัก หลอกลวงยืมเงิน ให้โอนเงินช่วยเหลือด่วน หรือสร้างวีดีโอปลอม เพื่อข่มขู่หลอกลวงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่าผู้เสียหายพัวพันกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน ก่อนให้โอนเงินเพื่อเคลียร์คดี ซึ่ง AI สามารถปลอมเสียงและภาพได้เหมือนจริง

ดังนั้น เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนควรมีตั้งสติ คิดให้รอบคอบ ต้องสอบถามรายละเอียดเพื่อความมั่นใจ พร้อมทั้งติดต่อหน่วยงานทางการที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันข้อมูลให้แน่ใจ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน

  1. หลอกลวงลงทุนเงินคริปโต/หุ้นดิจิทัล

มิจฉาชีพจะใช้วิธีการหลอกลวงลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล อ้างอิงหน่วยงานการลงทุนที่น่าเชื่อถือ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อชักจูงให้ลงทุน โดยในระยะแรกได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก่อนหลอกลวงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นแล้วยักยอกเงินลงทุนทั้งหมดของผู้เสียหาย

ทั้งนี้ขอเตือนให้ผู้สนใจลงทุน ติดตามข้อมูลการลงทุนจากช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานลงทุนที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยพบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางโซเชียล Facebook TikTok ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ไม่ใช่ของหน่วยงานทางการ

  1. สร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปฯ โซเชียล หลอกหาคู่ / ร้านค้าปลอม / โรงแรมที่พักปลอม

มิจฉาชีพจะสร้างบัญชีตัวตนปลอม โดยในรายของ Romance Scam มักใช้รูปผู้ชาย/ผู้หญิง หน้าตาดี ทำทีตีสนิท ก่อนหลอกให้โอนเงิน ขณะที่ในรายของการหลอกขายสินค้า หรือหลอกให้โอนเงินจองที่พักโรงแรมนั้น มักจะสร้างบัญชีปลอมเลียนแบบบัญชีจริงของร้านค้า หรือโรงแรมที่พัก โดยผู้ที่สนใจซื้อสินค้า จองที่พัก ควรตรวจสอบข้อมูลของโรงแรมที่พัก หรือร้านค้าออนไลน์อย่างละเอียด ก่อนจะโอนเงินหรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับช่องทางที่ใช้หลอกลวง 4 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1. Facebook จำนวน 126,672 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,810 ล้านบาท อันดับ 2. Call Center จำนวน 32,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,660 ล้านบาท อันดับ 3. เว็บไซต์ จำนวน 10,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,710 ล้านบาท และอันดับ 4. TikTok จำนวน 8,703 เคส มูลค่าความเสียหาย 534 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ สแกมเมอร์ ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคล การกดลิงก์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ โดยขอให้ยึดหลัก “4 ไม่” คือ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยหรือถูกหลอกลวงให้ติดต่อศูนย์ AOC 1441 หรือสายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับและอายัดบัญชีทันที

Advertisement

รัฐเดินหน้าลงทุนอนาคตเด็ก เพิ่มสนามเด็กเล่นใหม่ในกรุงเทพฯ อีก 4 แห่ง เปิดพื้นที่เล่น–เรียนรู้–ออกกำลังกาย เสริมพัฒนาการรอบด้าน

20 ธันวาคม 2568 รัฐเดินหน้าลงทุนอนาคตเด็ก เพิ่มสนามเด็กเล่นใหม่ในกรุงเทพฯ อีก 4 แห่ง เปิดพื้นที่เล่น–เรียนรู้–ออกกำลังกาย เสริมพัฒนาการรอบด้าน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ประชากรเด็ก” อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเล่น การเรียนรู้ และการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กและเยาวชน โดยในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครได้เปิดให้บริการสนามเด็กเล่นและพื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ของเมือง

สนามเด็กเล่นทั้ง 4 แห่ง เป็นส่วนหนึ่งของการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ ให้เด็กทุกกลุ่มเข้าถึงพื้นที่สร้างสรรค์ใกล้บ้าน สอดคล้องกับแนวคิด “เมืองที่เด็กอยู่ได้ ครอบครัวอยู่ดี” โดยมีรายละเอียดดังนี้

-สนามเด็กเล่นชุมชน สวนลุมพินี เขตปทุมวัน เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นสนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ออกแบบตามแนวคิด Universal Design รองรับเด็กทุกความสามารถ รวมถึงผู้ใช้รถเข็น นับเป็นพื้นที่เล่นกลางแจ้งที่ผสานการออกกำลังกายและการเสริมสร้างจินตนาการ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวของเมือง

-สนามเด็กเล่นพัฒนาสมอง “OKMD PLAYGROUND” เขตบางพลัด เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ภายในโรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม เป็นพื้นที่เล่นที่ออกแบบตามหลักการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by Playing) ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ การทรงตัว และทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชน

-สนามเด็กเล่นและจุดเรียนรู้ ชุมชนพัฒนาใหม่ เขตคลองเตย เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนที่โล่งเป็นที่เล่น” เป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาพื้นที่ชุมชน ให้เด็กได้มีพื้นที่เล่นอย่างปลอดภัย ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านในสภาพแวดล้อมใกล้บ้าน

-สนามเด็กเล่นวิทยาศาสตร์ “Science Topia” เขตวัฒนา เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ภายในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นสนามเด็กเล่นในร่มที่ผสานการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมเล่นเชิงสร้างสรรค์ เหมาะสำหรับเด็กทุกช่วงวัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเพิ่มสนามเด็กเล่นและพื้นที่เรียนรู้ในเมือง เป็นการลงทุนระยะยาวด้านทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของอนาคต รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทยมีพื้นที่เติบโตอย่างสมดุล แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

15 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก

คำขวัญดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก

รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี 11–21 ธันวาคมนี้

11 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี 11–21 ธันวาคมนี้ พร้อมแจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทางโดยรอบ

วันนี้ 11 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า งานกาชาดประจำปี 2568 เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดยสภากาชาดไทยได้เชิญชวนประชาชนร่วมงานเพื่อทำบุญ สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และร่วมระดมทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

ปีนี้งานกาชาดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานมีนิทรรศการสำคัญ เช่น

  • “69 ปี แสงแห่งพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”
  • การจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย
  • ร้านค้าอาหารและสินค้าชุมชน
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรม
  • และกิจกรรมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน www.iredcross.org

รองโฆษกฯ ขอแจ้งประชาชนที่ใช้เส้นทางโดยรอบสวนลุมพินี ได้แก่ ถนนราชดำริ ถนนพระราม 4 ถนนวิทยุ และถนนสารสิน ให้เผื่อเวลาเดินทางหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางในช่วงวันจัดงาน เพื่อความสะดวกและคล่องตัวของการจราจร

ประชาชนสามารถดาวน์โหลดแผนผังพื้นที่จัดงานได้ที่:

https://drive.google.com/drive/folders/1IcQn-9REQ45qkPhKE_1TGNxEauoeY8l8 งานกาชาดเปิดให้เข้าชมเวลา 11.00–22.00 น. ตลอด 11 วันของการจัดงาน

รองโฆษกฯ เชิญชวนประชาชนร่วมเดินเที่ยว ทำบุญ และสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทยไปพร้อมกันในปีนี้

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

7 ธ.ค.นี้ กม.แรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน คู่สมรสลาได้ด้วย

7 ธันวาคม 2568 7 ธันวาคมนี้ กฎหมายแรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน ให้คู่สมรสลาได้ด้วย

วันนี้ (7 ธันวาคม 2568) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถือเป็นวันเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นการยกระดับและปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งสำคัญของประเทศไทย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงานและเสริมความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตครอบครัว

กฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน คือวันที่ 7 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • ลาคลอดบุตร เพิ่มจาก 98 เป็น 120 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในระหว่างลาคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่เกิน60วัน
  • ลาดูแลบุตรป่วย เพิ่มสิทธิลาได้อีก 15 วัน ในกรณีบุตรเจ็บป่วย พิการ หรือมีความผิดปกติ โดยได้รับค่าจ้าง ร้อยละ50
  • ลาช่วยภรรยาคลอดบุตร เป็นครั้งแรกในกฎหมายไทย ให้สิทธิคู่สมรสลาได้ 15 วัน ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
  • คุ้มครองลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป ทั้งค่าแรง วันหยุด และสิทธิการลา

รองโฆษกฯ ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้สะท้อนนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ส่งเสริมความเท่าเทียมในครอบครัว และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ขอให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างศึกษาและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างราบรื่น และก่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบแรงงานของประเทศ

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

เชิญชวนคนไทย งด ลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยง-ดื่มแล้วขับ

1 ธันวาคม 2568 มูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เชิญชวนคนไทย งด ลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ และการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า เพื่อความปลอดภัย

มูลนิธิเมาไม่ขับ นำโดย นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช พร้อมด้วยเหยื่อจากการถูกคนเมาแล้วขับรวม 9 คน เดินทางมายัง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทย “งด ลด เลิก” พฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะ และการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะการเลี้ยงสังสรรค์ที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดเว้น แต่หากไม่สามารถงดได้ ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะ งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

Advertisement

 

Verified by ExactMetrics