วันที่ 19 สิงหาคม 2026

รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ฐานข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหายผ่านระบบของ ปปง. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล มีผลบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

วันนี้ (10 สิงหาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ฐานข้อมูล เร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย พร้อมเดินหน้าแผนสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ได้พิจารณร่างหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บัญชีม้า) รวมทั้งแนวทางการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (Mobile Banking, ATM  ธุรกรรมออนไลน์) ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี blacklist ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าปัจจุบัน “สแกมเมอร์” มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ 12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใต้เดือนตุลาคม 2569

ในส่วนของหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับดีอี ตร. ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money ก.ล.ต. และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2569

“การยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากประชาชนที่ถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว ทั้งนี้ หากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 สิงหาคม 2569 ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันนี้ (9 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการอาชีวศึกษาไทย โดยมุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” และเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งโอกาส รายได้ และความมั่นคงให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 คือจำนวนผู้เรียนสายสามัญ 45% และ สายอาชีวศึกษา 55% จากเดิมที่เป็นสัดส่วน 70 : 30 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกันในสาขาเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปรับบทบาทเป็นผู้นำด้านทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงานและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังสนับสนุนระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสะสมประสบการณ์จากการทำงาน นำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไป ทำงานไป และมีรายได้ควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิต

Advertisement

“โรงเรียนต้องปลอดภัย” รัฐบาลผนึก 5 กระทรวง ลุยมาตรการเร่งด่วน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 สิงหาคม 2569 “โรงเรียนต้องปลอดภัย” รัฐบาลผนึก 5 กระทรวง ลุยมาตรการเร่งด่วน คัดกรองสุขภาพจิต–ซ้อมแผนเผชิญเหตุ–ไม่ปล่อยผ่านบูลลี่ วางมาตรฐานชาติภายใน 90 วัน

รัฐบาลเร่งยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนทั่วประเทศ ผนึก ศธ.-อว.-พม.-รง.-สธ. ลุยคัดกรองสุขภาพจิต–ส่งต่อกลุ่มเสี่ยง–อบรมครูรับมือวิกฤต ไม่ปล่อยผ่านบูลลี่ พร้อมวางมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติใน 90 วัน

วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมประชุมหารือแนวทางและมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงในโรงเรียน โดยย้ำเป้าหมายให้ “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” ทั้งนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยทางกายควบคู่สุขภาพจิต” เพราะการป้องกันเหตุไม่ได้หมายถึงเพียงการตรวจค้นหรือควบคุมสิ่งผิดกฎหมาย แต่ต้องมีระบบมองเห็นความเสี่ยงของเด็กตั้งแต่ต้น และทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

///มาตรการเร่งด่วน เน้นดูแลเด็ก–ครู–ผู้ปกครอง///

สำหรับมาตรการระยะเร่งด่วน รัฐบาลกำหนดให้เด็ก นักเรียน ครู และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ โดยจะสนับสนุนการทำงานของบุคลากรด้านสุขภาพจิตและ อาสาสมัครสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อประเมินและดูแลปัญหาเชิงรุก รวมถึงจัดระบบดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่เกิดเหตุอย่างเหมาะสมเมื่อกลับมาเปิดเรียน

ขณะเดียวกัน จะมีการปิดห้องเรียนที่เกิดเหตุ และจัดพื้นที่ให้ผู้ปกครองสามารถติดตามและสังเกตการณ์บุตรหลานในช่วงแรก โดยจัดระบบให้เกิดความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน รวมถึงเปิดทางให้นักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถพิจารณาย้ายสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม

///90 วัน วางมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนทั้งประเทศ///

รัฐบาลเตรียมจัดทำ “มาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ” ภายใน 90 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบร่วมกันในการดูแลสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่

  1. คัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนและครูเป็นประจำ พร้อมระบบส่งต่อผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถึงผู้เชี่ยวชาญ
  2. อบรมครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา ให้สามารถสังเกตสัญญาณความเสี่ยง คัดกรองเบื้องต้น และปฐมพยาบาลทางใจได้
  3. เปิดช่องทางแจ้งเหตุและปัญหาผ่าน Traffy Fondue เพื่อให้เด็กสามารถแจ้งเรื่องที่ไม่สบายใจหรือเหตุที่ไม่ปลอดภัย และเชื่อมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือ
  4. ซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจัง ครอบคลุมสถานการณ์ความเสี่ยงหลายรูปแบบ เพื่อให้ครูและนักเรียนรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ
  5. ใช้หลัก Zero Tolerance ต่อการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมรุนแรง ไม่ปล่อยให้ปัญหาถูกมองข้าม
  6. คัดกรองบุคคลและสิ่งผิดกฎหมาย ก่อนเข้าสู่สถานศึกษา พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงเรียน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า อีกหัวใจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจว่า การขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอาย โดยขอให้ผู้ปกครอง ครู และคนใกล้ชิดช่วยกันสังเกตพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงของเด็ก หากพบสัญญาณความเสี่ยงควรรีบเข้าสู่ระบบช่วยเหลือ ไม่รอให้ปัญหาลุกลาม

ด้านรองอธิบดีกรมสุขภาพจิตเสนอให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และเครือข่ายผู้ปกครองในการสังเกตและดูแลเด็ก พร้อมขยายระบบ HERO OBEC Care ให้ครอบคลุมโรงเรียนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมโรงเรียน สพฐ. แล้วกว่า 85% เพื่อให้ครูสามารถประเมินและช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้ตรงจุด รวมถึงเน้นการสื่อสารแบบ Two-way Communication สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจสำหรับพูดคุยและขอความช่วยเหลือ แทนการปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาหรือพึ่งพาการสื่อสารทางเดียว

ด้านกระทรวงศึกษาธิการได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงเรียนทุกสังกัดทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจมาตรการความปลอดภัยและเตรียมออกประกาศที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเพื่อช่วยดูแลเด็กและครอบครัว รวมถึงเชื่อมโยงการช่วยเหลือผ่านระบบ Traffy Fondue

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้มาตรการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนระบบดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนทั้งประเทศ โดยเฉพาะการทำให้เด็กมีช่องทางขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย มีผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟัง และมีระบบส่งต่อเมื่อพบความเสี่ยง

“โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กกล้าที่จะเรียน กล้าที่จะพูดเมื่อมีปัญหา และมั่นใจว่าจะมีคนช่วยเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย รัฐบาลจะเร่งทำให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและเชื่อมโยงการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเปิดทางตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ทั่วประเทศ ราชกิจจาฯ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเปิดทางตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ทั่วประเทศ ราชกิจจาฯ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

วันนี้  4 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในระดับชุมชน

สำหรับประกาศฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนต่างๆ สามารถจัดตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ได้ง่ายและมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้น โดยสามารถออกแบบโรงเรียนผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้สูงวัย ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม อีกทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพ และคุ้มครองสิทธิของผู้สูงวัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุว่า จะเริ่มจากการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ จากนั้นตั้งคณะทำงานขึ้นมากำหนดแผนงาน และออกแบบกิจกรรมให้ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน เช่น การดูแลสุขภาพ การพัฒนาทักษะดิจิทัล การสร้างรายได้เสริม และการทำกิจกรรมร่วมกับสังคม

ทั้งนี้ หากหน่วยงานภาคเอกชน องค์กรชุมชน หรือท้องถิ่นใด สนใจขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวนี้ สามารถใช้ประกาศฉบับใหม่นี้ เป็นฐานอ้างอิงในการจัดตั้งและดำเนินงานได้ทันทีทั่วประเทศ

Advertisement

รัฐบาลหนุน “นมพัทลุง” จากนมโรงเรียนสู่แบรนด์คุณภาพภาคใต้ ชูนมโคแท้ 100% จากสหกรณ์ไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 สิงหาคม 2569 รัฐบาลชวนคนไทยอุดหนุน “นมพัทลุง” นมโคแท้ 100% ที่เติบโตจากโครงการนมโรงเรียนสู่แบรนด์คุณภาพคู่ภาคใต้กว่า 30 ปี สร้างรายได้ให้เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุน “นมพัทลุง” ผลิตภัณฑ์นมโคแท้ 100% จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ซึ่งเติบโตจากโครงการนมโรงเรียน สู่แบรนด์คุณภาพที่อยู่คู่กับคนภาคใต้มายาวนานกว่า 30 ปี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “นมพัทลุง” เป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่สะท้อนความสำเร็จของการรวมพลังเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เริ่มต้นจากการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคนมเพื่อสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ก่อนต่อยอดจากการผลิตนมโรงเรียนสู่ผลิตภัณฑ์นมหลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที ดื่มโยเกิร์ต ไอศกรีม และนมต้ม โดยยังคงยึดมั่นการผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ภายใต้แนวคิด “นมคุณภาพดีจากวัวอารมณ์ดี คนดื่มแฮปปี้”

ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด มีสมาชิก 64 ราย ดูแลโคนมกว่า 1,000 ตัว ผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละ 9 ตัน เพื่อนำไปผลิตนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อีกทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตของเกษตรกรและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมพัทลุงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายสหกรณ์โคนมของประเทศ ด้วยการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินจากสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำไปผลิตนมโรงเรียน ช่วยบริหารจัดการปริมาณน้ำนมดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเสริมความมั่นคงให้ระบบสหกรณ์โคนมไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในระยะยาว

“‘นมพัทลุง’ ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากนมโคแท้ 100% แต่ยังเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ และภาครัฐ ที่ร่วมกันสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดคุณค่าสินค้าเกษตรไทย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ไทย โดยเฉพาะ ‘นมพัทลุง’ ของดีจากภาคใต้ เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลยกระดับ “ทะเบียนราษฎร” เป็นด่านต้นน้ำสกัดบัญชีม้า–นอมินี เปิด DOPA N.I.C.E. Center

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 สิงหาคม 2569 รัฐบาลยกระดับ “ทะเบียนราษฎร” เป็นด่านต้นน้ำสกัดบัญชีม้า–นอมินี เปิด DOPA N.I.C.E. Center รับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1548

วันนี้ ( 2 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมการปกครองได้เปิด ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการปฏิบัติงานด้านการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ พร้อมเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสผ่าน สายด่วน 1548 เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความผิดปกติทางทะเบียนราษฎรไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะการออกเอกสารประจำตัวเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้เป็นต้นทางของอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสวมสิทธิเป็นบุคคลสัญชาติไทย การสวมสิทธิเป็นบุคคลไร้สัญชาติ การเปิดบัญชีม้า การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การถือครองทรัพย์สิน หรือการดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งล้วนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน รัฐบาลจึงยกระดับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ความผิดปกติทางทะเบียนลุกลามไปสู่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการอำนวยการ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบงานทะเบียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ รวมทั้งนำเทคโนโลยีและวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ประกอบการตรวจสอบในกรณีที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรของไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยยึดพฤติการณ์และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือสถานะของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาค โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประชาชนที่พบความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการสวมสิทธิทางทะเบียน สามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่าน สายด่วน 1548 ศูนย์ตอบปัญหางานทะเบียนและบัตร, สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมการปกครองและหน่วยงานภาคี โดยสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน และกรมการปกครองจะเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี

“รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชน และเป็นด่านแรกในการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การเปิดศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการปิดช่องความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

 

“ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามและรายงานผลต่อรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รับข้อสั่งการไปดำเนินการ หลัง สคบ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการ ประเด็นสินค้าออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า ปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน มีทั้งสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา และมักไม่ได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย ถือเป็นวาระสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ไม่อาจมุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ขายเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องพิจารณาตลอดห่วงโซ่ของการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ขายกับผู้บริโภค และได้รับผลประโยชน์จากธุรกรรมต่าง ๆ บนระบบ แม้ปัจจุบัน สคบ. จะยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายในการสั่งปิดหรือระงับการให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่ทางฝ่ายนโยบายมองว่าภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีแนวคิดผลักดัน หลักความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility) ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านการศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไก  กำกับดูแลให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ร่วมป้องกัน ระงับ และช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากสินค้าผิดกฎหมาย ตลอดจนมีมาตรการจัดการร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ

“การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สคบ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านดิจิทัล การค้าออนไลน์ และธุรกิจขายตรง เพื่อกำหนดกลไกการทำงานร่วมกัน กำหนดบทบาทหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน ให้การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสินค้าออนไลน์ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริงทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาสกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาสยังได้มอบหมายให้ สคบ. ศึกษาแนวทางการใช้ การฟ้องคดีแบบกลุ่ม สำหรับกรณีที่ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก ลดภาระของผู้เสียหายรายย่อย พร้อมทั้งหารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการค้าออนไลน์และธุรกิจขายตรง เพื่อบูรณาการกลไกการทำงานร่วมกันทุกมิติ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สคบ. ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการประเด็นสินค้าออนไลน์ ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน รวมถึงตัวชี้วัด (KPIs) และกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ

“เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้แก่ภาคธุรกิจ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตก็จะได้รับความเชื่อมั่นจากระบบตลาดที่โปร่งใสและเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

รัฐบาลวางรากฐานใหม่แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เล็งเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

30 มิถุนายน 2569 ครม. รับทราบรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2566 พบเหตุความรุนแรงกว่า 24,000 เหตุการณ์ เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ พร้อมผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2566 ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดความรุนแรงในครอบครัว 24,243 เหตุการณ์ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 24,029 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 21,145 ราย  เพศชาย 2,811 ราย และเพศอื่น 73 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี สำหรับรูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านพักอาศัย สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง แม้จะไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวงจรความรุนแรงซ้ำในอนาคต ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อค้นพบของรายงาน กระทรวง พม. ได้เสนอแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีมาตรการสำคัญคือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงออกมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบความช่วยเหลือ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม

ในระยะยาว กระทรวง พม. ยังเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง โดยผลักดันให้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เพื่อปลูกฝังทักษะการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้ง และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขานิติศาสตร์กำหนดรายวิชากฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย เพราะครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบที่ส่งต่อไปยังเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ที่ทุกคนได้รับการคุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

“ศุภมาส” ตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด

29 มิถุนายน 2569 “ศุภมาส” เผย รัฐบาลเอาจริง! ลุยแก้ “บุหรี่ไฟฟ้า” ชู 3 แนวทาง ระดมภาครัฐเร่งตัดวงจรทั้งระบบ พร้อมตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด

วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบแนวทางการบูรณาการส่วนราชการในการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือ ศปบย.ตร. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค และรองผู้การจังหวัดที่รับผิดชอบเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ ร่วมรับฟังผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference)

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านสังคมและความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นวาระสำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. สคบ. กรมศุลกากร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง DE กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง

“ในฐานะ แม่ของลูก 4 คน ดิฉันมองว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 10 ขวบต้นๆ ด้วยค่านิยมที่ผิด ผ่านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และการโฆษณาแฝงที่ทำให้เยาวชนเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และสุขภาพจิต“ นางสาวศุภมาสกล่าว

โอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้เน้นย้ำแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล ในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า 3 แนวทาง ประกอบด้วย

  1. ต้องปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ให้ สตช. และ สคบ. บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สถานศึกษา และชุมชน พร้อมเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ลบค่านิยมผิดๆ ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นแฟชั่น
  2. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด โดยต้องสืบสวนขยายผลไปถึง “ผู้บงการและเครือข่ายทางการเงิน” มุ่งตัดวงจรทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้ค้ารายย่อย
  3. ยกระดับการปราบปรามออนไลน์ ประสานความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนทางดิจิทัล ติดตามเส้นทางการเงิน และปิดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ และคณะกรรมการประสานงานป้องกันและปราบปราบบุหรี่ไฟฟ้าแห่งชาติ  พร้อมทั้งผลักดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนและสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด ในเขตตรวจราชการ 2 เขต ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่ม จ.ภาคกลางตอนบน ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ และเขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 2 ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ และฉีดวัคซีนทางความคิดให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า “รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้” และขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มายังหน่วยงานภาครัฐ เช่น สตช. หรือ สคบ. เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว สถานศึกษา เอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนไทยต่อไป

Advertisement

รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม

28 มิถุนายน 2569 รัฐบาล แจง “บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่แจกยาเพื่อความสวยงาม มีระบบการเบิกจ่ายชัดเจน กำหนดเกณฑ์อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายสัญชาติไทย และต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หรือ puberty blocker ในเด็ก นั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงแล้วว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตาม Protocol ที่กำหนดไว้ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายของบริการ คือ บุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายที่มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว สำหรับกรณีผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถแสดงความยินยอมได้ด้วยตนเอง และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบางกรณีมีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง สามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีความชำนาญกว่าได้

“บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงยาได้โดยไม่มีระบบกำกับ แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น โดยในขณะนี้ Protocol ที่เบิกจ่ายได้ครอบคลุมผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และจากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย ไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่เข้าเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ภายใต้สิทธิบัตรทอง กลุ่มคนข้ามเพศสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนข้ามเพศ ได้ทั้งแบบ ยาเม็ดและยาฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ภาวะสุขภาพเดิม และผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ “การจ่ายยา” เท่านั้น แต่เป็นการดูแลแบบครบวงจร ทั้งนี้ การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน

Advertisement

Verified by ExactMetrics