วันที่ 29 กันยายน 2026

ดีอี เดินหน้าบูรณาการสกัดอาชญากรรมออนไลน์ เร่งขับเคลื่อน National Anti-Fraud Master Plan

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 กันยายน 2569 ดีอี เดินหน้าบูรณาการสกัดอาชญากรรมออนไลน์ เร่งขับเคลื่อน National Anti-Fraud Master Plan ยกระดับระบบป้องกันภัยออนไลน์ทั้งประเทศ

วันที่ 17 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. ปปง. ตร. สมาคมธนาคารไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวาระหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดีอี สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สพธอ. เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนจากภัยออนไลน์

รมช.ดีอี กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า นักเรียน นักศึกษาเป็นอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกเรื่องทุนการศึกษา หลอกเช่าหอพัก หรือการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและลงลึกถึงระดับชุมชน

ทั้งนี้เราสามารถนำกลไกแบบดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยประสานความร่วมมือกับ กรมการปกครอง ผ่านกลไกการประชุมระดับอำเภอและการประชุมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจำทุกเดือนอยู่แล้ว โดยสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงชุมชนกว่า 77,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ นำสื่อประชาสัมพันธ์และข้อมูลเตือนภัยจากตำรวจไซเบอร์ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารวบรวมและอัปเดตทุกเดือน เพื่อส่งต่อข้อมูลภัยรูปแบบใหม่ไปถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกับการประสานความร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างการประชาสัมพันธ์การตระหนักรู้เรื่องภัยออนไลน์ไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้นักเรียนและนักศึกษา รู้เท่าทันกลโกงและสามารถป้องกันตัวเองได้

“ที่สำคัญ เราต้องไม่หยุดเพียงการส่งข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องมีการติดตามและประเมินผลว่า สื่อประชาสัมพันธ์ หรือข้อมูลการสร้างความตระหนักรู้ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ และประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ป้องกันตนเองได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากการหลอกลวงออนไลน์ ผลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” รมช.ดีอี กล่าว

ขณะเดียวกันที่ประชุมฯ ยังติดตามแนวทางการดำเนินการตามมาตรการเก็บข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Location) ในการทำธุรกรรมการเงิน รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศปอท. ภายใต้มาตรา 8/6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงประเด็นสำคัญคือ การขับเคลื่อนกรอบยุทธศาสตร์ National Anti-Fraud Master Plan เพื่อบูรณาการระบบและกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ พร้อมพิจารณาหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรา 8/5 (6) หรือประกาศรายชื่อบุคคลบัญชีม้า

สำหรับการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรการรับมือภัยออนไลน์ของประเทศ โดยมุ่งเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อ สกัดกั้นเส้นทางอาชญากรรม ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนในการใช้บริการดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง คือ ปัญหาการใช้บริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการอาชญากรรม ซึ่งจากหลายกรณีที่ปรากฏ พบความเชื่อมโยงของนิติบุคคลบางแห่งกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ทั้งในด้านการทำธุรกรรม การเคลื่อนย้ายเงิน และการอำพรางผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

ดังนั้น กระทรวงดีอีจะเร่งประสานความร่วมมือกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการข้อมูล ตรวจสอบนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น ธุรกรรมและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามความเชื่อมโยงของบริษัทที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย เพื่อนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง

“เราต้องไม่หยุดเพียงการจับกุมมิจฉาชีพที่อยู่ปลายทาง แต่ต้องตัดวงจรและโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ให้บริษัทนอมินีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการ Scam และอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย” รมช.ดีอี กล่าวในท้ายที่สุด

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กันยายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าระบบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคม 2569

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพกล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2,000,000 บาทต่อคน

โดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายเอกภพกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

Advertisement

 

กรมการจัดหางาน เปิดเส้นทาง “3 ม.” มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม รับทั้งรายได้และประสบการณ์ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 กันยายน 2569 กรมการจัดหางาน เปิดเส้นทาง “3 ม.” มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม รับทั้งรายได้และประสบการณ์ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ท่ามกลางตลาดแรงงานไทยที่แม้มีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพการจ้างงาน กรมการจัดหางานจึงเดินหน้าโครงการ “3 ม. มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม” เปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถทำงานควบคู่การศึกษาต่อ มีรายได้ สั่งสมทักษะและประสบการณ์จริง พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย และยกระดับวุฒิการศึกษาไปพร้อมกัน ปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วม 13 แห่ง สถานศึกษา 35 แห่ง ครอบคลุมหน่วยปฏิบัติ 40 จังหวัดทั่วประเทศ

นายสมาสภ์ กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถทำงานตามเวลาปกติของสถานประกอบการ ควบคู่กับการเรียนผ่านระบบออนไลน์หรือรูปแบบผสมผสาน เช่น เรียนภาคทฤษฎีออนไลน์ และเรียนภาคปฏิบัติหรือพบอาจารย์ในวันหยุด โดยได้รับค่าจ้างจากการทำงานจริง พร้อมสิทธิประโยชน์ อาทิ ประกันสังคม ประกันอุบัติเหตุ ชุดยูนิฟอร์ม และวันหยุดประจำสัปดาห์ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569 มีผู้สมัครงาน 3,996 คน จากเป้าหมาย 3,900 คน และบรรจุงานแล้ว 2,952 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้จบ ม.6 จำนวน 2,434 คน และตำแหน่งที่บรรจุมากที่สุด ได้แก่ พนักงานบริการลูกค้า พนักงานด้านการผลิต พนักงานทั่วไป และพนักงานขาย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้รวมกว่า 298 ล้านบาทต่อปี

“จุดเด่นของโครงการ 3 ม. คือ นักเรียน นักศึกษา เรียนควบคู่ไปพร้อมกับการทำงาน มีรายได้ สั่งสมทักษะและประสบการณ์จริง พร้อมยกระดับวุฒิการศึกษา ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่สถานประกอบการได้บุคลากรที่มีทักษะตรงความต้องการ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ผู้สนใจสามารถค้นหางานผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” เว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) หรือสอบถามสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 และสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

Advertisement

รบ.แจง การปรับ กม.อาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 กันยายน 2569 โฆษกฯ เคลียร์ชัด การปรับกฎหมายอาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน ผู้ปฏิบัติหน้าที่–นักกีฬายังครอบครองและพกพาตามกฎหมาย แจงข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกฎหมายและการควบคุมอาวุธปืน ยืนยัน ยังไม่มีข้อกำหนด พร้อมย้ำแนวทางต่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนจัดทำพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบในหลักการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งเข้าสู่พิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป จะต้องผ่านกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่หากรับหลักการจะต้องมีการพิจารณา จึงยังไม่มีผลบังคับใช้

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายและระบบควบคุมอาวุธปืน มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่กับคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ที่กฎหมายอนุญาตให้ครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน โดยให้เน้นการจัดทำฐานข้อมูล และทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน

สำหรับแนวทางด้านระบบข้อมูล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำระบบทะเบียนการขออนุญาต รวมถึงข้อมูลอัตลักษณ์และประวัติอาวุธปืนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและรองรับการสืบค้นข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยรายละเอียดของระบบยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านการปรับปรุงกฎหมาย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต กำหนดให้ผู้ขอมีอาวุธปืนต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการตรวจสภาพจิต รวมถึงปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

นายเอกภพย้ำว่า ข้อมูลที่ระบุว่าจะให้ประชาชนต่อใบอนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมทุก 1–2 เดือนนั้น ไม่เป็นไปตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬายังคงดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การมีใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนไม่ได้หมายความว่าสามารถพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยการครอบครองและการพกพายังคงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนของร่างกฎหมายและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยทุกคน ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬาที่มีความจำเป็นต้องครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด” โฆษกรัฐบาล กล่าว

Advertisement

ดีอี เตือน Line ID ปลอม แอบอ้าง “กระทรวงยุติธรรม” เปิดให้ ปชช. ขอรับความช่วยเหลือจาก “สแกมแมอร์”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 กันยายน 2569 ดีอี เตือน Line ID ปลอม แอบอ้าง “กระทรวงยุติธรรม” เปิดให้ ปชช. ขอรับความช่วยเหลือจาก “สแกมแมอร์” ระวังถูกหลอก สูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 กันยายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 105,800 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,844 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,835 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 9 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 12 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สิทธิบัตรทอง ครอบคลุมการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนถึงการผ่าตัด

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลแจกเงินหมื่นให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ทุกคน

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลใช้งบ 1,600 ล้านบาท สนับสนุนการใช้งาน AI ของประชาชน

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ผ่าน Line ID : @084xtdfb

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 7 (อุบลราชธานี) เปิดช่องทาง LINE แจ้งเหตุ เพื่ออำนวยความสะดวกบนเส้นทางทางหลวงชนบท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Clark Bank Tanner เปิด 7 หลักสูตร 46 คอร์ส วางแผนการเงิน-การลงทุน เรียนฟรี จากตลาดหลักทรัพย์ฯ

อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผู้ว่าฯ กทม. พบทูตอิสราเอล ชวนสร้างกรุงเทพฯ เมืองอัจฉริยะ

อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบัญชี Threads เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดการลงทุน

สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือเรื่อง “ผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ผ่าน Line ID : @084xtdfb” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดย Line ID ดังกล่าวไม่ใช่ช่องทางติดต่อของทางกระทรวง และไม่มีการใช้ช่องทางดังกล่าวในการให้ผู้เสียหายขอรับความช่วยเหลือจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการสแกน QR Code หรือแอดไลน์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้พบว่า Line ID อาจสร้างขึ้นโดยมิจฉาชีพ ซึ่งมีการแอบอ้างใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ โดยอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

Advertisement

รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 69 คาดทันใช้ตุลาคม 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 กันยายน 2569 รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 69 คาดทันใช้ตุลาคม 69 เผยค่าเบี้ยประกันต่อปีน้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัย

วันนี้ (7 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กันยายน 2569 นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต” เชื่อมคนรุ่นใหม่–ธุรกิจ–เทคโนโลยี

วันที่ (6 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจือปิงติ้ง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีน โดยมีนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายสมชาย เวชากร ประธานชมรม 9 สมาคมจีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย–จีน นายกสมาคมชาวจีนเชื้อสายต่าง ๆ ในประเทศไทย และคณะผู้บริหารชมรมฯ เข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มงาน นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นได้ยืนตรงเคารพเพลงชาติไทยและเพลงชาติจีน พร้อมรับชมการเชิดสิงโต และวีดิทัศน์ภาพรวม 60 ปีของชมรม 9 สมาคมจีน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปี สะท้อนความผูกพันที่ยาวนาน โดยตลอด 6 ทศวรรษ ชมรม 9 สมาคมจีนไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทย ทั้งการสร้างธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเชื่อมโยงประชาชนไทยกับประชาชนจีน ขณะเดียวกัน พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนยังรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับประเทศจีนไว้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่สามารถต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–จีนไปสู่โอกาสใหม่

โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง รวมถึงภาคธุรกิจและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน สิ่งที่เห็นชัดคือ จีนให้ความสำคัญกับประเทศไทย และมองไทยเป็นหุ้นส่วนที่สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงสายสัมพันธ์ไทย–จีนว่า “ไทย–จีน ครอบครัวเดียวกัน” และจีนเป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย” และขอให้ประเทศไทยคิดว่าจีนเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ชิด สะท้อนทั้งความผูกพันในอดีตและความมุ่งหมายที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนคือการเติบโตไปด้วยกันในโลกเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการค้า การลงทุน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ผ่านการลงนาม MOU 15 ฉบับ และเปิดสำนักงาน BOI ที่นครเฉิงตู เพื่อเชื่อมไทยกับจีนตะวันตกในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ยานยนต์ และพลังงานสะอาด โดยมองว่าสำนักงานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสำนักงาน แต่เป็น “ประตู” เชื่อมโอกาสระหว่างไทยกับจีน และเป็นพื้นที่ให้เครือข่ายชมรม 9 สมาคมจีนเข้ามามีบทบาท

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตลอด 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างไทยกับจีน และใน 60 ปีข้างหน้า อยากเห็นสะพานแห่งนี้เชื่อมถึงคนรุ่นใหม่ ธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และโอกาสใหม่ ๆ โดยอยากให้ลูกหลานไทยรู้จักจีนไม่เพียงในฐานะแผ่นดินของบรรพบุรุษ แต่เป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ขณะเดียวกัน อยากเห็นคนจีนรุ่นใหม่มองประเทศไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุน สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และสร้างอนาคตร่วมกันได้

“รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ และต้องการพลังจากทุกท่านมาร่วมกันประสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนไทยและจีน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในโอกาสครบรอบ 60 ปี นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคนรุ่นก่อนที่ร่วมสร้างสะพานแห่งมิตรภาพไทย–จีน พร้อมฝากคนรุ่นปัจจุบันร่วมกันทำให้สะพานแห่งนี้กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่โอกาสใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เป็นความจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายชั่วอายุคน และจากนี้ควรเพิ่มความหมายว่า เราไม่ได้เป็นเพียงพี่น้องที่มีอดีตร่วมกัน แต่เป็น “หุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน” พร้อมขอให้มิตรภาพไทย–จีนและความผูกพันระหว่างประชาชนของสองประเทศเจริญงอกงาม มั่นคง และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

Advertisement

รัฐบาลขีดเส้นจัดระเบียบรถรับจ้างผ่านแอป ทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะให้ถูกต้องกายใน 30 ก.ย. 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 กันยายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอป เร่งอำนวยความสะดวก แนะตรวจสอบคุณสมบัติ และทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะให้ถูกต้องกายใน 30 ก.ย. 69

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพ โดยเน้นย้ำให้ความสำคัญผู้ขับรถต้องมีมาตรฐานและมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันความปลอดภัยในทุกการเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เพื่อเร่งรัดให้ผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทุกรายมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะตามกรอบเวลาดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกได้เปิดพื้นที่อาคาร 4 อำนวยความสะดวกแก่สมาชิกแอปพลิเคชัน Bolt ในการลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติ ภายหลัง Bolt ได้ปิดระบบให้บริการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เข้ามาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่ายังไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกในการดำเนินการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะที่ผ่านการอบรมออนไลน์ทาง https://www.dlt-elearning.com ให้บันทึกภาพ QR Code ผลการอบรมไว้เป็นหลักฐานจากนั้นสามารถนำเอกสารหลักฐานเดินทางมายื่นคำขอ (Walk-in)  ณ สำนักงานขนส่งเพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพร่างกายและสอบภาคทฤษฎี พร้อมตรวจประวัติอาชญากรรม และเมื่อผลการตรวจประวัติผ่านเรียบร้อยแล้ว จึงดำเนินการชำระค่าธรรมเนียม ถ่ายรูป และรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะต่อไป

“รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมจะกำกับ ดูแล การให้บริการของรถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการติดตามกรณีเกิดเหตุหรือพบการกระทำผิด การจัดการข้อร้องเรียน และการประสานข้อมูลกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โดยยึดประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตือนนายจ้างทั่วประเทศ ห้ามจ้าง-ใช้บริการ “แรงงานต่างด้าว” ทำงานผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 กันยายน 2569 รัฐบาลเตือนนายจ้างทั่วประเทศ ห้ามจ้าง-ใช้บริการ “แรงงานต่างด้าว” ทำงานผิดกฎหมาย ชี้โทษหนักทั้งคนจ้างและแรงงาน

วันนี้ (4 กันยายน 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้อยู่ในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเชิงรุก ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับสถานประกอบการ นายจ้าง และแรงงานต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเตือนไปยังนายจ้าง สถานประกอบการ รวมถึงประชาชนทั่วไป ให้งดเว้นการจ้างงาน หรือใช้บริการคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายโดยเด็ดขาด อาทิ งานนวดไทย งานตัดผม งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ เนื่องจากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า หากนายจ้างหรือสถานประกอบการ รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือให้ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิทำ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างงานหนึ่งคน และหากกระทำผิดซ้ำ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างงานหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

ส่วนแรงงานต่างด้าว หากทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร รวมทั้งถูกห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องการสร้างมาตรฐานการใช้แรงงานที่ถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ และแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยกระทรวงแรงงานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการข้อยกเว้น ซึ่งที่ผ่านมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้ตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศแล้วกว่า 74,000 แห่ง และพบแรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพคนไทย จำนวนกว่า 1,700 คน

Advertisement

รัฐบาลย้ำโควิด-19 ช่วง ส.ค. ยังพบต่อเนื่อง แต่อยู่ในระดับตามคาดการณ์ อย่าตื่นตระหนก–ระวังข่าวปลอม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 สิงหาคม 2569 รัฐบาลย้ำโควิด-19 ช่วง ส.ค. ยังพบต่อเนื่อง แต่อยู่ในระดับตามคาดการณ์ สธ.แนะ “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” อย่าตื่นตระหนก–ระวังข่าวปลอม

วันนี้ (29 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การกำกับของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคระบุว่า สถานการณ์ในประเทศไทยยังเป็นไปตามการคาดการณ์ของโรคติดต่อตามฤดูกาล แม้ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจะพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น พร้อมยืนยันว่าระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อม ทั้งยาและเวชภัณฑ์อย่างเพียงพอ จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพและไม่ตื่นตระหนก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ควรรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและเฝ้าระวังอาการอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–28 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 95,357 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 144.76 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 14 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.02 ต่อประชากรแสนคน และมีอัตราป่วยตายร้อยละ 0.01 โดยแนวโน้มการรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังพบโรคทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทย จากฐานข้อมูล GISAID ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภาพรวมการเฝ้าระวังสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568–23 กรกฎาคม 2569 จำนวน 978 ราย พบสายพันธุ์หลัก NB.1.8.1* จำนวน 490 ราย หรือร้อยละ 50.10 รองลงมาคือ JN.1* จำนวน 246 ราย หรือร้อยละ 25.15 XEC* จำนวน 82 ราย หรือร้อยละ 8.38 XFG* จำนวน 76 ราย หรือร้อยละ 7.77 และกลุ่ม BA.3.2* จำนวน 8 ราย หรือร้อยละ 0.82

ทั้งนี้ ข้อมูลแนวโน้มสายพันธุ์ล่าสุด ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน–20 กรกฎาคม 2569 จำนวน 48 ราย ยังคงพบ NB.1.8.1* เป็นสายพันธุ์หลัก จำนวน 27 ราย หรือร้อยละ 56.25 รองลงมาคือ JN.1* จำนวน 15 ราย หรือร้อยละ 31.25 ส่วน XFG* และกลุ่ม BA.3.2* พบสายพันธุ์ละ 2 ราย หรือร้อยละ 4.17 และสายพันธุ์อื่น ๆ 1 ราย หรือร้อยละ 2.08

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงนี้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับเป็นฤดูกาลระบาดของโรคทางเดินหายใจ จึงมีโอกาสพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และอาจเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนตามโรงเรียน สถานที่ทำงาน หรือชุมชน ประชาชนจึงควรดูแลสุขภาพและสังเกตอาการของตนเอง หากมีอาการป่วยทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลีย ควรพักผ่อนและลดการใกล้ชิดกับผู้อื่น เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้าง

“ขอให้ประชาชนยึดหลัก ‘ป่วยพัก ลดใกล้ชิด’ หากเริ่มมีอาการป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ล้างมือบ่อย ๆ และดูแลสถานที่ให้มีอากาศถ่ายเท หากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือเดินทางไปพบแพทย์ควรสวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป” นางสาวลลิดา กล่าว

สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นและสังเกตอาการได้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย เจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึมลง รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีอาการป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาล เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสม

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนระมัดระวังการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม (Fake News) เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์และการระบาดในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และสถานการณ์ยังเป็นไปตามการคาดการณ์ จึงขอให้ประชาชนกลั่นกรองข้อมูลก่อนส่งต่อ และติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักของกระทรวงสาธารณสุข

“รัฐบาลขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตามความเหมาะสม ไม่ตื่นตระหนก และไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ โดยสามารถติดตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics