วันที่ 8 พฤษภาคม 2026

นายกฯ โชว์ผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนพนันผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 เมษายน 2569 นายกฯ โชว์ผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนพนันผิดกฎหมาย ประกาศเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจริงจัง ต่อเนื่อง ย้ำเอาผิดทุกเครือข่ายไม่มีละเว้น

วันนี้ (30 เมษายน 2569) เวลา 15.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายสำคัญประการหนึ่งตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ คือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เห็นได้จากการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีการดำเนินการในรายคดี ยึดและอายัดทรัพย์สินในหลายกรณีมาโดยตลอด ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว วันนี้จึงมีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้

การปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ กระทรวงมหาดไทยได้ทำการจำหน่ายรายการทางทะเบียนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ได้แก่ นายก๊กอัน และเครือข่ายนาย ลียง พัด โดยหลังจากการตรวจพบการทุจริตทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนของกรมการปกครอง ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุมปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทยที่สำคัญ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ตรวจพบการทุจริต 16 รายการ จับกุมผู้ต้องหา 14 ราย ขณะที่ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ตรวจพบการทุจริต 10 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 6 ราย และปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” ตรวจพบการย้ายทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จ 214 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 6 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกรณีจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย อันเป็นการบิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคมและความมั่นคงของรัฐ เพราะคนเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทนในลักษณะนอมินี หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ได้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดจำนวน 34 ราย และดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดจำนวน 19 ราย

ขณะเดียวกัน การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย จำนวน 3 คดี อีกทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ขุด ได้มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ทั้งจุดตรวจจุดสกัดและการหาข่าว รวมทั้งสิ้น 339,184 ครั้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากผลการปฏิบัติงานที่กล่าวมานั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และขยายผลโดยยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด จะถูกดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

Advertisement

เปิดวิสัยทัศน์ ผอ.ออมสินคนใหม่ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ชูบทบาทธนาคารเพื่อทุกช่วงชีวิต ยกระดับธนาคารเพื่อสังคม สู่ Smart Social Bank for All Lives

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 เมษายน 2569 ออมสิน เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำคนใหม่ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ชูบทบาทธนาคารเพื่อทุกช่วงชีวิต ยกระดับธนาคารเพื่อสังคม สู่ Smart Social Bank for All Lives

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในการแถลงวิสัยทัศน์การนำองค์กรและนโยบายการดำเนินงานในฐานะผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ลำดับที่ 18 ว่า ในปี 2569 นี้เป็นวาระโอกาสครบรอบ 113 ปี ของธนาคารออมสิน ที่ได้ดำเนินภารกิจตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในการส่งเสริมการออมทรัพย์ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ขยายผลสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม และนับจากนี้ไปธนาคารพร้อมเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับการดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการเป็น ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของคนไทย

ภายใต้บริบทปัจจุบันของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่ลดต่ำแตะระดับ 1.4% ค่าเงินบาทแกว่งตัวสูงและอ่อนค่าลงอยู่ที่ประมาณ 31-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่น้ำมันดีเซลราคาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 40.2 – 50.5 บาท/ลิตร ธนาคารออมสินกำหนดบทบาทชัดเจนพร้อมดูแลคนไทยทุกช่วงชีวิตให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยยึดหลักคิด “From Birth, to Legacy” เริ่มต้นที่กลุ่มวัยเด็กเล็ก (First Steps) ตั้งเป้าปลูกฝังวินัยการออม วางรากฐานการสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย กลุ่มวัยเรียน (Education) โดยให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักเรียนนักศึกษา เพื่อเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กลุ่มวัยสร้างตัว (Building) ธนาคารพร้อมเคียงข้างสนับสนุนการตั้งต้นชีวิตโดยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพและริเริ่มทำธุรกิจ กลุ่มวัยเติบโต (Growing) คือการส่งเสริมให้คนกลุ่มวัยนี้มีการออมและการลงทุนที่เหมาะสมเพียงพอต่อการสร้างความมั่งคั่งที่มั่นคงในระยะยาว รองรับการวางแผนเกษียณ กลุ่มวัยเก็บเกี่ยว (Harvest) ธนาคารจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เกษียณให้สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีรายได้เพียงพอและสมดุลคุณภาพชีวิตที่คาดหวัง และจนถึงช่วงวัยสุดท้ายของชีวิต คือ วัยส่งมอบ (Legacy) ที่ธนาคารออมสินจะเคียงข้างช่วยวางแผนการส่งต่อความมั่นคงมั่งคั่งไปสู่คนรุ่นหลัง โดยธนาคารตั้งเป้าหมายเป็นสถาบันการเงินที่สามารถสนับสนุนเป้าหมายทางการเงินสำหรับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยนับตั้งแต่ก้าวแรก ไปตลอดทุกช่วงชีวิต

ด้านการสนับสนุนนโยบายรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธนาคารมุ่งเน้น 2 ภารกิจที่สำคัญ คือ 1) การช่วยเหลือคนตัวเล็ก รายย่อย กลุ่มฐานราก ให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีเงินออม โดยตั้งเป้าให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิประโยชน์จากธนาคารในมิติต่าง ๆ เช่น การขยายโอกาสเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินให้แก่คนฐานรากที่ส่วนใหญ่ขาดหลักประกันการกู้ เน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีให้ได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการแก้หนี้เชิงป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ต้องเสียประวัติเครดิต และช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดี ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพเพื่อช่วยสร้างรายได้เพิ่ม เป็นต้น และภารกิจที่ 2) การช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก ธุรกิจ SMEs และ Supply Chain ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถประคับประคองธุรกิจก้าวต่อได้ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงหลากหลาย ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ หรือ New Business Ecosystem ที่สามารถสนับสนุนการเชื่อมต่อนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธนาคารออมสิน ตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนฐานรากได้มากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มสัดส่วนสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการมากกว่าร้อยละ 40 ของสินเชื่อรวมในปี 2568 พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งที่เป็นการกู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และกู้เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้า การเปิดจำหน่ายสลากออมสินพิเศษในโอกาสครบรอบก่อตั้งธนาคาร 113 ปี รวมถึงผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีสิทธิประโยชน์ เช่น เงินฝากแบบมีประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยในทุกมิติ

ธนาคารออมสิน พร้อมก้าวต่อไปในการสานต่อพระราชปณิธานฯ ในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคนไทยทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิด “ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต” …  Smart Social Bank for All

Advertisement

 

“ศุภมาส” คุมเข้ม “ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์” หลังพบ “กับดักสัญญา” เอาเปรียบประชาชน เตรียมยกเครื่อง กม. สคบ. ก้าวทันยุคดิจิทัล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 เมษายน 2569 “ศุภมาส” คุมเข้ม “ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์” หลังพบ “กับดักสัญญา” เอาเปรียบประชาชน พร้อมเตรียมยกเครื่องกฎหมาย สคบ. ก้าวทันยุคดิจิทัล

วันนี้ (25 เมษายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยผู้บริโภคต่อการใช้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์  โดยเฉพาะการทำ “สัญญาดิจิทัล” ในรูปแบบการกู้ยืมเงิน ซึ่งอาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเขียนข้อสัญญาเกินสมควร ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญกับ “กับดักสัญญา” จากแอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์และการสมัครบริการต่าง ๆ ที่กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน บีบให้ผู้บริโภคเสียเปรียบในระยะยาว ตนในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จึงได้สั่งการให้ สคบ. เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา และสร้างมาตรฐานสัญญาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค โดยกำชับ สคบ. ต้องเข้ามามีบทบาทในการคุมเข้ม “ธุรกิจกู้ยืมเงิน” และสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ได้กำหนดแนวทางการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม 3 แนวทางได้แก่

  1. กำหนดมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมสัญญาในเชิงรุก โดยมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ข้อสัญญาตามที่ประกาศฯกำหนด และห้ามใช้เงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น ห้ามนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ ซึ่งมาตรการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาด้วยหนังสือหรือทำสัญญาผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศฯ ดังกล่าว
  2. ออกประกาศฯ ควบคุมสัญญา กับธุรกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น ธุรกิจขายห้องชุด ธุรกิจเช่าซื้อรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร ธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ และธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม ซึ่งต้องครอบคลุมถึงสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
  3. บูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายให้ทันต่อโลกดิจิทัลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ สคบ. จะพิจารณาทบทวนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 เพื่อกำหนดให้มีแบบสัญญามาตรฐาน สร้างความเป็นธรรมในการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาในรูปแบบเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภายใต้แนวคิด “สคบ. ใกล้ตัว อุ่นใจผู้บริโภค”

หากท่านพบความไม่เป็นธรรมจากการทำสัญญาหรือได้รับความเดือดร้อนในกรณีต่าง ๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 และสามารถร้องทุกข์ผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือเว็บไซต์ สคบ. www.ocpb.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง”

Advertisement

รัฐบาลขยายเวลาเก็บภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน ผ่อนชำระได้ 3 งวด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 เมษายน 2569 รัฐบาลขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน โดยผ่อนชำระได้ 3 งวด เพื่อบรรเทาภาระประชาชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจัดเก็บ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2569” ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ

โดยกำหนดระยะเวลาใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้

การแจ้งประเมินภาษี

จากเดิมภายในเดือนเมษายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

การชำระภาษี

จากเดิมภายในเดือนมิถุนายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

การผ่อนชำระภาษี (3 งวด)

➤ งวดที่ 1 ภายใน กรกฎาคม 2569

➤ งวดที่ 2 ภายใน สิงหาคม 2569

➤ งวดที่ 3 ภายใน กันยายน 2569

การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนสิงหาคม 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การขยายเวลาในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนมีเวลาวางแผนทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว พร้อมทั้งยังคงเปิดทางเลือกให้สามารถผ่อนชำระได้โดยไม่กระทบภาระในคราวเดียว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

“รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งการลดภาระในระยะสั้น และสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รมว.ยุติธรรม มอบนโยบายกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 เมษายน 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม มอบหมาย นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10 – 01  ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การมอบนโยบายการบริหารราชการกระทรวงยุติธรรมในวันนี้ ถือเป็นกรอบการทำงาน และขอฝากทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมสิ่งใดที่แก้ไขได้ให้เร่งรีบโดยด่วนเพื่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งนโยบายหลัก 7 ประการ ประกอบด้วย

1) น้อมนำพระบรมราโชบายโครงการพระราชดำริ และหลักการทรงงานไปปฏิบัติให้ปรากฏผลอย่างเข้มข้น ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

2) ปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นคดีที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เช่น คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฉ้อโกง การฟอกเงิน การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอื่นตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

3) ปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติดตามกรอบกฎหมายเด็ดขาด สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ขยายผลการปฏิบัติกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคมในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

4) ช่วยเหลือประชาชน และเยียวยาผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคเป็นธรรม เน้นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

5) พัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมตามหลักนิติธรรมอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสากล  ประชาชนเชื่อมั่น ปรับปรุง ทบทวนกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบงานยุติธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

6) แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมและดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข ไม่ทำผิดซ้ำ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมทั้งเด็กและเยาวชนตามหลักสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานสากล พัฒนากระบวนการด้านพฤตินิสัยเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสกลับสู่สังคม และดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข มุ่งเน้นป้องกันมิให้กลับมากระทำผิดซ้ำเพื่อให้สังคมปลอดภัย

และ 7) บริหารงานยุติธรรมอย่างมืออาชีพ ทันสมัย และมีมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบริหารงานยุติธรรมของทุกหน่วยต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ใช้ทรัพยากรทางการบริหารทั้งคน งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้และระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกและจริยธรรมให้กับบุคลากรของหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดถือปฏิบัติการทำงาน ดังนี้ 1) ให้เร่งรัดการปฏิบัติงานหรือการเสนองาน โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการปฏิบัติงานหรือเสนองานตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ เช่น การดำเนินการทางวินัย การเสนอขออนุมัติหรือขออนุญาต ในส่วนกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาไว้ชัดเจนให้เร่งรัดดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนเป็นสำคัญ 2) การรายงานเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจ กรณีมีเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของหน่วยงาน ขอให้ผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับรองอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไปรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยเร็วหรือในโอกาสแรก เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์ทันท่วงทีและแก้ไขสั่งการ 3) การบริหารงบประมาณหรือเงินกองทุนของหน่วยงาน กรณีเงินงบประมาณขอให้บริหารงบประมาณให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงสถานการณ์วิกฤตของประเทศอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการ กรณีเงินกองทุนที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน เช่น กองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด กองทุนยุติธรรม รวมถึงเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางของกระทรวงยุติธรรม ขอให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ 4) การจัดทำแผนปฏิบัติราชการและกำหนดตัวชี้วัด ขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายที่ได้แจ้งทราบแล้วไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม 5) การบริหารงาน ขอให้ผู้บริหารทุกระดับ กำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่วมแก้ไขปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ   และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และ 6) ขอฝากข้อคิดประการหนึ่งของนักปรัชญาตามหลักการที่ว่า   “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” จึงขอให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานนำไปเป็นหลักยึดถือปฏิบัติเพื่อเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมต่อไป

Advertisement

ข่าวจริง “สิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 เมษายน 2569 ดีอี แจงข่าวจริง “สิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง” ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกันตน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,052 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,589 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,921 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 906 ข้อความ ช่องทาง Website 759 ข้อความ และช่องทาง Facebook 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธนบัตร ใบละ 80 บาท ออกใหม่

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าล่วงเวลาให้ รปภ. หลังจากช่วงเวลาทำงาน 8 ชม. เริ่ม 24 เม.ย. 69

อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง มันสำปะหลังสามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยแปรรูปเป็นเอทานอล

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุตุฯ ออกประกาศฉบับที่ 6 เตือนพายุฤดูร้อน มีผลกระทบถึง 20 เม.ย. 69

อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลใช้ดาวเทียมสกัดไฟป่าแม่แตง สั่งยกระดับคุมเข้มลดฝุ่น PM2.5

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Kanokwan Khamenketkij เปิดรับคนงานอายุ 25-60 ปี ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดังนี้

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง

– ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568

– ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 – 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาท/ครั้ง

– เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง

– ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาทต่อปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง

– เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500 – 2,500 บาทต่อซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

– ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 – 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง

– เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

เตือนภัย มุกใหม่มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 เมษายน 2569 เตือนภัยมุกใหม่! มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน ช่วงที่ผ่านมา พบรายงานการแพร่ระบาดของภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ต้องระวังให้ดี!

ตอนนี้มิจฉาชีพได้ผสานเทคนิค Smishing (SMS หลอกลวง) เข้ากับ Quishing (QR Code หลอกลวง) เพื่อหวังตบตาผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะ

เกิดอะไรขึ้น?

ปกติเรามักจะคุ้นชินกับ SMS มิจฉาชีพที่ชอบแนบ “ลิงก์แปลกๆ” มาให้กดใช่ไหม? แต่มุกใหม่นี้แนบเนียนและอันตรายขึ้นไปอีกขั้น โดยคนร้ายจะส่ง SMS อ้างว่าเป็น “ใบสั่งจราจรค้างชำระ” หรือ “แจ้งเตือนค่าปรับจราจร” แต่แทนที่จะให้คลิกลิงก์ กลับส่งรูป QR Code มาให้สแกนแทน

ทำไมต้องเป็น QR Code?

การเปลี่ยนมาใช้ QR Code เป็นทริคที่มิจฉาชีพใช้เพื่อหลบเลี่ยงระบบคัดกรองลิงก์อันตราย (Anti-Spam) ของสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ เมื่อเหยื่อตกใจกลัวว่าจะโดนค่าปรับหรือถูกอายัดทะเบียน ก็มักจะรีบสแกนโดยไม่ทันระวัง ซึ่ง QR Code นี้จะพาพุ่งตรงไปยัง “เว็บไซต์ปลอม” ที่หน้าตาเหมือนเว็บชำระค่าปรับของจริงเป๊ะๆ เพื่อหลอกให้เราโอนเงินเข้าบัญชีม้า หรือหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว บัตรเครดิต และรหัสผ่านต่างๆ

วิธีรับมือและป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย:

▪ตั้งสติ ท่องไว้เสมอ: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ไม่มีนโยบาย” ส่งใบสั่งจราจรพร้อม QR Code ให้สแกนจ่ายเงินผ่านทาง SMS เด็ดขาด (ใบสั่งของแท้จะถูกส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังที่อยู่ของเจ้าของรถเท่านั้น)

▪กฎเหล็ก “ห้ามสแกน”: อย่าสแกน QR Code ที่มาจาก SMS, อีเมล หรือคนแปลกหน้า เพราะ QR Code อันตรายกว่าลิงก์ตรงที่เราไม่สามารถมองเห็น URL ปลายทางก่อนที่จะสแกนได้เลย

▪เช็กให้ชัวร์ผ่านช่องทาง Official: หากไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนใบสั่งจริงๆ หรือเปล่า ให้เข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองผ่านช่องทางทางการเท่านั้น ได้แก่:

เว็บไซต์ ptm.police.go.th (e-Ticket ใบสั่งจราจรออนไลน์สำหรับประชาชน)

แอปพลิเคชัน ขับดี (Khub Dee)

เทคโนโลยีไปไว มิจฉาชีพก็ปรับตัวเก่งขึ้นทุกวัน รบกวนทุกคนช่วยกัน “แชร์” โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยคุณพ่อคุณแม่ ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่ใช้รถใช้ถนนกันด้วยนะ จะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของโจรไซเบอร์!

ที่มา ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล – PDPC Eagle Eye

Advertisement

เผยนายกฯอนุทิน เข้าใจความรู้สึกเหยื่อสแกมเมอร์ ปปง.จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 เมษายน 2569 นายกฯ อนุทิน เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุด ปปง. เตรียมคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ คลายกังวลผู้เสียหาย

วันนี้ (16 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มท. ยังคงติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง

โดยให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีดังกล่าว เพื่อนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด สำนักงาน ปปง. กำลังจัดทำประกาศเปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ กรณีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก กรณี MR. LEAK YIM นางสาววิรินยา ยิมจ์   MR. SMITH BEN และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก คาดว่าจะเปิดรับได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งจุดรับคำร้องที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์และทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอให้ ปชช. ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ปปง. และเตรียมหลักฐานให้พร้อม เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง” นางสาวรัชดาระบุ

Advertisement

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” ใครก็เคลมไม่ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 เมษายน 2569 นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

14 เม.ย.นี้ เที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 เมษายน 2569 14 เม.ย. นี้ เที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว” เปิดพื้นที่ธรรมชาติให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เมษายน 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ

มาตรการดังกล่าว ยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

การเปิดให้เข้าพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

“วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics