วันที่ 7 กรกฎาคม 2026

รัฐบาลปลื้มผลจัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น ขยับขึ้น 3 อันดับ

รัฐบาลปลื้มผลจัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น ขยับขึ้น 3 อันดับ หลังร่วงต่อเนื่องหลายปี เดินหน้าปฏิรูปต่อเนื่อง ดันศักยภาพเด็กไทยสู่ระดับโลก

วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) รัฐบาลเผยผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของ IMD ปี 2569 พบการศึกษาไทยขยับขึ้น 3 อันดับ สู่อันดับ 52 ของโลก หลังอันดับลดลงต่อเนื่องหลายปี ขณะที่อัตราการรู้หนังสือพุ่งขึ้นถึง 9 อันดับ สะท้อนผลปฏิรูปเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมเร่งแผนเชิงรุก 4 ด้าน ยกระดับภาษาอังกฤษ ทักษะแรงงาน และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริม AI Literacy และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดแนวทาง Screen Time ในสถานศึกษาอย่างสมดุล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความยินดีต่อผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพบว่าปัจจัยด้านการศึกษาของไทยปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญของภาคการศึกษาไทย หลังจากอันดับด้านการศึกษาปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า IMD เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเมินจากข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งสถิติระหว่างประเทศควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคเอกชนทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปี 2569 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของโลก จากเดิมอันดับ 30 โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างน่าสนใจคือด้านการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การประเมินด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เมื่อพิจารณารายละเอียดรายตัวชี้วัดด้านการศึกษา พบว่าหลายด้านปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ขยับขึ้นถึง 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 48 ของโลก สะท้อนความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนปรับดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 50 ของโลก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านการศึกษา

นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจยังสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษาของไทยมากขึ้น โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับดีขึ้น 3 อันดับ และการศึกษาระดับอุดมศึกษาปรับดีขึ้น 2 อันดับ สะท้อนว่าระบบการศึกษาสามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับจะสะท้อนพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงตระหนักดีว่ายังมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะแรงงานระดับสูงที่ปรับลดลง 8 อันดับ และทักษะภาษาต่างประเทศที่ปรับลดลง 5 อันดับ ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการของภาคธุรกิจในด้านกำลังคนคุณภาพสูงยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบการศึกษาไทยต้องยกระดับอย่างจริงจัง

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งขับเคลื่อนแผนเชิงรุก 4 ด้าน ประกอบด้วย การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสากล การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในสาขา STEM เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และภาษาอังกฤษ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม สำหรับด้านการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการสร้าง “AI Literacy” ให้ผู้เรียนและครูสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ ควบคู่กับการกำหนดแนวทาง การใช้เครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ในสถานศึกษา ที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการนำอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาทดแทนการเรียนรู้แบบเดิม

 

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบ “กัญชาทางการแพทย์”

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบ “กัญชาทางการแพทย์” เผยผลงาน 1 เดือน ประชาชนโทรปรึกษา 200 สาย พร้อมแจ้งเบาะแสการกระทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชาแล้ว กว่า 1,200 ร้านค้าทั่วประเทศ

วันนี้ (19 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมาย และผลการดำเนินงานของช่องทางรับแจ้งเบาะแส รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านกัญชาทางการแพทย์ ของรัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธารณสุข ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา   เพื่อมุ่งควบคุมการใช้กัญชาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ และสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนและเยาวชน เพื่อควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานสำคัญแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานและให้ข้อมูลกัญชาทางการแพทย์ (Call Center) ซึ่งระหว่างวันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนโทรเข้ามาใช้บริการรวม 209 สาย เจ้าหน้าที่สามารถรับสายและให้คำปรึกษาได้ทันที 187 สาย โดยประเด็นหลักที่สอบถามส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการอบรมและสติกเกอร์ใบอนุญาต ทั้งนี้ ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการให้บริการสูงถึง 93.26% พร้อมกันนี้ ยังมีการรับข้อร้องเรียนเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการเชิงรุกเพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ระบบแจ้งเบาะแสและร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่งเปิดให้แจ้งเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 12 มิถุนายน 2569 มีประชาชนร่วมส่งเบาะแสการกระทำผิดเข้ามาแล้วรวม 73 เรื่อง ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 5 เรื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 5 เรื่อง

นอกจากนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการกัญชาเชิงรุกแล้วมากกว่า 1,247 ร้านทั่วประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับกุมผู้กระทำผิด การพักใช้ใบอนุญาต รวมถึงการตรวจยึดและ อายัดของต้องสงสัยจำนวนมาก

“นโยบายหลักของรัฐบาลคือการสนับสนุนกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจสุขภาพเท่านั้น โดยปฏิเสธแนวทางกัญชาเสรีเพื่อการสันทนาการอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสร้านผิดกฎหมายผ่าน Line @traffyfondue ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบพิกัดและใบอนุญาตผ่านระบบ MC-GIS ทางเว็บไซต์ cannabis-gis.dtam.moph.go.th หรือผ่าน Super App “หมอพร้อม” ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งร้านค้า แปลงปลูก และวันหมดอายุใบอนุญาต รวมถึงสามารถขอคำปรึกษาผ่านสายด่วนศูนย์ประสานงานกัญชาทางการแพทย์ โทร. 0 2257 7042 ในวันและเวลาราชการ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

 

“ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มิถุนายน 2569 สิ้นสุดการรอคอย กว่า 10 ปี! “ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ตามที่ สคบ. เสนอ เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และได้มอบหมายหมาย ให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามความคืบหน้า ตามที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วพบปัญหาความชำรุดบกพร่องมักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น ขณะที่การรับประกันสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ขายกำหนด หลายกรณีผู้บริโภคต้องนำสินค้าเข้าซ่อมซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และหากต้องการใช้สิทธินอกเหนือจากการซ่อมแซม ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทำให้เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ เว้นแต่ผู้ขายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความรับผิดชอบของตน

สำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ในกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

“กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย จากเดิมที่ประชาชนต้องรับภาระพิสูจน์ความบกพร่องของสินค้าเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแล้ว โดยครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค รวมถึงการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง ตลอดจนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีผู้ให้สินเชื่อและสัญญาแลกเปลี่ยน แต่ไม่รวมสินค้าใช้แล้ว สัตว์มีชีวิต และการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง

“ต่อไปนี้ หากซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากหรือรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะกฎหมายจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ OCPB.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

Advertisement

 

รัฐบาลลุยต้านแรงงานเด็ก จับมือเอกชนสร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าต้านแรงงานเด็ก จับมือ 56 สถานประกอบการ สร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา คุมเข้มห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปี เปิดโอกาสเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ คุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กกว่า 138 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก และกว่า 54 ล้านคนทำงานในสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการ สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องสิทธิเด็กยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเปราะบางของเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติ และเด็กไทยบางส่วนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรจากข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพครอบครัว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำสำหรับนักเรียนและนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ รองรับตำแหน่งงานมากกว่า 10,000 อัตรา เพื่อให้เยาวชนมีรายได้และประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อยกระดับจากแรงงานไร้ฝีมือสู่แรงงานมีฝีมือ การบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

ในด้านการคุ้มครองสิทธิ กระทรวงแรงงานยังคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปี สามารถทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนด และต้องได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทั่วประเทศประกาศตนเป็นสถานประกอบกิจการปลอดแรงงานเด็กและปลอดการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

“รัฐบาลเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ การป้องกันแรงงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการคุ้มครองสิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเร่งปั้น “Senior Complex” ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร ชูบ้านดี ทำเลดี ราคาจับต้องได้

รัฐบาลเดินหน้ารองรับสังคมสูงวัยเชิงรุก มอบ พม. เร่งพัฒนา “Senior Complex” หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนพื้นที่ศักยภาพ จ.ชลบุรี ชูแนวคิด Universal Design พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต คาดหากสำเร็จจะรองรับผู้สูงอายุได้หลาย

วันนี้ (14 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เร่งขับเคลื่อนการพัฒนา “Senior Complex” หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อสร้างทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงวัย บนทำเลที่เหมาะสม ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ

โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และการเคหะแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ติดตามศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีแผนพัฒนาเป็นต้นแบบ Senior Complex ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจน ศึกษาความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอนาคต และจัดทำรูปแบบการพัฒนา “บ้านเคหะเพื่อคนไทย Senior Complex” เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้การออกแบบโครงการยึดหลัก Universal Design อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมยกระดับโครงการให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ภาคเอกชนสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต โดยคาดว่า หากโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสามารถรองรับความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพอีกหลายพันครัวเรือน

รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้( 11 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น จนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สามารถปิดกั้นช่องทางหลอกลวงออนไลน์ได้แล้ว 115,584 URL ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 20 พฤษภาคม 2569 แบ่งเป็นการปิดกั้นเชิงรับ 3,961 URL และการปิดกั้นเชิงรุก 111,623 URL จากการเฝ้าระวังและตรวจสอบเครือข่ายหลอกลวงก่อนประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับกว่า 25 องค์กรและเครือข่ายระดับโลก รวมถึง 15 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ อาทิ Interpol, FBI, National Crime Agency (NCA) สหราชอาณาจักร และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระดับนานาชาติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงการประสานส่งตัวผู้ได้รับผลกระทบกลับประเทศอย่างปลอดภัย สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับประชาคมโลก

ทั้งนี้ ไทยเตรียมยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“รัฐบาลจะเดินหน้ากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ บัญชีม้า และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดทุกช่องทางของคนโกง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดากล่าว

“สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” รัฐบาลเดินหน้าเชิงรุก ผนึกกำลัง 2 กระทรวง

“สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” รัฐบาลเดินหน้าเชิงรุก ผนึกกำลัง 2 กระทรวง ขจัดความรุนแรง -การบูลลี่ทุกมิติ ผสานเทคโนโลยีสารสนเทศ คัดกรอง-ช่วยเหลือเด็ก 24 ชม.

วันนี้ 9 มิถุนายน 2569   ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการเด็กและความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้เปิดตัวโครงการ “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีเป้าหมายจะขจัดความรุนแรง การบูลลี่ และการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกออนไลน์

โดยโครงการนี้ เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ความปลอดภัย ที่เชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 2 กระทรวงแบบไร้รอยต่อ โดยจะมีการผสานระบบแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยการเชื่อมโยงระบบ SAFE SCHOOL ของกระทรวงศึกษาธิการ เข้ากับสายด่วน พม. 1300 เพื่อให้เด็กเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างความรวดเร็ว ปลอดภัย และรักษาความลับสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีทีมสหวิชาชีพเชิงรุกแบบ หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย ที่บูรณาการการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ ให้ พม. จังหวัด หน่วยงานการศึกษา และท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อร่วมกันคัดกรองและเข้าช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ทันที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้มองแค่ความปลอดภัยในรั้วโรงเรียนตอนเปิดเทอมเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างนิเวศน์รอบตัวเด็ก ทั้งครอบครัว ชุมชน และโลกออนไลน์ ให้เป็นพื้นที่เซฟโซนอย่างแท้จริง ซึ่งเยาวชนกลุ่มเปราะบางจะต้องเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ศูนย์ AOC 1441” ด่านหน้าช่วยเหลือประชาชน หนุนรัฐบาลลุยปราบสแกมเมอร์

“ศูนย์ AOC 1441” ด่านหน้าช่วยเหลือประชาชน หนุนรัฐบาลลุยปราบสแกมเมอร์ ย้ำหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่มีข้อยกเว้น

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยยึดหลักสำคัญของนายกรัฐมนตรี คือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ หรือขบวนการที่สร้างความเสียหายให้ประชาชน ต้องถูกตรวจสอบตามพฤติการณ์ ไม่ดูชื่อ ไม่ดูเส้นสาย และไม่ยกเว้นให้ผู้มีอิทธิพลหน้าไหน

โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ ไม่ใช่เพียงช่องทางรับแจ้งเหตุ แต่เป็นศูนย์ประสานงานเร่งด่วนระหว่างประชาชน ตำรวจ สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานด้านดิจิทัล เพื่อหยุดความเสียหาย อายัดเส้นทางเงิน และส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีโดยเร็ว

น.ส.รัชดา กล่าวว่า จากข้อมูลผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 พบว่า ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย. 2568 มีสายโทรเข้า 851,495 สาย เฉลี่ย 3,519 สายต่อวัน ขณะที่ช่วงเดือน ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 มีสายโทรเข้าเพิ่มเป็น 966,125 สาย เฉลี่ย 3,992 สายต่อวัน สะท้อนว่าประชาชนใช้ช่องทางนี้เป็นที่พึ่งเมื่อตกเป็นเหยื่อหรือพบความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์

ในด้านการแจ้งระงับบัญชีร่วม ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย. 2568 มีจำนวน 355,381 สาย เฉลี่ย 1,469 สายต่อวัน และช่วงเดือน ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 เพิ่มเป็น 362,472 สาย เฉลี่ย 1,498 สายต่อวัน แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันของศูนย์ AOC 1441 กับสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการสกัดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า แม้จำนวนการรับแจ้งและการประสานงานเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลง จาก 14,365.97 ล้านบาท ในช่วง ก.พ.-ก.ย. 2568 เหลือ 12,155.87 ล้านบาท ในช่วง ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 หรือลดลง 15.38% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า เมื่อประชาชนเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเร็วขึ้น การสกัดกั้นความเสียหายก็ทำได้เร็วขึ้น

นอกจากการช่วยเหลือผู้เสียหาย รัฐบาลยังเดินหน้าปิดช่องทางผิดกฎหมายและเว็บพนันออนไลน์ด้วย โดยข้อมูลตั้งแต่ปี 2566 ถึงวันที่ 24 พ.ค. 2569 พบว่ามีการปิดเว็บเถื่อนและเว็บหลอกลวงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปีงบประมาณ 2566 ที่มีคำสั่งศาล 48 รายการ และประสานแพลตฟอร์ม 10,394 รายการ เพิ่มเป็นปีงบประมาณ 2569 ที่มีคำสั่งศาล 41 รายการ และประสานแพลตฟอร์ม 52,906 รายการ ส่วนเว็บพนันออนไลน์เพิ่มจาก 2,059 รายการในปี 2566 เป็น 629,711 รายการในปี 2569

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะปลายทาง แต่เร่งตัดวงจรทั้งระบบ ตั้งแต่ช่องทางหลอกลวง แพลตฟอร์มผิดกฎหมาย เส้นทางการเงิน ไปจนถึงเครือข่ายผู้กระทำผิด และยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เข้มข้น และทันเทคโนโลยีของมิจฉาชีพ การรับแจ้งเหตุ การอายัดบัญชี การติดตามเส้นทางเงิน และการดำเนินคดีต้องเร็วกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีรัฐเป็นที่พึ่ง และผู้กระทำผิดต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการกฎหมายให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า หากตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ถูกหลอกโอนเงิน ถูกหลอกลงทุน หรือสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอให้รีบโทรสายด่วน 1441 ศูนย์ AOC ทันที เพราะทุกนาทีมีความหมายต่อการสกัดเส้นทางเงิน ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport ย้ำเดินหน้าอย่างโปร่งใส ใช้ AI แก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความตื่นตัวและเปิดรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนร้อยละ 91.2 รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ AI และร้อยละ 72.5 เคยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน หรือการประกอบอาชีพแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นด้วยให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อไป โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและมุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

“รัฐบาลขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและติดตามการดำเนินงานด้าน AI ของภาครัฐ ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ TH-AI Passport อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริงเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผลสำรวจยังสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยร้อยละ 91.7 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 88.5 ต้องการให้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 87.2 ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการใช้งาน AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 85.3 ต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานไทย ขณะที่ร้อยละ 83.1 และ 81.6 ต้องการให้ AI มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

รัฐบาลจึงพร้อมนำข้อเสนอแนะจากประชาชนมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยมุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้ประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงการใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับทราบข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการระบบสนับสนุนด้าน AI อย่างครบวงจร ทั้งการอบรมความรู้ การเข้าถึงเครื่องมือ AI การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในชุมชน และการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

“รัฐบาลมองว่า TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลสั่ง “สารวัตรเกษตร Cyber” เดินหน้าปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายออนไลน์

รัฐบาลสั่ง “สารวัตรเกษตร Cyber” เดินหน้าปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายออนไลน์ ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทย-คุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภคทั้งระบบ

วันนี้  5  มิถุนายน 2569   ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากการลักลอบจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานผ่านช่องทางออนไลน์ว่า ล่าสุดการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานของ “สารวัตรเกษตร Cyber” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการจำหน่ายปุ๋ยปลอม วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และเมล็ดพันธุ์ควบคุมที่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok ในการตรวจสอบและระงับการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถปิดร้านค้าออนไลน์ที่กระทำผิดกฎหมายแล้วจำนวน 94 ร้าน และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“รัฐบาลไม่เพียงมุ่งปราบปรามผู้กระทำผิด แต่ยังมุ่งสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของสินค้าปลอมหรือสินค้าด้อยคุณภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การใช้วัตถุอันตรายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องผ่านโครงการ Q-Shop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และสารเคมีทางการเกษตร) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตร เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของสินค้าและความปลอดภัยของเกษตรกร

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้มีการพัฒนากรมวิชาการเกษตรสู่การเป็น “Smart Regulator”  หน่วยงานที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ทันสมัย คล่องตัว และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและสร้างระบบตลาดปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่โปร่งใสและเป็นธรรม

“เป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คือ การสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงเกษตรกรผู้ใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลก” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Verified by ExactMetrics