วันที่ 7 พฤษภาคม 2026

รมว.ยุติธรรม มอบนโยบายกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 เมษายน 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม มอบหมาย นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10 – 01  ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การมอบนโยบายการบริหารราชการกระทรวงยุติธรรมในวันนี้ ถือเป็นกรอบการทำงาน และขอฝากทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมสิ่งใดที่แก้ไขได้ให้เร่งรีบโดยด่วนเพื่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งนโยบายหลัก 7 ประการ ประกอบด้วย

1) น้อมนำพระบรมราโชบายโครงการพระราชดำริ และหลักการทรงงานไปปฏิบัติให้ปรากฏผลอย่างเข้มข้น ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

2) ปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นคดีที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เช่น คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฉ้อโกง การฟอกเงิน การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอื่นตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

3) ปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติดตามกรอบกฎหมายเด็ดขาด สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ขยายผลการปฏิบัติกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคมในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

4) ช่วยเหลือประชาชน และเยียวยาผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคเป็นธรรม เน้นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

5) พัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมตามหลักนิติธรรมอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสากล  ประชาชนเชื่อมั่น ปรับปรุง ทบทวนกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบงานยุติธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

6) แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมและดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข ไม่ทำผิดซ้ำ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมทั้งเด็กและเยาวชนตามหลักสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานสากล พัฒนากระบวนการด้านพฤตินิสัยเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสกลับสู่สังคม และดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข มุ่งเน้นป้องกันมิให้กลับมากระทำผิดซ้ำเพื่อให้สังคมปลอดภัย

และ 7) บริหารงานยุติธรรมอย่างมืออาชีพ ทันสมัย และมีมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบริหารงานยุติธรรมของทุกหน่วยต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ใช้ทรัพยากรทางการบริหารทั้งคน งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้และระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกและจริยธรรมให้กับบุคลากรของหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดถือปฏิบัติการทำงาน ดังนี้ 1) ให้เร่งรัดการปฏิบัติงานหรือการเสนองาน โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการปฏิบัติงานหรือเสนองานตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ เช่น การดำเนินการทางวินัย การเสนอขออนุมัติหรือขออนุญาต ในส่วนกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาไว้ชัดเจนให้เร่งรัดดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนเป็นสำคัญ 2) การรายงานเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจ กรณีมีเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของหน่วยงาน ขอให้ผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับรองอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไปรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยเร็วหรือในโอกาสแรก เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์ทันท่วงทีและแก้ไขสั่งการ 3) การบริหารงบประมาณหรือเงินกองทุนของหน่วยงาน กรณีเงินงบประมาณขอให้บริหารงบประมาณให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงสถานการณ์วิกฤตของประเทศอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการ กรณีเงินกองทุนที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน เช่น กองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด กองทุนยุติธรรม รวมถึงเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางของกระทรวงยุติธรรม ขอให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ 4) การจัดทำแผนปฏิบัติราชการและกำหนดตัวชี้วัด ขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายที่ได้แจ้งทราบแล้วไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม 5) การบริหารงาน ขอให้ผู้บริหารทุกระดับ กำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่วมแก้ไขปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ   และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และ 6) ขอฝากข้อคิดประการหนึ่งของนักปรัชญาตามหลักการที่ว่า   “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” จึงขอให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานนำไปเป็นหลักยึดถือปฏิบัติเพื่อเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมต่อไป

Advertisement

ข่าวจริง “สิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 เมษายน 2569 ดีอี แจงข่าวจริง “สิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง” ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกันตน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,052 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,589 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,921 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 906 ข้อความ ช่องทาง Website 759 ข้อความ และช่องทาง Facebook 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธนบัตร ใบละ 80 บาท ออกใหม่

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าล่วงเวลาให้ รปภ. หลังจากช่วงเวลาทำงาน 8 ชม. เริ่ม 24 เม.ย. 69

อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง มันสำปะหลังสามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยแปรรูปเป็นเอทานอล

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุตุฯ ออกประกาศฉบับที่ 6 เตือนพายุฤดูร้อน มีผลกระทบถึง 20 เม.ย. 69

อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง รัฐบาลใช้ดาวเทียมสกัดไฟป่าแม่แตง สั่งยกระดับคุมเข้มลดฝุ่น PM2.5

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Kanokwan Khamenketkij เปิดรับคนงานอายุ 25-60 ปี ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ยกระดับสิทธิทันตกรรมประกันสังคม รพ.รัฐ อุด-ถอน-ขูด-ผ่าฟันคุดไม่จำกัดจำนวนครั้ง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดังนี้

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง

– ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568

– ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 – 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาท/ครั้ง

– เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง

– ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาทต่อปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง

– เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500 – 2,500 บาทต่อซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

– ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 – 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง

– เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

เตือนภัย มุกใหม่มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 เมษายน 2569 เตือนภัยมุกใหม่! มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน ช่วงที่ผ่านมา พบรายงานการแพร่ระบาดของภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ต้องระวังให้ดี!

ตอนนี้มิจฉาชีพได้ผสานเทคนิค Smishing (SMS หลอกลวง) เข้ากับ Quishing (QR Code หลอกลวง) เพื่อหวังตบตาผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะ

เกิดอะไรขึ้น?

ปกติเรามักจะคุ้นชินกับ SMS มิจฉาชีพที่ชอบแนบ “ลิงก์แปลกๆ” มาให้กดใช่ไหม? แต่มุกใหม่นี้แนบเนียนและอันตรายขึ้นไปอีกขั้น โดยคนร้ายจะส่ง SMS อ้างว่าเป็น “ใบสั่งจราจรค้างชำระ” หรือ “แจ้งเตือนค่าปรับจราจร” แต่แทนที่จะให้คลิกลิงก์ กลับส่งรูป QR Code มาให้สแกนแทน

ทำไมต้องเป็น QR Code?

การเปลี่ยนมาใช้ QR Code เป็นทริคที่มิจฉาชีพใช้เพื่อหลบเลี่ยงระบบคัดกรองลิงก์อันตราย (Anti-Spam) ของสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ เมื่อเหยื่อตกใจกลัวว่าจะโดนค่าปรับหรือถูกอายัดทะเบียน ก็มักจะรีบสแกนโดยไม่ทันระวัง ซึ่ง QR Code นี้จะพาพุ่งตรงไปยัง “เว็บไซต์ปลอม” ที่หน้าตาเหมือนเว็บชำระค่าปรับของจริงเป๊ะๆ เพื่อหลอกให้เราโอนเงินเข้าบัญชีม้า หรือหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว บัตรเครดิต และรหัสผ่านต่างๆ

วิธีรับมือและป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย:

▪ตั้งสติ ท่องไว้เสมอ: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ไม่มีนโยบาย” ส่งใบสั่งจราจรพร้อม QR Code ให้สแกนจ่ายเงินผ่านทาง SMS เด็ดขาด (ใบสั่งของแท้จะถูกส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังที่อยู่ของเจ้าของรถเท่านั้น)

▪กฎเหล็ก “ห้ามสแกน”: อย่าสแกน QR Code ที่มาจาก SMS, อีเมล หรือคนแปลกหน้า เพราะ QR Code อันตรายกว่าลิงก์ตรงที่เราไม่สามารถมองเห็น URL ปลายทางก่อนที่จะสแกนได้เลย

▪เช็กให้ชัวร์ผ่านช่องทาง Official: หากไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนใบสั่งจริงๆ หรือเปล่า ให้เข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองผ่านช่องทางทางการเท่านั้น ได้แก่:

เว็บไซต์ ptm.police.go.th (e-Ticket ใบสั่งจราจรออนไลน์สำหรับประชาชน)

แอปพลิเคชัน ขับดี (Khub Dee)

เทคโนโลยีไปไว มิจฉาชีพก็ปรับตัวเก่งขึ้นทุกวัน รบกวนทุกคนช่วยกัน “แชร์” โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยคุณพ่อคุณแม่ ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่ใช้รถใช้ถนนกันด้วยนะ จะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของโจรไซเบอร์!

ที่มา ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล – PDPC Eagle Eye

Advertisement

เผยนายกฯอนุทิน เข้าใจความรู้สึกเหยื่อสแกมเมอร์ ปปง.จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 เมษายน 2569 นายกฯ อนุทิน เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุด ปปง. เตรียมคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ คลายกังวลผู้เสียหาย

วันนี้ (16 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มท. ยังคงติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง

โดยให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีดังกล่าว เพื่อนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด สำนักงาน ปปง. กำลังจัดทำประกาศเปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ กรณีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก กรณี MR. LEAK YIM นางสาววิรินยา ยิมจ์   MR. SMITH BEN และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก คาดว่าจะเปิดรับได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งจุดรับคำร้องที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์และทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอให้ ปชช. ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ปปง. และเตรียมหลักฐานให้พร้อม เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง” นางสาวรัชดาระบุ

Advertisement

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” ใครก็เคลมไม่ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 เมษายน 2569 นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

14 เม.ย.นี้ เที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 เมษายน 2569 14 เม.ย. นี้ เที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว” เปิดพื้นที่ธรรมชาติให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เมษายน 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ

มาตรการดังกล่าว ยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

การเปิดให้เข้าพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

“วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป

Advertisement

ฉลองสงกรานต์..กยศ.สั่งนายจ้าง 80,000 แห่ง หักเงินเดือนลูกจ้างเป็นหนี้ กยศ. 120,000 ราย นำส่งภายใน 16 เม.ย.69 พร้อมกับสั่งอีก 9,900 แห่ง หักและนำส่ง พ.ค.69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 เมษายน 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง

นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และได้จัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”

กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

Advertisement

“นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 เมษายน 2569 “นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบนโยบาย 10 พลัส

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม

13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

20) ราชการทันใจ

21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

“กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

Advertisement

กอช. เปิดโพลสงกรานต์ 69 พบคนไทยเกือบครึ่งเตรียมควัก “เงินออม” สู้ค่าครองชีพพุ่ง!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 เมษายน 2569 กอช. เปิดโพลสงกรานต์ 69 พบคนไทยเกือบครึ่งเตรียมควัก “เงินออม” สู้ค่าครองชีพพุ่ง! แนะทางรอดแรงงานนอกระบบ ชูออมคืนกับ กอช. รับเงินสมทบ 100% เติมเต็มเงินเก็บให้ยั่งยืน

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ม.สวนดุสิต ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. – 3 เม.ย.2569 เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” สะท้อนถึงภาระทางการเงินที่หนักหน่วงของคนไทย พบว่าประชาชนถึงร้อยละ 61.32 กังวลเรื่องราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เผยผลสำรวจสวนดุสิตโพล พบสัญญาณน่ากังวล ประชาชนกว่าร้อยละ 47 เตรียมดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 9,000 บาทต่อครัวเรือนในช่วงสงกรานต์นี้ หลังเผชิญวิกฤตพลังงานและของแพงรุมเร้า กอช. เร่งรณรงค์อาชีพอิสระ-ฟรีแลนซ์-นักเรียนนักศึกษา พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ออมเงินผ่าน กอช. รับสิทธิ์รัฐช่วยเติมเงินสมทบสูงสุด 100% พร้อมลดหย่อนภาษี สร้างเกราะคุ้มกันบำนาญให้ชีวิต

กอช. เปิดเผยข้อมูลจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาระทางการเงินที่หนักหน่วงของคนไทย โดยพบว่าประชาชนถึงร้อยละ 61.32 กังวลเรื่องราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ร้อยละ 46.70 ระบุว่าเดือดร้อนมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 51.42) เลือกงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ร้อยละ 47.41 เตรียมนำ “เงินสะสมหรือเงินออม” ออกมาใช้จ่าย โดยคาดการณ์ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 8,935.74 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งถือเป็นการดึงเงินสำรองในอนาคตออกมาใช้ในภาวะจำยอม

กอช. พร้อมเคียงข้าง เติมเต็มช่องว่างทางการเงินพร้อมเงินสมทบจากรัฐ 100% กอช. เล็งเห็นว่าการนำเงินออมออกมาใช้จ่ายในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว จึงขอเชิญชวนแรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า อาชีพอิสระ และนักเรียนนักศึกษา (อายุ 15-60 ปี) ใช้โอกาสนี้เริ่มต้นการออมอย่างเป็นระบบกับ กอช. เพื่อคืนความมั่งคั่งให้ตนเองด้วยสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าการออมทั่วไป

  • เติมเงินออมอย่างยืดหยุ่น เริ่มต้นเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี (ไม่ออมเท่ากันทุกเดือนก็ได้)
  • รัฐช่วยเติม รัฐบาลสมทบเงินเพิ่มให้สูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี
  • เกราะป้องกันภาษี เงินออมนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี
  • บำนาญที่จับต้องได้ เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพ ช่วยลดภาระลูกหลานและสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

วิกฤตค่าครองชีพในช่วงสงกรานต์ปีนี้ คือสัญญาณเตือนให้เราต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน กอช. ไม่เพียงแต่เป็นช่องทางการออม แต่ กอช. คือกลไกที่จะช่วยเปลี่ยน “เงินทอน” หรือ “เงินออมก้อนเล็ก” ของประชาชนให้กลายเป็นบำนาญที่ยั่งยืน การเริ่มต้นออมกับ กอช. ในวันนี้ คือการทำสัญญากับตัวเองว่าจะมีอนาคตที่อุ่นใจ แม้ในยามเศรษฐกิจผันผวน

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครสมาชิกหรือต้องการเติมเงินออมเพื่อรับเงินสมทบจากภาครัฐ สามารถตรวจสอบสิทธิ์และสมัครได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.”, เว็บไซต์ www.nsf.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000

“คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • แอปพลิเคชัน กอช.
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th
  • สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–17.30 น.

Advertisement

กรมทางหลวง ยกระดับการเดินทางสงกรานต์ 2569 เน้น 4 มาตรการหลัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 เมษายน 2569 กรมทางหลวง ยกระดับการเดินทางสงกรานต์ 2569 เน้น 4 มาตรการหลัก อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทั่วไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางอย่างเต็มที่ ภายใต้แนวคิด “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า กระจายช่วงเวลาเดินทาง เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และตั้งเป้าลดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บบนโครงข่ายคมนาคมลงอย่างน้อยร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอย่างครอบคลุม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการจราจร และการให้บริการประชาชน พร้อมมอบ “ของขวัญสงกรานต์” โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางในหลายเส้นทาง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง (ทล.) ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินมาตรการบริหารจัดการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ผ่าน 4 มาตรการหลัก ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

  1. มิติด้านการเตรียมความพร้อม ได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงสภาพทางให้พร้อมใช้งาน โดยซ่อมแซมผิวทาง ปะซ่อมหลุมบ่อ เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้าแสงสว่างและสัญญาณจราจรให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตัดหญ้าและกิ่งไม้บริเวณสองข้างทางและทางแยก ตลอดจนทำความสะอาดป้ายจราจรและอุปกรณ์สะท้อนแสง เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่
  2. มิติด้านการอำนวยความปลอดภัย มีการนำข้อมูลสถิติอุบัติเหตุมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนป้องกันและลดความเสี่ยง พร้อมเร่งแก้ไขจุดเสี่ยงและจุดอันตราย ปิดจุดกลับรถและทางร่วมทางแยกที่มีความเสี่ยง บริหารจัดการจุดตัดทางรถไฟอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับตำรวจทางหลวงในการกวดขันวินัยจราจรและรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ” ผ่านสื่อออนไลน์
  3. มิติด้านการอำนวยความสะดวก ได้จัดตั้งจุดให้บริการประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดพักรถและให้ข้อมูลเส้นทาง พร้อมมอบ “ของขวัญสงกรานต์” ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนมอเตอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 10 – 16 เมษายน 2569 ได้แก่ M7 สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา – มาบตาพุด M9 สายวงแหวน รอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางปะอิน – บางพลี และช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี พร้อมเปิดทดลองใช้ 2 เส้นทาง ได้แก่ M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน 2569 และ M82 ทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย ระยะทาง 10 กิโลเมตร
  4. มิติด้านการรายงานและติดตามสถานการณ์ มีการนำระบบ HDMS มาใช้ในการรายงานและบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุทุกกรณี เพื่อให้สามารถติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุรุนแรง จะมีการรายงานข้อมูลโดยตรงต่อผู้บริหารทันที เพื่อสั่งการแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ทล. ขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เลือกช่วงเวลาเดินทางที่เหมาะสม เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข สอบถามข้อมูลเส้นทางหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของ ทล.

Advertisement

Verified by ExactMetrics