วันที่ 4 พฤศจิกายน 2026

“ยศชนัน” เปิดเวที ICSES & ACPES 2026 ชูแนวคิด “จากศาสตร์แห่งชัยชนะสู่ศาสตร์แห่งการดำรงชีวิต”

15 ตุลาคม 2569 “ยศชนัน” เปิดเวที ICSES & ACPES 2026 ชูแนวคิด “จากศาสตร์แห่งชัยชนะสู่ศาสตร์แห่งการดำรงชีวิต” ผสาน AI ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์การกีฬา สร้างสุขภาวะยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย ครั้งที่ 14 (ICSES) และการประชุมสภาการศึกษาพลศึกษาและกีฬาอาเซียน ครั้งที่ 12 (ACPES) หรือ ICSES & ACPES 2026 International Conference ภายใต้หัวข้อ “ACTIVE LIVING FOR A SUSTAINABLE FUTURE: Integrating AI in Sports Science, Physical Education, Recreation, and Holistic Health” พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “From Lab-Bench to Playing Field: National Science Policy for Sports Innovation” โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ผศ.ดร.ถนอมศักดิ์ เสนาคำ คณบดีคณะพลศึกษา มศว. ตลอดจนนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และสมาชิกจากสถาบันเครือข่ายกว่า 400 คน เข้าร่วม ณ ห้อง Diamond Grand Ballroom โรงแรม AVANI Ratchada Bangkok

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากประสบการณ์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface: BCI) เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้พิการ และการใช้ AI วิเคราะห์สัญญาณสมองเพื่อพัฒนาสมรรถนะนักกีฬา แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬาสามารถต่อยอดได้มากกว่าการสร้างความเป็นเลิศในการแข่งขัน แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพบุคลากร ไม่ใช่ทดแทนบทบาทของมนุษย์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า เราจำเป็นต้องปรับมุมมองจาก “ศาสตร์แห่งชัยชนะ” (Science of Winning) สู่ “ศาสตร์แห่งการดำรงชีวิต” (Science of Living) ด้วยการบูรณาการวิทยาศาสตร์การกีฬา ประสาทวิทยาศาสตร์ โภชนาการ และ AI เพื่อพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพเชิงป้องกัน ทั้งนี้ ควรผลักดันการพัฒนากีฬาสำหรับเด็ก การประยุกต์ใช้ AI ในกีฬาสมรรถนะสูง และธุรกิจสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีการกีฬา โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม เชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงและเชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน ด้าน ศ.ดร.ชลวิทย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒรู้สึกเป็นเกียรติที่คณะพลศึกษาได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ร่วมกับคณะกรรมการจัดงานและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และผลงานวิจัย ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การยกระดับวงการพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก  การประชุม ICSES & ACPES 2026 International Conference จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–15 ตุลาคม 2569 โดยวันแรกมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การสัมมนาวิชาการด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย การบริหารจัดการกีฬาและอำนาจละมุน (Soft Power) ชีวกลศาสตร์การกีฬาและการประยุกต์ใช้ AI การนำเสนอผลงานวิจัย และการประชุมเชิงปฏิบัติการของเครือข่าย ACPES ร่วมกับสถาบันพันธมิตรจากประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงกิจกรรมทัศนศึกษาในกรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษานานาชาติ

Advertisement

 

กระทรวงการคลังเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

13 ตุลาคม 2569 จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการหลายพื้นที่ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การดำรงชีวิต และประกอบอาชีพ รมว.คลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงและตรงจุด

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การดำรงชีวิต และประกอบอาชีพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงและตรงจุด ครอบคลุมทั้งการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นระหว่างประสบภัย ภาระหนี้เดิม และเงินทุนสำหรับซ่อมบ้านตลอดจนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูอาชีพ

สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ออกมาตรการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประสบอุทกภัยในทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉินและสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การสนับสนุนสินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) การบรรเทาภาระหนี้ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ของประชาชนจากธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. การขยายระยะเวลาชำระหนี้สำหรับผู้ประกอบการจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการจากธนาคารออมสิน ธพว. ธสน. และ ธอท. รวมถึงการพักชำระค่าธรรมเนียมและค่างวดเพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีผลการดำเนินการช่วยเหลือจำนวนรวม 160,515 ราย จำนวน 27,592 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วม ณ กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นจุดกลางในการรับเรื่องให้ข้อมูลและประสานความช่วยเหลือแก่ประชาชนรวมและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยรวบรวมมาตรการและช่องทางการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ในจุดประสานงานเดียว เพื่อให้สามารถรับเรื่องและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและตรงกับปัญหาและความต้องการของผู้ประสบภัย ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถสอบถามรายละเอียดมาตรการหรือแจ้งปัญหาในการขอรับความช่วยเหลือ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1689 กด 1 หรือ 4 โดยศูนย์ดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 09.00 – 16.00 น.

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงินของผู้ประสบอุทกภัยได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดจนฟื้นฟูกิจการ พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนเพื่อให้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย อาคาร โรงงาน เครื่องจักร ตลอดจนฟื้นฟูการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจให้กลับมาเป็นปกติได้โดยเร็ว โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยดำเนินต่อไปได้

Advertisement

รัฐบาลซ่อมให้ฟรี! ส่งทีมช่างลุย 89 จุดทั่ว 30 จังหวัด กู้มอเตอร์ไซค์–เครื่องใช้ไฟฟ้า

12 ตุลาคม 2569 รัฐบาลซ่อมให้ฟรี! ส่งทีมช่างลุย 89 จุดทั่ว 30 จังหวัด กู้มอเตอร์ไซค์–เครื่องใช้ไฟฟ้า ช่วยแล้วกว่า 1.6 หมื่นราย

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งเดินหน้าการทำงานของ “ศูนย์ซ่อม สร้าง สุข” เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย โดยมุ่งเน้นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สำหรับการซ่อมแซมยานพาหนะ เครื่องใช้ในบ้าน และอุปกรณ์ทำมาหากิน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ศูนย์ซ่อม สร้าง สุข ได้ให้บริการประชาชนไปแล้วทั้งสิ้น 16,557 ราย โดยเป็นการซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ให้คืนสภาพพร้อมใช้งานจำนวน 2,568 คัน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 1,655 รายการ และยังมีบริการอื่นๆ อาทิ ตรวจเช็กและซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตร ปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงงานซ่อมแซมโครงสร้างบ้านเรือน ซึ่งการให้บริการทั้งหมด ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ปัจจุบันศูนย์ซ่อม สร้าง สุข กระจายการให้บริการใน 30 จังหวัด รวม 89 จุด แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 13 จุด และปริมณฑล 10 จุด โดยมีการจัดส่งหน่วยบริการเคลื่อนที่หมุนเวียนไปตามพื้นที่ที่น้ำลดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะให้บริการเรื่องงานช่างแล้ว ยังมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น การประเมินและให้คำปรึกษาสุขภาพจิต รวมถึงการนำรถจัดหางานเคลื่อนที่ลงพื้นที่ เพื่อช่วยประสานงานด้านอาชีพให้แก่ผู้ประสบภัยอีกด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดส่งทีมช่างลงพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลาย และประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถแจ้งความประสงค์และลงทะเบียนขอรับบริการล่วงหน้าได้ผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดสรรคิวและเข้าดูแลได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบจุดบริการ พร้อมดูรายละเอียดสถานที่ วัน-เวลา และประเภทงานซ่อมได้ที่ www.dsd.go.th หรือ Facebook Page ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานประจำจังหวัด

Advertisement

รัฐบาลสั่งการคุมเข้มสถานดูแลผู้สูงอายุ 1,203 แห่งทั่วประเทศ

11 ตุลาคม 2569 รัฐบาลสั่งการคุมเข้มสถานดูแลผู้สูงอายุ 1,203 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมสถานที่-ความปลอดภัย-บริการ ฝ่าฝืนเจอโทษทั้งจำ–ปรับ โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 บาท

วันนี้ (11 ตุลาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มึการร้องเรียนสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงเกี่ยวกับการกักขังและทำร้ายผู้รับบริการ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อร้องเรียนดังกล่าว มอบหมายกระทรวงสาธารณสุขควบคุมกำกับและส่งเสริมมาตรฐานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตามใบอนุญาตประกอบกิจการ ในการป้องกันการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด และคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพโดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จำนวน 1,203 แห่งทั่วประเทศ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สานต่อนโยบายของรัฐบาล สั่งการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในสังกัด ทั้งส่วนกลางและศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพทั้ง 12 แห่ง ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ดำเนินการกำกับ ติดตาม และตรวจประเมินสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ประเภทกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างเข้มงวดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เน้นคุมเข้ม 3 ด้าน ได้แก่

  1. มาตรฐานด้านสถานที่ ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สะอาด ปลอดภัย มีทางเข้าออกและพื้นที่ให้บริการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น
  2. มาตรฐานด้านความปลอดภัย ต้องมีระบบป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน อุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนมาตรการดูแลความปลอดภัยของผู้รับบริการ
  3. มาตรฐานด้านการให้บริการ ต้องจัดระบบการดูแลที่เหมาะสม มีบุคลากรและผู้ให้บริการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องให้บริการอยู่ภายในขอบเขตของกิจการที่ได้รับอนุญาต

โดยทั้ง 3 ด้านต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง พ.ศ. 2563

พร้อมกันนี้ สั่งการให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพในสังกัด ทั้งส่วนกลางและศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยให้ตรวจทั้งสถานประกอบการทุกแห่ง เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“รัฐบาลย้ำเตือนผู้ประกอบการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ หากมีการรับผู้ป่วยจิตเวชเข้ารักษา ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ

10 ตุลาคม 2569 “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ ดันรถเมล์ EV 2,320 คัน เชื่อมตั๋วเดียว น้ำ – ล้อ – ราง

วันนี้ (10 ตุลาคม 2569) เวลา 09.05 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า รัฐบาลเตรียมการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

โดยหัวใจสำคัญของระบบใหม่ คือค่าแรกเข้า 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อ 1 ขาการเดินทาง แม้ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสาย ก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ โดยจะให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมยังเตรียมรองรับการจ่ายผ่าน EMV หรือบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรที่รองรับระบบดังกล่าวแตะเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าได้ทันที ขณะเดียวกันธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย

โดยจุดที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้คือสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตร Rabbit กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือว่าจะเชื่อมเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันวันที่ 1 มกราคม 2570 ได้อย่างไร เพราะสายสีเขียวถือเป็นแกนหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสำคัญอื่น ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางที่จะเปิดเพิ่มเติมในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ค่าเดินทางเป็นหนึ่งในรายจ่ายก้อนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องเสียวันละ 60 บาท 80 บาท หรือมากกว่า 100 บาท การกำหนดเพดานสูงสุด 45 บาทต่อขา จึงถูกวางเป็นเครื่องมือช่วยลดรายจ่ายโดยตรง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

กระทรวงคมนาคมยังคาดว่า เมื่อค่าโดยสารถูกลงและการเปลี่ยนสายสะดวกขึ้น จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยลดรถยนต์บนท้องถนน ลดความแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังมีอีกการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยในปี 2570 จะรับรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคมและรับอีก 800 คันช่วงปลายเดือนธันวาคม รวมทั้งปี 2,320 คัน พร้อมตั้งเป้าให้รถ ขสมก. เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในสิ้นปี 2570

ทั้งนี้ รถเมล์ EV ชุดใหม่จะติดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดให้สามารถขึ้นรถได้สะดวก ขณะที่ผู้สูงอายุได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% นักเรียนและนักศึกษาลด 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีไม่เสียค่าโดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเมืองและชุมชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายเส้นทางวิ่งตามโครงข่ายเก่า จะปรับให้รถเมล์ทำหน้าที่เป็น Feeder รับผู้โดยสารจากชุมชนและถนนสายหลักเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดความถี่ว่าแต่ละเส้นทางควรมีรถเข้ามาในช่วงเวลากี่นาที

เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเมล์และรถไฟฟ้า แต่ต้องการเชื่อมการเดินทางแบบ น้ำ – ล้อ – ราง เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดย Smart Pier ตั้งเป้าพัฒนาให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 และท่าใดพร้อมก่อนก็สามารถเชื่อมเข้าระบบตั๋วร่วมได้ทันที

นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะถูกนำเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากเรือต่อรถเมล์หรือต่อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากจากการต้องใช้บัตรหรือระบบจ่ายเงินหลายแบบ และทำให้ภาพการเดินทางไร้รอยต่อเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปี 2570

ในด้านความปลอดภัย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนทยอยแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน ตั้งเป้าพยายามดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

สำหรับการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางระบบรางเป็นแกนหลักในอนาคต ส่วนรถบรรทุกจะทำหน้าที่ Feeder ระยะไม่เกิน 150 กิโลเมตร จากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อเชื่อมเส้นทางเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนสายหลัก

“ภาพใหญ่ของการพัฒนาระบบคมนาคม ไม่ได้มองเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าหรือซื้อรถใหม่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากบ้าน เข้ารถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า หรือเรือได้สะดวกในระบบเดียวกัน พร้อมลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลาเดินทาง และมลพิษจากภาคขนส่งในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว

Advertisement

สธ.” เผย “จมน้ำ-ไฟดูด” สาเหตุหลัก คร่าชีวิต ปชช. ช่วงน้ำท่วม

9 ตุลาคม 2569 สธ.” เผย “จมน้ำ-ไฟดูด” สาเหตุหลัก คร่าชีวิต ปชช. ช่วงน้ำท่วม ย้ำ หลังน้ำลด “กลับบ้านแล้วต้องปลอดภัย”

กระทรวงสาธารณสุข เผย สาเหตุการเสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วม มากกว่า 2 ใน 3 เกิดจากการจมน้ำและพลัดตกน้ำ รองลงมา คือ ไฟฟ้าช็อต สั่งเร่งสื่อสารแนะแนวทางดูแลป้องกันให้ประชาชน โดยเฉพาะหลังน้ำลด ย้ำ “กลับบ้านแล้วต้องปลอดภัย” ตามที่นายกรัฐมนตรีฯ สั่งการ

วันนี้ (9 ตุลาคม 2569) ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมและให้การช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความห่วงใยจากนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้ ยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัยอยู่ใน 21 จังหวัด มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 70 ราย สูงสุดอยู่ในเขตสุขภาพที่ 6 รวม 48 ราย  สถานพยาบาลยังคงได้รับผลกระทบเท่าเดิม 170 แห่ง เปิดให้บริการได้เพิ่มขึ้นเป็น 126 แห่ง หยุดให้บริการ 44 แห่ง ดูแลกลุ่มเปราะบางสะสมแล้วถึง 96,781 ราย จัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ออกให้บริการ 321,456 ครั้ง  คัดกรองสุขภาพจิต 38,473 ราย และสนับสนุนยา/เวชภัณฑ์แล้ว 393,905 รายการ

“สาเหตุหลักของการเสียชีวิตมากกว่าสองในสามเกิดจากการจมน้ำ/พลัดตกน้ำสูงถึง 48 ราย (ร้อยละ 68.6) รองลงมา คือ ไฟฟ้าช็อต 17 ราย (ร้อยละ 24.3) และเมื่อเจาะลึกเฉพาะการเสียชีวิตจากเหตุจมน้ำและไฟฟ้าช็อต 61 ราย พบเป็นเพศชายมากถึง 48 ราย (ร้อยละ 78.7) เพศหญิง 13 ราย (21.3%) ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน” ดร.นพ.โสภณกล่าว

ดร.นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยสวัสดิภาพของประชาชน มอบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะช่วงหลังน้ำลดที่ประชาชนเริ่มทะยอยกลับเข้าบ้าน เน้นย้ำ ประชาชนทุกคน “กลับบ้านแล้วต้องปลอดภัย” กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มอบหมายทุกกรมที่เกี่ยวข้องเร่งสื่อสารแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น อาทิ วางแผนกลับเข้าบ้านในช่วงเวลากลางวันและฝนไม่ตก เข้าไปเมื่อน้ำลด และพื้นเริ่มแห้งแล้ว หลีกเลี่ยงการเข้าไปคนเดียว ห้ามเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าทันที ให้ตรวจสอบสภาพความปลอดภัยของระบบไฟฟ้ารวมถึงสวิตช์และปลั๊กไฟก่อนนำกลับมาใช้งาน ห้ามเปิดสวิตช์หรือเสียบปลั๊กเด็ดขาดหากระบบยังเปียกชื้น เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร พร้อมทั้งสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท และหน้ากากอนามัย ขณะทำความสะอาดรื้อ-ล้างบ้าน ตลอดจนเฝ้าระวังบาดแผลติดเชื้อ เศษแก้ว ตะปู และสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำมาซ่อนตัว เป็นต้น ซึ่งการปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างเคร่งครัดจะช่วยเปลี่ยนความสูญเสียเป็นความปลอดภัย และช่วยให้พี่น้องประชาชนทุกคนกลับเข้าบ้านได้อย่างมั่นใจ

Advertisement

ออมสินขานรับนโยบายรัฐ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมตั้งหลัก พักหนี้ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน

7 ตุลาคม 2569 ออมสินขานรับนโยบายรัฐ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมตั้งหลัก พักหนี้ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ยกระดับสินเชื่อเติมทุนซ่อมบ้าน – ฟื้นอาชีพ – ฟื้นกิจการ ดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก

ธ.ออมสินออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบาย ก.คลัง ครอบคลุมทั้งการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบายกระทรวงการคลัง ครอบคลุมทั้งการ พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น ช่วยประชาชนที่ประสบภัยตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เพื่อกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง

  1. มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ ให้ลูกหนี้สามารถนำเงินไปดูแลครอบครัวและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็น ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องนำกลับมาชำระภายหลัง ส่วนเงินต้น 3 งวดที่พักไว้จะนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญา และเมื่อครบกำหนดพักหนี้ให้กลับมาชำระค่างวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS หรือจดหมาย กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ หรือหากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการพักหนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และประเภทสินเชื่อที่ธนาคารกำหนด*
  2. สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินและซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน
  3. สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุน หรือปรับปรุงซ่อมแซม เช่น สถานประกอบการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.70% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 15% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี
  4. สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างอาคารทดแทน รวมถึงซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งจำเป็นอื่นที่ได้รับความเสียหาย วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย แบบมีหลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นใน 6 เดือนแรกและดอกเบี้ย 0% ใน 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 – 3 = MRR – 2.865% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.750% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 15 ปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
  5. สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อฟื้นฟูกิจการและเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 – 12 = MLR – 2.65% ต่อปี และปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR ต่อปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 1 ปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ควบคู่กับมาตรการทางการเงิน ธนาคารออมสินยังเดินหน้าลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” บรรจุอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้จำเป็น โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิประชาร่วมใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังเผชิญระดับน้ำสูงและเดินทางลำบาก โดยเฉพาะบริเวณรอบนอกกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ชุมชนร่มเกล้า 24 ชุมชนลำลูกกา คลอง 2 และชุมชนร่มเย็น รวมถึงขยายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ สิงห์บุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี พร้อมสนับสนุนเรือสำหรับใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันธนาคารส่งมอบถุงออมสินห่วงใยแล้วกว่า 10,000 ชุด คิดเป็นงบประมาณช่วยเหลือรวมกว่า 4.5 ล้านบาท และเตรียมแผนเข้าช่วยฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้คนไทยทุกคนกลับมาตั้งหลักและดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถาม GSB Contact Center โทร. 1115

*หมายเหตุ :

– มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft Loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

– อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 MLR = 6.025% ต่อปี และ MRR = 6.045% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของธนาคาร

Advertisement

ชวนนายจ้าง – สถานประกอบการ แจ้งให้สิทธิ ม.35 เปิดโอกาสคนพิการมีงาน มีอาชีพ สร้างรายได้ ภายใน 31 ธ.ค. 69

6 ตุลาคม 2569 กรมการจัดหางาน ชวนนายจ้าง – สถานประกอบการ แจ้งให้สิทธิ ม.35 เปิดโอกาสคนพิการมีงาน มีอาชีพ สร้างรายได้ ภายใน 31 ธ.ค. 69

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานขอเชิญชวนนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ รวมถึงคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ยื่นแจ้งการให้และขอรับสิทธิตามมาตรา 35

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2569 โดยกรมการจัดหางานเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ให้บริการรับเรื่องการยื่นให้สิทธิจากนายจ้าง/สถานประกอบการและการขอรับสิทธิของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10

นายสมาสภ์ กล่าวว่า กฎหมายกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการที่สามารถทำงานได้เข้าทำงาน ในอัตราส่วนลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ 100 คน ต่อคนพิการ 1 คน เพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีโอกาสเข้าถึงการทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ หากนายจ้าง/สถานประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จ้างงานคนพิการ หรือส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สามารถเลือกดำเนินการให้สิทธิตามมาตรา 35 แทนได้ โดยมูลค่าของสัญญาต้องไม่น้อยกว่า 123,005 บาทต่อคนต่อปี

สำหรับการให้สิทธิตามมาตรา 35 แบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1. การให้สัมปทาน 2. การจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ 3. การจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ 4. การฝึกงาน 5. การจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก 6. การจัดให้มีบริการล่ามภาษามือ และ 7. การให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ โดยเปิดรับแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคมของแต่ละปี

“มาตรา 35 เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมโอกาสทางอาชีพให้แก่คนพิการ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถประกอบอาชีพใกล้บ้าน มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ภาคภูมิใจในศักยภาพของตนเอง รวมทั้งได้รับการยอมรับและยกย่องจากสังคม กรมการจัดหางานจึงขอเชิญชวนนายจ้างและสถานประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค 68 – ก.ย. 69) มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้รับสิทธิตามมาตรา 35 จำนวน 20,366 คน โดยมีนายจ้างทั้งภาคเอกชนและภาครัฐให้สิทธิรวม 2,927 แห่ง ก่อให้เกิดรายได้แก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการประมาณกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมโอกาสทางอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

นายจ้าง/สถานประกอบการที่ประสงค์ให้สิทธิ และคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ต้องการขอรับสิทธิตามมาตรา 35 สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

Advertisement

“ประเสริฐ” ถก กสม. ร่วมมือขับเคลื่อน ความปลอดภัย รร.-ภัยออนไลน์-สิทธิทรงผม-การศึกษาเด็กข้ามชาติ-ครูธุรการ

2 ตุลาคม 2569 ยึดหลัก All for Education “ประเสริฐ” ถก กสม. ร่วมมือขับเคลื่อน ความปลอดภัย รร.-ภัยออนไลน์-สิทธิทรงผม-การศึกษาเด็กข้ามชาติ-ครูธุรการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ. ร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) เวลา 13.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศธ. ร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ โดยมี รองศาสตราจารย์ ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ได้หารือด้านการศึกษาร่วมกันในหลายประเด็น ทั้งการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่ง ศธ. มีมาตรการ 7 ข้อ เข้มงวดตรวจคัดกรองบุคคล ของมีคม และสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยในสถานศึกษา” ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลัก (ป้องกัน-รับแจ้งเหตุ-สอบสวนเยียวยา) และเปิดรับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ Traffy Fondue พร้อมคาดโทษวินัยร้ายแรงหากผู้บริหารปกปิดข้อมูล

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกันถึงการป้องกันความเสี่ยงของเด็กบนโลกออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเตรียมเดินหน้าผลักดันแก้ประมวลกฎหมายอาญาเอาผิดภัยออนไลน์เด็ก พร้อมจัดทำกรอบ AI สากล, กำหนด Screen Time และเตรียมหารือเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อป้องกันการบูลลี่ด้วย ส่วนการคุ้มครองสิทธิทรงผมของเด็กนั้น ทาง ศธ.ย้ำชัดห้ามตัดกล้อนผมเด็กเด็ดขาด และให้สถานศึกษาเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนในการกำหนดระเบียบนี้ร่วมกัน

“ในเรื่องของการศึกษาของเด็กผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ศธ. ยึดหลัก All for Education พร้อมรับเด็กในค่ายพักพิงเข้ารับการศึกษาทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ พร้อมเตรียมเปิดระบบ “จดแจ้ง” ศูนย์ MLC หรือศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ (Migrant Learning Center) ขณะเดียวกันเตรียมปรับรูปแบบการจ้างงานครูธุรการ-ภารโรงให้มั่นคงขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากนี้ทั้งสองฝ่าย จะทำงานประสานร่วมกัน เพื่อติดตามความคืบหน้าและการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

Advertisement

ประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 รองรับน้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว วงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 100,000 บาท

1 ตุลาคม 2569 นายกฯ เดินหน้าโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 รองรับน้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว วงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 100,000 บาท

วันนี้ (1 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน Kick off ” โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผ่านระบบ Zoom โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดศูนย์บัญชาการทั่วประเทศและการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการแก้ไขปัญหาและดูแลประชาชน โดยรัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติที่มีต่อชีวิตและที่อยู่อาศัย จึงให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยการจัดทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายของที่อยู่อาศัยทุกหลังคาเรือน เป็นการเพิ่มกลไกการช่วยเหลือผ่านการที่ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน

โครงการดังกล่าวเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยปรับแนวทางจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การสร้างหลักประกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจนตามเงื่อนไขและเป็นธรรม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย และภาคเอกชน ในการรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างทันท่วงที พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และยกระดับจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและลดความกังวลเมื่อเกิดภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อสามารถชี้แจงแก่ประชาชนเกี่ยวกับขอบเขตความคุ้มครองและเงินที่สามารถนำไปใช้ซ่อมแซมความเสียหายจากภัยพิบัติ

ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญปรากฏอยู่ในคู่มือที่จัดทำขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาอย่างละเอียดและเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งมุ่งให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

สำหรับความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน โดยไม่คำนึงถึงจำนวนสมาชิกภายในบ้าน และให้นับเป็น 1 ครัวเรือน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะพิจารณาตามความเสียหายที่ได้รับการประเมิน โดยมีเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมิน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ อุทกภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท และวงเงินเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาทต่อหลังคาเรือน ขณะที่ วาตภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยเมื่อรวมกับวงเงินส่วนที่เหลือแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน แผ่นดินไหว กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยมีวงเงินความคุ้มครองรวมไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามเงื่อนไขและการประเมินความเสียหายตามกรมธรรม์

ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมล้อมพื้นที่เป็นระยะเวลาเกิน 7 วัน จนประชาชนไม่สามารถดำรงชีพได้ จะเข้าข่ายได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท จากเดิมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดไว้ไม่เกิน 9,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท ตามกลไกการจัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ ครอบคลุมความเสียหายต่อชีวิต อวัยวะ และการบาดเจ็บ รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากผลกระทบของภัยพิบัติ ภายใต้วงเงินความคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองเมื่อประสบเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับเงื่อนไขสำคัญ เหตุภัยพิบัติต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องดำเนินการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองตามเงื่อนไขของประกันภัยที่รัฐบาลจัดทำให้ ทั้งนี้ โครงการดำเนินการเป็นรายปี ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนตุลาคม 2570 โดยค่าใช้จ่ายในการประกันภัยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับความรุนแรงและสถานการณ์ภัยพิบัติ

รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะร่วมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเร่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน พร้อมเร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิ เงื่อนไขความคุ้มครอง และแนวทางการรับเงินช่วยเหลือให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มหลักประกันในการรับมือกับภัยพิบัติ บรรเทาภาระความเสียหาย และลดความกังวลของประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

Advertisement

 

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics