วันที่ 19 สิงหาคม 2026

นายกฯ หารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

23 พฤษภาคม 2569 นายกฯ หารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านมรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนสำนักงานใหญ่ UNESCO และเห็นพ้องว่า การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับ UNESCO

ด้านผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ยังได้รับทราบถึงความตั้งใจของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมกับ UNESCO โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ

1.ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกจำนวน 8 แห่ง และไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้

2.การผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลกถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย

ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2570 (2027 Global Education Meeting) พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

Advertisement

นายกฯ ผนึกทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 พฤษภาคม 2569 นายกฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันต้อนรับผู้แทนกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีฯ ถึง 2 ครั้ง สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น “โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน” ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม โดยคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ

(2) คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ

(3) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
  2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
  3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

“ช่วงเวลาต่อจากนี้คือการนับถอยหลังอีกประมาณ 5 เดือน สู่การต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว” นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำ

Advertisement

ทีมไทยแลนด์บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

10 พฤษภาคม 2569 ทีมไทยแลนด์บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026 ส่ง “Thai Pop Culture” สร้างสีสันไทยร่วมสมัยกลาง หวังดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้าไทย 1.2 ล้านคนในปี 69

วันนี้ 10 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ กรุงโตเกียว รัฐบาล โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน Thai Festival Tokyo 2026 ครั้งที่ 26 ภายใต้แนวคิด “Amazing Thailand: Thai Pop Culture Move” นำเสนอเสน่ห์ประเทศไทยผ่าน Thai Pop Culture และประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี มวยไทย งานคราฟต์ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่สนใจวัฒนธรรมร่วมสมัยและประสบการณ์แปลกใหม่

สำหรับการจัดงานในปีนี้ มุ่งนำเสนอประเทศไทยในมุมมองใหม่ผ่านงาน Illustration สีสันสดใส ทันสมัย และเข้าถึงง่าย โดยออกแบบพื้นที่ในลักษณะ “ซอย” ที่สะท้อนสีสัน วัฒนธรรม ความเชื่อ งานสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยของไทย แบ่งเป็น 5 โซนกิจกรรมหลัก ได้แก่

  • SOI 1 : TAT Experience Hub & Partner Zone จุดให้ข้อมูลการท่องเที่ยวไทย และกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรสายการบิน
  • SOI 2 : Thai Craft & Textile Workshop by JUTATIP เวิร์กชอปทอผ้าไทย ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวคิดความยั่งยืน
  • SOI 3 : Thai Pop Culture Playground by TOMATO TWINS ชวนค้นหา “Your Thai Vibe” ผ่านวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย เช่น T-POP อาหาร ศิลปะ และ Wellness
  • SOI 4 : Siam Si Experience เปิดประสบการณ์เซียมซีไทยจากวัดชื่อดังของไทยในรูปแบบร่วมสมัย
  • SOI 5 : Muay Thai Experience by LONGNUAMBOYZ ถ่ายทอดเสน่ห์มวยไทยผ่านแฟชั่น วัฒนธรรมสตรีท และกิจกรรม Interactive
  • Main Stage เวทีกลางในธีม “รถแห่ไทย” นำเสนอการแสดง T-POP ดนตรี ศิลปะ และโชว์วัฒนธรรมไทยตลอดทั้งวัน

“การเข้าร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียวครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของทีมไทยแลนด์ที่บูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Cultural Destination ผ่านพลัง Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์จริงในประเทศไทย โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 1.2 ล้านคน ในปี 2569 และขยายโอกาสทางการตลาดสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ใช่ปิดประตูเจรจา

5 พฤษภาคม 2569 ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ใช่ปิดประตูเจรจา เพียงใช้กรอบสากล UNCLOS คุ้มครองผลประโยชน์ชาติแทน

วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ และยึดโยงกับกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 เป็นการ “ปรับกรอบ” ความร่วมมือ มิใช่การยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา โดยไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชา แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ MOU 44 เดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทาง เพื่อให้การดำเนินการในระยะต่อไปเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมใช้กระบวนการภายใต้ UNCLOS ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคี โดยเฉพาะการกำหนดให้กรณีอ้างสิทธิทับซ้อน ต้องใช้การเจรจาหารือเป็นแนวทางหลัก

นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งเตรียมทาบทามให้ใช้กรอบ UNCLOS ร่วมกันในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้กรอบใหม่อย่างเป็นระบบและรอบด้าน

“การเปลี่ยนผ่านจาก MOU 44 ไปสู่กรอบ UNCLOS เป็นการยกระดับเครื่องมือในการเจรจา บนพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่การยุติความร่วมมือ ไทยยังคงเดินหน้าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 เมษายน 2569 กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 44 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบในการดำเนินการแทน ทางกองทัพเรือได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า การยกเลิก MOU ดังกล่าวไม่เป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด

โดย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวว่า MOU 44 เป็นเพียง “กลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ” มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเล ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ถึงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

“ในเรื่องการใช้กฏหมายทางทะเลนั้นกองทัพเรือเป็นหน่วยงานสำคัญทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค และทุกอย่างตรวจสอบได้ เพื่อให้การเจรจาดำเนินการมีความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว กระชับความสัมพันธ์ไทย–สปป.ลาว ผ่านวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เข้าร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว ประจำปี 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานครโดยมีนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว พร้อมนางวาดสะหนา พมวิหาน ภริยา และนายสีสะหวาด อินพะจัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ก่อนเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ห้องโถงสโมสร ซึ่งเป็นพิธีสำคัญตามขนบธรรมเนียมลาว โดยมีพิธีสวดเรียกขวัญ การเจิมและทำน้ำมนต์ และผูกสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเนื่องในเทศกาลปีใหม่ลาว ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเอกอัครราชทูต สปป.ลาว กล่าวต้อนรับ และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว กล่าวอวยพรเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมลาวจำนวน 8 ชุด อาทิ การรำอวยพร การแสดงพื้นบ้าน และการขับร้องเพลงลาว ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมลาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทูตานุทูต และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความร่วมมือไทย–สปป.ลาว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมรำวงปีใหม่ลาวกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความใกล้ชิดและความเป็นกันเอง ก่อนที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว มอบช่อดอกไม้แก่คณะนักแสดง และเชิญนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีถ่ายภาพร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ

พิธีบายศรีสู่ขวัญและงานเลี้ยงปีใหม่ลาวในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยคณะทูตานุทูตและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนที่มีความร่วมมือกับ สปป.ลาว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในทุกมิติ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ระหว่างทั้งสองประเทศ

Advertisement

เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 เมษายน 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที ยัน AOT ไม่ล้ำแดน คุมสถานการณ์อยู่ ย้ำจุดยืนไทยไม่ยั่วยุ ไม่ยกระดับสถานการณ์

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่ตรงข้ามโอเสม็ด ว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยในพื้นที่แล้ว พบว่า

1.เหตุการณ์ในพื้นที่และการควบคุมสถานการณ์จากการตรวจสอบพบว่า มีเหตุการณ์ทหารจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาใกล้แนวลวดหนามในลักษณะไม่เหมาะสม และมีพฤติกรรมก่อกวนต่อกำลังพลฝ่ายไทย ส่งผลให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องปรับกำลัง และนำรถสายพานลำเลียงพล M113 เข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568) อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการวางกำลังตามแนวที่กำหนด และหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

2.กรณีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ได้เข้าพื้นที่บริเวณคาสิโน/พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอยู่ในฝั่งกัมพูชาเท่านั้น “ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยควบคุมหรือวางกำลัง” ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้กำหนดแนวและมาตรการควบคุมพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว

3.ประเด็นการประสานงานฝ่ายไทยยึดมั่นว่า การเข้าพื้นที่ของคณะ AOT ควรมีการประสานงานล่วงหน้าผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน เช่น RBC/JBC เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของ AOT ในการตรวจสอบและส่งเสริมมาตรการลดความตึงเครียดตามถ้อยแถลงร่วม

4.ขอย้ำจุดยืนของประเทศไทยประเทศไทยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพ อดทน และยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด

  • ไม่ยั่วยุ
  • ไม่ยกระดับสถานการณ์
  • มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงยืนยันว่า การควบคุมพื้นที่ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกรอบถ้อยแถลงร่วม และคณะ AOT ไม่ได้เข้าพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย โดยสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และไม่มีการยกระดับความตึงเครียด “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอให้ความมั่นใจว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

Advertisement

ลุยกวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดนอุบลฯ เปิดพื้นที่ปลอดภัยแล้วกว่า 1.2 แสน ตร.ม.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มีนาคม 2569 กองทัพไทย ลุยกวาดล้าง “ทุ่นระเบิดชายแดน” อุบลฯ เปิดพื้นที่ปลอดภัยแล้วกว่า 1.2 แสน ตร.ม. เร่งเคลียร์ต่ออีกกว่า 60%

วันที่ 28 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ลงพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด บริเวณบ้านน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อปรับลดพื้นที่อันตรายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

การดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่รวม 331,104 ตารางเมตร โดยสามารถปรับสภาพให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้เพิ่มอีก 5,151 ตารางเมตร พร้อมตรวจพบวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) จำนวน 1 รายการ เป็นลูกระเบิดจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทำให้ปลอดภัยและเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาในพื้นที่รวบรวมวัตถุระเบิดเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ยอดตรวจพบวัตถุระเบิดสะสมรวม 2 รายการ

สรุปผลการปฏิบัติ ปัจจุบันสามารถทำให้พื้นที่ปลอดภัยได้รวม 122,296 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 36.94 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ยังคงเหลือพื้นที่ต้องดำเนินการอีก 208,808 ตารางเมตร หรือร้อยละ 63.06

ทั้งนี้ ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองบัญชาการกองทัพไทยและศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในการขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่อไป

Advertisement

ทูตสหรัฐฯ ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ ยันพร้อมทำงานร่วมกันใกล้ชิด กระชับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มีนาคม 2569 ทูตสหรัฐฯ ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ ยันพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กระชับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน ตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งในฐานะพันธมิตรที่มีมายาวนาน

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์จาก นายฌอน เค. โอนีลล์ (Sean K. O’Neill) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เพื่อแสดงความยินดีต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในแถลงการณ์ดังกล่าว นายโอนีลล์ ระบุว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐบาลชุดใหม่อย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายหลักในการเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความเป็นพันธมิตรที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนสืบไป

Advertisement

“อนุทิน” รับยังส่งน้ำมันไปลาว ยันไม่ขาดแคลน โวน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มีนาคม 2569 “อนุทิน” รับยังส่งน้ำมันไปลาว ยันไม่ขาดแคลน โวน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน เตือนประชาชนควรประหยัด แต่ไม่ต้องตุน เผยเดินหน้าคุยทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะรัสเซีย ส่วนพลังงานไฟฟ้าไม่มีปัญหา เพราะไทยผลิตก๊าซได้เอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการส่งออกน้ำมันไปยังสปปลาว ซึ่งขณะนี้ประเทศกําลังเกิดวิกฤต จะยังส่งออกหรือไม่ ว่า ตนชี้แจงไปแล้ว ยังคงขายอยู่

เมื่อถามว่าในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาค จากตะวันออกกลาง(ศบก.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมแย่งซื้อน้ำมันจากภาคประชาชนหน้าปั๊ม จึงอาจทําให้น้ำมันไม่เพียงพอ จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน ทั้งไทยออยล์ บางจาก เชลล์ SPRC( คาลเท็กซ์) ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายที่นําเข้าน้ํามันดิบ ยืนยันกับตนว่ายังไม่มีปัญหา หรือจะมีสัญญาณขาดแคลนน้ำมัน แต่ตอนนี้มันเป็นวิกฤตการณ์ที่มีการสู้รบกัน มันไม่ปกติ ฉะนั้นพวกเราทุกคนที่เป็นประชาชนผู้บริโภคใช้น้ำมันในประเทศ เราก็ต้องตระหนักรู้ และเริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน ประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน ต่อให้มันจะไม่มีอะไรขาดแคลน แต่ก็ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งเราประหยัดมากเท่าไหร่ การสํารองน้ำมันภายในประเทศ ก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้การสํารองน้ำมันจาก 60 วัน เพิ่มเป็น 90 วัน ก็หวังว่ามันจะอยู่แถวๆ 100 วัน จากการที่เราไม่ส่งออกไปประเทศที่ 3 ซึ่งทุกการประหยัดจะกลับมาเป็นจํานวนวันสํารองที่เพิ่มมากขึ้น ก็อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ว่าในอาเซียนประเทศไทยมีน้ำมันสํารองมากที่สุด ถ้าเอาเราไปเทียบกับญี่ปุ่น ที่เขาบอกว่าอยู่ได้ 200 กว่าวัน ก็ต้องดูขนาดเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์

เมื่อถามต่อว่า นายเอกนิติ ระบุว่าน้ำมันดิบในโรงกลั่นยังมีอยู่อีกเยอะ ตอนนี้รวมที่สำรอง 100 วันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รวมแล้ว แต่ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล แม้สถานการณ์ตอนนี้ยังมีการยิงสู้รบกันอยู่ แต่เราต้องตระหนักรู้ว่าเราต้องประหยัดน้ำมัน

ตนขอย้ำว่าเรื่องการขาดแคลนพลังงานคงไม่เกิดขึ้น เพราะไฟฟ้าในประเทศไทย ผลิตโดยก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซที่เราผลิตได้ที่อ่าวไทยของเราเอง และมีการสํารองโดยการเพิ่มโรงผลิตก๊าซ ที่อาจต้องทํางานหนักขึ้นมากว่าเดิม

ส่วนราคาน้ำมันที่ผันผวนก็เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่กองทุนน้ำมันที่เรามีอยู่จะช่วยพยุงราคา และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน ได้เท่าไหร่ก็ต้องไปดูในเรื่องของงบประมาณ และเศรษฐกิจต่างๆ

นายอนุทิน ย้ำว่า ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนก ถึงขั้นไปสำรองน้ำมันเก็บไว้ ไม่จําเป็นเลย เราจะพยายามบริหารอย่างเต็มที่ วันนี้เติมเท่านี้ พรุ่งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก 10 บาท อย่างนี้รัฐบาลปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ แม้ว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ และประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีปัญหาอยู่ ซึ่งเรานําเข้าประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหายไปเป็นศูนย์ เรายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากภูมิภาคอื่น หากเกิดเหตุ 100 วันแล้วมันแย่จริงๆ ลงมาเหลือ 50 วัน เราก็ยังสามารถทําได้อยู่

ส่วนแนวคิดที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอนุทินกล่าวว่า พูดคุยอยู่ และพูดคุยกับทุกประเทศ ซึ่ง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ของประเทศไทยไม่ใช่บริษัทเล็กๆ และไม่ได้มีธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว ในโลกของการทําธุรกิจ ใครจะกล้าตัดปตท. ออกจากสารบบ เพราะหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติก็เสียลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน ในส่วนนี้มีกลไกตลาดรองรับอยู่แล้ว

Advertisement

Verified by ExactMetrics