วันที่ 16 กันยายน 2026

นายกฯให้เร่งพัฒนา Data Center และ Cloud ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล

People Unity News : นายกรัฐมนตรี ย้ำเร่งพัฒนา Data Center และ Cloud ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล คำนึงสิทธิส่วนบุคคลและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

13 ก.ค.63 เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งที่ 3/2563 โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้วาง Platform ต่างๆ เพื่อมุ่งสู่อนาคต ทั้งการพัฒนา Data Center และ Cloud ที่มีมาตรฐานและปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการใช้ข้อมูลในการบริหารราชการให้สอดคล้องกับงบประมาณของประเทศที่มีอยู่เพื่อความโปร่งใส คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยทุกหน่วยราชการต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

โอกาสนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ในระดับรัฐเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศเชิงพาณิชย์พ.ศ. …. เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ ตอบสนองความต้องการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการ เกิดการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คณะกรรมการดีอี ยังสนับสนุนตามที่ บริษัท ทีโอที  จำกัด (มหาชน) เสนอเส้นทางการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเส้นทางที่การไฟฟ้านครหลวงไม่มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้าและไม่มีสภาพบังคับ จำนวน 12 เส้นทางรวมระยะทาง 48.7 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ IMD ของสถาบัน IMD World Competitiveness Center ในภาพรวมประจำปี 2563 โดยไทยถูกจัดอยู่ที่ 29 จาก 63 ประเทศ เป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ผลการจัดอันดับกลุ่มปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทย ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ ในลำดับที่ 34 จาก 63 ประเทศ โดยตัวชี้วัดที่มีอันดับโดดเด่นอาทิ ตัวชี้วัดผู้ลงทะเบียนใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ การพัฒนาและเปิดตัวเว็บไซต์ www.bigdata.go.th เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไปเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่  ซึ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงดิจิทัลฯยังสนับสนุนภารกิจโดยจัดทำแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”  “ไทยชนะ”  “AOT Airport Card2U” “อาสาสมัครดิจิทัล” และกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ เปิดให้ยื่นข้อเสนอโครงการสนับสนุน เยียวยาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 วงเงิน 1 พันล้านบาท ซึ่งได้อนุมัติจำนวน 42 โครงการ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงแผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจัลของประเทศ ต้องส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูลได้อย่างเหมาะสมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) การค้าออนไลน์ สุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว คมนาคม โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล ยึดความต้องการของประชาชนเป็นเป้าหมายในการทำงานด้วย

Advertising

นายกฯยืนยันในที่ประชุมสภาฯ ไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์-ไม่เคยอนุมัติโครงการใดเป็นพิเศษ

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยันในที่ประชุมสภาฯ ไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ แผนงาน/โครงการต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการทุกระดับ ไม่เคยอนุมัติโครงการใดเป็นพิเศษ

วันนี้ (3 ก.ค. 63) เวลา 17.00 น. ณ ห้องประชุมสุริยัน สัปปายะสภาสถาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564  ยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ การอนุมัติจัดงบประมาณผ่านกลั่นกรองของคณะกรรมการทุกระดับ ไม่เคยอนุมัติโครงการใดเป็นพิเศษ ขณะที่การลงทุน PPP เน้นความโปร่งใส ลดภาระด้านงบประมาณ

นายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงแผนงานคมนาคมว่า มีการศึกษาพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงมือทำ โดยภาครัฐเน้นการลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน หรือ PPP เพราะหากรัฐลงทุนเองจะใช้งบประมาณจำนวนมาก ดังนั้นการลงทุน PPP จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐไปได้ โดยการประมูลและลงนามสัญญาต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั้งลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ยืนหยัดได้เพราะไม่เคยเรียกผลประโยชน์จากใคร การอนุมัติดำเนินการเป็นไปตามการเสนอแผนงานโครงการ ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการทุกระดับ มีสัดส่วนงบประมาณชัดเจนถูกต้องและเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการจัดสรรงบประมาณนั้น เน้นความถูกต้องโปร่งใส คำนึงถึงภาระและความเหมาะสม งบประมาณแบ่งออกเป็นหลายส่วน ทั้งงบกลางของส่วนราชการ งบบูรณาการ ขออย่านำงบประมาณฟื้นฟูมาปะปนกับงบประมาณรายจ่ายในงบประมาณปี 64  สำหรับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ยืนยันว่า ยึดหลักเหตุผลความจำเป็น ดำเนินการด้วยความโปร่งใส  รวมทั้งพัฒนาเส้นทางคมนาคม ทั้งเพิ่มถนนสายใหม่และแก้ไขถนนเส้นเก่าที่มีปัญหา ก็ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพราะไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี ขอยืนยันว่างบประมาณที่อนุมัติยึดตามพันธกิจของหน่วยงานเป็นสำคัญ

Advertising

“ประยุทธ์” แจงสภางบปี 64 ใช้อย่างรอบคอบ โครงการ-แผนงานต้องสอดคล้องกับสถานการณ์

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยันประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากงบประมาณ ยึดหลักใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ โครงการ แผนงานต้องสอดคล้องกับสถานการณ์

วันนี้ (1 ก.ค. 63)  เวลา 12.00 น. พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ต่อสภาผู้แทนราษฎร  ย้ำรัฐบาลตระหนักถึงการใช้งบประมาณที่ยังมีอยู่อย่างรอบคอบ ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 งบประมาณจาก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ และงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ที่จะต้องดำเนินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ

นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อรัฐสภาว่า งบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ราว 4 แสนล้านบาทที่จะทยอยนำมาใช้ในการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ อยู่ในช่วงของการพิจารณาโครงการที่จะต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการ รวมถึงต้องผ่านการคัดกรองจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจนในการเบิกจ่ายงบประมาณ  หากแผนงานโครงการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ก็จะไม่ผ่านการอนุมัติ แต่วงเงินยังคงอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายส่วนหนึ่งของการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อให้ภาคธุรกิจ SMEs ขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถดำเนินต่อไปได้  เนื่องจากทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ รัฐบาลจึงต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจในการฟื้นฟูเยียวยาประชาชน ส่งเสริมให้มีการจ้างงานต่อไป รวมถึงคำนึงถึงธุรกิจฐานราก ประชาชนที่มีรายได้น้อย ไม่มีหลักประกัน ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนผ่านการกู้ยืม จึงได้จัดทำมาตรการ Soft Loan พร้อมระมัดระวังหนี้ที่อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้  (NPL) หนี้สาธารณะไม่ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเงินทุกบาทของกองทุนหรือธนาคาร เป็นเงินที่ประชาชนนำมาฝาก จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

นายกรัฐมนตรียังย้ำต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชน  ปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ถนน  ลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน การสนับสนุนเกษตรกร ทำการเกษตรเพื่อเป็นแหล่งอาหารโลก เน้นลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ขยายตลาดในการขายสินค้า ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมเปิดรับการลงทุนของชาวต่างชาติ และการเปิดรับแรงงาน ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และไม่กระทบต่อทรัพยากรของคนไทย

พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้เตรียมจัดหางบประมาณ การจัดเก็บภาษี ด้วยระบบระบบดิจิทัลเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงอาจมีการปรับ/เพิ่ม หน่วยงานที่มีความจำเป็นและมีประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คือ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ประกอบไปด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมประเทศด้วย

Advertising

ทส.ทุ่มงบ 445 ล้าน จ้างงานประชาชน 16,488 อัตรา อัตราละ 9,000 บาท นาน 3 เดือน

People Unity News : ทส.ทุ่ม 445 ล้าน จ้างงานประชาชน 16,488 อัตรา อัตราละ 9,000 บาท ช่วยคนตกงานจากโควิด-19

25 มิ.ย.2563 เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการจ้างงานให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19” ทุ่มงบประมาณ 445,176,000 บาท จ้างงาน 16,488 อัตรา อัตราละ 9,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาการจ้าง 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2563 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกงาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่นั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า สำหรับการจ้างงานทั้งหมด แบ่งเป็น 4 หน่วยงาน คือ  1.สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการ 1 คน 1 ตำบล ร่วมใจฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 7,225 อัตรา 2.กรมป่าไม้ ทำหน้าที่ลูกจ้างผู้ช่วยงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการปฏิบัติงานตามนโยบาย คทช. ในการสำรวจการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และโครงการจ้างงานประชาชนเพื่อฟื้นฟูป่าหลังถูกไฟไหม้ “สร้างป่า สร้างงาน สร้างรายได้” จำนวน 5,058 อัตรา 3.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำหน้าที่ลูกจ้างผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำแหล่งอาหารของสัตว์ป่า จำนวน 3,500 อัตรา 4.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในโครงการจ้างสำรวจพื้นที่ใช้ประโยชน์ในเขตป่าชายเลน จำนวน 675 อัตรา

นอกจากนี้ ยังได้แถลงข่าวในประเด็นการเปิดอุทยานแห่งชาติ โดยบริหารการท่องเที่ยวแบบ New normal ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นี้ ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติที่เปิดทุกแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 64 แห่ง และอุทยานแห่งชาติที่เปิดให้เที่ยวบางส่วน 63 แห่ง และต้องจองล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น QueQ ก่อนการท่องเที่ยว

สำหรับประเด็นการรื้อถอนอาคาร บอมเบย์เบอร์มา รมว.ทส. ได้กล่าวขอโทษพี่น้องชาวจังหวัดแพร่ และจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก รวมถึงขอยืนยันว่าไม้สักจากการรื้อถอน ยังอยู่ครบถ้วน มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้ถูกนำไปขายตามที่มีการกล่าวหาในโลกโซเชียลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ประสานกับกรมอุทยานฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวจังหวัดแพร่ในการหารือร่วมกันฟื้นฟูอาคารหลังนี้กลับมาขึ้นใหม่ มั่นใจจะฟื้นฟูอาคารแห่งนี้กลับมาได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และฝากให้ทุกหน่วยงานในสังกัด สำรวจอาคารเก่าที่มีคุณค่า ว่าหากต้องซ่อมแซมจะมีแนวทางการซ่อมแซมอย่างไร ต้องหารือหน่วยงานใดบ้าง ซึ่งจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ประกอบด้วย

Advertising

รัฐบาลเปิดวอร์รูม เฝ้าระวังการใช้จ่ายเงิน พ.ร.ก.กู้เงินฯ

People Unity News : รัฐบาลเปิดวอร์รูม เฝ้าระวังการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้ประชาชนแจ้งเบาะแส รับร้องเรียน พร้อมตรวจสอบ

22 มิ.ย.2563 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 อาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง กลไกเฝ้าระวังการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.63 ในโอกาสนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จึงได้รายงานผลการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท โดยศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พร้อมเสนอกลไก 4 ด้านในการดำเนินงาน ประกอบไปด้วย การเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส การป้องกันและลดโอกาสการทุจริต การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการดำเนินมาตรการทางปกครอง วินัย อาญา ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสร้องเรียน รวมถึงตรวจสอบโครงการการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ได้ทาง www.pacc.go.th หรือสายด่วน 1206 เพื่อสร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการอำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ โดยเพิ่มปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ คณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และ คณะอนุกรรมการเสริมสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม เพื่อเน้นการส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงานใช้จ่ายงบประมาณแก่ประชาชน ลดการทุจริต สนับสนุนการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคประชาสังคม

Advertising

มท.1 ให้นโยบายผ่อนคลายระยะที่ 4 “ต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ เศรษฐกิจต้องเดิน คนต้องมีรายได้”

People Unity News : มท.1 มอบนโยบายแนวทางปฏิบัติมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 เน้นย้ำ “ต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ เศรษฐกิจต้องเดิน คนต้องมีรายได้”

16 มิ.ย.2563 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) เพื่อซักซ้อมแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ผู้แทนกรมควบคุมโรค ร่วมประชุม และเป็นการประชุมผ่านระบบ Video Conference ไปยังศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยในจังหวัด นายอำเภอ และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ร่วมประชุม

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่อนคลายการบังคับใช้บางมาตรการในการป้องกันโรคโควิด-19 ระยะที่ 4 ซึ่งในขณะนี้ สถานการณ์การควบคุมแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของประเทศไทย ไม่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นเวลา 22 วันแล้ว ด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมทั้งประชาชนคนไทยทุกคน ทำให้เราสามารถควบคุมได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ได้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในด้านเศรษฐกิจสูงมาก หลายคนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ยังไม่มีรายได้ ซึ่งระยะต่อจากนี้ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่ต้องเตรียมการเพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน คือ การท่องเที่ยว และเพื่อให้การเตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตต่อไปเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเตรียมการและเร่งสร้างการรับรู้ความเข้าใจและรณรงค์ให้ประชาชนดำเนินชีวิตด้านเศรษฐกิจและรักษาสุขอนามัยเป็นพื้นฐานสำคัญใน 3 เรื่อง คือ 1) ต้องรักษาสุขอนามัยสูงสุด “อย่าการ์ดตก” สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม ให้เป็นมาตรการพื้นฐานอย่างเข้มแข็ง 2) การกักกันโรค (Quarantine) ต้องเข้มแข็ง และ 3) รณรงค์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งที่ใช้บริการ ให้เป็นชีวิตปกติแนวใหม่ เพื่อประโยชน์ในการตามสืบสวนโรคได้อย่างรวดเร็วทุกคนต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ “เศรษฐกิจต้องเดิน คนต้องมีรายได้”

นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า ในขณะนี้เริ่มมีการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและชายหาดซึ่งพบว่าบางพื้นที่ยังมีการคัดกรองไม่เข้มงวด จึงขอให้ในแต่ละพื้นที่ได้พิจารณาการจัดตั้งจุดคัดกรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะชายหาดที่มีประชาชนนิยมไปพักผ่อนจำนวนมาก และขอให้ทุกจังหวัดส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมให้ประชาชนทำการเกษตรที่สามารถจะเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ในครัวเรือนอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้

จากนั้น ผู้แทน ศบค. ผู้แทนกระทรวง DES ผู้แทนกรมควบคุมโรค และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอแนวทางปฏิบัติและมาตรการการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรอบแนวคิดการผ่อนคลายการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร แนวทางปฏิบัติการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลายที่กำหนด มาตรการควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักรทั้งทางบก/น้ำ/อากาศ การเตรียมความพร้อมเปิดสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ภูเก็ต และเพชรบุรี ได้รายงานการดำเนินการจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวชายหาดและการสร้างการรับรู้กับประชาชน และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วและจังหวัดตาก รายงานการดำเนินงานพื้นที่ชายแดนและการจัดการศึกษา

นอกจากนี้ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงแนวทางการจัดทำโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และกรอบระยะเวลาดำเนินการโดยทุกจังหวัดต้องส่งรายละเอียดโครงการตามแบบฟอร์มที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมายังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 เพื่อคณะอนุกรรมการพิจารณารายละเอียดโครงการ และคณะกรรมการพิจารณาผลการกลั่นกรองโครงการของคณะอนุกรรมการ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า ในเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นโอกาสอย่างยิ่งที่ต้องใช้ในการแก้สถานการณ์เศรษฐกิจซึ่งมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และผลกระทบด้านอื่นๆ จึงขอฝากให้คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พิจารณาให้ดีว่าโครงการที่ขอรับการสนับสนุนเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ในเรื่องการบริหารโครงการต้องเกิดความโปร่งใส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะใช้เงินงบประมาณนี้ทำให้ประชาชนมีหนทางใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในการทำมาหากิน ประกอบอาชีพ สร้างสรรค์สิ่งที่ดี สร้างโอกาสที่ดีต่อไป

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า งบประมาณที่ได้รับตามโครงการฯ เป็นงบประมาณที่รัฐบาลได้จัดสรรผ่านช่องทางคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) โดยส่วนราชการในสังกัดทุกกระทรวงมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทุกระดับ และองค์กรภาคประชาชนและประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน โดยทุกโครงการที่เสนอขอรับงบประมาณต้องเป็นโครงการที่เป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่

Advertising

4 องค์กรชาวไร่อ้อยตบเท้าพบ “สุริยะ” ขอบคุณนายกฯ ภายหลัง ครม. อัดงบฯหมื่นล้านช่วย

People Unity News : 4 องค์กรชาวไร่อ้อย ตบเท้าเข้าขอบคุณนายกฯ ภายหลัง ครม. อัดงบฯหมื่นล้านช่วยเหลือฤดูการผลิตปี 2562/2563 สุริยะ ตั้งเป้าเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังจากให้ผู้บริหาร 4 องค์กรชาวไร่อ้อย ประกอบด้วย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตฤดูการผลิตปี 2562/2563 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

นายสุริยะ กล่าวว่า สืบเนื่องจากปีนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเป็นอย่างมาก ทำให้ผลผลิตลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านตัน แต่ในความเป็นจริงมีปริมาณอ้อยเข้าหีบเพียง 74.89 ล้านตันเท่านั้น นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตในการทำไร่อ้อยก็สูงขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ว่าจะอยู่ที่ 1,110 บาท/ตัน เป็น 1,419 บาท/ตัน กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ จึงได้ผลักดันโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะชาวไร่อ้อยรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น และสามารถนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพต่อไป ทั้งนี้ ได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เร่งประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมความพร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือฯภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมทั้งกำกับดูแลการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต อย่างโปร่งใส ถูกต้องครบถ้วนตามข้อเท็จจริง

นายปารเมศ โพธารากุล ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวปิดท้ายว่า เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศต่างรู้สึกซาบซึ้งในการปฏิบัติงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมในการผลักดันโครงการเงินช่วยเหลือฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรชาวไร่อ้อยเองก็มีความยินดีพร้อมปฏิบัติตามมาตรการต่างๆที่รัฐบาลขอความร่วมมืออย่างเต็มที่

Advertising

“ธรรมนัส” เปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขงครั้งที่ 23 “เกษตรปราดเปรื่อง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

People Unity News :ธรรมนัส” เปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 23 ประจำปี 2563 ภายใต้หัวข้อ “เกษตรปราดเปรื่อง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พัฒนาการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 23 ประจำปี 2563 ภายใต้หัวข้อ “เกษตรปราดเปรื่อง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ว่า การจัดงานเกษตรลุ่มน้ำโขงครั้งนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯเห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่ถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี รวมถึงงานวิจัย นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการเกษตร พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเพื่อให้นักศึกษารวมถึงเกษตรกรยุคใหม่ เห็นถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม

“ในภาคการเกษตรนั้น สามารถจะขยายตัวในการเพิ่มผลผลิต ประสิทธิภาพช่องทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร จึงจำเป็นต้องพัฒนาเกษตรกร และชุมชนให้เข้มแข็ง มีการบูรณาการหลักการวิชาการ องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นที่ตัวเกษตรกรให้มีคุณภาพสามารถแก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้การจัดงานเกษตรลุ่มน้ำโขงครั้งที่ 23 ประจำปี 2563 จึงมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้ตระหนักในด้านองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพเกษตรกร สามารถแก้ไขปัญหาและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 15 มีนาคม 2563 โดยภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการทางการเกษตร มีการอบรมเสวนา และมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร สินค้าพื้นบ้านและอื่นๆอีกมากมาย

โฆษณา

รัฐบาลเปิดแอป ThaifightCOVID ติดตามนักท่องเที่ยวต่างชาติและเฝ้าระวังผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

People Unity News : รัฐบาลเปิดแอปพลิเคชัน ThaifightCOVID ติดตามนักท่องเที่ยวต่างชาติและเฝ้าระวังผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เน้นการดูแลอย่างใกล้ชิด

เมื่อวานนี้ (12 มี.ค. 2563) เวลา 14.00 น.ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขแถลงชี้แจงข้อสงสัยในประเด็นสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 การปรับพัฒนาการดูแลสุขภาพกลุ่มที่มีความเสี่ยง และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน ThaifightCOVID

โอกาสนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ 2 และยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น และจะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาแก่พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกวัน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า วันนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 จากโรคระบาด (Epidemic) เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ของโลก (Pandemic) อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 121 ประเทศ 120,000 ราย เป็นผู้ที่มีอาการหนัก 5,700 ราย ปัจจุบันไทยมีผู้ติดเชื้อ 70 ราย รักษาหายแล้ว 35 ราย โฆษกกระทรวงสาธารณสุขยังย้ำถึงมาตรการเฝ้าระวังตัวเอง (Quarantine) เกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.) ขอให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ประพฤติตนตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด  2.) ขอให้ติดต่อได้  3.) ถ้าพบว่ามีอาการป่วย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และ 4.) จะบังคับใช้กฎหมายเข้าควบคุม กรณีไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการเฝ้าระวังตนที่บ้าน 14 วัน นั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำชุมชนช่วยดูแลตามหลักวิชาการ จึงขอฝากไปถึงประชาชนว่า ผู้เฝ้าระวังตนเป็นเพียงผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่ผู้ป่วย ต้องให้กำลังใจและชื่นชมว่าเป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

จากนั้น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงไม่มีการปิดศูนย์เฝ้าระวังเพียงแต่ปรับรูปแบบในการดูแลกลุ่มที่มีความเสี่ยง และพัฒนาให้ศูนย์ที่ดูแลกลุ่มที่มีความเสี่ยง สามารถใช้ประโยชน์อื่นๆตามสถานการณ์ เช่น ได้เตรียมโรงพยาบาลบางขุนเทียนเพื่อเป็นศูนย์ในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่ใช้มาตรการ State Quarantine หรือ Local Quarantine คือ การควบคุมติดตามดูแลกลุ่มผู้เสี่ยงในพื้นที่ที่จัดหาโดยรัฐบาลรวมทั้งในภูมิลำเนานั้น จะให้เน้นเป็น Home Quarantine คือ การเฝ้าระวังตนเองที่พักอาศัย โดยใช้กลไกความร่วมมือขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคประชาสังคม ช่วยกันสอดส่องดูแล ซึ่งการเฝ้าตนเองที่บ้านช่วยให้ได้รับความสะดวกสบายทั้งทางกายและทางจิตใจ เนื่องจากมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ที่ตนคุ้นเคย เน้นใช้ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน ซึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะเข้าไปติดตามดูแลสุขภาพของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่องทุกวัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังแถลงเพิ่มเติมว่า ไทยไม่ได้มีการปิดประเทศแต่เพียงเพิ่มความเข้มงวดและรัดกุมในการเดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งการยกเลิกฟรีวีซ่า 3 ประเทศ และการยกเลิกวีซ่า On Arrival 18 ประเทศ เป็นหนึ่งในมาตรการลดการแพร่ระบาดของโควิด – 19  โดยจะให้มีผลตั้งแต่ 13 มีนาคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2563 ชาวต่างประเทศยังสามารถเดินทางมาไทยได้ โดยยื่นขอวีซ่า ณ สถานเอกอัครราชทูตในประเทศนั้นๆ โดยอาจต้องมีเอกสารเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองแพทย์ ประกันสุขภาพ ประกันสังคม เพื่อเป็นการรับรอง อาจเพิ่มเติมความปลอดภัยโดยอนุมัติวีซ่าหลังจากนั้นประมาณ 14 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการการเฝ้าระวังสังเกตอาการของกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยภายใต้ชื่อ #ThaiFightCOVID โดยเปิดตัวแอปพลิเคชัน AOT Airports สำหรับใช้เก็บข้อมูลเพื่อติดตามนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย รวมถึงชาวไทยที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปเก็บรวบรวมที่กรมควบคุมโรค เพื่อเจ้าหน้าที่ติดตามพิกัดที่อยู่ของผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและผู้เดินทางร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว และจะถูกลบออกจากระบบภายใน 14 วัน ตามการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักการสากล สำหรับแอปพลิเคชัน SydeKick for ThaifightCOVID นั้น จะเป็นเครื่องมือเสริมสำหรับเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามและเฝ้าระวังผู้ที่ต้องกลับไปกักตัวที่ภูมิลำเนาเดิม ติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของกลุ่มเสี่ยง โดยจะทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้โดยสารที่เป็นลูกค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เปิดโรมมิ่งไว้แล้ว สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทันที ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่มีซิมการ์ดสามารถซื้อซิมการ์ดได้จากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่วางจำหน่าย ในราคา 49 บาท ซึ่งสามารถใช้ได้ 14 วัน โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะตรวจสอบรายละเอียดข้อมูล ก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศต่อไป

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงยังไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ เป็นเพียงผู้เฝ้าระวัง เราทุกคนจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ หากพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือ ให้ความรักและกำลังใจซึ่งกันและกัน

โฆษณา

นายกฯระบุยุทธศาสตร์ชาติกำหนดทิศทางและแก้ปัญหาประเทศ บอกตนเองเป็นคนเบิร์ด เบิร์ด

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยันยุทธศาสตร์ชาติกำหนดทิศทาง และแก้ปัญหาของประเทศ ย้ำไม่มีปัญหาไหนแก้ได้ในวันเดียว

เมื่อวานนี้ (26 ก.พ.2563) เวลา 19.30 น. ณ อาคารรัฐสภา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมรับฟังการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยันตัวตนที่แท้จริงเป็นคนสบายๆ แบบ “เบิร์ด เบิร์ด” พร้อมชี้แจงประเด็นสำคัญทั้งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การปราบปรามยาเสพติด บ่อนการพนัน การป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารราชการแผ่นดิน

นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีเหตุรุนแรงที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่าย ซึ่งได้มอบหมายรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำหน่วยบัญชาการพิเศษเข้าไปดูแลในพื้นที่แล้ว ซึ่งเป็นการเตรียมการในระยะที่ 2 และวันรุ่งขึ้นแต่เช้าก็ได้รีบเดินทางลงไปเพื่อไปควบคุมการดำเนินการซึ่งเป็นระยะที่ 3 ระหว่างนั้นก็ได้รับรายงานมาว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นไปตามขั้นตอนแผนปฏิบัติการ เมื่อเดินทางถึงก็เข้าไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารีและโรงพยาบาลกรุงเทพนครราชสีมา ตนเองเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นและเมื่อลงมาชั้นล่างของโรงพยาบาลก็มีประชาชนจำนวนมากมาโบกมือให้กำลังใจ ก็ได้ตอบสนองพี่น้องประชาชนที่มารออยู่ โดยโบกมือทำสัญลักษณ์ให้กำลังใจชาวจังหวัดนครราชสีมา เพื่อร่วมกันผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เกิดขึ้น ขณะนี้ก็กำลังสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด หากมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบก กองทัพบกก็พร้อมน้อมรับเพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

นายกรัฐมนตรีได้ตอบข้อซักถามถึงการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งหนี้นอกระบบ หนี้ครัวเรือน มีการออกกฎหมายทั้งพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย จับกุมผู้กระทำความผิดดำเนินคดีได้ 1,712 คดี มีผู้ต้องหา จำนวน 1,736 ราย พร้อมทั้งจัดพิธีคืนโฉนดไปแล้ว 12 ครั้ง ซึ่งผลการช่วยเหลือทำให้มีลูกหนี้ได้รับคืนทรัพย์สินถึง 25,044 ราย โฉนดที่ดิน 21,304 ฉบับ คิดเป็นเนื้อที่ 59,421 ไร่ 3 งาน 27.42 ตารางวา มูลค่ารวมทั้งสิ้น 30,667 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมี “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” สืบสวน ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทุกคนสามารถแจ้งเข้ามาได้หากพบใครโกงใครทุจริตก็จะถูกจับกุมลงโทษ ทั้งนี้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเพราะเราเป็นสังคมใหญ่เดียวกัน  นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “นาโนไฟแนนซ์ และ พิโกไฟแนนซ์” เพื่อปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น ล่าสุดมีการปล่อยสินเชื่อแล้ว 500,000 ราย รวมทั้งส่งเสริมให้มีสถาบันการเงินชุมชนหรือธนาคารชุมชนให้เกิดการออมเพื่อสร้างความยั่งยืน มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ขยายเงินกู้ พักชำระหนี้ และที่สำคัญคือ การให้ความรู้ทางการเงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนทั่วไป SMEs เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ด้วย ซึ่งหลังจากนี้ ครม. ก็จะได้มีการออกมาตรการต่างๆทยอยออกมาอีก

สำหรับการดำเนินการในการปราบปรามยาเสพติดนั้น นายกรัฐมนตรีย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศฐานการผลิตยาเสพติดและได้ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 5 ประเทศ มีผลงานทั้งการทำลายโรงงานยาเสพติด ทำลายโครงสร้าง สลายเครือข่ายอิทธิพลทั้งแหล่งค้า ทุกวันนี้เครื่องจักรแบบใหม่และหัวเชื้อด้วยสารเคมีทำให้ผลิตยาบ้าได้เป็นจำนวนมาก ราคาถูก แต่ก็ยังดำเนินการจับกุมมาตลอด โดยเฉพาะการสืบหานายทุน แล้วทำการยึดทรัพย์ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจตัวอย่างจำนวน 46,000 ราย ระหว่าง 10 เมษายน ถึง 15 พฤษภาคม 2562 พี่น้องประชาชนร้อยละ 95.2 มีความพึงพอใจในการดำเนินงานและในการป้องกันปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล  ทั้งนี้ จากข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC : Office des Nations unies contre la drogue et le crime)  การจับกุมยาบ้าในภูมิภาคนี้เฉลี่ยแล้วเพิ่มสูงขึ้น 15 เท่า ประเทศไทยเพิ่มขึ้น 12 เท่า จีน 20 เท่า การจับกุมไอซ์ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น 5 เท่า ของไทยเพิ่มขึ้น 112 โดยไทยนั้นได้มีการดูแลลงไปถึงหมู่บ้านชุมชน  ทำให้ตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน สัดส่วนหมู่บ้าน ชุมชนที่มีปัญหายาเสพติดลดลง และในปี 2562 มีหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหายาเสพติด อยู่ที่ร้อยละ 30 ซึ่งก็ยังคงมากอยู่ ปัญหาที่รัฐบาลเข้าไปดูแลต่อไปคือการลดจำนวนนักโทษ ปัจจุบันนักโทษคดียาเสพติดมีจำนวนมาก ล้นคุก ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งระบบ ทั้งแยกผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยออกจากรายใหญ่ การฟื้นฟู การหาอาชีพ ดูแลให้งานสาธารณสุขนำหน้าการบำบัดผู้ต้องขัง การฝึกอาชีพ ซึ่งวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายบริษัทห้างร้าน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษมีอาชีพและมีโอกาส

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเตรียมพร้อมการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาว่า รัฐบาลได้มีการเตรียมการล่วงหน้า แต่ไม่ได้มีการประกาศเพราะไม่ต้องการสร้างความตื่นตระหนกตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ตั้งแต่การตรวจสอบที่สนามบิน การให้อยู่ในพื้นที่ควบคุมโรค 14 วัน 21 วัน ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกที่มีมาตรการตรวจคัดกรองที่สนามบิน สำหรับการเดินทางไปรับคนไทยที่เมืองอูฮั่นนั้นได้ประสานกับประเทศต้นทาง แต่จีนเองก็มีมาตรการของเขา ต่อมาเราก็ได้ประสานเครื่องบินพาณิชย์ที่มีเส้นทางบินอยู่เดิมให้ไปรับคนไทยกลับมา สำหรับหน้ากากอนามัยนั้นประสานเพื่อแบ่งจำนวนหนึ่งมาช่วยจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งในส่วนของรัฐบาลก็ได้แจกจ่ายไปกว่าแสนชิ้น ขณะนี้ได้ให้ชุมชนช่วยเย็บหน้ากากผ้าเพื่อแจกอีก โดยจะให้ อปท. ช่วยดูแลจัดการเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน ชุมชน ซึ่งสามารถป้องกันได้ระดับหนึ่ง ยืนยันว่าราชการไม่มีการปิดบังตัวเลขเพราะสั่งให้มีการชี้แจงทุกวันอยู่แล้ว

สำหรับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง รถไฟเมื่อปี 2557 มีเส้นทางรถไฟทั้งหมด 4,024 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นทางเดี่ยวร้อยละ 91.5 ซึ่งวันนี้ได้ดำเนินการอีกหลายโครงการ ทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 6 เส้นทาง รถไฟสายใหม่ 2 เส้นทาง ระยะทาง 1,489 กิโลเมตร รถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทาง 473 กิโลเมตร จะทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป และในปี 2569 จะมีโครงข่ายทางรถไฟเพิ่มขึ้นเป็น 6,191 กิโลเมตร ขณะที่ด้านการพัฒนาระบบขนส่งทางถนน มีการเปิดบริการแล้วหลายเส้นทาง ช่วงศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ทางหลวงระหว่างเมืองพัทยา-มาบตาพุด บางปะอิน-นครราชสีมา บางใหญ่-กาญจนบุรี ช่วงพระราม 3-ดาวคะนอง หากทำได้แล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2566 จะมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 525 กิโลเมตรจากในปี 2557 ที่มีเพียง 165 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรได้มากพอสมควร  ด้านการบริการโครงข่ายรถไฟฟ้าแล้วเสร็จ 3 เส้นทาง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 10 เส้นทาง จะแล้วเสร็จในปี 2569 ที่จะมีโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ จากเดิมที่มีอยู่เพียง 72 กิโลเมตร เป็น 415 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 680 ตารางกิโลเมตร รองรับการให้บริการประชาชนได้ประมาณ 5.13 ล้านคน ส่วนรถโดยสารประจำทางอยู่ระหว่างการเร่งปฏิรูปแนวทางเดินรถโดยสารใหม่ การทบทวนรูปแบบการหารถที่เหมาะสมทั้งของภาครัฐและเอกชน

การพัฒนาระบบขนส่งทางอากาศ มีทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 2 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะชี้แจงรายละเอียด รวมทั้งท่าอากาศยานภูเก็ตระยะที่ 1 ท่าอากาศยานแม่สอด จังหวัดตาก ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 136 ล้านคนต่อปี จากเดิมมี 117 ล้านคนต่อปีในปี 2557 นอกจากนี้มีโครงการใหม่อีก 5 แห่งคือ กระบี่ สุวรรณภูมิเฟส 2 บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ในปีนี้ และทางวิ่งเส้นทางที่ 3 ภายในปี 2565 ท่าอากาศยานานาชาติอู่ตะเภา ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา โดยทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2567 จะทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถของท่าอากาศยานในการรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 169.8 ล้านคนต่อปี สำหรับการขนส่งทางน้ำ มีโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง มาบตาพุด เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถรองรับตู้สินค้าได้เป็น 13.3 ล้านTEU ต่อปีในปี 2566 และจะมีการรองรับการขนถ่าย LNG สินค้าเหลวเพิ่มขึ้นอีก 19 ล้านตันต่อปีในปี 2573

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติว่า การทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติตามแผนปฏิรูป สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เพื่อให้ประเทศมีเส้นทางเดิน แต่ก็ปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมด ตนไม่สามารถเอื้อประโยชน์ให้ใครได้ เป็นการประมูล ทุกเรื่องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ขอให้เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ที่ประเทศอื่นๆให้มากกว่าเรา ขอให้ช่วยกันสร้างการรับรู้ในเรื่องนี้ด้วย  เช่นเดียวกับเหตุผลที่ไทยต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงด้วยการลงทุน 1 แสนกว่าล้าน เพราะเราต้องการเป็นเจ้าของเส้นทางเองในเส้นทางรถไฟสายแรก มีสิทธิในการบริหารเศรษฐกิจทั้งหมดบนเส้นทางตลอดเส้นทาง เพียงใช้เทคโนโลยีและวิศวกรต่างประเทศ เป็นการทำตามกติกาด้วยความสัมพันธ์อันดี ไทยเลือกใครไม่ได้ต้องอยู่ตรงกลางให้ได้ โดยการสร้างทางรถไฟต้องเชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหม One  Belt One Road กับต่างประเทศ เพราะเป็นเส้นทางที่ผ่าน 100 กว่าประเทศ เพื่อเป็นการเคลื่อนย้ายคน บุคลากร ที่มีขีดความสามารถและเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีด้วย

สำหรับปัญหาขยะพลาสติกนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว เพราะเป็นวิกฤตสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดทำโรดแมปปี 2561 – 2573 ที่มีเป้าหมายที่ 1 คือการเลิกใช้ถุงพลาสติก ซึ่งจะต้องหามาตรการเยียวบริษัท ร้านค้า ประชาชน ด้วย ขอให้ทุกคนช่วยกันใช้ถุงผ้า วันนี้กำหนดให้เลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม ไมโครบีดส์จากพลาสติก เลิกใช้พลาสติก 4 ชนิดภายในปี 2565 ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว หลอดพลาสติก โดยทั้งหมดนี้จะต้องมีมาตรการเปลี่ยนผ่าน สำหรับเป้าหมายที่ 2 คือ การนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 นำวัสดุของเก่ามาแปรรูปเป็นวัสดุรีไซเคิล ทั้งนี้ เรื่องการอนุญาตนำเข้าในวันนี้ได้ลดไปแล้วหลายร้อยชนิด มีมาตรการเป็นระยะๆ ถ้ายังพบมีการนำเข้าขยะพิษอยู่ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

เรื่องแม่วัยใส แม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวแหว่งกลาง ปู่ย่าตายายเลี้ยงลูกแทนพ่อแม่ ตนมีข้อมูลเป็น Big Data ทั้งหมด สำรวจแล้วทั้งประเทศ 5 แสนครัวเรือน จะต้องมีมาตรการเชิงป้องกัน มาตรการการเยียวยา พัฒนาให้มีทักษะพึ่งตนเองได้ ให้สภาเด็กและเยาวชน สภานักเรียนทุกตำบล อบรมสื่อสาร มีพี่เลี้ยง โดยกรมอนามัย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน มหาวิทยาลัยในพื้นที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมดำเนินการเชิงรุก บูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง รวมทั้งสังคมชุมชนต้องช่วยกัน  และทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมานี้ คือแค่ตัวอย่างงานที่รัฐบาลดำเนินการ และยังมีอีกจำนวนมากซึ่งจะได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนต่อไป โดยการดำเนินการยึดยุทธศาสตร์ชาติเป็นแนวทาง เพื่อเป้าหมายประเทศและประชาชนมีชีวิตและโอกาสที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

โฆษณา

Verified by ExactMetrics