วันที่ 3 กันยายน 2026

ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต อย่าลืมออกมาใช้สิทธิ 1 ก.พ.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มกราคม 2569 1 ก.พ. 69 ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง อย่าลืมออกมาใช้สิทธิ!

ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง

1️⃣ ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

2️⃣ ยื่นหลักฐานแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือลงในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

3️⃣ ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พร้อมซองใส่บัตรเลือกตั้ง และรับหลักฐานแสดงตนคืน

4️⃣ เข้าคูหาลงคะแนน ทำเครื่องหมายกากบาท ✖ ลงในบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้อง พับบัตรเลือกตั้งใส่ลงในซองใส่บัตรเลือกตั้ง และปิดผนึก

5️⃣ นำซองใส่บัตรเลือกตั้ง หย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง

หลักฐานแสดงตนที่ใช้ได้

🪪 บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ใช้ได้)

🪪 บัตรหรือหลักฐานของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร

🪪 บัตรข้าราชการ / ใบขับขี่ / หนังสือเดินทาง (Passport)

📱 หลักฐานผ่านแอปฯ ของรัฐ เช่น ThaiD DLT QR Licence, แอปพลิเคชันบัตรคนพิการ (บัตรประจำตัวคนพิการดิจิทัล) แอปพลิเคชันทางรัฐ

⚠️ อย่าลืมตรวจสอบการกาบัตรให้ถูกต้อง ตัวอย่าง บัตรดี – บัตรเสีย ดูได้จากภาพประกอบ เพื่อให้บัตรเลือกตั้งของท่านนับเป็นคะแนนสมบูรณ์

📌 วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-17.00 นาฬิกา ณ ที่เลือกตั้งกลางที่ท่านลงทะเบียนไว้

Advertisement

นฤมล นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มกราคม 2569 ‘นฤมล’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมผ่านประเมินสมรรถนะครูรุ่นใหม่กว่า 4,100 คน เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

Advertisemen

https://to.gsb.or.th/wpc40nSLt

KPI Poll เผยผลสำรวจมุมมองคนไทยต่อนโยบายแจกเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจมุมมองของคนไทย ต่อนโยบายแจกเงินของพรรคการเมือง โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้งาน Line Today เท่านั้น ในหัวข้อ “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการลงคะแนน?” พบว่า ร้อยละ 67.1 ไม่ค่อยมีผล – ไม่มีผลเลย ร้อยละ 29.8 ค่อนข้างมีผล – มีผลอย่างมาก ร้อยละ 3.1 ไม่มีความคิดเห็น

ขณะที่ “ผลสำรวจนโยบายแจกเงินเชื่อมั่นได้แค่ไหน” พบว่า ร้อยละ 66.4 ไม่ค่อยเชื่อมั่น- ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 22.6 ค่อนข้างเชื่อมั่น- เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 11 ไม่มีความเห็น

ส่วนความเห็นว่า “เห็นด้วยหรือไม่ว่า นโยบายแจกเงินแค่เพื่อหาเสียง” ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 58.6 ค่อนข้างเห็นด้วย- เห็นตัวอย่างยิ่ง ร้อยละ 30.9 ไม่ค่อยเห็นด้วย- ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น

และความเห็นว่า “นโยบายแจกเงินช่วยพัฒนาประเทศหรือไม่” พบว่าร้อยละ 66.6 ค่อนข้างน้อย- น้อยที่สุด ร้อยละ 20.5 ค่อนข้างมาก- มากที่สุด ร้อยละ 12.9 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจของคนไทยในแต่ละภูมิภาค ที่มีความเห็นว่า “นโยบายแจกเงิน ‘ไม่มี’ ผลต่อการลงคะแนน” นั้น พบว่า ภาคเหนือ ร้อยละ 55.3 ภาคอีสานร้อยละ 54.5 ภาคกลางร้อยละ 70.2 ภาคตะวันออก ร้อยละ 72.5 และภาคใต้ร้อยละ 80.5

Advertisement

นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท กำชับ “คมนาคม” ตรวจสอบข้อเท็จจริง รอบด้าน โปร่งใส ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน-ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งพิธีดังกล่าวมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุดพร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฏหมายให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

Advertisement

รู้ลึกรู้จริง ไม่ได้คิดนโยบายบนหอคอย .. เปิดภาพ “ศุภจี” ลุยทำข้าวตั้งแต่ยังไม่นั่งรัฐมนตรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 เปิดภาพ “ศุภจี” ลุยทำข้าวตั้งแต่ยังไม่นั่งรัฐมนตรี รู้ลึกรู้จริง ไม่ได้คิดนโยบายบนหอคอย พุ่งเป้าขยายหลายชุมชนทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังเกิดกระแสดราม่าวิพากษ์วิจารณ์ทั้งตั้งคำถาม และสนับสนุนในโซเชียล กรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดรีมทีมขุนพลเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ตอบโต้กับนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน เรื่องสต็อกข้าวส่งออก 100 ตัน มีโซเชียลแชร์ภาพนางศุภจี สมัยเป็น CEO ดุสิตธานี ได้ปั้นข้าวอินทรีย์ ไม่มีสารปนเปื้อนสู่โรงแรม 5 ดาว ลงชุมชนฟังปัญหา ไปลงดำนา ปลูกข้าว ที่อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ และมีแผนพุ่งเป้าจะขยายไปอีกหลายชุมชน ภาพสะท้อนว่ารู้ลึก รู้จริง ลงหาชาวบ้าน ตั้งแต่สมัยก่อนมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ได้นั่งคิดนโยบายบนหอคอย สะท้อนนักปฏิบัติของจริง

นางศุภจี ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกข้าวไทย และเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาทำเรื่องข้าวค่อนข้างมาก โดยไปเจรจาขายข้าวกับจีน 5 แสนตัน ขายข้าวให้สิงค์โปร์ 1 แสนตัน อีกทั้งทำราคาข้าวจากต่ำสุดให้ขึ้นมาสูงสุดในตลาดโลก และตั้งเป้าสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น เน้นให้ปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง ก่อนรัฐหาตลาดสนับสนุน

Advertisement

อย่าลืม! เช็กสิทธิของคุณก่อนวันเลือกตั้ง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มกราคม 2569 ขณะนี้ระบบเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และตรวจสอบสิทธิออกเสียงประชามติ รวมถึง สถานที่เลือกตั้ง ได้แล้ว

ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง สส.

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

ตรวจสอบสิทธิออกเสียงประชามติ

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelectionpm/

กรณีไม่พบรายชื่อ

ขอให้รีบยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือ นายทะเบียนท้องถิ่น

โดยเตรียมเอกสารดังนี้

1.ทะเบียนบ้าน

2.บัตรประจำตัวประชาชน (หรือบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้)

ยื่นคำร้องได้ถึงวันที่ 28 มกราคม 2569

(ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน)

ตรวจสอบสิทธิให้พร้อม ใช้สิทธิของคุณอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตของประเทศ

Advertisement

“กกต.” ย้ำนำคนนอกช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตามกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มกราคม 2569 “กกต.” ย้ำนำคนนอกช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตามกฎหมาย และต้องแจงค่าใช้จ่ายต่อ กกต.

โรงแรมรามาการ์เด้นส์ วันนี้ ( 12 ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการนำคนนอกเข้ามาช่วบหาเสียงเลือกตั้ง ว่า การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะนำบุคคลใดมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคหรือบุคคลภายนอก ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วเขาก็สามารถช่วยผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองหาเสียงได้ การแต่งตั้งผู้ช่วยหาเสียงมีค่าตอบแทน ที่จะถูกคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย โดยต้องรายงานต่อ กกต.ให้ทราบ ทั้งก่อนดำเนินการ และหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งต่อ กกต.ประจำจังหวัด หากมีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งตามที่แจ้ง จะต้องรายงานให้กกต.ทราบทันที

Advertisement

เร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มกราคม 2569 ภาครัฐเร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

การประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 ม.ค.2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรงอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก

(1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน

(2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน

(3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์

โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริงและ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น

2) ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น

3) กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง

4) สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule)มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการประสานการทำงานและการดำเนินการในทุกระดับภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ การ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังต่อไป

Advertisement

กกต. เปิดให้ลงทะเบียน “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มกราคม 2569 กกต. เปิดให้ลงทะเบียน “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว! ใครไม่สะดวกไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง อย่าลืมลงทะเบียนล่วงหน้า

เปิดลงทะเบียน

20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

วันเลือกตั้งล่วงหน้า

1 กุมภาพันธ์ 2569

ช่องทางลงทะเบียนออนไลน์

เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/

แอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี)

แอปพลิเคชัน Smart Vote

ขั้นตอนง่าย ๆ

เข้าเมนู “ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า”

กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วยืนยัน

ลงทะเบียนได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบปิดวันที่ 5 ม.ค. 2569 เวลา 24.00 น.

อย่าลืมใช้สิทธิ ใช้เสียงของคุณ เพื่ออนาคตของประเทศ

Advertisement

“AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มกราคม 2569 “AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ซึ่งได้แบ่งกลุ่มข่าวปลอมออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และพบว่าในแต่ละกลุ่ม มีข่าวปลอมที่เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ AFNC ในปี 2568 ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ดังนี้

1.กลุ่มข่าวนโยบายรัฐ ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “แก๊งค้ามนุษย์-ขอทานต่างด้าวระบาดทั่วไทย ไร้การจัดการ”

โดยประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน  458,261 ครั้ง

คำชี้แจง : เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ  ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยืนยันว่า ได้ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์และขอทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการกำหนดมาตรการเชิงรุกต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2.กลุ่มข่าวภัยพิบัติ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547”

ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 529,472 ครั้ง

คำชี้แจง : กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ชี้แจงว่า การที่แผ่นเปลือกโลกจะมีการปลดปล่อยพลังงานให้รุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 9.3 ที่เกิดในปี 2547 จากการประเมินและคำนวน พบว่า จะใช้เวลาอีกประมาณ 400-600 ปี ทำให้ในปัจจุบันยังไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้

3.กลุ่มข่าวสุขภาพ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวด”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 156,828 ครั้ง

คำชี้แจง : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ CDS ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ และขอเตือนประชาชนว่า CDS ไม่ใช่ยา และไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ในการรักษาโรคใด ๆ การบริโภค CDS อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

4.กลุ่มข่าวเศรษฐกิจ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ออมสินปล่อยกู้ผ่านเพจ LEASE it PCL 859 เริ่มต้น 10,000 – สูงสุด 1 ล้าน!”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 77,123 ครั้ง

คำชี้แจง : ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊ก “LEASE it PCL 859” ที่อ้างว่าธนาคารออมสินให้บริการสินเชื่อวงเงิน 10,000 – 1,000,000 บาท โดยไม่ใช้คนค้ำ ไม่เช็กเครดิต กู้ได้ทุกอาชีพ และอนุมัติไว ขอเตือนให้ระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคล

5.กลุ่มข่าวอาชญากรรมออนไลน์

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 97,688 ครั้ง

คำชี้แจง :  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ ตำรวจไซเบอร์ ใช้แอ็กเคานต์ชื่อ police_cyber1710 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างใช้ชื่อและโลโก้ของหน่วยงานราชการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากประชาชนหลงเชื่อ และมีการแชร์ต่อๆกันไปในสังคม อาจสร้างความเข้าใจผิด สับสน และเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี โดยศูนย์ AFNC ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

Verified by ExactMetrics