วันที่ 11 ตุลาคม 2026

รบ.ตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” คุมผลกระทบพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 สิงหาคม 2569 ครม. ไฟเขียวตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” คุมผลกระทบพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศแท้จริง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญมุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจากเศรษฐกิจดิจิทัล จึงต้องปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและปรับโครงสร้างไปสู่อุตสหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจศูนย์ข้อมูล ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การประกอบกิจการนี้ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการใช้ทรัพยากร (น้ำ ไฟฟ้า ที่ดิน สิ่งแวดล้อม) ของประเทศและประชาชน รวมถึงความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายและแนวทางเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้ให้ชัดเจน

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. …. ตามที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยสาระสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์”

สำหรับองค์ประกอบ มีดังนี้ 1) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง ประธานกรรมการ (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน รองประธานกรรมการคนที่ 1 คนที่ 2 และคนที่ 3 ตามลำดับ (3) กรรมการโดยตำแหน่ง (12 คน) อาทิ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน ไม่เกิน 3 คน

นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางในการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร  รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาข้อมูลด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมทั้งการวางระบบและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

“การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และป้องกันไม่ให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการจัดสรรทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศ” นางสาวรัชดาย้ำ

Advertisement

นายกฯชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 สิงหาคม 2569 “อนุทิน” แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

วันที่ (26 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้างและยืดเยื้อ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. คือแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปี การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ

1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 2.ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน

สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็น ทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยเมื่อรวมการกู้กรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรอง โดยโครงการต้องตรงตามวัตถุประสงค์ จำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และพร้อมดำเนินการทันที ภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤตพลังงานเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเร่งด่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอและทันท่วงทีในการ ช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

อนุทิน สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ–ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 สิงหาคม 2569 นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ–ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและสั่งการด้านความมั่นคงต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กำชับต่อเนื่องถึงการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งเข้าช่วยเหลือและเยียวยาทุกกรณี ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว กลุ่มเปราะบาง และผู้ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด ศอ.บต. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสื่อสารและให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมาย โดยนำระบบ Case Management มาใช้ตลอดกระบวนการ มี Case Manager ทั้งในภาพรวมและรายกรณี ทำงานเป็นทีมเดียวกับจังหวัด ตั้งแต่การลงพื้นที่ค้นหาและรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบสิทธิ ติดตามการเข้าถึงความช่วยเหลือ ไปจนถึงการระบุปัญหาอุปสรรค ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่จะแก้ไขให้แล้วเสร็จ

ขณะนี้ ทีม Rapid Response ระดับจังหวัด 3 ทีมได้ลงพื้นที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อรับข้อมูลสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมประสานกับผู้รับผิดชอบงานเยียวยาและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปหาผู้ได้รับผลกระทบ แทนการรอให้ประชาชนเป็นฝ่ายเดินทางมาติดต่อหรือประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง

พร้อมกันนี้ ศอ.บต. ได้เปิด สายด่วน 1880 เพื่อให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสิทธิและการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวสามารถโทรสอบถามและประสานการช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ Case Management เพื่อติดตามแต่ละกรณีจนได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ จะจัดทำ Dashboard แบบ Real Time เพื่อติดตามสถานะการช่วยเหลือเป็นรายกรณี แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว ได้รับความช่วยเหลือแล้ว สีเหลือง อยู่ระหว่างดำเนินการ สีส้ม ข้อมูลหรือเอกสารยังไม่ครบ และ สีแดง ยังเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ทำให้เห็นได้ทันทีว่าเคสใดอยู่ขั้นตอนใด ติดขัดเรื่องอะไร และต้องเร่งแก้ไขจุดใด โดยข้อมูลความคืบหน้าจะนำมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนไม่ควรต้องเป็นฝ่ายวิ่งหาหน่วยงานรัฐ แต่รัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน การช่วยเหลือต้องรู้ให้ชัดว่าแต่ละครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไร มีสิทธิได้รับการเยียวยาอะไร เรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน ติดขัดตรงไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบและจะสามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จเมื่อใด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนจริงและเร็วที่สุด” นางสาวรัชดากล่าว

ทั้งนี้ การดูแลจะครอบคลุมตั้งแต่การรักษาพยาบาลและฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บ การดูแลครอบครัวและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน ร้านค้า และการประกอบอาชีพ

Advertisement

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านราย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามและรายงานผลต่อรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รับข้อสั่งการไปดำเนินการ หลัง สคบ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการ ประเด็นสินค้าออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า ปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน มีทั้งสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา และมักไม่ได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย ถือเป็นวาระสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ไม่อาจมุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ขายเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องพิจารณาตลอดห่วงโซ่ของการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ขายกับผู้บริโภค และได้รับผลประโยชน์จากธุรกรรมต่าง ๆ บนระบบ แม้ปัจจุบัน สคบ. จะยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายในการสั่งปิดหรือระงับการให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่ทางฝ่ายนโยบายมองว่าภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีแนวคิดผลักดัน หลักความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility) ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านการศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไก  กำกับดูแลให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ร่วมป้องกัน ระงับ และช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากสินค้าผิดกฎหมาย ตลอดจนมีมาตรการจัดการร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ

“การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สคบ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านดิจิทัล การค้าออนไลน์ และธุรกิจขายตรง เพื่อกำหนดกลไกการทำงานร่วมกัน กำหนดบทบาทหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน ให้การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสินค้าออนไลน์ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริงทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาสกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาสยังได้มอบหมายให้ สคบ. ศึกษาแนวทางการใช้ การฟ้องคดีแบบกลุ่ม สำหรับกรณีที่ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก ลดภาระของผู้เสียหายรายย่อย พร้อมทั้งหารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการค้าออนไลน์และธุรกิจขายตรง เพื่อบูรณาการกลไกการทำงานร่วมกันทุกมิติ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สคบ. ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการประเด็นสินค้าออนไลน์ ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน รวมถึงตัวชี้วัด (KPIs) และกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ

“เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้แก่ภาคธุรกิจ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตก็จะได้รับความเชื่อมั่นจากระบบตลาดที่โปร่งใสและเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

รัฐบาลชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดเวทีรับฟังความเห็นออนไลน์กำหนดอนาคตการศึกษาไทย 4 ก.ค. นี้

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา จากสถานศึกษาทุกสังกัด ประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลังฉบับเดิมใช้มาแล้วเกือบ 30 ปีผ่านเวทีสาธารณะออนไลน์ 4 ก.ค. ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

วันนี้ (27 มิ.ย.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการสำคัญ 10 ประการของร่างกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษา แม้บริบทของโลกและรูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้ากระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่บนหลักการมีส่วนร่วม เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับต่อไป

“ความคิดเห็นที่ประชาชนเสนอในระยะนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละมาตรา จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตอบโจทย์ผู้เรียนในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ รอบเช้า เวลา 09.00-12.00 น. สำหรับผู้แทนนักเรียนจากทุกภูมิภาค และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อหลักการสำคัญทั้ง 10 ประการของร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของผู้เรียนในอนาคต โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเวทีได้ที่ https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พรบ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พรบ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้ เชิญชวนร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายกัญชา-กัญชง ผ่านช่องทางออนไลน์หลัก 2 ช่องทาง ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (24 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. ….  ช่วงที่ 2 จากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 ก.ค. 69  เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุม และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง สำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายกัญชา-กัญชงในครั้งนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้

-ช่วงที่ 1 (22 เม.ย. – 21 พ.ค. 2569): ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการรับฟังความคิดเห็นในเชิงหลักการ

-ช่วงที่ 2 (2 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2569): อยู่ระหว่างการดำเนินงานในปัจจุบัน เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อรายละเอียดของ “ตัวร่าง พ.ร.บ.” โดยตรง ซึ่งหลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในลำดับถัดไป

“ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งกลไกนี้นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประชาชนแล้ว ยังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้กฎหมายมีความรอบคอบ สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และสามารถสะท้อนข้อกังวลจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ตลอดจนลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

“รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอเชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายกัญชา-กัญชงของประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์หลัก 2 ช่องทาง ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ระบบกลางทางกฎหมาย: www.law.go.th และเว็บไซต์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: www.dtam.moph.go.th” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ชัดเจนแล้ว! นายกฯ อนุทิน ระบุ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 มิถุนายน 2569 นายกฯ อนุทิน เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก มั่นใจศักยภาพและความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

วันนี้ (วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569) เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลแมน” ทำการตลาดให้ EEC

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) ให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว  จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ  เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด

Advertisement

รัฐบาลย้ำเตือน ห้ามนำสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง”

รัฐบาลย้ำเตือน ห้ามนำสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง” จำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง พร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน “ฉ้อโกง” เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341

“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569  กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง”

ชวนคนไทยดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการ “ครอบครัวอุปการะ” รัฐสนับสนุนเงิน 5,000 บาท/คน/เดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลชวนคนไทยร่วมดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการ “ครอบครัวอุปการะ” รัฐสนับสนุนเงิน 5,000 บาท/คน/เดือน ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2569) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแบบครอบครัวอุปการะ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นที่พึ่งให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ด้วยการรับดูแลคนไร้ที่พึ่งภายในครัวเรือน ผ่านโครง “ครอบครัวอุปการะ”  โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินให้ 5,000 บาท/คน/เดือน ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระจายสิทธิประโยชน์จากภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า สำหรับผู้เข้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ อายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง มีความประพฤติเหมาะสม มีที่อยู่อาศัยและความพร้อมในการดูแล รวมถึงไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และสามารถทุ่มเทเวลาเอาใจใส่ผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของสิทธิประโยชน์ รัฐบาลสนับสนุนค่าตอบแทนจำนวน 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมจัดนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้สนใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ต่างจังหวัดสามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานคุ้มครองต่าง ๆ ของรัฐ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics