วันที่ 6 มิถุนายน 2026

“ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 เมษายน 2569 “ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค. นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ หนุน SMEs ไทยสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

วันนี้ (29 เมษายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

Advertisement

กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 เมษายน 2569 กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 44 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบในการดำเนินการแทน ทางกองทัพเรือได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า การยกเลิก MOU ดังกล่าวไม่เป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด

โดย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวว่า MOU 44 เป็นเพียง “กลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ” มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเล ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ถึงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

“ในเรื่องการใช้กฏหมายทางทะเลนั้นกองทัพเรือเป็นหน่วยงานสำคัญทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค และทุกอย่างตรวจสอบได้ เพื่อให้การเจรจาดำเนินการมีความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

รมว.ยุติธรรม มอบนโยบายกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 เมษายน 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม มุ่งเน้น 7 ประการ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวดเร็ว ทั่วถึงทุกพื้นที่

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม มอบหมาย นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10 – 01  ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การมอบนโยบายการบริหารราชการกระทรวงยุติธรรมในวันนี้ ถือเป็นกรอบการทำงาน และขอฝากทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมสิ่งใดที่แก้ไขได้ให้เร่งรีบโดยด่วนเพื่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งนโยบายหลัก 7 ประการ ประกอบด้วย

1) น้อมนำพระบรมราโชบายโครงการพระราชดำริ และหลักการทรงงานไปปฏิบัติให้ปรากฏผลอย่างเข้มข้น ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

2) ปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นคดีที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เช่น คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฉ้อโกง การฟอกเงิน การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอื่นตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

3) ปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติดตามกรอบกฎหมายเด็ดขาด สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ขยายผลการปฏิบัติกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคมในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

4) ช่วยเหลือประชาชน และเยียวยาผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคเป็นธรรม เน้นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

5) พัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมตามหลักนิติธรรมอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสากล  ประชาชนเชื่อมั่น ปรับปรุง ทบทวนกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบงานยุติธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

6) แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมและดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข ไม่ทำผิดซ้ำ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมทั้งเด็กและเยาวชนตามหลักสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานสากล พัฒนากระบวนการด้านพฤตินิสัยเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสกลับสู่สังคม และดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข มุ่งเน้นป้องกันมิให้กลับมากระทำผิดซ้ำเพื่อให้สังคมปลอดภัย

และ 7) บริหารงานยุติธรรมอย่างมืออาชีพ ทันสมัย และมีมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบริหารงานยุติธรรมของทุกหน่วยต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ใช้ทรัพยากรทางการบริหารทั้งคน งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้และระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกและจริยธรรมให้กับบุคลากรของหน่วยงาน

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดถือปฏิบัติการทำงาน ดังนี้ 1) ให้เร่งรัดการปฏิบัติงานหรือการเสนองาน โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการปฏิบัติงานหรือเสนองานตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ เช่น การดำเนินการทางวินัย การเสนอขออนุมัติหรือขออนุญาต ในส่วนกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาไว้ชัดเจนให้เร่งรัดดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชนเป็นสำคัญ 2) การรายงานเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจ กรณีมีเหตุด่วนหรือเหตุสำคัญน่าสนใจเกิดขึ้นในความรับผิดชอบของหน่วยงาน ขอให้ผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับรองอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไปรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยเร็วหรือในโอกาสแรก เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์ทันท่วงทีและแก้ไขสั่งการ 3) การบริหารงบประมาณหรือเงินกองทุนของหน่วยงาน กรณีเงินงบประมาณขอให้บริหารงบประมาณให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงสถานการณ์วิกฤตของประเทศอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการ กรณีเงินกองทุนที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน เช่น กองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด กองทุนยุติธรรม รวมถึงเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางของกระทรวงยุติธรรม ขอให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ 4) การจัดทำแผนปฏิบัติราชการและกำหนดตัวชี้วัด ขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายที่ได้แจ้งทราบแล้วไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม 5) การบริหารงาน ขอให้ผู้บริหารทุกระดับ กำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่วมแก้ไขปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ   และทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และ 6) ขอฝากข้อคิดประการหนึ่งของนักปรัชญาตามหลักการที่ว่า   “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” จึงขอให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานนำไปเป็นหลักยึดถือปฏิบัติเพื่อเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมต่อไป

Advertisement

ศรชล. รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 เมษายน 2569 ศรชล. คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล. ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด “ไม่ปล่อยผ่าน–ไม่เกรงใจ–ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

เผยนายกฯอนุทิน เข้าใจความรู้สึกเหยื่อสแกมเมอร์ ปปง.จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 เมษายน 2569 นายกฯ อนุทิน เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุด ปปง. เตรียมคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ คลายกังวลผู้เสียหาย

วันนี้ (16 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มท. ยังคงติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง

โดยให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีดังกล่าว เพื่อนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด สำนักงาน ปปง. กำลังจัดทำประกาศเปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ กรณีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก กรณี MR. LEAK YIM นางสาววิรินยา ยิมจ์   MR. SMITH BEN และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก คาดว่าจะเปิดรับได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งจุดรับคำร้องที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์และทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอให้ ปชช. ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ปปง. และเตรียมหลักฐานให้พร้อม เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง” นางสาวรัชดาระบุ

Advertisement

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 เมษายน 2569 ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
  2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน

โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

  1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
  3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

Advertisement

ครม.เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 เมษายน 2569 ครม.เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง ย้ำใช้มาตรการให้สอดคล้องสถานการณ์จริง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

รองโฆษกฯ ระบุว่า การปรับพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างรอบด้าน เห็นว่าระดับสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สามารถ “ผ่อนคลายมาตรการบางส่วน” ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้คงมาตรการด้านความมั่นคงในพื้นที่อื่นรวม 19 อำเภอ ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา เพื่อให้การดูแลสถานการณ์ยังคงมีความต่อเนื่อง ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น เหมาะสมกับระดับสถานการณ์ และไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนเกินความจำเป็น

“รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปรับมาตรการให้ทันต่อข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนเดินไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 เมษายน 2569 “นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบนโยบาย 10 พลัส

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม

13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

20) ราชการทันใจ

21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

“กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

Advertisement

อนุทิน ลั่น พร้อมลุยงาน “ไม่มีทดลองงาน” ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 เมษายน 2569 ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์พร้อมลุยงาน “ไม่มีทดลองงาน” นายกฯ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานวันแรกทันที ฝ่าความท้าทายสถานการณ์โลก

วันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงได้ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีความพร้อมในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป คำถวายสัตย์ที่ได้เปล่งวาจาต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระประมุขแห่งชาตินั้น ขอให้ถือว่าเป็นแนวทางในการทำงาน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน คณะรัฐมนตรีชุดนี้อาจจะต้องถือว่าเป็นคณะรัฐมนตรีที่ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรก ไม่มีเวลาที่เป็นเวลาทดลองงาน เข้ามารับภาระหน้าที่ในช่วงที่โลกทั้งโลกมีวิกฤตการณ์จากความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาและลดความเดือดร้อน ทำให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไป โดยการทำงานของทุกคนขอให้ยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน

คณะรัฐมนตรีชุดนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว มีความอาวุโส หลายท่านเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีสติปัญญาที่พร้อมที่จะทำงานบริหารราชการแผ่นดิน รับใช้บ้านเมือง ขอให้ใช้จุดแข็งต่าง ๆ ที่มีในการที่จะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลเป็นไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอให้ถือว่า คณะรัฐมนตรีนี้คือคณะรัฐมนตรีเดียวกัน ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นคณะรัฐมนตรีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคณะรัฐมนตรีของประชาชนคนไทยดังนั้น ในการทำงาน นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะนโยบายและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ขอให้ทุกคนได้ทำงานด้วยความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยวันนี้ ความเป็นหนึ่งเดียวของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้จะทำให้ประเทศสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายไปได้

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง ซึ่งจะประชุมทุกวันอังคาร จะเริ่มประชุมในเวลา 10.00 น. ก่อนถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีท่านใดประสงค์ที่จะหารือระหว่างกัน หรือต้องการที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรี ขอให้แจ้งมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะพบและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เจตนารมณ์บรรลุผลสำเร็จทุกประการ ขอให้คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง การประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นที่ที่ต้องมาปรึกษาหารือ ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถของคณะรัฐมนตรีทุกท่านในการที่จะให้มติของการประชุมคณะรัฐมนตรีเกิดเป็นพลัง เกิดความถูกต้อง นายกรัฐมนตรีขอให้คณะรัฐมนตรีทุกท่านให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด ยกเว้นมีภารกิจ ก็ขอให้ได้เข้ามาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีโดยพร้อมเพรียงกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน การช่วยกันประหยัดพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายควรปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะภาครัฐ จึงได้มีข้อสั่งการก่อนหน้านี้แล้ว ขอให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมที่ผ่านมาทั้ง WFH หรือ WFA เนื่องจากปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในระบบ IT โดยขอมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล DGA และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดผล และให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณด้วยหากมีความจำเป็น โดยขอให้รัฐมนตรีทุกท่านกำกับและดูแลให้นโยบาย WFH WFA เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อการประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ปรับปรุงระเบียบว่าด้วยรถราชการที่อยู่ในความดูแลของ สปน. และคณะกรรมการรถราชการ ซึ่งขอให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยให้มีทางเลือกสำหรับยานยนต์ในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้กำชับ ทำความพร้อม ในวิกฤตการณ์เช่นนี้อาจจะมีปัญหาการขนส่ง การขาดแคลน packaging ที่จำเป็น พร้อมสร้างความมั่นคงทางยาให้เกิดขึ้น ขอให้มุ่งเน้นการใช้ยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างเต็มที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

Advertisement

ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บรรเทาผลกระทบวิกฤติตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 เมษายน 2569 ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม บรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ ดูแลเส้นทาง และความพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ให้เพียงพอการเดินทางช่วงสงกรานต์

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

“เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

Advertisement

Verified by ExactMetrics