วันที่ 11 กันยายน 2026

นายกฯสั่งการศูนย์ส่วนหน้าสงขลา รับมือวิกฤตน้ำท่วม 5 จังหวัดภาคใต้ ขณะที่รอง นรม. ธรรมนัส ฯ ประธาน ศนภ.

เร่งช่วยเหลือประชาชน พร้อมให้ระดมคน -เครื่องมือ-เข้าพื้นที่เพิ่มเติม

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) ได้ลงนามจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) โดยมีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อกำกับดูแลการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างทันที ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายสิริพงศ์ ยังเปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง รัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการรองรับและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยได้มอบหมายให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) จังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการส่วนหน้าสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส)  เป็นจุดรวมการประสานและสั่งการทรัพยากรเข้าพื้นที่ประสบภัยทันที โดยมีภารกิจหลักในการประสานความต้องการสนับสนุนในพื้นที่ พร้อมจัดส่งทรัพยากรด้านเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยประชาชนใน 5 จังหวัดภาคใต้ เช่น เรือเล็ก เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ เครื่องสูบน้ำ รถยกสูง รถผลิตน้ำดื่ม รถประกอบอาหาร สะพานเบลีย์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ล่าสุดจังหวัดสงขลา ประกาศเขตภัยพิบัติแล้วทั้ง 16 อำเภอ พร้อมให้อพยพประชาชนด่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวของทางราชการที่จัดเตรียมไว้ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และทัพเรือภาคที่ 2 จังหวัดสงขลา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งนำกำลังทุกภาคส่วนลงช่วยเหลือประชาชนแบบเต็มกำลัง และขณะนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ทุกหน่วยงานเร่งระดมกำลัง เครื่องจักร และยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ทันทีเพื่อช่วยเหลือประชาชน

“รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยศูนย์ส่วนหน้าที่จัดตั้งขึ้นนี้จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพ โดยรองนายกฯ ธรรมนัส ในฐานะผู้อำนวยการ ศนภ. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ พร้อมประสานการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติมทันที โดยย้ำว่าการปฏิบัติงานต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และประชาชนสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างปลอดภัย” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ บินด่วนหาดใหญ่ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม สั่งการให้หน่วยงานทุกภาคส่วน

ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมบินด่วนลงหาดใหญ่ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย หลังสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักในพื้นที่ช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โดยพบว่าปริมาณน้ำฝนวัดได้ 68.5 มิลลิเมตร แม้ขณะนี้ฝนได้หยุดตกแล้ว แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ในภาวะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำในลำคลองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันนี้ เวลา 07.00 น. รวมปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน วัดได้ 595 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่าทั้งปี 2543 (497 มิลลิเมตร) และปี 2553 (516 มิลลิเมตร) โดยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ประกาศ “ยกธงแดง” จำนวนทั้งหมด 103 ชุมชน โดยให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในในพื้นที่อพยพเคลื่อนย้ายสิ่งของ และเตรียมเข้าอยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร และการแจ้งเตือนจากเทศบาลนครหาดใหญ่อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีตรวจราชการที่จังหวัดขอนแก่น ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอดเวลา ซึ่งคณะวันนี้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานสถานการณ์เหตุน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ก่อนนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ช่วงบ่ายวันนี้

พร้อมสั่งการให้หน่วยงานทุกภาคส่วนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งจุดอพยพ สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถพักอาศัยในบ้านได้ ขอให้อพยพไปยังโรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) และโรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่) ติดต่อสอบถามหมายเลข 074200000

Advertisement

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง”

2 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวอัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทน ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้น และในช่วงค่ำคืนปีใหม่ จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org และ www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า

Advertisement

ทบ. เชิญผู้ช่วยทูตทหารฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจสถานการณ์ชายแดน

29 ตุลาคม 2568 ทบ. เชิญคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจสถานการณ์ชายแดน ย้ำจุดยืนการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกทวิภาคีขับเคลื่อนข้อตกลงตามปฏิญญาร่วมใน ASEAN Summit สร้างสันติภาพชายแดน

วันนี้ (29 ต.ค.68) กองทัพบก โดยกรมข่าวทหารบก ได้จัดการบรรยายสรุปรอบไตรมาส (Quarterly Royal Thai Army Briefing) ประจำไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 ให้แก่คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ณ กองบัญชาการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทยประจำต่างประเทศ ร่วมรับฟังผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC) ในหัวข้อ “ภาพรวมสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ รอบชายแดนไทย” (Overview of Transnational Crimes Beyond Thailand’s Borders) โดยมี พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นประธาน ซึ่งมีคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าร่วมรับฟัง รวม 26 นาย จาก 18 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินเดีย, ฝรั่งเศส, ลาว, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ตุรกี, สาธารณรัฐประชาชนจีน, บรูไน, รัสเซีย, ฟิลิปปินส์, เมียนมา, สิงคโปร์, แคนาดา, อินโดนีเซีย, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และปากีสถาน

โดยเจ้ากรมข่าวทหารบกได้กล่าวต่อคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ว่าวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พบปะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ในไตรมาสแรกของปี 2569 และเป็นครั้งแรกหลังได้รับตำแหน่งใหม่ ทุกท่านเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนในทุกภารกิจระหว่างกันของกองทัพบกไทยและมิตรประเทศ วันนี้จึงได้มีการจัดการบรรยายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติและมุมมองระหว่างกองทัพบก พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จากกองทัพ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะประเด็นที่นานาชาติได้ให้ความสนใจในปัจจุบัน อาทิ ความคืบหน้าการดำเนินการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ซึ่งการบรรยาย เริ่มต้นด้วยการชี้แจงแนวทางการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติของไทย ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นส่วนรับผิดชอบหลัก โดยมี พันตำรวจโท นิยม กาเซ็ง รองผู้กำกับฝ่ายความร่วมมือและกิจการระหว่างประเทศ กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บรรยาย โดยได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา และแผนการขับเคลื่อนงานต่างๆ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานร่วมกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) และหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างรอบด้าน ในการกำกับดูแลและวางแผนการปฏิบัติเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

จากนั้น พันเอก พัฒนา พันธุ์มงคล รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง กรมข่าวทหารบก ได้ชี้แจงถึงแนวทางการปฏิบัติของกองทัพบกในการดำเนินการภายหลังการลงนามใน “ปฏิญญาสันติภาพไทย – กัมพูชา” (Kuala Lumpur Peace Accord) ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ไทยมีจุดยืนสำคัญในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีในทุกระดับ รวมทั้งชี้แจงประเด็นเชลยศึกกัมพูชา ที่กองทัพบกได้เตรียมการที่จะส่งกลับ โดยจะต้องพิจารณาจากผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันใน 4 ประการ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

หลังเสร็จสิ้นการบรรยาย กรมข่าวทหารบกได้ชี้แจงแผนการปฏิบัติงาน และกำหนดการของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมเชิญคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ รับประทานอาหารร่วมกันด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ มุ่งพัฒนาขับเคลื่อนงานระหว่างกองทัพให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

Advertisement

เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดบัญชี FB ปลอม อ้าง “SET” เปิดลงทุนหุ้น-กองทุนทองคำ เสี่ยงสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

12 ตุลาคม 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้เข้าร่วมซื้อจองหุ้น SET50 และกองทุนทองคำ ผ่านเพจ Hua Seng Heng Index Futures” รองลงมาคือเรื่อง “กฟภ. โทรติดต่อประชาชนให้แอดไลน์ เพื่อรับเงินค่าประกันมิเตอร์คืน” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ – แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 3 – 9 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,029,742 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,031 ข้อความ

สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,010 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 6 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 13 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 224 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 73 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

อันดับที่ 1 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้เข้าร่วมซื้อจองหุ้น SET50 และกองทุนทองคำ ผ่านเพจ Hua Seng Heng Index Futures

อันดับที่ 2 : เรื่อง กฟภ. โทรติดต่อประชาชนให้แอดไลน์ เพื่อรับเงินค่าประกันมิเตอร์คืน

อันดับที่ 3 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ กฟภ. โทรหา ปชช. แจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า

อันดับที่ 4 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ไม่ต้องสอบเอง ติดต่อได้ที่เพจ Somkiart Tonlay

อันดับที่ 5 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ติดต่อขอรับเงินคืนผ่านเพจ Stop the incident

อันดับที่ 6 : เรื่อง ลงทุนหุ้นกับ OR ผ่านเพจ AMZN โอ้อาร์ Market ASCO ก็เป็นเจ้าของคาเฟ่อเมซอนได้แล้ว

อันดับที่ 7 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบกรับทำใบขับขี่ทางออนไลน์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก

อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดบัญชี TikTok ชื่อ สนง.ปปง (Anti-Money)

อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดให้เหยื่อแก๊งคอลฯ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok scamalert02

อันดับที่ 10 : เรื่อง ลงทุนผ่านไลน์ PDAX SERVICE ปลอดภัย รับรองโดย ก.ล.ต.

“เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการคืนเงินจากมิจฉาชีพในกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง  ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว

สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้เข้าร่วมซื้อจองหุ้น SET50 และกองทุนทองคำ ผ่านเพจ Hua Seng Heng Index Futures” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยเพจ Hua Seng Heng Index Futures มีการแอบอ้างใช้ชื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนซื้อหุ้นและกองทุน ซึ่งเป็นพฤติกรรมของมิจฉาชีพ จึงขอเตือนนักลงทุนให้ระวัง อย่าหลงเชื่อการชักชวนในลักษณะดังกล่าว

นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้

อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

Advertisement

ประชาชนกังวลบัญชีธนาคารอาจถูกอายัดโดยไม่รู้ตัว

22 กันยายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “หัวอกประชาชนกับบัญชีม้า” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,154 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 กันยายน 2568 พบว่า จากข่าวบัญชีม้าในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างรู้สึกกังวลมาก ร้อยละ 38.30 ว่าบัญชีตัวเองอาจถูกอายัดโดยไม่รู้ตัว โดยปรับพฤติกรรมตนเองด้วยการตรวจสอบธุรกรรมบ่อยขึ้น ร้อยละ 57.89 ทั้งนี้เชื่อมั่นต่อธนาคารและหน่วยงานรัฐในการปกป้องผู้บริสุทธิ์จากผลกระทบบัญชีม้า ร้อยละ 61.87 โดยบทเรียนหรือข้อคิดจากข่าวบัญชีม้า คือ ทำให้ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบธุรกรรมของตนเองบ่อยขึ้น ร้อยละ 66.98 รองลงมาคือ ระวังไม่ให้หลงเชื่อคนแปลกหน้าที่ติดต่อมาขอใช้บัญชี ร้อยละ 56.41 ในภาพรวมรู้สึกเชื่อมั่นต่อรัฐบาลนายอนุทิน ในการจะเข้ามาแก้ปัญหาบัญชีม้า ร้อยละ 64.04

ดร.พรพรรณ บัวทอง ระบุว่า จากข่าวบัญชีม้า แม้ประชาชนจะมีความกังวลสูง แต่ก็เลือกที่จะ “ปรับตัวเชิงรุก” ด้วยการตรวจสอบธุรกรรมบ่อยครั้งและระมัดระวังการโอนเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยัง “ฝากความหวัง” ไว้กับสถาบันการเงินและรัฐบาลอนุทินในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยตัวเลขความเชื่อมั่นที่ออกมาค่อนข้างสูง ทำให้ต้องจับตามองว่ารัฐบาลจะสามารถฟื้นความมั่นใจและตอบโจทย์ความกังวลของประชาชนได้หรือไม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบัน “บัญชีม้า” ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่แพร่หลายอย่างมากในประเทศไทย นับตั้งแต่การระบาดของโรคอุบัติใหม่โควิด-19 เนื่องจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น การเปิดบัญชีม้าได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อให้อาชญากรรมทางการเงินแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในด้านกฎหมายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้รัดกุมและทันสมัย ในด้านเทคโนโลยี ภาครัฐต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการตรวจสอบและติดตามให้มีความรัดกุม ฉับไว สามารถจำแนกผู้กระทำผิดและผู้เสียหายได้ชัดเจน และการให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพและตระหนักถึงความผิดทางกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคน ทุกหน่วยงานสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบอาชญากรรมในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างความปลอดภัยทางการเงินให้กับประชาชนและประเทศได้ในระยะยาว

Advertisement

อยากรู้ “บ้านของตน” ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างจดทะเบียนบริษัทหรือไม่ ตรวจเช็คได้เองแล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 กันยายน 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าย้ำประชาชนสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่า “ที่อยู่อาศัยของตน” ถูกมิจฉาชีพนำไปแอบอ้างจดทะเบียนเป็น “ที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล” หรือไม่​ หากพบความผิดปกติ สามารถส่งเรื่องให้ตรวจสอบและดำเนินคดีได้ทันที เผยยอดตรวจสอบแล้วกว่า 28,000 ครั้ง พบมีนิติบุคคลไร้สำนักงานจริงถึง 44 ราย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากแจ้งความเดือดร้อนว่าที่อยู่อาศัยของตนเองถูกแอบอ้างใช้เป็นที่ตั้งของสำนักงานนิติบุคคล โดยไม่เคยได้รับการติดต่อหรือยินยอมจากเจ้าของที่อยู่ กรมฯ จึงได้เร่งพัฒนาระบบตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานใหญ่ผ่านทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ง่ายและรวดเร็วด้วยตนเอง

ระบบดังกล่าวเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 โดยประชาชนสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์กรมฯ แล้วเลือก “ตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล” จากนั้นกรอกข้อมูลที่อยู่อาศัย ระบบจะแสดงข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ เลขทะเบียน ชื่อบริษัท และที่ตั้งสำนักงาน หากพบว่ามีการใช้ที่อยู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อกรมฯ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดตามกฎหมาย

“ตั้งแต่เปิดระบบถึงวันที่ 18 กันยายน 2568 มีประชาชนเข้าตรวจสอบแล้ว 28,232 ครั้ง และยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบนิติบุคคล 58 ราย พบว่านิติบุคคล 44 ราย ไม่มีสำนักงานตามที่จดทะเบียนไว้จริง กรมฯ จึงได้หมายเหตุในระบบว่า ‘นิติบุคคลไม่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ณ ที่ตั้งตามที่จดทะเบียนไว้’ พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย” อธิบดีอรมนกล่าว

สำหรับ​เอกสารที่ใช้ยื่นคำร้องประกอบด้วย:

สำเนาทะเบียนบ้าน (เจ้าบ้าน) หรือโฉนดที่ดิน (เจ้าของกรรมสิทธิ์)

สำเนาบัตรประชาชน

สัญญาเช่าและหนังสือยกเลิกสัญญาเช่า (ถ้ามี)

แผนที่สถานที่ตั้ง

ข้อมูลผู้ประสานงาน เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่

เอกสารเพิ่มเติมอื่น ๆ (ถ้ามี)

ทั้งนี้​สามารถยื่นคำร้องได้ทั้งทาง e-Mail: checkaddr@dbd.go.th หรือส่งเอกสารที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

การตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันปัญหา “บัญชีม้า” และ “นอมินี” ที่จดทะเบียนบริษัทโดยใช้ข้อมูลปลอม หรือไม่มีสถานที่ตั้งจริง ปัจจุบันกรมฯ กำลังอยู่ระหว่างทดสอบระบบ IBAS (Intelligent Business Analysis System) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมนิติบุคคลที่อาจเป็นมิจฉาชีพ และใช้ข้อมูลสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรมฯ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันตรวจสอบ เพื่อร่วมกันป้องกันการแอบอ้าง และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพ” อธิบดีอรมนกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

ดีอี เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม “รัฐเตรียมจ่ายเงินดิจิทัล 10,000 เดือน ก.ย.”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 กันยายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68” รองลงมาคือเรื่อง “พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล โดยขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 12 – 18 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,202 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 795 ข้อความ

สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 763 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 210 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 91 เรื่อง

ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 111 เรื่อง

กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 24 เรื่อง

กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 9 เรื่อง

กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง

กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 35 เรื่อง

นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

อันดับที่ 1 : เรื่อง เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68

อันดับที่ 2 : เรื่อง พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า

อันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ คุ้มไพรวัลย์ รักษาอาการหูอื้อ หูตึง และหูหนวก

อันดับที่ 4 : เรื่อง Do Oil ช่วยสลายไขมันในหลอดเลือด ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต รับรองโดย อย.

อันดับที่ 5 : เรื่อง ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.

อันดับที่ 6 : เรื่อง หนังตะลุงเป็นมรดกของกัมพูชา มีชื่อว่า ตะลุงตะเหมย

อันดับที่ 7 : เรื่อง 12-14 ก.ย. 68 เกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือของไทย

อันดับที่ 8 : เรื่อง กองสลากฯ สั่งล็อกเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.ย. 68

อันดับที่ 9 : เรื่อง หมุนลิ้นก่อนนอน ช่วยให้หลับลึก และพุงยุบได้

อันดับที่ 10 : เรื่อง ผลการเจรจาทุกข้อตกลง JBC เป็น โมฆะ

สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 68” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่มีการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ระยะที่ 3 แต่อย่างใด โดยหากรัฐบาลมีการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “พบสัญญาณพายุโซนร้อนเข้าประเทศไทย 1 ลูก ในอีก 10 วันข้างหน้า” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ที่ไม่ได้มีที่มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยหากมีพายุเกิดขึ้นจริง และมีแนวโน้มที่จะเข้าประเทศไทย กรมอุตุฯจะประกาศให้ทราบอย่างน้อย 3 วัน

สำหรับพยากรณ์อากาศ ระหว่างวันที่ 12-16 ก.ย. 68 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มมีฝนลดลง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

แบงก์ชาติเรียกผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย ประชุม 15 ก.ย.นี้ กรณีส่งออกทองคำไปกัมพูชาพุ่งสูงผิดปกติ

15 กันยายน 2568 ธปท. เรียกถกผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย หารือจันทร์นี้ หลัง กกร.ตั้งข้อสังเกตส่งออกทองคำไปกัมพูชาพุ่งสูงผิดปกติ

กรณีนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าแรงผิดปกติ สวนทางเศรษฐกิจปัจจุบัน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของการส่งออกทองคำไปกัมพูชา มีตัวเลขสูงผิดปกติ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่านั้น ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เรียกด่วนผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย เพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวในวันที่ 15 ก.ย.นี้

ด้านวงในให้จับตา “ทองคำ” ช่องโหว่เศรษฐกิจ เหตุเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล จนกระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติ ต้องถกหาวิธีดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อปิดช่องฟอกเงิน เผย 7 เดือนไทยส่งออกทองไปกัมพูชาแล้วกว่า 71,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ การส่งออกทองคำของไทยที่อยู่ในหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ตามตัวเลขของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) พบว่าไทยมีการส่งออกไปยังกัมพูชาอยู่ในอันดับ 3 รองจากการส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์ และอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งค้าทองคำที่สำคัญของโลก โดยตัวเลขการส่งออกไปยังกัมพูชา 7 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่มูลค่า 71,886,633,245 บาท คิดเป็น 13.60% เมื่อเทียบกับการส่งออกช่วงเดียวกันของปี 2567 เพิ่มขึ้น 19.06%

ด้านนายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่าช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาทยิ่งเร่งตัวขึ้น เมื่อเทียบประเทศอื่นในภูมิภาค โดยดัชนีตะกร้าค่าเงินบาทใกล้เคียงในช่วงปี 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะเจอวิกฤติ เนื่องจากระบบค่าเงินบาทมีความยืดหยุ่นมากกว่า แต่ยอบรับว่าจะทำให้แต้มต่อเรื่องการส่งออกและท่องเที่ยวลดลง

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทช่วงเดือนที่ผ่านมีแนวโน้มแข็งค่าเร่งตัวขึ้นจากปัจจัยภายนอก เงินดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ต้องการกระตุ้นการส่งออก รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญคือทอง เนื่องจากไทยส่งออกทองคำค่อนข้างมาก และยิ่งช่วงนี้ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น อาจทำให้ผู้ส่งออกทองคำของไทยส่งออกไปมากขึ้น ซึ่งมีการส่งออกในสกุลเงินดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ยิ่งกดดันเงินบาทแข็งค่าเมื่อราคาทองคำสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่าเมื่อราคาทองคำปรับขึ้น ผู้ค้าทองคำไทยจะส่งออกทองคำมากขึ้น ทั้งนี้ มองว่าหากในอนาคตมีการซื้อขายทองคำเป็นเงินดอลลาร์แทนเงินบาท ก็จะช่วยลดแรงกดดันและทำให้ค่าเงินมีความสมดุลมากขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้สามารถทำได้แล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังติดภาพการซื้อขายเป็นเงินบาท และยังเป็นการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศอีกด้วย

Advertisement

กองทัพภาค 2 ตรวจพบทหารเขมรเสริมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

12 กันยายน 2568 GBC ลงนามทำตามข้อตกลงไปวันเดียว “ทภ.2” ตรวจพบทหารเขมรเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาสถานการณ์โดยรวม ตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน โดยพบการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม ทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายยานพาหนะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่ขนส่งวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมและการปรับกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่แนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 24 พ.อ.วรวุฒิ สำราญ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดหนองคาย รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็น จากชาว จ.หนองคาย โดยมี พระเทพวชิรคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นผู้แทนคณะสงฆ์, ปลัดจังหวัดหนองคาย และผู้บริหารแดงแหนมเนือง ผู้แทนพ่อค้าคหบดีในพื้นที่เป็นผู้แทนประชาชน จ.หนองคาย นำสิ่งของส่งต่อเป็นกำลังใจแก่ทหารแนวหน้า และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ช่วยขนย้ายสิ่งของ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สุรินทร์ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยปลัดอำเภอ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมืองสุรินทร์ที่ 3 รับมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนขอให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

Advertisement

Verified by ExactMetrics