วันที่ 16 กรกฎาคม 2026

เริ่มวันนี้ 16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 พฤษภาคม 2569 เริ่มวันนี้ 16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อพัฒนาคนและพัฒนาชาติ โดยให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดระบบ Pre-Approve เพื่อคัดกรองนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี และศึกษาในสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการดูแลผู้ขาดโอกาสได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะขอกู้ยืมสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน 2569 ส่วนระดับอุดมศึกษาสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 13 กรกฎาคม 2569  ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th หากผ่านคุณสมบัติและ กยศ. อนุมัติให้กู้ยืมแล้ว  ให้ยื่นคำขอกู้ยืมในระบบ DSL ต่อไป สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีในสถานศึกษาเดิม สามารถยืนยัน แบบเบิกเงินกู้ยืมในระบบ DSL ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

“ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ จะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่เคยกู้ยืมเงินกองทุนมาก่อน หรือเคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนระดับการศึกษา รวมถึงผู้ที่เคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนสถานศึกษา โดยเตรียมความพร้อมในการเข้าระบบ Pre-Approve  ทั้งนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ดำเนินการในระบบ Pre-Approve แล้ว เมื่อผ่านการอนุมัติให้กู้ยืมให้เข้าระบบ DSL เพื่อดำเนินการยื่นแบบคำขอกู้ยืมต่อไป กยศ. ขอให้นักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ขอกู้ยืมเงิน เตรียมความพร้อมและเอกสารให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.studentloan.or.th/th/news/1767767963” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV บังคับติดฉลากระบุ “มาตรฐานทดสอบระยะทางวิ่ง” ให้ชัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV บังคับติดฉลาก ระบุ “มาตรฐานทดสอบระยะทางวิ่ง” ให้ชัด ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน ปรับ 1 แสน

วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำคณะร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการแสดงฉลากรถยนต์ไฟฟ้า ที่โชว์รูม BYD Hi-Class สาขาลาดพร้าว ต่อด้วยโชว์รูม OMODA & JAECOO สาขาลาดพร้าว โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยฉลากสินค้าอย่างเคร่งครัด สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการเดินหน้าต่อเนื่องทันทีภายหลังจากการประชุมเมื่อวานนี้ (11 พฤษภาคม 2569) ที่ตนได้เชิญผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าและสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าหารือร่วมกัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา 3 หลักที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค คือ “ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง” จากสถิติการร้องทุกข์รวมกว่า 1,348 ราย ตนจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” ด้วยตนเองทันที เพราะ “ฉลาก” คือเครื่องมือแรกและสำคัญที่สุดที่ผู้บริโภคใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างมีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

“ดิฉันได้กำชับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 3 ประการสำคัญ ประการแรก รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อความฉลากให้เห็นและอ่านชัดเจนที่ตัวรถ ครบทุกรายการ ทั้งชื่อสินค้า รุ่น เครื่องหมายการค้า ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า รายละเอียดทางเทคนิค ข้อมูลแบตเตอรี่ สมรรถนะ ระยะทางการใช้งาน วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือนด้านความปลอดภัย รวมถึงราคาและเงื่อนไขการรับประกัน ประการที่สอง เรื่องการโฆษณา โดยเฉพาะ ‘ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง’ ที่เป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ผู้ขายต้องระบุให้ชัดว่าอ้างอิงมาตรฐานใดในการทดสอบ ทั้ง EPA WLTP NEDC หรือ CLTC พร้อมเงื่อนไขการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วเฉลี่ย อุณหภูมิ สภาพเส้นทาง รูปแบบการขับขี่ รวมถึงการโฆษณาของแถม สิทธิประโยชน์ การรับประกันแบตเตอรี่ ต้องระบุหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข วันเริ่มต้นและสิ้นสุดให้ชัดเจน และ ประการที่สาม ธุรกิจขายรถยนต์ใหม่เป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ผู้ประกอบการต้องใช้แบบสัญญาจองรถยนต์ตามมาตรฐานที่ สคบ. กำหนด ระบุประเภท ชนิด ยี่ห้อ รุ่น ปีการผลิต ราคา วันส่งมอบ และสิทธิในการบอกเลิกสัญญาให้ครบถ้วน ซึ่งจากการลงพื้นที่วันนี้ เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างดี” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ให้รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 และบังคับใช้ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดง “ฉลาก” ที่มีข้อความถูกต้อง ครบถ้วน เห็นและอ่านได้ชัดเจนที่ตัวรถ หากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

“ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าทุกรายว่า ฉลากสินค้าไม่ใช่เพียงป้ายติดรถ แต่คือคำสัญญาที่ท่านให้ไว้กับผู้บริโภค ขอให้แสดงข้อมูลในฉลากครบถ้วน เที่ยงตรง ไม่เกินจริง โดยเฉพาะระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ขอให้ระบุมาตรฐานการทดสอบให้ชัดเจน อย่าให้ผู้บริโภคต้องผิดหวังเมื่อนำไปใช้งานจริง สำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขอให้ใช้ฉลากเป็นเครื่องมือตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อทุกครั้ง อ่านฉลากให้ครบทุกรายการ สอบถามมาตรฐานการทดสอบระยะทางวิ่ง อ่านสัญญาจองให้ละเอียด พร้อมเก็บใบเสร็จ ใบจอง โบรชัวร์ และเอกสารโฆษณาทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าฉลากไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงตามจริง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้ทันที ดิฉันพร้อมรับฟังและยืนเคียงข้างผู้บริโภคทุกท่าน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าและบริการอื่น สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค OCPB Complaint แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

Advertisement

“ศุภมาส” สั่งสแกนปลากระป๋องทั่วประเทศ หลังผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม พบเพิ่ม “โรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปก”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 พฤษภาคม 2569 ไม่จบแค่ที่เดียว! “ศุภมาส” สั่งสแกนปลากระป๋องทั่วประเทศ หลังผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม พบเพิ่ม “โรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปก”

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง กรณีปลากระป๋องไม่ตรงตามฉลาก ซึ่งพบว่าภายหลังจากการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง และมีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพิ่มเติม เริ่มพบโรงงานที่เข้าข่ายเดียวกันปรากฏออกมา คือ ใช้วัตถุดิบปลาไม่ตรงตามฉลากมาผลิตปลากระป๋อง ไม่ได้มีเพียงแค่ บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร สั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ตั้งแต่พบเคสแรกที่จังหวัดสมุทรสาคร ตนได้กำชับให้ 3 หน่วยงานหลักลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องและอาหารกระป๋องทั่วประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัด (สคบ.จังหวัด) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน GMP ฉลากสินค้า และวัตถุดิบที่ใช้ผลิต โดยไม่รอให้มีเรื่องร้องเรียนเพิ่ม

“ดิฉันไม่เคยมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความผิดพลาดของโรงงานเดียว และได้สั่งตรวจเข้มทั่วประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว ทุกเบาะแสที่ประชาชนช่วยกันส่งเข้ามา รัฐบาลพร้อมขยายผลโดยไม่มีข้อยกเว้น” นางสาวศุภมาส กล่าว

สำหรับเคสที่จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อย. กรมประมง และ สคบ. เข้าตรวจสอบโรงงานต้นทางทันที หากพบการใช้ปลาชนิดอื่นแทนชนิดที่ระบุบนฉลาก จะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฐานผลิตอาหารปลอม โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมอายัดสินค้าและสั่งหยุดกิจการชั่วคราว

นางสาวศุภมาส ย้ำว่า การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแล สคบ. พร้อมทำงานร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับกรมประมง เพื่อพิสูจน์สายพันธุ์ปลาในทุกตัวอย่างที่ตรวจพบ และเดินหน้าเอาผิดผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด

ประชาชนที่พบผลิตภัณฑ์ไม่ตรงฉลากหรือสงสัยว่าได้รับความเสียหาย ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 สายด่วน อย. 1556 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

Advertisement

สั่งปิดโรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปกเป็นการชั่วคราวแล้ว “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” จี้ติดเคสปลากระป๋อง ล่าสุดผู้ว่าฯสมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน กำชับฉลาก-สินค้า ต้องตรงปก เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภค

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีปลากระป๋องไม่ตรงปก ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แจ้งว่า จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า โรงงานดังกล่าวมีระบบการบำบัดน้ำเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้สั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสถานที่ผลิตให้ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความผิดในกรณีใช้ปลาชนิดอื่นแทนหลาแมคเคอเรลตามที่แสดงบนฉลาก ที่เข้าข่ายการผลิตอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงสถานที่และกระบวนการผลิตให้ถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน จะมีการตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ จึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ท่านได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ซึ่งการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค และส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการให้โอกาสผู้ประกอบการในการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก” นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนการร้องเรียนเรื่องอาหารและยา แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

Advertisement

อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน! “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

3 พฤษภาคม 2569 อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน! ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

เพจไทยคู่ฟ้า ยืนยันชัด นายกฯ อนุทิน ไม่เคยกล่าวว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์…” ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าว เป็นการตัดต่อหรือบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

ขณะที่ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

ปัจจุบันการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 60 – 69 ปี  อัตรา 600 บาท/คน/เดือน

อายุ 70 – 79 ปี  อัตรา 700 บาท/คน/เดือน

อายุ 80 – 89 ปี  อัตรา 800 บาท/คน/เดือน

อายุ 90 ปีขึ้นไป อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

Advertisement

เตือนภัย มุกใหม่มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 เมษายน 2569 เตือนภัยมุกใหม่! มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน ช่วงที่ผ่านมา พบรายงานการแพร่ระบาดของภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ต้องระวังให้ดี!

ตอนนี้มิจฉาชีพได้ผสานเทคนิค Smishing (SMS หลอกลวง) เข้ากับ Quishing (QR Code หลอกลวง) เพื่อหวังตบตาผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะ

เกิดอะไรขึ้น?

ปกติเรามักจะคุ้นชินกับ SMS มิจฉาชีพที่ชอบแนบ “ลิงก์แปลกๆ” มาให้กดใช่ไหม? แต่มุกใหม่นี้แนบเนียนและอันตรายขึ้นไปอีกขั้น โดยคนร้ายจะส่ง SMS อ้างว่าเป็น “ใบสั่งจราจรค้างชำระ” หรือ “แจ้งเตือนค่าปรับจราจร” แต่แทนที่จะให้คลิกลิงก์ กลับส่งรูป QR Code มาให้สแกนแทน

ทำไมต้องเป็น QR Code?

การเปลี่ยนมาใช้ QR Code เป็นทริคที่มิจฉาชีพใช้เพื่อหลบเลี่ยงระบบคัดกรองลิงก์อันตราย (Anti-Spam) ของสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ เมื่อเหยื่อตกใจกลัวว่าจะโดนค่าปรับหรือถูกอายัดทะเบียน ก็มักจะรีบสแกนโดยไม่ทันระวัง ซึ่ง QR Code นี้จะพาพุ่งตรงไปยัง “เว็บไซต์ปลอม” ที่หน้าตาเหมือนเว็บชำระค่าปรับของจริงเป๊ะๆ เพื่อหลอกให้เราโอนเงินเข้าบัญชีม้า หรือหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว บัตรเครดิต และรหัสผ่านต่างๆ

วิธีรับมือและป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย:

▪ตั้งสติ ท่องไว้เสมอ: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ไม่มีนโยบาย” ส่งใบสั่งจราจรพร้อม QR Code ให้สแกนจ่ายเงินผ่านทาง SMS เด็ดขาด (ใบสั่งของแท้จะถูกส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังที่อยู่ของเจ้าของรถเท่านั้น)

▪กฎเหล็ก “ห้ามสแกน”: อย่าสแกน QR Code ที่มาจาก SMS, อีเมล หรือคนแปลกหน้า เพราะ QR Code อันตรายกว่าลิงก์ตรงที่เราไม่สามารถมองเห็น URL ปลายทางก่อนที่จะสแกนได้เลย

▪เช็กให้ชัวร์ผ่านช่องทาง Official: หากไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนใบสั่งจริงๆ หรือเปล่า ให้เข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองผ่านช่องทางทางการเท่านั้น ได้แก่:

เว็บไซต์ ptm.police.go.th (e-Ticket ใบสั่งจราจรออนไลน์สำหรับประชาชน)

แอปพลิเคชัน ขับดี (Khub Dee)

เทคโนโลยีไปไว มิจฉาชีพก็ปรับตัวเก่งขึ้นทุกวัน รบกวนทุกคนช่วยกัน “แชร์” โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยคุณพ่อคุณแม่ ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่ใช้รถใช้ถนนกันด้วยนะ จะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของโจรไซเบอร์!

ที่มา ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล – PDPC Eagle Eye

Advertisement

รัฐบาลเตือนเฝ้าระวัง “โรคเมลิออยด์โดสิส” พบผู้ป่วยสะสม 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 เมษายน 2569 รัฐบาลเตือนเฝ้าระวัง “โรคเมลิออยด์โดสิส” พบผู้ป่วยสะสม 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย ย้ำกลุ่มเสี่ยงเลี่ยงสัมผัสดิน–น้ำ รีบพบแพทย์หากมีอาการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคเมลิออยด์โดสิสอย่างใกล้ชิด หลังพบแนวโน้มการระบาดยังคงน่ากังวล โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศ 732 ราย และมีผู้เสียชีวิต 23 ราย

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น รายงานสถานการณ์ในเขตสุขภาพที่ 7 พบผู้ป่วยสะสม 68 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โรคเมลิออยด์โดสิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบในดินและน้ำ สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การหายใจเอาฝุ่นดิน หรือการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยอาการมีได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ตั้งแต่มีไข้สูง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไปจนถึงมีแผลบวมแดงหรือฝีหนอง ซึ่งหากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิตได้

สำหรับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เกษตรกร ชาวนา ผู้ที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำ รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต ธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงสูงกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบูทและถุงมือ และหากมีอาการไข้สูงเกิน 2 วัน หายใจเหนื่อย หรือมีแผลติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

“โรคเมลิออยด์โดสิสสามารถรักษาให้หายได้ หากเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว จึงขอให้ประชาชนอย่าชะล่าใจ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง” นางสาวลลิดา กล่าว

ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

จุดความร้อนไทยพุ่ง 5,000 จุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 เมษายน 2569 GISTDA เผยสถานการณ์จุดความร้อน ไทยแตะ 5,052 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยกระจุกตัวหนาแน่นในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังพบจุดความร้อนจำนวนมาก โดยเฉพาะเมียนมาทะลุ 8,000 จุด สะท้อนความเสี่ยงหมอกควันข้ามแดนที่ยังรุนแรง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ระบบ VIIRS เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนในประเทศไทย 5,052 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า

เมื่อจำแนกตามประเภทพื้นที่ พบว่าเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มากที่สุด 2,962 จุด รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ 1,436 จุด พื้นที่เกษตร 291 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 189 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ 162 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 12 จุด

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า จุดความร้อนส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขาและเข้าถึงยาก ส่งผลให้การควบคุมไฟป่าทำได้ลำบาก และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายจังหวัด

ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีจุดความร้อนในระดับสูง โดยเมียนมาพบมากที่สุด 8,551 จุด รองลงมาคือ สปป.ลาว 4,934 จุด เวียดนาม 896 จุด กัมพูชา 838 จุด และมาเลเซีย 67 จุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาค

ทั้งนี้ GISTDA ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของไทยที่ยังคงเผชิญค่าฝุ่น PM2.5 ในระดับสูงต่อเนื่อง

ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลจุดความร้อนแบบเรียลไทม์เพิ่มเติมได้ผ่านเว็บไซต์ของ GISTDA เพื่อใช้ประกอบการเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์อย่างเหมาะสม

Advertisement

“นายกฯ” แฉ ขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 เมษายน 2569 “นายกฯ” แถลง พบขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉ ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ และปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังให้ปั๊ม รัฐบาลมอบ DSI รับเป็นคดีพิเศษ สั่งฟันผิดเฉียบขาด ให้ความมั่นใจประชาชน ช่วงกลับบ้านสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาดแคลน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปราม การกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือ ศบก.ขึ้น รวมทั้งได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ในการตรวจสอบติดตามและบังคับใช้กฎหมายผู้ที่กักตุนน้ำมัน ทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชน ทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลแค่ไหนก็ตาม จะเร่งดำเนินการตามกฏหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่ติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลาง ที่รับน้ำมันจากผู้ค้า (จ๊อบเบอร์) ซึ่งผลจากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไร ดังนี้

1.พบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอให้มีการประกาศเพิ่มราคาน้ำมันจากนั้น จะฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบให้ให้ได้กำไรมากขึ้น

2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง

3.มีการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่า ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มใดที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล เชื่อว่า มีการลักลอบขนถ่ายทางทะเลและกำลังเร่งสอบสวนและขยายผลไปเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่ตรวจพบในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยตรวจสอบ ได้แก่ กรมเจ้าท่าและกรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น และเรียกจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือกับ ศรชล.และจะขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำเกินปริมาณที่ขออนุญาตไว้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เงินที่ไปสนับสนุนลิตรละ 17 บาท รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการสนับสนุนประชาชนคนไทยที่ใช้น้ำมันสัญจร ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุน ลักลอบไปขายยังต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการเด็ดขาดกับการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้ดีเอสไอ ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อไป

ช่วงท้ายการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำมัน นายอนุทินย้ำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือประชาชน โดยเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ พร้อมสร้างความมั่นใจว่า จะมีน้ำมันให้ประชาชนเติมและใช้ตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลได้บริหารจัดการให้มีน้ำมันในรูปแบบต่างๆ ให้บริการในช่วงวันหยุดเทศกาลนี้ ขอประชาชน อย่าตื่นตระหนกว่า จะไม่มีน้ำมันขับกลับบ้าน เพราะถ้าใช้แบบสภาวะปกติ ไม่ต้องเผื่อใส่ถังแกลลอน ไปตุนไว้ น้ำมันจะมีให้บริการเหมือนทุกครั้ง ทุกปี โดยปีนี้ได้ประสานงานไปยังผู้ประกอบการ ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.พลังงาน ให้มีการสแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันเป็นพิเศษ ขอให้ทุกคนกลับไปพบกับครอบครัว ใช้วันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด รัฐบาลได้ตรียมการยกเว้นระเบียบรถขนส่งน้ำมัน หากได้รับการร้องขอจากสถานีบริการน้ำมัน หากเวลาใดน้ำมันขาด จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที

นายกรัฐมนตรียังแจ้งว่า ศูนย์ ศบก. ที่ตั้งขึ้นโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดวาระในสัปดาห์หน้า และจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ ตามกฏหมายทุกอย่าง ในรอบแรกเน้นเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอกับการใช้ในประเทศ ไม่มีการขาดแคน หลังจากนี้ ศบก.จากนี้ ในรัฐบาลที่จะเข้ามานี้ ก็จะเน้นในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ดังนั้นก็จะมีภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้นกว่า ศบก.ชุดเดิม เรียกได้ว่าเป็นศบก.พลัส ที่จะต้องมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับ

“ดังนั้น หากประชาชนกลับมาใช้ปริมาณปกติ การบริหารสถานการณ์ใหม่ ก็จะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้การหาแหล่งน้ำมัน ก็เฟิร์มออเดอร์ไปแล้ว ที่จะส่งเข้ามาเป็นปกติ ไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน และเราก็ยังจะใช้วิธีการจัดซื้อ สรรหา จากภูมิภาคอื่นด้วย ซึ่งก็มีการติดต่อตลอดเวลานี้ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำทุกวิถีทาง บางครั้งที่ไม่ได้พูดออกมา เพราะบางเรื่องเป็นความลับ ที่ต้องมั่นใจก่อนว่า จะไม่ให้เกิดข่าวรั่วไหล ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ไม่ได้มีอะไรที่ปกปิด หรือปิดบังข้อมูลใดใดต่อพี่น้องประชาชนแม้แต่น้อย ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาล คำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรกเสมอ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 เมษายน 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที ยัน AOT ไม่ล้ำแดน คุมสถานการณ์อยู่ ย้ำจุดยืนไทยไม่ยั่วยุ ไม่ยกระดับสถานการณ์

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่ตรงข้ามโอเสม็ด ว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยในพื้นที่แล้ว พบว่า

1.เหตุการณ์ในพื้นที่และการควบคุมสถานการณ์จากการตรวจสอบพบว่า มีเหตุการณ์ทหารจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาใกล้แนวลวดหนามในลักษณะไม่เหมาะสม และมีพฤติกรรมก่อกวนต่อกำลังพลฝ่ายไทย ส่งผลให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องปรับกำลัง และนำรถสายพานลำเลียงพล M113 เข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568) อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการวางกำลังตามแนวที่กำหนด และหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

2.กรณีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ได้เข้าพื้นที่บริเวณคาสิโน/พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอยู่ในฝั่งกัมพูชาเท่านั้น “ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยควบคุมหรือวางกำลัง” ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้กำหนดแนวและมาตรการควบคุมพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว

3.ประเด็นการประสานงานฝ่ายไทยยึดมั่นว่า การเข้าพื้นที่ของคณะ AOT ควรมีการประสานงานล่วงหน้าผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน เช่น RBC/JBC เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของ AOT ในการตรวจสอบและส่งเสริมมาตรการลดความตึงเครียดตามถ้อยแถลงร่วม

4.ขอย้ำจุดยืนของประเทศไทยประเทศไทยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพ อดทน และยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด

  • ไม่ยั่วยุ
  • ไม่ยกระดับสถานการณ์
  • มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงยืนยันว่า การควบคุมพื้นที่ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกรอบถ้อยแถลงร่วม และคณะ AOT ไม่ได้เข้าพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย โดยสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และไม่มีการยกระดับความตึงเครียด “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอให้ความมั่นใจว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics