วันที่ 30 เมษายน 2026

“ชูศักดิ์” รับคิดถอนร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 3 กรกฎาคม 2568 “ชูศักดิ์” รับคิดถอนร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เหตุปรับ ครม.ใหม่ ต้องคุยให้สะเด็ดน้ำก่อน เผยสัปดาห์หน้า สภาถกร่างประชามติคิวแรก

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงวาระพิจารณาร่างกฎหมายของสภาในสัปดาห์หน้า นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เห็นว่าจะมีการเลื่อนวาระเอากฎหมายประชามติมารับรองก่อน และคาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมได้ เพราะเป็นคิวถัดไป

เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม จุดยืนของฝั่งรัฐบาลคือ ต้องไม่มีมาตรา 112 ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคคุยกันอยู่ กำลังขอมติพรรคร่วมฯ

เมื่อถามถึงร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า กำลังคิดอยู่ว่าจะขอเลื่อน หรือถอนไปก่อน ซึ่งการถอนนั้น โดยปกติต้องขอมติจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่หากสภาไม่ติดใจ ก็ถอนไปเลย

เมื่อถามว่า อะไรทำให้เริ่มคิดว่าจะถอนร่างดังกล่าว นายชูศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์แบบนี้รัฐบาลคงคิดว่า มีการปรับคณะรัฐมนตรีและมีรัฐมนตรีใหม่เข้ามา จึงควรนำเรื่องนี้มาคุยกันให้สะเด็ดน้ำก่อน และมาเช็คดูว่ามันพอเพียงหรือไม่

Advertisement

แพทองธาร แถลง น้อมรับคำวินิจฉัยศาล รธน. ยืนยันเกิน 100% ทำเพื่อประเทศชาติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 1 กรกฎาคม 2568 นายกฯ แถลงน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมชี้แจงเต็มที่ ยืนยันเกิน 100% ทำเพื่อประเทศชาติและรักษาอธิปไตย ไม่มีเจตนาอยากได้อะไรเป็นของตัวเอง พร้อมขอโทษ หากวิธีการไม่ถูกใจใครหลายคน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุนเซ็น และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ด้วยมติ 7:2 ว่า ขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลต่อจากนี้ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งระยะเวลานั้นไม่แน่ใจ แต่มีเวลาประมาณ 15 วันที่จะชี้แจง ตนจะทำให้เต็มที่ในการที่จะบอกความตั้งใจที่แท้จริงว่าคลิปเสียงที่หลุดออกมาว่า ความตั้งใจและเจตนาจริงๆ เกิน 100% ว่าตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อรักษาไว้เพื่ออธิปไตยของเรา เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตของกองทัพและทหารทุกคน เพื่อสันติภาพที่จะเกิดขึ้นในประเทศของเรา ตนมั่นใจในสิ่งนี้มากๆ แต่วิธีการที่ตนเองทำ อาจจะมีทั้งถูกใจหรือไม่ถูกใจใครหลายๆ คน แต่ก็จะพยายามพิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้ ว่าเป็นความตั้งใจ เป็นความพยายามเกิน 100% ที่จะทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ เจตนาไม่มีอยากได้อะไรของตัวเองเลย และคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดความวุ่นวายและ ทำอย่างไรที่จะไม่ต้องสู้รบกัน ทหารไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ และตนก็คงรับไม่ได้หากพูดอะไรกับทางผู้นำและทำให้เกิดผลเสีย เกิดการทะเลาะหรือโกรธเคือง อันนั้นเป็นความตั้งใจจริงๆ ถ้าลองฟังดูจริงๆ ก็จะรู้ว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เพราะฉะนั้นนี่คือ เป็นสิ่งที่ตั้งใจและจะใช้เวลาที่สามารถชี้แจงได้ ชี้แจงให้ได้ครบถ้วน ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ส่งกำลังใจ ตั้งแต่เมื่อคืนมีคนส่งกำลังใจมาไม่ขาดสาย ขอขอบคุณมากๆ และต้องขอโทษพี่น้องคนไทยทุกคนที่รู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้ หรือรู้สึกโกรธเคือง

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ ต้องขอโทษในวิธีการ ถ้าไม่ถูกใจใครหลายๆ คน แน่นอนว่าหลังจากนี้ ในช่วงเวลาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังทำเพื่อประเทศชาติได้ต่อไปในฐานะคนคนไทยคนหนึ่ง และยินดียังมีแรงกายแรงใจเต็มครบ 100% พร้อมที่จะทำงานต่อ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม อยู่ในฐานะใดก็ตาม ก็ยังเป็นคนไทยคนหนึ่งเหมือนเดิม และพร้อมทำเพื่อประเทศชาติเต็มที่ทุกนาที ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณค่ะ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ยังทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือไม่ และการกล่าวแถลงวันนี้ คือการสั่งลาหรือไม่ ทั้งที่คดียังไม่เห็นปลายทางที่ศาลวินิจฉัย โดยนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินลงมายังบริเวณด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อขึ้นรถเดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดหน้าต่างโบกมือให้กับสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.34 น. น.ส.พิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาวของนายกรัฐมนตรี เดินทางมาทำเนียบ และเข้าทางด้านตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งเชื่อมด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกภารกิจการประชุม เพื่อกำหนดมาตรการความปลอดภัยของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศ ในช่วงเวลา 14.00 น.

Advertisement

ด่วน!! ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 สั่ง ​”แพทองธาร” หยุดปฏิบัติหน้าที่​นายกฯ​

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ​”แพทองธาร” หยุดปฏิบัติหน้าที่​นายกฯ​ หลังรับคำร้อง 36 สว. ยื่นถอดถอน ปมคลิปเสียงคุย “ฮุน เซน” ผิดจริยธรรม​ เปิดชื่อ 2 ตุลาการเสียงข้างน้อย “นครินทร์-อุดม” ไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แค่ห้ามใช้อำนาจหน้าที่ด้านความมั่นคง-การต่างประเทศ-การคลัง

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมปรึกษาคดีที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องของ 36 สว. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ รวมทั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย จากกรณีคลิปเสียงสนทนาเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชากับสมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (4) ศาลรัฐธรรมนูญญมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

สำหรับคำขอให้สั่งให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) เห็นว่า ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนับแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 เป็นต้นไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องทราบ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ยุติชัดเจน ให้ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก่ไขเยียวยาในภายหลัง ให้ใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 71 ห้ามมิให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) ใช้หน้าที่และอำนาจด้านความมั่นคง ด้านการต่างประเทศ และต้านการคลัง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

Advertisement

“อนุทิน” นำทีมภูมิใจไทย เยือนปราสาทตาเมือนธม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 27 มิถุนายน 2568 “อนุทิน” นำทีม “ภูมิใจไทย” เยือนปราสาทตาเมือนธม มอบสิ่งของ-ให้กำลังใจทหารแนวหน้า พร้อมขอบคุณความทุ่มเทเสียสละ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่เยือนปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลพื้นที่ชายแดน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นและวัสดุสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันภัย

นายอนุทินกล่าวว่า ปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานที่สวยงามมาก มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก หากไม่มีความตึงเครียดทางชายแดน เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย

“วันนี้ได้มาเยี่ยมทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดน รู้สึกอุ่นใจอย่างมาก เพราะพวกเรามีทหารที่เข้มแข็ง ดูแลบ้านเมืองด้วยหัวใจ ต้องขอขอบคุณและให้กำลังใจทุกนายที่เสียสละ” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าว

นอกจากนี้ ตลอดทั้งวัน นายอนุทินและคณะได้ลงพื้นที่หลากหลายจุดในเขตชายแดนสุรินทร์ เริ่มต้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านด่าน อำเภอกาบเชิง มอบสิ่งของจำเป็นและพูดคุยกับชาวบ้าน จากนั้นเดินทางไปที่ว่าการอำเภอกาบเชิงเพื่อประกอบพิธีมอบท่อคอนกรีตสำหรับสร้างหลุมหลบภัย

ช่วงบ่าย นายอนุทินเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอุโลก ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก เพื่อมอบวัสดุช่วยก่อสร้างหลุมหลบภัย พร้อมพูดคุยกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ ก่อนปิดท้ายภารกิจด้วยการเยี่ยมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ณ ปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง จุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนไทย–กัมพูชา

Advertisement

กกต.ออกประกาศเตือน ว่าที่ผู้สมัคร อบต. ช่วงหาเสียง ร่วมงานพิธีห้ามใส่ซอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 มิถุนายน 2568 กกต.เตือนว่าที่ผู้สมัคร อบต.ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ร่วมงานแต่ง งานศพ งานบวช ได้ แต่ห้ามใส่ซอง เลี่ยงมอบเงิน-ของช่วยภัยพิบัติ เสี่ยงถูกร้อง

สำนักงาน กกต.ได้แจ้งแนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยผู้สมัครสามารถเริ่มดำเนินการหาเสียงเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลา 180 วันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 และสิ้นสุดการหาเสียงภายในเวลา 18.00 น.ของวันก่อนวันเลือกตั้ง

ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมายผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถเข้าร่วมกิจกรรมหรือประเพณีต่าง ๆ ได้ตามปกติ เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานศพ หรือพิธีทางศาสนาอื่น ๆ แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด และระมัดระวังไม่ให้การเข้าร่วมนั้น เข้าข่ายเป็นการหาเสียงที่ผิดกฎหมาย โดยมีข้อควรปฏิบัติ คือ

1.ห้ามให้เงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดในงาน โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถเข้าร่วมงานได้ในฐานะผู้รับเชิญ หรือแขกในพิธีการ เช่น เป็นเจ้าภาพ บังสุกุล หรือมีชื่อเป็นประธานในพิธีงานบุญโดยเจ้าภาพเป็นผู้จัดเตรียม แต่ห้ามมิให้มอบเงินหรือสิ่งของ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือการกระทำใดๆ อันอาจเข้าข่ายเป็นเหตุจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเอง หรือผู้อื่น อันเป็นการกระทำอันฝ่าฝืน มาตรา 65 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2.ห้ามเจ้าภาพประกาศชื่อหรือหมายเลขผู้สมัครในลักษณะช่วยหาเสียง ทั้งนี้แม้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะไม่ได้กระทำการหาเสียงโดยตรง แต่หากเจ้าภาพมีการประกาศ ชื่อ หมายเลข หรือแสดงเจตนาเชิญชวนให้เลือกบุคคลดังกล่าวในงาน อาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงผิดกฎหมาย

หากจำเป็นต้องจัดงานด้วยตนเอง ให้คำนึงตามฐานานุรูปและความเหมาะสม โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถจัดงานได้ เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน แต่ควรหลีกเลี่ยง การจัดงานที่มีลักษณะเกินความจำเป็น มีมหรสพ ความบันเทิง หรือการแจกจ่ายของที่ระลึก อันอาจถูกตีความว่า เป็นการจัดเลี้ยงหรือรื่นเริงเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

3.ห้ามมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์พิเศษ แม้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะมีเจตนาแสดงน้ำใจในฐานะส่วนบุคคล เช่น กรณีอุทกภัย ไฟไหม้ วาตภัย หรือโรคระบาด แต่หากมีการมอบสิ่งของหรือการช่วยเหลือในช่วงเวลาการหาเสียง อาจเป็นเหตุให้ถูกร้อง คัดค้านว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ได้

ทั้งนี้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงระเบียบกกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อย่างเคร่งครัด จึงขอให้ผู้ที่ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง อบต. ศึกษากฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และดำเนินการภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจเป็นเหตุ ให้ขาดคุณสมบัติ หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในภายหลัง

Advertisement

“รักชนก” จี้ “ปธ.กสทช.” ลาออก อัดเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 25 มิถุนายน 2568 “รักชนก” จี้ “ประธาน กสทช.” ลาออกจากตำแหน่ง บอก เนื้อใบหน้าหนากว่าคนทั่วไป ไล่ออกทุกสัปดาห์ก็ไม่ออก บอกไม่มีอำนาจคุมหัวโต๊ะประมูลคลื่นความถี่ “นายกฯ” ต้องหยุดความเน่าเฟะให้ได้ อีกไม่กี่วันจะประมูลแล้ว เชื่อ ปชช. ต้องจ่ายแพงขึ้น อัดเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนเครือข่ายมือถือ

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ 4 ย่านหลัก ในวันที่ 29 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ โดยตั้งข้อสังเกตถึงราคาเริ่มต้นประมูลต่ำเกินกว่าราคาที่รัฐจัดเก็บได้ในปัจจุบัน ซึ่งมีปัญหาอยู่ที่คลื่น 2,100 และ 2,300 เมกะเฮิรตซ์

“คลื่น 2,100 เมกะเฮิรตซ์ AIS เคยเช่า NT ในราคา 12,000 ล้านบาท แต่ในการเริ่มประมูลครั้งนี้ กสทช. ตั้งต้นประมูลที่ความถี่ 4,500 ล้านบาท ส่วนคลื่น 2,300 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคเคยเช่า NT อยู่ที่ 7,300 ล้านบาท แต่ กสทช. ตั้งต้นประมูลอยู่ที่ประมาณ 2,600 ล้านบาท ต้องบอกว่าราคาตั้งต้นการประมูล อ้างอิงจาก 10 ปีที่แล้ว เหตุผลอะไรที่ต้องไปอ้างอิงราคาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทั้งที่โลกเปลี่ยนไป” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า หลังจากควบรวมค่ายมือถือ ทุกคนทราบว่าเหลือเครือข่ายมือถือยักษ์ใหญ่อยู่แค่ 2 รายเท่านั้น แล้วเขาก็ไม่ได้ใช้ความถี่ทับกัน คำถามของพวกเราคือทำไม กสทช. ถึงตั้งราคาเริ่มต้นที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้

“กสทช.ท่านเป็นอะไรกับค่ายมือถือ ถึงต้องรักษาผลประโยชน์ให้เขาขนาดนี้ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันได้เลยว่าเมื่อค่ายมือถือเหล่านี้ จ่ายเงินซื้อของราคาถูกแล้ว เขาจะเอาเงินส่วนต่างเหล่านี้มาลดหรือเพิ่มเป็นบริการที่ดีขึ้น ท่านบอกว่าพอเขาจ่ายของถูก เดี๋ยวเขาจะไปลดค่าบริการ ทำเสาสัญญาณให้ดีขึ้น ประชาชนประเทศนี้ไม่ได้กินหญ้า ตอนที่ควบรวมทรูกับดีแทค กสทช. เดี๋ยวบริการจะดีขึ้น ถามว่าทุกวันนี้ มันประจักษ์แก่สายตาประชาชนแล้วหรือยัง สัญญาณมือถือที่ท่านใช้รู้สึกว่ามันดีหรือห่วยกว่าเดิม” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก ระบุว่า ค่าบริการ โปรโมชั่นเสริมที่เมื่อก่อนนี้จะต้องแย่งลูกค้ากัน ทุกวันนี้มันหดหายไปเพราะเขาไม่ต้องแข่งทำอะไร เพื่อเอาใจผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีกรณีค่ายมือถือล่ม กสทช. จัดการอะไรได้หรือไม่ ท่านไม่มีการจัดการค่ายมือถือเหล่านี้เลย

“กสทช.เปลี่ยนชื่อเถอะ จากองค์กรบริหารคลื่นความถี่ ไปเป็นองค์กรบริหารคลื่นความถี่เพื่อกลุ่มทุน แล้ววงเล็บข้างหลังไปด้วยว่ากลุ่มทุนไหน เพราะตอนนี้กลุ่มทุนค่ายมือถือกลุ่มหนึ่ง แทบจะสั่งให้ กสทช. สำนักงานและบอร์ด ซ้ายหันขวาหันได้อยู่แล้ว ท่านเปลี่ยนชื่อไปเลย มันจะได้ชัดเจน ประชาชนจะได้เข้าใจกันไปเลยว่าองค์กรนี้จัดสรรขึ้นความถี่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะแล้ว” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ประเด็นที่สอง เรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ท่านมีหน้านั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน กสทช.ได้อย่างไร ข้อเท็จจริงที่ว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ มันชัดเจนจนไม่รู้จะชัดเจนอย่างไรแล้ว ตนเชื่อว่าคนเกินครึ่งประเทศเคยได้ยินเรื่องนี้ ขนาดอ้างอิงของวุฒิสภาสมัยที่แล้ว ท่านเป็นพวกเดียวกัน มาจากรัฐบาลรัฐประหารเหมือนกัน ทั้ง สว.และประธาน กสทช.

“สว.ชุดที่แล้วยังชี้ไปในรายงานฉบับนี้เลยด้วยซ้ำว่าประธาน กสทช.คนนี้ขาดคุณสมบัติ เอาง่ายๆว่าพวกเดียวกันยังแบกไม่ไหว แต่ทุกวันนี้เรายังต้องจ่ายเงินเดือนให้คนคนนี้ เพียงต้องจ่ายค่าดูงานต่างประเทศ จ่ายสวัสดิการ คนๆนี้ยังนั่งตัดสินใจเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ ราคาประมูลมันเท่านี้ แต่ผลประโยชน์ของชาติมันหลักแสนล้านบาท ท่านไม่มีสิทธิ์นั่งหัวโต๊ะ” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ต่อให้ตนเรียกร้องให้ประธาน กสทช.ลาออกทุกสัปดาห์ แต่ท่านคงไม่ออก เพราะเนื้อบริเวณใบหน้าท่าน อาจจะหนากว่าคนทั่วไปสักนิด ตนก็เข้าใจ ท่านลงจากอำนาจมา ก็น่าจะมีฝ่าเท้าที่คอยเหยียบย่ำท่าน ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ตัวประธาน กสทช.จัดการตัวเอง และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่ทูลเกล้าฯ เสนอชื่อ ประธาน กสทช. เสนอทูลเกล้าเพื่อปลดออกด้วย

“ดิฉันมาช่วยหาคะแนนให้คุณแพทองธาร ถ้าจะมีสักเรื่องหนึ่งที่ท่านทำเพื่อประชาชนจริงๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริงๆ เพราะทุกคนอาจจะทราบแล้วว่า องค์กรนี้ ทุกวันนี้ ทำงานรับใช้ใคร สีแดงๆ ค่ะ นายกรัฐมนตรีจะต้องหยุดเรื่องราวความเน่าเฟะที่เกิดขึ้นในองค์กร กสทช.” น.ส.รักชนก กล่าว

Advertisement

“ประเสริฐ” โต้ รมต.โทรคมนาคมกัมพูชา ชี้ชัด กัมพูชาศูนย์กลางอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 25 มิถุนายน 2568 “ประเสริฐ” โต้ รัฐมนตรีโทรคมนาคมกัมพูชา ชี้ชัด กัมพูชาศูนย์กลางอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปัด ไม่เกี่ยวกับไทย นักท่องเที่ยวจีนไม่เข้าประเทศ เตรียมขอความร่วมมือนานาชาติตอบโต้กัมพูชา

นายประเสริฐ จันทรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายเจีย วันเดธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์ และโทรคมนาคมแห่งกัมพูชา ตอบโต้ไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซนเตอร์ ว่า เป็นการแก้ต่างของกัมพูชา เพราะรายงานของความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศยืนยันชัดเจนว่าศูนย์กลางอาชญากรรมอยู่ที่กัมพูชา และ รายงานข่าวความมั่นคงของไทยก็ชี้ชัดว่าศูนย์ปฎิบัติการณ์แก๊งคอลเซนเตอร์ อยู่ในกัมพูชา และย้ายไปที่ปอยเปต

เมื่อถามว่าประเด็นที่นายเจีย กล่าวอ้าง เพราะไทยไปกล่าวอ้างในลักษณะนี้ทำให้นักท่องเที่ยวจีน เข้ามาท่องเที่ยวในภูมิภาคลดลง นายประเสริฐ กล่าวว่า ไม่จริง เป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากเหตุผล เพราะไทยเป็นประธานปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับอาเซียน และที่นักท่องเที่ยวจีนไม่เข้าประเทศกัมพูชา เป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนคุยกันเอง ไม่ได้เกี่ยวกับไทย

ส่วนไทยจะตอบโต้อย่างไรกับข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีไปรษณีย์และโทรคมนาคมแห่งกัมพูชา นายประเสริฐ กล่าวว่า คงจะต้องหาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆในการปราบปราม เพราะข้อเท็จจริงก็ปรากฎชัดว่าปอยเปตและเมืองสำคัญของกัมพูชาเป็นแหล่งของคอลเซนเตอร์ใช้เป็นฐาน เพราะสังเกตุจากการเข้มงวดด่านชายแดนต้นเดือนมิถุนายน การใช้โซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆลดลงเป็นจำนวนมาก คนเข้าออกด่านลดลง ส่งผลในสถิติอาชญากรรมลดลงไปด้วย

ส่วนที่วันนี้ มีการปล่อยข่าวไทยจะเปิดด่านชายแดนวันที่ 24-25 มิถุนายนนี้ นั้น นายประเสริฐ ไม่ขอแสดงความเห็นเพราะเป็นอำนาจฝ่ายความมั่นคง และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะสถานการณ์ตอนนี้ฝ่ายความมั่นคงจับตาตลอด ส่วนที่นักพนันและคนที่ไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ กระทรวงดีอีเอสได้รับมอบหมายให้ดูเรื่องบัญชีม้า หากมีการกดเงิน หรือเอาเงินออกในรูปแบบอื่นเป็นจำนวนมากจะตรวจสอบได้ทันที และยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีการกดเงินที่ด่านชายแดน สระแก้วมากกว่าในจุดอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามบัญชีมาแล้ว และแก๊งคอลเซนเตอร์ในตอนนี้ใช้รูปแบบเดิมคือหลอกให้กดเงินสดออกแทนการโอนเงิน

Advertisement

นายกฯ สั่ง 7 มาตรการ รับมือผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 มิถุนายน 2568 นายกฯ ระบุสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมสั่งการ 7 มาตรการ รับมือผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกด้าน ยันรัฐบาลไม่มีนโยบายตอบโต้ การเปิด-ปิดด่านชายแดน เพื่อหวังผลทางการเมือง

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ต่างๆระหว่างประเทศจากสถานการณ์ความขัดแย้งของอิหร่านและอิสราเอล มีผลที่จะขยายวงกว้างออกไปและส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการเมือง สังคม และยังไม่มีกรอบระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ ส่งผลต่อการเจรจาของหลายๆประเทศต่อนโยบาย รวมถึงการเจรจาภาษีทางการค้ากับสหรัฐฯ ด้วย จากเดิมที่กำหนดไว้ต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งทางฝ่ายไทยได้เริ่มเจรจาแล้วหนึ่งรอบ กับคณะทำงานของสหรัฐฯ ซึ่งจากนี้จะมีการแถลงเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปริมาณและราคาพลังงาน การเงิน การคมมนาคม การท่องเที่ยว ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีทุกคนร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมหามาตรการรองรับ เพื่อจะให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด และขอยืนยันอีกครั้งว่าสถานการณ์เช่นนี้เสถียรภาพของรัฐบาลและความสามัคคีของคนในชาตินั้นสำคัญมาก จึงขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจและแก้ไขปัญหาอย่างทันการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญ ด้านแรกคือ เรื่องของภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามประเทศ ซึ่งตามรายงานของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการและขอย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายในการตอบโต้ การเปิดปิดด่านชายแดนเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยได้เตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนบริเวณชายแดนไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าเกษตร โดยได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง ซึ่งมีมาตรการรองรับไว้อยู่แล้ว จากภาคเอกชนและภาครัฐด้วย

ด้านของความมั่นคงและพลังงานกระทรวงพลังงานกำหนดมาตรการการรับมือ สำหรับพลังงานสำรองและมาตรการช่วยเหลือประชาชนในหากมีภาวะการขาดแคลน รวมถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งต้องหามาตรการไว้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจการเงินและปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรการและเป้าหมายที่ชัดเจนในการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในทุกระดับโดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าของประเทศ

ส่วนเรื่องของราคาพืชผล ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร เร่งหามาตรการแก้ไขเร่งด่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของราคาข้าวที่ต้องเร่งสนับสนุนและมีมาตรการเยียวยาเกษตรกรให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเรื่องของการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนของจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะส่งผลกระทบให้ราคาพืชผลเกษตรบ้านเรานั้นตกต่ำ

ขณะที่ปัญหายาเสพติดให้กระทรวงกลาโหม บูรณาการการทำงานระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บัญชาการตำรวจทุกจังหวัด กำหนดมาตรการให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นและต่อเนื่องจากมาตรการซีลสต็อปเซฟ (Seal Stop Safe)

ส่วนการท่องเที่ยว ให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ปรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวด้วย

ค่าแรงขั้นต่ำให้กระทรวงแรงงาน เร่งนำมาตรการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาพิจารณาเร่งด่วน เพื่อให้ทันการขึ้นค่าแรงในในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

Advertisement

ประธานศาล รธน. รับหนักใจ แต่ยึดตามหน้าที่พิจารณาคลิปเสียง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 มิถุนายน 2568 “นครินทร์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รับหนักใจ แต่ยึดตามหน้าที่พิจารณาคลิปเสียง “นายกฯ-ฮุนเซน” ไม่บอก 1 ก.ค. มีมติคดีเลยหรือไม่ เผยไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เสมอไป

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์กรณีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีปรากฏคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ว่าในวันที่ 1 ก.ค.เรามีการนัดประชุมไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะมีการตัดสินคดีเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ วันนั้นก็จะเป็นวันที่ลงมติมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ส่วนเรื่องที่ร้องเรื่องคลิปเสียง ตนยังไม่ได้ดู ตอนนี้อยู่ในกระบวนการรับเรื่อง ขอให้กลับไปที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อดูหนังสือทั้งหมดว่าเป็นตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่

ส่วนวันที่ 1 ก.ค.จะมีการพิจารณาเรื่องคลิปเสียงได้หรือไม่นั้น นายนครินทร์ กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ต้องให้คณะตุลาการตรวจเอกสารครบถ้วนก่อน ซึ่งหากมีการพิจารณาก็จะออกได้ 2 ทาง คือรับหรือไม่รับเรื่อง แต่วันที่ 1 ก.ค. จะมีคำสั่งได้เลยหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ ต้องรอตรวจเอกสารก่อนและเข้าองค์คณะ ทุกครั้งที่เราประชุมจะต้องมีองค์คณะครบ 9 คน

หากวันที่ 1 ก.ค.ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคดีคลิปเสียง จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น นายนครินทร์ กล่าวว่า ก็ไม่จำเป็นจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เสมอไป ซึ่งเราก็จะดูว่ามีข้อเท็จจริงว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีที่เรารับคดี แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

สำหรับคดีที่อยู่ในความสนใจเราก็ไม่ได้มีกรอบที่จะต้องเร่งรัดการพิจารณา แต่คดีของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงหลังไม่มีความล่าช้า แทบไม่มีคดีตกค้าง แต่มีกรอบเรื่องเดียวคือคดีที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 เกี่ยวกับเรื่องแปรงบประมาณเพื่อใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญจะล็อคไว้ว่าจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องคลิปเสียงจะส่งผลกระทบในหลายๆเรื่อง นายนครินทร์ กล่าวว่า แน่นอนว่าหนักใจ แต่ในเมื่อเราอยู่ตรงนี้ ก็ต้องทำตามหน้าที่

เมื่อถามเพิ่มเติมว่าคดีล้มล้างการปกครองขณะนี้ยังมีคดีตกค้างอยู่หรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีภายหลังจากที่พึ่งมีคำสั่งไม่รับคำร้องไปในคดีที่เเล้ว

Advertisement

รัฐบาลแนะ 5 วิธีรับมือภาวะเครียดจากการเมืองอย่างสร้างสรรค์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 22 มิถุนายน 2568 รองโฆษกรัฐบาล แนะ 5 วิธี รับมือภาวะเครียดจากการเมืองอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเผยวิธีดูแลใจ สร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ ชีวิตดีมีความสุข

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนร่วมดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสข่าวสารและความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์มีความหลากหลายและรุนแรงมากขึ้น

รัฐบาลโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศเตือนให้ระวัง “ภาวะเครียดจากสถานการณ์การเมือง” หรือ Political Stress Syndrome (PSS) ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับบุคคลที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หรือมีความโน้มเอียงไปทางความคิดเห็นใดทางหนึ่งมากเกินไป จนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ภาวะ PSS ไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตรง แต่เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สะท้อนความตึงเครียดที่ผู้คนมีต่อสถานการณ์รอบตัว โดยมีลักษณะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

1.อาการทางร่างกาย เช่น ปวดตึงศีรษะ หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น นอนไม่หลับ

2.อาการทางจิตใจ เช่น หงุดหงิด โกรธ เบื่อหน่าย ฟุ้งซ่าน หมกมุ่นกับข่าว

3.พฤติกรรม เช่น การโต้เถียงหรือใช้ถ้อยคำรุนแรงในครอบครัวหรือบนโลกออนไลน์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลาย

ทั้งนี้ การสื่อสารที่รุนแรงอาจสร้างผลกระทบต่อบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ส่งสาร ที่อาจพลาดพลั้งใช้ถ้อยคำรุนแรงโดยไม่ตั้งใจ 2) ผู้รับสาร ที่อาจรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวล และ 3) สังคมโดยรวม ที่เสี่ยงต่อการเกิดบรรยากาศของความแตกแยก ความเกลียดชัง และความไม่น่าไว้วางใจ

กรมสุขภาพจิตขอแนะนำ 5 แนวทางดูแลใจ เพื่อลดความเครียดและสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ ดังนี้ 1.รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองขณะเสพข่าว 2.จำกัดเวลาในการติดตามข่าวสาร 3.ดำรงชีวิตอย่างสมดุล ไม่ละเลยหน้าที่ 4.เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง 5.พักผ่อนและผ่อนคลายความเครียดอย่างเหมาะสม เช่น การนอนหลับ ออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรือฝึกหายใจลึกๆ

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าอาการเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ขอให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

“รัฐบาลขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สติ” ในการเสพและสื่อสารข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมีความอ่อนไหวสูง การรับฟังอย่างมีวิจารณญาณ พูดจาอย่างสร้างสรรค์ และเคารพความคิดเห็นที่หลากหลาย จะช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่ และร่วมกันประคับประคองประเทศให้ก้าวข้ามทุกความขัดแย้งไปด้วยกันได้อย่างมั่นคง” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics