วันที่ 5 พฤษภาคม 2026

“ประยุทธ์” นำคณะรัฐมนตรีประชุม ครม. สัญจร จ.ระยอง ในวันที่ 24-25 สิงหาคมนี้

People Unity News : นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี ประชุม ครม. สัญจร จ.ระยอง ในวันที่ 24-25 สิงหาคมนี้

18 สิงหาคม 2563 เวลา 14.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ เตรียมเดินทางไปตรวจราชการจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี พร้อมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2563 ณ จังหวัดระยอง ระหว่าง 24 – 25 สิงหาคม 2563  เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ฟื้นฟูการท่องเที่ยว ส่งเสริมการลงทุนระยะยาว และการพัฒนาเกษตรปลอดภัย ซึ่งจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรีเป็นพื้นที่สำคัญที่มีศักยภาพทั้งด้านเกษตรและท่องเที่ยว มีกำหนดการสำคัญ ดังนี้

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2563 นายกรัฐมนตรีและคณะจะเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และตรวจเยี่ยมจุดคัดกรองผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และเป็นประธานเปิดให้บริการทางหลวงระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา – มาบตาพุด จากนั้น จะพบปะตัวแทนผู้ประกอบการการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ชมนิทรรศการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และเยี่ยมชมตลาดสินค้าครบวงจร เทศบาลบ้านเพ (ตลาด 100 เสา)  และเยี่ยมชมวิถีกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านสวนสน – แกลง 1 ณ หาดสวนสน เพื่อส่งเสริมอาชีพประมง การแปรรูปอาหารทะเล รวมทั้งติดตามการฟื้นฟูทรัพยากร สัตว์ทะเลและโครงการธนาคารปู รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและลมมรสุม โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะนั่งรถยนต์ตรวจถนนเลียบหาดแสงจันทร์ – สุชาดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาออกแบบถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ระยะที่ 2 ด้วย

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2563 นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) และการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2563 ณ โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น พร้อมเป็นสักขีพยานในโอกาสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำ กินให้ชุมชนให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและผู้ว่าราชการจังหวัดระยองด้วย ทั้งนี้ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีและคณะ จะตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick off) ณ ทางหลวงหมายเลข 3249 และชมการสาธิตการติดตั้งกำแพงคอนกรีตหุ้มแผ่นยางพารา (Rubber Fender Barrier : RFB) ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในช่วงเย็นวันเดียวกัน

ทั้งนี้ การประชุม ครม. สัญจร ในครั้งนี้ใช้พื้นที่โรงแรมเป็นสถานที่จัดการประชุม ซึ่งเป็นการสนับสนุนธุรกิจภาคเอกชนด้านการบริการสร้างความคึกคักให้กับภาคธุรกิจในจังหวัดระยองอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะโรงแรมที่พัก เช่น โรงแรม Kantary Bay  โรงแรม Holiday Inn  โรงแรม Wisdom โรงแรม Marriott Resort and Spa  โรงแรม Classic Kameo ขณะนี้หลายภาคส่วนราชการได้สำรองที่พักกันแล้ว

Advertising

“ประยุทธ์” เตรียมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้ รมต.ใหม่ไปขับเคลื่อนปฏิบัติ

People Unity News : นายกฯ เตรียมมอบนโยบาย รมต.ใหม่ พร้อมลุยงานทันที สั่ง ครม.เร่งสร้างผลงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้กล่าวว่ารัฐมนตรีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พร้อมปฏิบัติงานทันที ซึ่งภายหลังการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในตำแหน่ง พร้อมอธิบายแนวทางการขับเคลื่อนภาพรวมของรัฐบาล ให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และรับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีไปขับเคลื่อน รวมถึงถือโอกาสพบปะ ครม. ทั้งคณะด้วย

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ขอให้เชื่อมั่นว่า ครม.ใหม่ ผ่านการพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้ว ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ด้านการบริหารระดับสูงมาแล้วทั้งสิ้น มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง เชื่อว่าจะสามารถสานต่องานทันทีโดยไม่สะดุด และริเริ่มโครงการใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งสร้างผลงานให้ปรากฏแก่สายตาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงที่สถานการณ์โรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย จะต้องเร่งขับเคลื่อนงานที่แต่ละกระทรวงรับผิดชอบ โดยเฉพาะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพราะประเทศไทยถือว่าได้เปรียบที่สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี จึงควรใช้ตรงนี้เป็นโอกาส เร่งฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในประเทศ และชาวต่างชาติเกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีระบุถึงการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจว่า นอกจากการทำงานของคณะ รมต. แล้ว ยังได้หารือกับคณะที่ปรึกษาด้านต่างๆ กรรมการด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผู้แทนสถาบันการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สมาคมผู้ประกอบการ ฯลฯ โดยพูดคุยเพื่อรับข้อเสนอและความต้องการต่างๆ พร้อมพิจารณาร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ อันจะเป็นหนทางสู่การเร่งแก้ไขสถานการณ์ของประเทศภายใต้ข้อกำจัด พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมอบนโยบายให้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีทีมที่ปรึกษาที่มาจากประชาชน เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบ Big Data แล้วจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน ก่อนจะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งการดำเนินงานหลายเรื่องสามารถทำได้โดยระบบออนไลน์ ตามความตั้งใจที่ประกาศจะเป็นรัฐบาล New normal

Advertising

ประยุทธ์มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จว.ให้ปรับการทำงานร่วมกับนายกฯตามนโยบายไทยสร้างชาติ

People Unity News : นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด แนะปรับการทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรี ตามนโยบายไทยสร้างชาติ

24 ก.ค.63 เวลา 11.30 น. ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมรับฟังการมอบนโยบาย สรุปสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า

นายกรัฐมนตรีย้ำวาระของโลกหลังโควิดหรือโลกระหว่างมีโควิดว่า เป็นโลกยุค New Normal คือการมีชีวิตใหม่ในปัจจุบัน เพราะโรคระบาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและมีห้วงระยะเวลา ที่ผ่านมาก็มีหลายโรคเกิดขึ้นซึ่งทุกคนก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคกันมาได้ เช่น โรคเมอร์ส ซาร์ส เป็นต้น สิ่งแรกคือผู้ว่าฯทุกคนต้องปรับการทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีตามนโยบายไทยสร้างชาติ รวมถึงภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนทุกฝ่าย เพราะชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน จึงฝากขอให้ผู้ว่าฯไปทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแนวทางอยู่ร่วมกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ โดยต้องหาวิธีการสร้างอนาคตร่วมกันให้ได้

Advertising

ศธ.-สธ. เร่งกำหนดมาตรการให้โรงเรียนกลับมาเรียน-สอนตามปกติ

People Unity News : ศธ. และ สธ. เร่งกำหนดมาตรการให้โรงเรียนกลับมาเรียน-สอนตามปกติ ขณะที่จุดผ่อนปรนการค้า 91 แห่งทั่วประเทศยังต้องรอ ศบค. พิจารณา

โฆษก ศบค. ชี้แจง มีโรงเรียนจำนวนหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศที่เริ่มกลับมาเปิดการเรียนการสอนปกติ เหลือเพียงอีก 4,532 แห่งที่ยังต้องสลับกลุ่ม สลับวันมาเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่พื้นที่จำกัด ห้องเรียนขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม โฆษก ศบค. ยอมรับว่าหลายโรงเรียนมีนโยบายที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถกลับไปเปิดการเรียนการสอนแบบปกติได้ทั้งหมด ทั้งนี้ มีการมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข เร่งหารือเพื่อจัดทำมาตรการสำหรับโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ รวมทั้งให้ปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอน เพื่อลดภาระของครูผู้สอนและผู้ปกครอง โดยจะให้เสนอต่อ ศบค. เพื่อพิจารณาให้มีการผ่อนคลายโดยเร็วที่สุดต่อไป

โอกาสนี้ โฆษก ศบค. ยังชี้แจงกรณีคณะกรรมการกลุ่มการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดน เสนอให้เปิดจุดผ่านแดน จุดผ่อนปรนการค้า ทั้งหมด 91 จุดทั่วประเทศแบบถาวรตั้งแต่เดือนสิงหาคมนั้นว่า กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และฝ่ายความมั่นคง จะกำหนดความเหมาะสมและความพร้อมของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน เพื่อเสนอ ศบค. ให้พิจารณาเห็นชอบ โดยมีเป้าหมายควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจ

ในตอนท้าย โฆษก ศบค. กล่าวเพิ่มเติมถึงพื้นที่ Organizational Quarantine เป็นความร่วมมือจากหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาพื้นที่รองรับสำหรับแรงงานที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ภายใต้มาตรฐานสาธารณสุข ปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวต้องกักตัวในพื้นที่ 14 วัน เพื่อป้องกันควบคุมโรค พร้อมทั้งสร้างความปลอดภัย มั่นใจให้แก่ประชาชนในประเทศ

Advertising

“ประวิตร” สั่งเดินหน้า “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ให้ อปท.สำรวจหาพื้นที่เหมาะสมเติมน้ำใต้ดิน

People Unity News : “ประวิตร” สั่งขับเคลื่อนธนาคารน้ำใต้ดิน บรรเทาความรุนแรงภัยแล้ง น้ำท่วมขัง เร่งกระจายแหล่งน้ำขนาดเล็กทุกพื้นที่แก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

17 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2563   โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการประชุมในวันนี้ เพื่อรับทราบแผนและโครงการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ให้ครบถ้วน สมบูรณ์ เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี  โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค  น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อเศรษฐกิจ พร้อมกำชับการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน  การขุดเจาะน้ำบาดาลโครงการ 1 ตำบล 1 แหล่งกักเก็บน้ำ ให้เป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ โดยรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณต้องคุ้มค่า เพราะรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อแก้ปัญหาน้ำให้กับประชาชนทั่วประเทศ

โอกาสนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการโครงการจัดหาน้ำต้นทุนและแผนปฏิบัติการ ปี 2563 – 2566 จังหวัดภูเก็ต โดยให้ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการจัดหาแหล่งน้ำและแผนการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว และชุมชนเมือง โดยเห็นชอบแผนระยะสั้น  4 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ 2) โครงการระบบสูบผันน้ำ บ้านโคกโตนด-อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ 3) โครงการบำบัดน้ำเสียมาผลิตน้ำประปา และ 4) โครงการพัฒนาระบบควบคุมบริหารจัดการน้ำ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเห็นชอบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน โดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงภัยแล้ง น้ำท่วมขังให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่ได้ตามเป้าหมายของแผนแม่บทฯ 20 ปี ภายใต้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ การบริหารจัดการน้ำ

ในช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรียังสั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ดำเนินการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งระบบ รวมทั้งให้ทุกหน่วยงานบูรณาการงานจัดทำระบบ Big data เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพอย่างครบวงจร

Advertising

โฆษกรัฐบาลมั่นใจ นายกฯปรับ ครม.เลือกคนมีความรู้ความสามารถมาช่วยงาน

People Unity News : โฆษกรัฐบาลมั่นใจ นายกฯปรับ ครม.เลือกคนมีความรู้ความสามารถช่วยงาน ขณะที่การเดินสายพบสื่อไม่ใช่เพราะความนิยมนายกฯลดลง แต่เพื่อความร่วมมือในการเดินหน้าประเทศ

16 ก.ค.63 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ออกมาระบุให้นายกรัฐมนตรีเร่งปรับ ครม. ภายหลัง 4 รัฐมนตรียื่นหนังสือลาออก โดยระบุว่าต้องเคารพการตัดสินใจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และอีก 3 รัฐมนตรี และการปรับ ครม. นายกฯได้ยืนยันไปแล้วว่าจะทำให้แล้วเสร็จไม่เกินเดือนสิงหาคม โดยจะเป็นผู้พิจารณาเอง

พร้อมกันนี้ ยังมั่นใจว่านายกฯจะคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มาทำหน้าที่ได้ โดยเฉพาะการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกเช่นเดียวกัน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และรัฐบาลได้เตรียมมาตรการ รวมถึงโครงการต่างๆเอาไว้แล้วในการฟื้นฟูประเทศ

ขณะเดียวกันการปรับ ครม. ของนายกฯ ไม่ได้เป็นการยอมรับความล้มเหลวในการบริหารประเทศทางด้านเศรษฐกิจตามที่นายพิชัยระบุ แต่เป็นไปเพื่อความเหมาะสม ซึ่งในทุกรัฐบาลรวมถึงรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็มีการปรับ ครม. เช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีที่นายพิชัยระบุถึงการเดินสายพบปะกับสื่อมวลชน เพราะความนิยมในตัวนายกฯลดลงนั้น โฆษกรัฐบาลระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เดินสายพบแต่สื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังได้เดินสายพบกับหลายกลุ่มอาชีพ  ซึ่งถือว่าเป็นการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง ก่อนที่จะนำไปพิจารณาให้ความช่วยเหลือให้ตรงจุด และยังเป็นการสอบถามถึงความร่วมมือจากประชาชนในการพัฒนาประเทศอีกด้วย ถือว่าเป็นการใส่ใจ แสดงถึงความจริงใจในการบริหารประเทศที่จะทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อน

Advertising

นายกฯให้เร่งพัฒนา Data Center และ Cloud ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล

People Unity News : นายกรัฐมนตรี ย้ำเร่งพัฒนา Data Center และ Cloud ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล คำนึงสิทธิส่วนบุคคลและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

13 ก.ค.63 เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งที่ 3/2563 โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้วาง Platform ต่างๆ เพื่อมุ่งสู่อนาคต ทั้งการพัฒนา Data Center และ Cloud ที่มีมาตรฐานและปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการใช้ข้อมูลในการบริหารราชการให้สอดคล้องกับงบประมาณของประเทศที่มีอยู่เพื่อความโปร่งใส คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยทุกหน่วยราชการต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

โอกาสนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ในระดับรัฐเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศเชิงพาณิชย์พ.ศ. …. เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ ตอบสนองความต้องการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการ เกิดการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คณะกรรมการดีอี ยังสนับสนุนตามที่ บริษัท ทีโอที  จำกัด (มหาชน) เสนอเส้นทางการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเส้นทางที่การไฟฟ้านครหลวงไม่มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้าและไม่มีสภาพบังคับ จำนวน 12 เส้นทางรวมระยะทาง 48.7 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ IMD ของสถาบัน IMD World Competitiveness Center ในภาพรวมประจำปี 2563 โดยไทยถูกจัดอยู่ที่ 29 จาก 63 ประเทศ เป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ผลการจัดอันดับกลุ่มปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทย ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ ในลำดับที่ 34 จาก 63 ประเทศ โดยตัวชี้วัดที่มีอันดับโดดเด่นอาทิ ตัวชี้วัดผู้ลงทะเบียนใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ การพัฒนาและเปิดตัวเว็บไซต์ www.bigdata.go.th เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไปเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่  ซึ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงดิจิทัลฯยังสนับสนุนภารกิจโดยจัดทำแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”  “ไทยชนะ”  “AOT Airport Card2U” “อาสาสมัครดิจิทัล” และกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ เปิดให้ยื่นข้อเสนอโครงการสนับสนุน เยียวยาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 วงเงิน 1 พันล้านบาท ซึ่งได้อนุมัติจำนวน 42 โครงการ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงแผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจัลของประเทศ ต้องส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูลได้อย่างเหมาะสมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) การค้าออนไลน์ สุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว คมนาคม โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล ยึดความต้องการของประชาชนเป็นเป้าหมายในการทำงานด้วย

Advertising

นายกฯยืนยันในที่ประชุมสภาฯ ไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์-ไม่เคยอนุมัติโครงการใดเป็นพิเศษ

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยันในที่ประชุมสภาฯ ไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ แผนงาน/โครงการต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการทุกระดับ ไม่เคยอนุมัติโครงการใดเป็นพิเศษ

วันนี้ (3 ก.ค. 63) เวลา 17.00 น. ณ ห้องประชุมสุริยัน สัปปายะสภาสถาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564  ยืนยันไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ การอนุมัติจัดงบประมาณผ่านกลั่นกรองของคณะกรรมการทุกระดับ ไม่เคยอนุมัติโครงการใดเป็นพิเศษ ขณะที่การลงทุน PPP เน้นความโปร่งใส ลดภาระด้านงบประมาณ

นายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงแผนงานคมนาคมว่า มีการศึกษาพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงมือทำ โดยภาครัฐเน้นการลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน หรือ PPP เพราะหากรัฐลงทุนเองจะใช้งบประมาณจำนวนมาก ดังนั้นการลงทุน PPP จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐไปได้ โดยการประมูลและลงนามสัญญาต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั้งลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ยืนหยัดได้เพราะไม่เคยเรียกผลประโยชน์จากใคร การอนุมัติดำเนินการเป็นไปตามการเสนอแผนงานโครงการ ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการทุกระดับ มีสัดส่วนงบประมาณชัดเจนถูกต้องและเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการจัดสรรงบประมาณนั้น เน้นความถูกต้องโปร่งใส คำนึงถึงภาระและความเหมาะสม งบประมาณแบ่งออกเป็นหลายส่วน ทั้งงบกลางของส่วนราชการ งบบูรณาการ ขออย่านำงบประมาณฟื้นฟูมาปะปนกับงบประมาณรายจ่ายในงบประมาณปี 64  สำหรับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ยืนยันว่า ยึดหลักเหตุผลความจำเป็น ดำเนินการด้วยความโปร่งใส  รวมทั้งพัฒนาเส้นทางคมนาคม ทั้งเพิ่มถนนสายใหม่และแก้ไขถนนเส้นเก่าที่มีปัญหา ก็ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพราะไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี ขอยืนยันว่างบประมาณที่อนุมัติยึดตามพันธกิจของหน่วยงานเป็นสำคัญ

Advertising

“ประยุทธ์” แจงสภางบปี 64 ใช้อย่างรอบคอบ โครงการ-แผนงานต้องสอดคล้องกับสถานการณ์

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยันประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากงบประมาณ ยึดหลักใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ โครงการ แผนงานต้องสอดคล้องกับสถานการณ์

วันนี้ (1 ก.ค. 63)  เวลา 12.00 น. พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ต่อสภาผู้แทนราษฎร  ย้ำรัฐบาลตระหนักถึงการใช้งบประมาณที่ยังมีอยู่อย่างรอบคอบ ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 งบประมาณจาก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ และงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ที่จะต้องดำเนินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ

นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อรัฐสภาว่า งบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ราว 4 แสนล้านบาทที่จะทยอยนำมาใช้ในการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ อยู่ในช่วงของการพิจารณาโครงการที่จะต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการ รวมถึงต้องผ่านการคัดกรองจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจนในการเบิกจ่ายงบประมาณ  หากแผนงานโครงการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ก็จะไม่ผ่านการอนุมัติ แต่วงเงินยังคงอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายส่วนหนึ่งของการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อให้ภาคธุรกิจ SMEs ขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถดำเนินต่อไปได้  เนื่องจากทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ รัฐบาลจึงต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจในการฟื้นฟูเยียวยาประชาชน ส่งเสริมให้มีการจ้างงานต่อไป รวมถึงคำนึงถึงธุรกิจฐานราก ประชาชนที่มีรายได้น้อย ไม่มีหลักประกัน ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนผ่านการกู้ยืม จึงได้จัดทำมาตรการ Soft Loan พร้อมระมัดระวังหนี้ที่อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้  (NPL) หนี้สาธารณะไม่ให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเงินทุกบาทของกองทุนหรือธนาคาร เป็นเงินที่ประชาชนนำมาฝาก จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

นายกรัฐมนตรียังย้ำต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชน  ปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ถนน  ลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน การสนับสนุนเกษตรกร ทำการเกษตรเพื่อเป็นแหล่งอาหารโลก เน้นลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ขยายตลาดในการขายสินค้า ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องเตรียมเปิดรับการลงทุนของชาวต่างชาติ และการเปิดรับแรงงาน ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และไม่กระทบต่อทรัพยากรของคนไทย

พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้เตรียมจัดหางบประมาณ การจัดเก็บภาษี ด้วยระบบระบบดิจิทัลเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงอาจมีการปรับ/เพิ่ม หน่วยงานที่มีความจำเป็นและมีประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คือ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ประกอบไปด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมประเทศด้วย

Advertising

ทส.ทุ่มงบ 445 ล้าน จ้างงานประชาชน 16,488 อัตรา อัตราละ 9,000 บาท นาน 3 เดือน

People Unity News : ทส.ทุ่ม 445 ล้าน จ้างงานประชาชน 16,488 อัตรา อัตราละ 9,000 บาท ช่วยคนตกงานจากโควิด-19

25 มิ.ย.2563 เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการจ้างงานให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19” ทุ่มงบประมาณ 445,176,000 บาท จ้างงาน 16,488 อัตรา อัตราละ 9,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาการจ้าง 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2563 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกงาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่นั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า สำหรับการจ้างงานทั้งหมด แบ่งเป็น 4 หน่วยงาน คือ  1.สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการ 1 คน 1 ตำบล ร่วมใจฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 7,225 อัตรา 2.กรมป่าไม้ ทำหน้าที่ลูกจ้างผู้ช่วยงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการปฏิบัติงานตามนโยบาย คทช. ในการสำรวจการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และโครงการจ้างงานประชาชนเพื่อฟื้นฟูป่าหลังถูกไฟไหม้ “สร้างป่า สร้างงาน สร้างรายได้” จำนวน 5,058 อัตรา 3.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำหน้าที่ลูกจ้างผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำแหล่งอาหารของสัตว์ป่า จำนวน 3,500 อัตรา 4.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในโครงการจ้างสำรวจพื้นที่ใช้ประโยชน์ในเขตป่าชายเลน จำนวน 675 อัตรา

นอกจากนี้ ยังได้แถลงข่าวในประเด็นการเปิดอุทยานแห่งชาติ โดยบริหารการท่องเที่ยวแบบ New normal ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นี้ ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติที่เปิดทุกแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 64 แห่ง และอุทยานแห่งชาติที่เปิดให้เที่ยวบางส่วน 63 แห่ง และต้องจองล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น QueQ ก่อนการท่องเที่ยว

สำหรับประเด็นการรื้อถอนอาคาร บอมเบย์เบอร์มา รมว.ทส. ได้กล่าวขอโทษพี่น้องชาวจังหวัดแพร่ และจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก รวมถึงขอยืนยันว่าไม้สักจากการรื้อถอน ยังอยู่ครบถ้วน มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้ถูกนำไปขายตามที่มีการกล่าวหาในโลกโซเชียลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ประสานกับกรมอุทยานฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวจังหวัดแพร่ในการหารือร่วมกันฟื้นฟูอาคารหลังนี้กลับมาขึ้นใหม่ มั่นใจจะฟื้นฟูอาคารแห่งนี้กลับมาได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และฝากให้ทุกหน่วยงานในสังกัด สำรวจอาคารเก่าที่มีคุณค่า ว่าหากต้องซ่อมแซมจะมีแนวทางการซ่อมแซมอย่างไร ต้องหารือหน่วยงานใดบ้าง ซึ่งจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ประกอบด้วย

Advertising

Verified by ExactMetrics