วันที่ 16 มีนาคม 2026

รองโฆษกรัฐบาลเผยเตรียมใช้ระบบ M Flow เก็บเงินบนทางด่วนแก้ปัญหาแออัดช่องจ่ายเงิน

People Unity News : เตรียมพร้อมใช้ระบบ M Flow บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 แก้ปัญหาจราจรแออัดด้วยระบบ AI

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยกระทรวงคมนาคมเตรียมนำร่องใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัจฉริยะรูปแบบใหม่ (M Flow) ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบนทางด่วนและมอเตอร์เวย์ ลดความแออัดของรถบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับผู้ใช้บริการ โดยกรมทางหลวงจะนำร่องบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 ในช่วงต้นปี 2564 โดยปรับปรุงด่านนำร่องจำนวน 4 ด่าน ได้แก่ ด่านทับช้าง 1 ด่านทับช้าง 2 ด่านธัญบุรี 1 และด่านธัญบุรี 2 ในขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะนำร่องบนทางพิเศษฉลองรัช บริเวณด่านจตุโชติ ด่านสุขาภิบาล 5-1 และด่านรามอินทรา ทั้งนี้ ระบบ M Flow เป็นการใช้เทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบจัดเก็บค่าผ่านด้วยกล้องตรวจบันทึกภาพป้ายทะเบียนรถ แทนการเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบระบบไม้กั้น ทำให้ผู้ใช้รถยนต์สามารถขับขี่ผ่านบริเวณด่านฯ โดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถ ด้วยความเร็วได้ถึง 160 กม./ชม. ช่วยระบายรถได้ 2,000 -2,500 คัน/ชม./ช่องทาง เร็วขึ้นกว่าระบบเดิมที่ใช้อยู่ถึง 5 เท่า รองรับการใช้งานกับรถยนต์ทุกประเภทที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือทางพิเศษ ทั้งรถยนต์ 4 ล้อ รถยนต์ 6 ล้อ และรถยนต์มากกว่า 6 ล้อขึ้นไป ชำระค่าธรรมเนียมผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หลังการใช้บริการ หรือระบบ Post Paid ทั้งแบบชำระเป็นรายครั้งหรือชำระตามรอบบิล รวมไปถึงการชำระผ่านเว็บไซต์หรือโมบายแอปพลิเคชั่นของระบบ M-Flow ตลอดจนการชำระด้วยระบบ QR Code และการชำระผ่านระบบตัดเงินอัตโนมัติ

นางสาวไตรศุลี ย้ำว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ทุกส่วนราชการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยเฉพาะการพัฒนางานบริการประชาชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ในปีหน้าผู้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 และทางพิเศษฉลองรัช จะได้สัมผัสมิติใหม่ของการให้บริการ ซึ่งกรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศยังจะเตรียมขยายผลนำระบบ M Flow ไปใช้กับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและทางพิเศษในเส้นทางอื่นๆต่อไป

Advertising

สธ.-วธ.จัดงานวันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ 29 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน

People Unity News : สธ.-วธ. จัดงานฉลอง ยูเนสโกประกาศให้ นวดไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงวัฒนธรรม จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทยพร้อมฉลองนวดไทยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เตรียมยกระดับนวดไทยสู่ Thai Wellness ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ดูแลตนเองและสังคม

วันนี้ (29 ตุลาคม 2563) ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดงานฉลองนวดไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และงานสัปดาห์วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ ประจำปี 2563 โดยความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมฉลองนวดไทยได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ พร้อมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย” ปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รวมถึงนำไปใช้ประโยชน์ดูแลตนเองและสังคมได้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุขได้ตระหนักถึงคุณค่าของศาสตร์แห่งการนวดไทยและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และอนุรักษ์นำมาใช้ประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งในปีที่ผ่านมา องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้ “นวดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ซึ่งศาสตร์การนวดไทยที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุด คือ “เส้นประธานสิบ” ปรากฏในแผ่นศิลาจารึก จำนวน 60 ภาพ มากกว่า 100 ปี ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ยกระดับสู่ Thai Wellness จัดอบรมนวดไทย 372 ชั่วโมง เพื่อเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชน

นอกจากนี้ วันที่ 29 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ” คณะรัฐมนตรีได้ถวายพระราชสมัญญานาม “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย” แด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติต่อคุณูปการที่พระองค์ทรงทำนุบำรุงการแพทย์แผนไทยให้รุ่งเรือง จึงได้จัดกิจกรรมทั้งด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การนวดไทย ดังปรากฏในแผ่นจารึกต่างๆ ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นฐานรากให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้และใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพถึงปัจจุบัน

ด้าน แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า จากการที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ  กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้กำหนดโดยมีแนวทางสำคัญคือ การสร้างมาตรฐานนวดไทย ทั้งด้านองค์ความรู้ หลักสูตร รวมถึงการบริการนวดไทยให้เป็นที่ยอมรับ ตั้งแต่ในระดับชุมชน โดยดำเนินการใน 2 ประเด็นคือ ได้แก่ การอบรมหมอนวดครู ก จำนวน 188 คน เพื่อสืบสานรักษา​ และต่อยอดการผลิตบุคลากรให้เป็นครูสอนคนในชุมชนนวดไทย​ นวดพื้นบ้านไทยแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ และยังต่อยอด​ ฟื้นฟู การอบรมหมอนวดไทยสร้างงานสร้างอาชีพ 1,000 คน โดยร่วมกับโรงเรียนนวดแผนไทยวัดโพธิ์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มอบรมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 พร้อมมอบใบประกาศให้กับผู้เข้ารับการอบรมนวดเพื่อต่อยอดในการประกอบวิชาชีพด้านการนวดไทย

การจัดงานสัปดาห์วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติในปีนี้ ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “นวดไทย” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ กิจกรรมประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย”, ประวัติศาสตร์นวดไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน, นวดไทยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยได้จัดทำนวดอัตลักษณ์แต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ตอกเส้น, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขิดเส้น, ภาคกลาง เหยียบเหล็กแดง ตบเหล็กแดง ,โอสถศาลา, การจัดเวทีทางวิชาการในประเด็นต่างๆ, การออกหน่วยบริการด้านสุขภาพ โดยหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงการออกร้านของภาคเอกชน โดยมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพร กินอาหารเป็นยา สะอาด สดใหม่ ปลอดภัย ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.30 น. ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

Advertising

ข่าวดี “ประยุทธ์” สั่งคลายล็อกบัตรทอง รักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องมีใบส่งตัว

People Unity News : นายกรัฐมนตรีสั่งคลายล็อกบัตรทอง รักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องมีใบส่งตัว

25 ตุลาคม 2563 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในการยกระดับระบบสวัสดิการแห่งรัฐด้านสาธารณสุข ด้วยการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกรณีประชาชนผู้มีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สามารถเข้ารับการรักษาที่ใดก็ได้ และยกเลิกการต้องใช้ใบส่งตัวของผู้ป่วยในกรณีมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่รักษาพยาบาล โดยมีรายละเอียดการคลายล็อกดังนี้

1.ประชาชนสามารถรับการรักษาพยาบาลที่ใดก็ได้ โดยทดลองให้ประชาชนในกรุงเทพมหานคร สามารถไปรับบริการที่ “หน่วยบริการชุมชนอบอุ่น” อันประกอบด้วยคลินิกชุมชนอบอุ่น และหน่วยบริการเฉพาะทางชุมชนอบอุ่น ได้ทุกแห่ง ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ใช้สิทธิบัตรทองจะถูกจับคู่กับหน่วยบริการประจำ (คลินิก) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องไปรักษาที่คลินิกประจำนั้นๆ หากป่วยหนักจนคลินิกรักษาไม่ไหว คลินิกก็จะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพให้รักษาต่อ

แต่นโยบายใหม่นี้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่ กทม. จะสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่หลากหลายมากขึ้น โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งเป้าที่จะประสานหน่วยบริการจำนวน 500 แห่ง ให้เข้ามาเป็น “หน่วยบริการชุมชนอบอุ่น” (คลินิกชุมชนอบอุ่น และหน่วยบริการเฉพาะทางชุมชนอบอุ่น) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 เป็นต้นไป ผู้ใช้สิทธิบัตรทองใน กทม. จะสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการชุมชนอบอุ่นในเขตของตัวเองได้ทุกแห่ง และสามารถนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ โดย สปสช. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยพัฒนาระบบนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่าน App เป๋าตัง ซึ่งจะเริ่มให้บริการในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน ความดัน และจะขยายไปในกลุ่มผู้ป่วยนอกทั้งหมดในระยะต่อไป

2.“ผู้ป่วยใน” ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวอีกต่อไป ทั้งนี้ “ใบส่งตัว” เป็นเอกสารที่ใช้สื่อสารลักษณะโรค อาการป่วย การรับการรักษาเบื้องต้น ซึ่งที่ผ่านมา หากหน่วยบริการประจำ (คลินิก) วินิจฉัยและส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ผู้ป่วยต้องไปรับใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลก่อน ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก

แต่นโยบายใหม่นี้ หากผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ แล้ว โรงพยาบาลวินิจฉัยว่าต้องแอดมิท (นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล) ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทันที โดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวอีก เนื่องจาก สปสช. จะจัดทำระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเองโดยอัตโนมัติ

3.ประชาชนแจ้งย้ายหน่วยบริการเมื่อใด รักษาที่ใหม่ได้ทันที

ที่ผ่านมา เมื่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองขอย้ายหน่วยบริการ จะต้องรออีก 15วัน จึงจะไปรักษาที่หน่วยบริการแห่งใหม่ได้ แต่นโยบายใหม่นี้ ผู้ป่วยไม่ต้องรอ 15 วันอีกต่อไป กล่าวคือ เมื่อมีความประสงค์ที่จะย้ายเมื่อใด ก็สามารถไปรักษาที่ใหม่ได้ทันที ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองจึงอุ่นใจได้ว่า เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน ก็จะสามารถย้ายหน่วยบริการและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันทีอย่างแน่นอน

4.ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพและไม่แออัด ทั้งนี้ มะเร็งเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนอย่างมาก เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตสูง ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย และที่สำคัญคือ โรงพยาบาลบางแห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็ง จึงเกิดปัญหาคอขวดในการเข้ารับบริการเกิดความแออัด ต้องรอการนัดหมายที่ค่อนข้างนาน ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเข้าถึงบริการรักษาล่าช้า ก็อาจทำให้มะเร็งลุกลามได้โดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ สปสช. จึงมีแนวคิดในการยกระดับการรักษาใหม่ โดยเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง หน่วยบริการผู้วินิจฉัยจะส่งข้อมูลผู้ป่วยมายัง สปสช. เพื่อให้ สปสช.ประสานจัดหาโรงพยาบาลที่ไม่แออัด และมีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็งประเภทนั้นๆได้ทันที ประชาชนก็จะได้รับบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งบริการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน พร้อมด้วยการติดตามอาการและแนะนำการทานยาผ่านระบบสื่อสารทางไกล (Telehealth) ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

นายอนุชา กล่าวย้ำว่า “การคลายล็อกข้อจำกัดต่างๆของบัตรทองในครั้งนี้ คือนโยบายของรัฐบาลในความพยายามที่จะยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการดูแลรักษาพยาบาลที่ดี มีมาตรฐาน ง่ายและสะดวกสำหรับประชาชนคนไทยทุกคน”

Advertising 

เห็นชอบ EIA รถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายและรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช

People Unity News : คกก.สิ่งแวดล้อมฯเห็นชอบ EIA โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายสถานีศรีรัช-เมืองทอง และโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (ช่วงชุมทางบ้านภาชี-นครราชสีมา)

22 ต.ค.63 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2563 โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการพิจารณารายงาน EIA จำนวน 3 โครงการ โดยมีมติ ดังนี้ 1) เห็นชอบต่อรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทอง ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โดยเพิ่ม 2 สถานีเพื่อเข้าสู่เมืองทองธานี ( สถานี MT-01 อยู่บริเวณหน้าอาคารอิมแพ็คชาเลนเจอร์ และสถานี MT-02 อยู่บริเวณด้านหน้าของทะเลสาบเมืองทองธานี ใกล้กับเอส ซี จี สเตเดี้ยม มีระยะทางรวมประมาณ 3 กิโลเมตร) 2) เห็นชอบรายงาน EIA โครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (ช่วงชุมทางบ้านภาชี-นครราชสีมา) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการส่วนที่เป็นอุโมงค์ การปรับโครงสร้างโครงการบางช่วง การปรับตำแหน่งศูนย์ซ่อมบำรุง และการปรับรูปแบบสถานีนครราชสีมา ให้สอดคล้องกับโครงการรถไฟทางคู่ ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยรับข้อสังเกตของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาเพื่อดำเนินการก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป และ 3) เห็นชอบโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดเพชรบุรี (โพไร่หวาน) ของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นโครงการอาคารอยู่อาศัยรวมสำหรับเช่า จำนวน 246 ห้อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการจัดการขยะ ได้แก่ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการขยะมูลฝอยบนเกาะ เพื่อให้การจัดการขยะมูลฝอยบนเกาะ โดยเฉพาะเกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ บริหารจัดการขยะมูลฝอยบนเกาะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ลดปัญหาการขนส่งขยะข้ามไปกำจัดบนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งที่ประชุมเห็นชอบมาตรการการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศและที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยการจัดการสถานที่รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์และนำไปจัดการอย่างถูกต้อง และการยกเลิกนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 428 รายการ เป็นต้น

Advertising 

“อนุชา” เป็นประธานลงนาม MOU ช่วยผู้บริโภคได้คืนเงินจอง กรณีสินเชื่อบ้านไม่ได้รับอนุมัติ

People Unity News : อนุชา เป็นสักขีพยานร่วมลงนาม MOU ช่วยเหลือผู้บริโภคได้คืนเงินจอง กรณีสินเชื่อบ้านไม่ได้รับการอนุมัติ

วันนี้ (30 กันยายน 2563) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) แนวทางการช่วยเหลือผู้บริโภค กรณีสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อชำระค่าอสังหาริมทรัพย์ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อผนึกกำลังของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร่วมลงนาม MOU เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกรอบแนวทางของ สคบ. กรณีที่ผู้บริโภคประสบปัญหาที่ทางสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อชำระค่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นผลให้เกิดการริบเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภค โดยมี ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนกว่า 300 คน เข้าร่วม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีที่ภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะการค้าด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นผู้นำทางธุรกิจ เพราะเป็นการค้าที่มีมูลค่าสูง นับว่าเป็นธุรกิจชั้นนำที่เป็นปัจจัย 4 ที่ประชาชนต้องมี โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกันการช่วยเหลือเยียวยาจากผู้ค้าด้วยความเห็นอกเห็นใจ จะเป็นต้นแบบในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมกล่าวแสดงความขอบคุณภาคีเครือข่าย และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทั้ง 13 แห่ง ที่ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก แม้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้มีการบังคับใช้ในรูปแบบกฎหมาย แต่ถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ภาคเอกชนได้ร่วมมือกับรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง

Advertising 

ดีอีเอส เผยศาลสั่งปิดเว็บพนันไปแล้ว 1,202 เว็บไซต์

People Unity News : พุทธิพงษ์รุกต่อเนื่องนโยบายปิดเว็บพนันออนไลน์ จัดการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง กสทช. ไอเอสพี และผู้ให้บริการมือถือทุกราย ติดตามความคืบหน้าเรื่องการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันออนไลน์ เผยมีคำสั่งศาลแล้ว 1,202 เว็บไซต์

23 กันยายน 2563 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ได้มีการจัดการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี)  และผู้ให้บริการมือถือ (โอเปอร์เรเตอร์) ทุกราย เรื่องการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันออนไลน์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและหาข้อสรุปแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยล่าสุดมีคำสั่งศาลสั่งปิดเว็บพนันออนไลน์แล้ว 1,202 เว็บไซต์ แบ่งเป็นก่อนหน้านี้ 982 เรื่อง และมีคำสั่งศาลเพิ่มมาอีกวานนี้ (22 ก.ย.63) จำนวน 220 เว็บไซต์ เป็นเว็บพนันทั้งหมด สำหรับเรื่องการจับจะเป็นอำนาจหน้าที่ของทางตำรวจ กระบวนการสอบสวน ดำเนินคดี โดยที่ผ่านมาได้มีการจับกุมเว็บพนันได้ 20 คดี

“ขอความร่วมมือด้วยว่าเมื่อไอเอสพี/โอเปอเรเตอร์รายใดดำเนินการปิด/ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บพนันออนไลน์ที่มีคำสั่งศาลออกมาแล้ว ช่วยเชื่อมโยงการอัพเดทเข้าสู่หน้า Landing page และขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แสดง Landing page เป็นอันเดียวกันสำหรับการร่วมกันแก้ไขปัญหาเว็บพนันออนไลน์” นายพุทธิพงษ์กล่าว

พร้อมย้ำด้วยว่า หลังจากแนบคำสั่งศาลแจ้งไปยังไอเอสพี และผู้ให้บริการมือถือแล้ว ได้มีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยหากพบว่าไอเอสพี หรือค่ายมือถือรายใดไม่ดำเนินการปิดเว็บผิดกฎหมายเหล่านั้นภายใน 15 วันหลังได้รับคำสั่งศาล อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา 18 หรือมาตรา 20 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา 27 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

ทั้งนี้ กระทรวงฯได้เปิดช่องทางให้ประชาชนในการแจ้ง หากพบเห็นสื่อโฆษณาหรือโพสต์ชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ สามารถแคปหน้าจอ พร้อมแจ้ง link หรือยูอาร์แอลเว็บนั้นๆ ส่งมาโดยตรงที่เพจ “อาสา จับตา ออนไลน์” ทาง inbox คลิก m.me/DESMonitor จะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องตลอด 24 ชม. โดยจะนำข้อมูลเบาะแสส่งให้ตำรวจพิจารณาหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป ในส่วนของ ดีอีเอส เมื่อได้รับการยืนยันความผิดจากตำรวจแล้ว ก็จะดำเนินการปิดเว็บไซต์พนันดังกล่าวต่อไป

Advertising

ไอเดีย “อนุทิน” ให้ “คนไทยทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน”

People Unity News : อนุทิน ให้ “คนไทยทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน”

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันนโยบาย “คนไทยทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน” คือ หมอประจำบ้าน หมอสาธารณสุข และหมอครอบครัว ดูแล ให้ความรู้ สร้างเสริมสุขภาพ ให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข ช่วยลดการเดินทาง ลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมระดมสมองเพื่อบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยมี ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขภาคเอกชน ท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมประชุมจำนวน 100 คน

นายอนุทินกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสำคัญอันดับต้น คือ การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยการระดมความคิดบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิตามระบบสุขภาพชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพภาคประชาชน ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ และต่อยอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเกิดเป็นนโยบาย “คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน” โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นายอนุทินกล่าวต่อว่า นโยบาย “คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน” คือ ทุกครอบครัวจะมี 1. หมอประจำบ้าน (อสม.ระดับหมู่บ้าน) ซึ่ง อสม. 1 คนจะรับผิดชอบ 8-15 หลังคาเรือน 2.หมอสาธารณสุข (เจ้าหน้าที่สาธารณสุข/พยาบาลระดับตำบล) โดยบุคลากรสาธารณสุขระบบปฐมภูมิ (รพ.สต., หน่วยงานสาธารณสุข, เทศบาล, กทม.คลินิกอบอุ่น ฯลฯ) 1 คน รับผิดชอบประชาชน 1,250 คน หรือ 1-3 หมู่บ้าน และจะประสานการทำงานร่วมกับ อสม. และ 3.หมอครอบครัว  เป็นแพทย์ที่มีองค์ความรู้หรือจบด้านเวชศาสตร์ครอบครัว รับผิดชอบประชากร 1 คนต่อประชาชน 10,000 คน หรือ 1-3 ตำบล โดยหมอประจำตัวทั้ง 3 จะบูรณาการทำงานร่วมกันในการดูแล ให้ความรู้ ส่งเสริมสุขภาพ ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและสานต่อแนวทาง “สร้าง นำซ่อม”

ทั้งนี้ การบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิจะช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลระดับจังหวัด การแก้ปัญหาหรือพัฒนาระบบบริการการรักษา (Care) การสาธารณสุข (Public Health) การจัดการสภาพแวดล้อมและสังคม (Social Determinant of Health : SDH) โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนไทยทุกครอบครัว มีคุณภาพชีวิติที่ดี ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีความสุขร่วมกัน

Advertising

มท.เผยผลการคัดเลือก “จังหวัดสะอาด” ประจำปี 2562 อุดรธานี เลย ลำพูน คว้าชนะเลิศ

People Unity News : มท. ประกาศผลการคัดเลือก “จังหวัดสะอาด” ประจำปี 2562 ยกย่องจังหวัดต้นแบบการบริหารจัดการขยะมูลฝอยที่ประสบความสำเร็จระดับชาติ

11 ส.ค. 63 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการที่ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย ซึ่ง พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญและกำหนดให้การบริหารจัดการขยะเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยประกาศใช้แผนปฏิบัติการ “จังหวัดสะอาด” และได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะ ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีการปฏิบัติตามหลัก 3ช (3Rs) คือ ใช้น้อย (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมทั้งให้ความสำคัญในการแยกขยะจากต้นทาง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการจัดประกวดการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ระดับจังหวัด และในระดับประเทศ เพื่อติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ประจำปี พ.ศ. 2562 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมเชิดชูเกียรติให้แก่จังหวัดที่มีการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนที่เป็นเลิศ ซึ่งคณะกรรมการประกวดการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ได้พิจารณาคัดเลือกการประกวดการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีผลการคัดเลือกดังนี้

1) ระดับกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ จังหวัดลพบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ รางวัลชมเชย ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ

2) ระดับกลุ่มจังหวัดขนาดกลาง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ จังหวัดเลย รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ จังหวัดยโสธร รางวัลชมเชย ได้แก่ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดพิษณุโลก

3) ระดับกลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ จังหวัดลำพูน รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ จังหวัดบึงกาฬ รางวัลชมเชย ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอุทัยธานี ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดลำพูน ถือเป็นการคว้ารางวัลชนะเลิศต่อเนื่องกัน เป็นปีที่ 3 แล้ว

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะจัดพิธีมอบรางวัลจังหวัดที่มีการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2562 ในวันที่ 14 กันยายน 2563 ณ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่จังหวัดที่มีการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนที่เป็นเลิศ และกระตุ้นจังหวัดอื่นๆ ให้ดำเนินการรณรงค์และบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

Advertising

“ประยุทธ์” หนุนจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมช่วยแก้ปัญหาสังคม

People Unity News : นายกฯเชียร์ จัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมช่วยแก้ปัญหาสังคม มั่นใจดูแลผู้พิการไม่น้อยหน้าเวทีสากล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดร้านกาแฟคนพิการ APCD 60+Plus Bakery & Chocolate Cafe @ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น นอกจากนายกฯจะเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาอุดหนุนเพื่อเป็นกำลังใจกับผู้พิการแล้ว ยังได้ชื่นชมร้านฯที่เป็นแบบอย่างของการทำธุรกิจเพื่อสังคม ส่งเสริมให้คนพิการได้ใช้ศักยภาพของตนเอง มีงานทำและมีรายได้อย่างยั่งยืน และขอบคุณกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ได้ขับเคลื่อนการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม และการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้พิการ ทั้งนี้ นายกฯยังได้กำชับให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯเดินหน้าส่งเสริมให้มีวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise-SE) อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นธุรกิจที่มุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นและกลุ่มคนเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ไม่ใช่มุ่งสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้น แต่ต้องนำกำไรไปทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งธุรกิจจะได้รับการยกเว้นเรื่องภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ปัจจุบัน มีจดทะเบียนแล้วประมาณ 130 แห่ง ซึ่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพิ่งประกาศใช้ในปี พ.ศ.2562 มากไปกว่านั้น นายกฯยังเชื่อมั่นว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมจะเป็นกลไกสำคัญให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด19 มีกลุ่มคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบในเรื่องการจ้างงานและรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมงานด้านคนพิการของประเทศไทย เป็นไปตามนโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และสอดคล้องกับแนวทางของสหประชาชาติ เพื่อให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดำรงชีวิตในสังคมชุมชนได้อย่างอิสระเท่าเทียม ซึ่งปี 2563 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ได้มีการดำเนินการร่วมกับหลายกระทรวง ใน 7 ประเด็นเร่งด่วน คือ 1) การส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาอาชีพคนพิการ 2) การส่งเสริมเข้าถึงสิทธิคนพิการ 3) การส่งเสริมการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ 4) การคุ้มครองสวัสดิภาพคนพิการ 5) การเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมขององค์กรด้านคนพิการและเครือข่าย 6) การพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายและแผนด้านคนพิการ และ 7) ระบบการบริหารจัดการด้านคนพิการให้มีผลสัมฤทธิ์สูง

Advertising

รองโฆษกฯเผยผลงาน 1 ปีรัฐบาล ด้านพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ

People Unity News : รองโฆษกฯเผยผลงาน 1 ปีรัฐบาล ด้านพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การดำเนินงานด้านการพัฒนาที่อยู่ของรัฐบาลมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) และวิสัยทัศน์ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นสร้างความมั่นคงในชีวิตแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ทั้งนี้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหน่วยงานหลักและตั้งเป้าหมายดูแลผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย การดูแลแบ่งเป็นภายใต้ความรับผิดชอบของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และการเคหะแห่งชาติ (กคช.)

สำหรับในปี 2563 พอช. ได้ให้การช่วยเหลือครอบครัวที่มีฐานะยากจน สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม  มีสภาพไม่ปลอดภัย ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย เช่น หลังคารั่ว เสาเรือนผุ บันไดโยกคลอน พื้นบ้าน ฝาบ้าน หลายพันครัวเรือนทั่วประเทศ ผ่านโครงการ ”บ้านพอเพียงชนบท”

ในส่วนของ กคช. ได้ออกโครงการบ้านเช่าผู้มีรายได้น้อยเริ่มเดือนละ 999-2,500 บาท โดยนำบ้านว่าง-ห้องว่างจากโครงการ กคช. ทั่วประเทศ 20,000 ห้อง ผลปรากฏว่ามีผู้แสดงความสนใจ 28,000 ราย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการส่งมอบห้องเช่าที่คาดว่าจะจบได้ภายในปีนี้ มากไปกว่านั้น ยังมีโครงการสร้างบ้านเช่า 100,000 หลัง ในพื้นที่ กทม.และจังหวัดอื่นๆ รวมระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ.2564-2568) สร้างปีละ 20,000 หลัง มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุ คนพิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือข้าราชการเกษียณ และประชาชนที่มีรายได้น้อย

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีกรมธนารักษ์ ที่เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งในปีนี้จะเปิดให้ข้าราชการพลเรือนสามารถจองซื้อสิทธิ์การเช่าคอนโดมิเนียมข้าราชการที่จะก่อสร้างบนที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ นำร่องในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี และขอนแก่น เป็นการสร้างคอนโดมิเนียม 7 ชั้น ห้องละไม่เกิน 40 ตารางเมตร ผ่อนเดือนละประมาณ 3,900 บาท ระยะเวลา 30 ปี ข้าราชการมีเงินเดือน 16,000 บาท ก็สามารถเป็นเจ้าของได้ เมื่อครบสัญญายังต่ออายุสัญญาได้อีก 30 ปี และสามารถโอนสิทธิ์ได้เมื่ออยู่ครบ 5 ปีแต่จะต้องโอนสิทธิ์ให้เฉพาะข้าราชการด้วยกันเท่านั้น ขณะเดียวกัน ทางกรมฯยังเร่งโครงการก่อสร้างซีเนียร์คอมเพล็กซ์ที่จังหวัดสมุทรปราการเพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย โดยวางเป้าหมายเปิดให้ผู้สูงวัยอายุ 58 ปีขึ้นไปและเริ่มจองได้ภายในสิ้นปีนี้ เฟสแรกจำนวน 900 ยูนิต พื้นที่ยูนิตละประมาณ 35 ตารางเมตร ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้างราว 2 ปี เข้าอยู่ได้เมื่อผู้จองมีอายุ 60 ปีขึ้นไป

“รัฐบาลมีความตั้งใจขับเคลื่อนการทำงานให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งการทำงานจะต้องเป็นไปอย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งเรื่องตัวที่พัก ราคาที่ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึง สภาพแวดล้อม และการรองรับสังคมผู้สูงอายุ สำหรับกระทรวง พม. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลัก กคช. รับไปดำเนินการ 2 ล้านครัวเรือน และ พอช.ดำเนินการประมาณ 1 ล้านครัวเรือน รวมทั้งจะดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติด้วย“ นางสาวรัชดา กล่าว

Advertising

Verified by ExactMetrics