วันที่ 15 มีนาคม 2026

สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026 จากการจัดอันดับ TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลก

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของ “ขนมครก” ขนมพื้นบ้านไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น อันดับ 1 ขนมหวานไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 จากเว็บไซต์อาหารระดับโลก TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “แผนที่อาหารโลก” ได้จัดอันดับเมนูของหวานที่ดีที่สุดของประเทศไทย ประจำปี 2026 โดยได้จัดอันดับจากคะแนนรีวิวของผู้บริโภคและนักชิมทั่วโลก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของขนมไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ หากแต่สามารถครองใจผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ขนมครกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความหอมมันของกะทิ ความกรอบนอกนุ่มใน และกรรมวิธีการทำที่ประณีตพิถีพิถัน เป็นภาพสะท้อนภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ นอกจากขนมครกแล้ว ยังมีขนมหวานไทยและเมนูยอดนิยมอื่น ๆ ที่ติดอันดับ อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น ลอดช่อง รวมมิตร เฉาก๊วย กล้วยทอด และปาท่องโก๋ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเมนูที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารของไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่สำคัญของประเทศ

“ความสำเร็จของขนมครกในครั้งนี้ คือความสำเร็จของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำขนมไทย ถือเป็นการตอกย้ำยืนยันว่า “ขนมหวานไทย” คือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวิถีชีวิตไทยที่สามารถสื่อสารเรื่องราวของประเทศผ่านรสชาติได้อย่างทรงพลัง รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางจิตใจ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะอาหารและขนมไทยไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Advertisement

รัฐบาลเตือน “โรคไข้หูดับ” กระจาย 28 จังหวัด พบป่วยแล้ว 49 ราย เสียชีวิต 3 ราย เผย “โคราช” มากสุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเตือน “โรคไข้หูดับ” กระจาย 28 จังหวัด พบป่วยแล้ว 49 ราย เสียชีวิต 3 ราย เผย “โคราช” พบผู้ป่วยมากสุด ย้ำงดบริโภค “หมูดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ”

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุสถานการณ์ของโรคไข้หูดับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วย 49 ราย กระจายตัวอยู่ใน 28 จังหวัด (อายุระหว่าง 5 – 90 ปี) และพบผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมา คือ อายุ 50 – 59 ปี และ 40 – 49 ปี ตามลำดับ

สำหรับจังหวัดที่มีผู้ป่วยมากที่สุด คือ จังหวัดนครราชสีมา รองลงมา คือ แพร่ ชลบุรี ชัยภูมิ และสุรินทร์ ตามลำดับ โดยมีปัจจัยเสี่ยง คือ การมีประวัติรับประทานเนื้อสุกรหรือเลือดสุกรที่ปรุงไม่สุก (เช่น ลาบดิบ หลู้ ก้อย) พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการรับประทานเนื้อสุกรดิบ รวมถึงการประกอบอาชีพหรือการชำแหละเนื้อสุกรโดยไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลหรือรอยถลอกบริเวณมือ ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับแข็ง เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง หรือผู้ที่ถูกตัดม้าม มีโอกาสที่อาการของโรคจะรุนแรงและเสียชีวิต

“รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชน ขอเน้นย้ำการป้องกันตนเอง เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสุกรดิบหรือไม่สุก ไม่บริโภคสุกรป่วยหรือสุกรที่ตายจากโรค และเลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับสุกร ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น รองเท้าบูตและถุงมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสุกรเมื่อมีบาดแผล พร้อมล้างมือ ล้างเท้า หรืออาบน้ำให้สะอาดหลังสัมผัสสุกร และดำเนินการกำจัดเชื้อภายในฟาร์มตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงการเกิดโรค ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

AOC 1441 เตือนภัย “เงินด่วนออนไลน์” ระวังโดนหลอก!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2569 “แค่กรอกเบอร์โทร ก็รู้วงเงินกู้ทันที” ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูสะดวกและง่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์โฆษณาเงินกู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ พร้อมข้อความเชิญชวนว่า “อนุมัติไว ไม่เช็กบูโร วงเงินสูง” เพียงแค่กรอกหมายเลขโทรศัพท์หรือแอดไลน์พูดคุยส่วนตัว ก็แจ้งผลอนุมัติทันที

แท้จริงแล้ว เป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพคือ “ข้อมูลติดต่อ” โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำไปโทรกลับเสนอเงินกู้แบบเร่งด่วน ใช้วิธีกดดันให้รีบตัดสินใจ และเรียกเก็บเงินล่วงหน้าในชื่อ ค่าธรรมเนียม/มัดจำ ค่าดำเนินการ หรือค่าประกันต่าง ๆ เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลง

บางรายขอกู้ 5,000 บาท แต่ได้เงินจริงเพียง 2,000 บาท พร้อมเงื่อนไขดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด หรือร้ายแรงกว่านั้น ข้อมูลส่วนตัวอาจถูกนำไปสมัครกู้แอปพลิเคชันอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม

ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัย และเพิ่มความมั่นใจอีกชั้น ประชาชนควรตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายหรือไม่ ผ่านบริการ “เช็กแอปเงินกู้”  ได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“เงินกู้ถูกกฎหมาย จะไม่เรียกเก็บเงินก่อนการอนุมัติ” ดังนั้นอย่าโอนเงินล่วงหน้า และอย่าส่งข้อมูลส่วนตัวให้แหล่งกู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ความรอบคอบเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชม. และหากพบการกระทำที่น่าสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ GCC 1111 เพื่อแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความปรารถนาดีจากกระทรวงดีอี

Advertisement

รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” ครม. รับทราบความคืบหน้า บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง

จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ

– กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

– ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกัน–ปราบปราม 3 ระยะ

– ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง

– กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร

– ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“สีหศักดิ์” มั่นใจยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ปีนี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” มั่นใจ ยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ปีนี้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว เปิดเผยผลการหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในเรื่องการที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569 ว่า มีความเป็นได้สูงที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนชุดไทยในปีนี้ เพราะชุดไทยเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง พร้อมกับพิสูจน์ได้ว่าความเป็นมาของชุดไทยเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญกับชุดไทยเป็นอย่างมาก และตนเชื่อว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการประชุมคณะกรรมการที่ปีนี้ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพ

Advertisement

ชวนชาวพุทธท่องเที่ยวทำบุญ ๑๐ พระธาตุเจดีย์ทั่วไทย เทศกาลวันมาฆบูชา ๒๕๖๙

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ชวนชาวพุทธทั่วประเทศ ร่วมสืบสานเทศกาลวันมาฆบูชา ๒๕๖๙ จัดยิ่งใหญ่ส่วนกลาง–ภูมิภาค ชวนท่องเที่ยวทำบุญ ๑๐ พระธาตุเจดีย์ทั่วไทย

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมรำลึกถึงพระรัตนตรัย และถวายเป็นพุทธบูชาอย่างพร้อมเพรียงกัน

วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ด้วยหลักธรรมสำคัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้บริสุทธิ์

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และยกระดับคุณภาพของสังคมไทยให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรมในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร กำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๗.๓๐ น. ณ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญ ตักบาตรพระสงฆ์ เวียนเทียน แห่ห่มผ้าพระปรางค์ และกิจกรรม Walk Rally ตามรอยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๕ จุดสำคัญภายในวัด โดยเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเครือข่ายทางศาสนา สถานศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน ในโอกาสเดียวกันได้รณรงค์ให้ประชาชนร่วมแต่งกายด้วยชุดไทยหรือผ้าไทยอย่างสุภาพ เข้าร่วมกิจกรรม ณ วัดอรุณราชวราราม และสถานที่จัดกิจกรรมทั่วไทย เพื่อร่วมสืบสานอัตลักษณ์ความเป็นไทย ควบคู่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสร้างบรรยากาศแห่งความสง่างามในโบราณสถานสำคัญของชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดจัดกิจกรรมประเพณีเด่น “ปักหมุด ๑๐ วัด แห่ผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ เนื่องในวันมาฆบูชา” ในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย ได้แก่ ๑) งานแห่ผ้าห่มพระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร ๒) เทศกาลแสงเทียนแห่งศรัทธา น้อมถวายผ้าพระฉาย วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี ๓) งานประเพณีนบพระ เล่นเพลง วัดพระบรมธาตุ และหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ๔) งานเทศกาลมาฆปูรณมีบูชา ทะเลธุงอีสาน กาฬสินธุ์ โบราณสถานฟ้าแดดสงยาง พระธาตุยาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ๕) งานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน พระบรมธาตุนาดูน พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม ๖) งานสืบสานตำนานสองเจดีย์ธาตุ วันมาฆบูชา วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ๗) ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ๘) ประเพณีหกเป็ง นมัสการพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน ๙) งานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ พระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ๑๐) งานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช

กิจกรรมออนไลน์ ประกอบด้วยกิจกรรมชาเลนจ์เพลงวันมาฆบูชา โดยเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มวัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบการ Cover เพลงวันมาฆบูชา เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของตนเอง พร้อมติดแฮ็ทแท็กตามที่ กรมการศาสนากำหนด เพื่อรับเกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์จากกรมการศาสนา และเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ในห้วงของเทศกาลวันสำคัญดังกล่าว

สำหรับในส่วนภูมิภาค ทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและเทศกาลประเพณีที่เกี่ยวเนื่องตามบริบทของแต่ละจังหวัด เพื่ออนุรักษ์ สืบสานวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้จากสินค้าและบริการด้านศรัทธา ความเชื่อ และวัฒนธรรมประเพณี อันเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนโยบายด้านวัฒนธรรมของรัฐบาล

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา คาดหวังว่าการจัดกิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชา พุทธศักราช ๒๕๖๙ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสังคมคุณธรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม ในการพัฒนาสังคมไทยให้มีความรู้ควบคู่คุณธรรม เสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ สืบสานอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย และใช้มิติทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืน โดยขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ทั่วประเทศตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดโดยพร้อมเพรียงกัน

Advertisement

เตือนคนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ ต้องจดทะเบียน ภายใน 28 ก.พ.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เตือนคนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ ต้องจดทะเบียน รย.17/18 ภายใน 28 ก.พ.นี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและทำให้เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบการให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride Sharing) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และทำให้การรับผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย โดยกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปฯ ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 ให้เรียบร้อย ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ผ่านมา คนขับจำนวนหนึ่งใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ โดยยังไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ขณะนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ดำเนินการจัดระบบผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน โดยเปิดระบบ Driver Verify เพื่อให้ผู้ขับขี่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งล่าสุดมีผู้ขับขี่ลงทะเบียนผ่านระบบแล้วจำนวน 34,434 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ให้บริการในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับใบรับรองผ่านระบบดังกล่าว ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 กับ กรมการขนส่งทางบก ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1-30 มีนาคม 2569 ก่อนที่ประกาศเกี่ยวกับ Ride Sharing Platform จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ภายหลังวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากยังมีการใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสาร จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการขับรถสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และหากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนข้อกำหนด อาจถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน จะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และยานพาหนะ มีระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) และมีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้บริการ

“การจัดระเบียบครั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ล็อกบ้านออนไลน์ ล็อกความปลอดภัยในโลกไซเบอร์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้าพูดถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ก่อนเราจะออกจากบ้าน สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือการล็อกบ้าน เพื่อป้องกันหัวขโมยที่หวังจะเข้ามาขโมยทรัพย์สินมีค่าภายในบ้าน ในโลกออนไลน์ก็สามารถทำได้เหมือนกัน โดยเราสามารถล็อกบ้านในออนไลน์ของเราได้ด้วยการป้องกันข้อมูลส่วนตัว และสินทรัพย์ดิจิทัลของเรา จากการถูกแฮ็ก หลอกลวง หรือถูกละเมิดโดยไม่ได้รับอนุญาต เปรียบเหมือนการใส่กุญแจหลายชั้นให้ชีวิตออนไลน์ วันนี้ AOC 1441 จะพาไปวางกรอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล สร้างกำแพงชั้นแรกไม่ให้มิจฉาชีพเจาะประตูหลังบ้านเข้ามาทำร้ายเราได้ เพราะข้อมูลส่วนบุคคลของเรา มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ หากขาดความระมัดระวัง

AOC 1441 แนะ 6 วิธี สร้าง “กุญแจล็อกบ้าน” ในโลกไซเบอร์ ปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัล

  1. รหัสผ่านที่แข็งแรง คาดเดายาก

เลือกรหัสให้ยาว ไม่นำไปใช้ซ้ำหลายที่ มีการผสมตัวอักษรใหญ่-เล็ก มีตัวเลข และมีสัญลักษณ์พิเศษ

  1. ยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA)

เพิ่มให้เข้าถึงการผ่านรหัส 2 ชั้น เพราะต่อให้รู้รหัสผ่าน ก็ยังเข้าไม่ได้ ถ้าไม่มีโค้ดจากมือถือหรืออีเมลเป็นชั้นที่ 2

  1. ระวังระบบฟิชชิ่ง (Phishing)

ตั้งสติ ไม่กดลิงก์แปลก ๆ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน แม้จะเป็นราชการ ไม่กรอกข้อมูลในเว็บที่ไม่น่าเชื่อถือ

  1. อัปเดตระบบและแอปฯ อย่างสม่ำเสมอ

เพราะช่องโหว่ที่ผิดพลาดมักถูกอุดในเวอร์ชั่นใหม่ ผ่านการแก้ไขรอยรั่ว การอัปเดตจะช่วยให้ระบบฉลาดขึ้น

  1. แยกการใช้งานจากโลกที่ทำงาน / โลกส่วนตัว

อีเมล, รหัส, อุปกรณ์ ควรแยกกันกับบัญชีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตัดการใช้ร่วม เพื่อลดโอกาสหลุดรอด

  1. รู้เท่าทันข้อมูลที่เราแชร์ อย่าเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ

สิ่งเล็ก ๆ อย่างวันเกิด เบอร์โทร หรือที่อยู่ ไม่ควรเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ เพราะโดยปกติ คนเราจะนิยมสร้างรหัสจากข้อมูลที่จำได้ง่าย และเมื่อมิจฉาชีพเห็นอาจกลายเป็น “กุญแจ” ให้สามารถคาดเดาได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ทำไมการล็อกไซเบอร์ถึงสำคัญมาก

  • เราใช้ชีวิตบนออนไลน์แทบตลอดเวลา
  • ตัวตนในดิจิทัล ก็คือตัวตนจริง
  • ความเสียหายอาจไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของชีวิต

ความปลอดภัยที่ดี ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “สติ” ของผู้ใช้

อีกหนึ่งวิธีเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของเรา “การยินยอม” หรือ “ไม่ยินยอม” ให้แอปพลิเคชันใหม่หรือแพลตฟอร์ตติดตามเราในเวลาใช้งาน สามารถช่วยให้ข้อมูลเราลดความเสี่ยงจะรั่วไหลได้มาก ในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะไปทางไหน ผู้ให้บริการก็ต่างที่จะต้องการจะได้รับข้อมูลจากลูกค้า เพื่อการขายที่พุ่งตรงไปที่กลุ่มเป้าหมายได้ตรงและคมขึ้น มีสติขึ้นอีกสักนิด ก่อนจะกดยินยอมให้ใคร เข้ามาในโลกออนไลน์ของเรา

พิจารณาข้อกำหนดให้ถี่ถ้วนก่อนกด “ยินยอม”

หลังจากเราทำการติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่หรือมีการแจ้งเตือนเพื่อขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล ผู้ใช้งานควรหลีกเลี่ยงการกด “ยอมรับทั้งหมด” (Accept All) โดยไม่อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน ควรตรวจสอบตัวเลือก “การตั้งค่าเพิ่มเติม” หรือ “Manage Options” และยกเลิกการเลือกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตลาด (Marketing) หรือการโฆษณา (Advertising) โดยอนุญาตเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและเพียงพอต่อการใช้งานระบบเท่านั้น

ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในแต่ละแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ

เราควรเข้าไปตรวจสอบเมนูการตั้งค่าในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Facebook, TikTok, หรือ Google, โดยเฉพาะในส่วนของ “โฆษณาที่ปรับให้เหมาะกับบุคคล” (Personalized Ads) หรือ “กิจกรรมภายนอกเฟซบุ๊ก” (Off-Facebook Activity) หากฟังก์ชันดังกล่าวเปิดใช้งานอยู่ ควรดำเนินการ “ปิด” เพื่อระงับการติดตามพฤติกรรมการใช้งานและการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

ประเมินความจำเป็นและความคุ้มค่าในการให้ข้อมูล หากพบแอปพลิเคชันที่มีเงื่อนไขบังคับให้ยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกินความจำเป็น เช่น การขอเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อหรือคลังรูปภาพโดยไม่มีเหตุผลอันควร และไม่สามารถปฏิเสธได้ ผู้ใช้งานควรพิจารณาถึงความเสี่ยง และนำไปเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ หากเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานหรือลบแอปพลิเคชันดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในยุคดิจิทัล ผู้ใช้งานจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสิทธิและการตั้งค่าต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันมิให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้โดยมิชอบ เปรียบเหมือนการล็อกประตูไม่ให้โจรผู้ร้ายเข้ามาเคาะประตูหน้าบ้านเรานั่นเอง

Advertisement

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา สวมชุดไทย เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power อัตลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ UNESCO

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ อนุทิน ควงภริยา สวมชุดไทย เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power อัตลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ UNESCO ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา แต่งกายด้วยชุดไทย เป็นประธานเปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมงานอย่างคึกคัก

เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางถึง ได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ค่ายรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) มณฑลทหารบกที่ 15 จากนั้นได้ออกเดินทางโดยขบวนรถโบราณ ไปยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระนครคีรี (เขาวัง) เพื่อสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีรับชมการแสดงชุด “ลักษมีเทวี สมเด็จพระพันปี ศักติพระจอมสรวง” ซึ่งเป็นการแสดงที่สะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างตระการตา พร้อมกล่าวว่าวันนี้รู้สึกดีใจที่ได้มาจังหวัดเพชรบุรีมาร่วมงานเฉลิมฉลองงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น และวันนี้ได้นำคณะเดินทางมาร่วมชมงานในครั้งนี้ด้วยความตั้งใจ เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของงาน และพบปะพี่น้องประชาชนด้วยตนเอง เชื่อว่าทุกคนจะประทับใจกับความงดงามของจังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะบรรยากาศและการประดับไฟที่เขาวังอันสวยงามยิ่ง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า งานในวันนี้ไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์อันงดงามของเมืองเพชรบุรี ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ขนมเมืองเพชรอันเลื่องชื่อ ที่วันนี้ผู้ผลิตยังให้ความใส่ใจสุขภาพของคนไทย ด้วยการลดความหวาน ลดน้ำตาล แต่ยังคงความหอมและความอร่อยไว้ได้อย่างครบถ้วน จังหวัดเพชรบุรียังมีชื่อเสียงด้านอาหารท้องถิ่นรสเลิศ จนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” และยังมีมรดกโลกทางธรรมชาติอันล้ำค่าอย่าง ผืนป่าแก่งกระจาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่งดงามอย่างยิ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำถึงคุณค่าของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นด้วยความภาคภูมิใจ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงพลังความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างพร้อมเพรียงกัน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในจังหวัดเพชรบุรี ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ได้อย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ พร้อมชื่นชมชาวเมืองเพชรที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศด้วยการแต่งกายด้วยชุดไทยอย่างงดงาม และขอให้ความสำเร็จในการจัดงานครั้งนี้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับจังหวัดเพชรบุรีต่อไป

“ขณะนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นในความปลอดภัย การต้อนรับอันอบอุ่นของคนไทย และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทะเล ภูเขา อาหารอร่อย และเสน่ห์ของคนท้องถิ่น ขอให้คนไทยร่วมกันรักษารอยยิ้มและการต้อนรับที่ดี เพื่อสร้างโอกาสและรายได้จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เชื่อมั่นในประเทศไทย นับเป็นนิมิตหมายอันดีของประเทศเรา”

ก่อนเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมรำวงย้อนยุค และเยี่ยมชมนิทรรศการ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่แสดงถึงความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเดินเยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์ OTOP บริเวณลานจักรราศี เพื่อให้กำลังใจผู้ประกอบการท้องถิ่นและสนับสนุนการนำภูมิปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ก่อนออกจากจังหวัดเพชรบุรีกลับสู่กรุงเทพมหานคร

Advertisement

เผย 5 สัญญาณเตือน “บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต” เข้าข่ายภาวะอันตราย แนะ ปชช.รีบแจ้งตำรวจ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เผย 5 สัญญาณเตือน “บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต” เข้าข่ายภาวะอันตราย แนะ ปชช.รีบแจ้งตำรวจ สายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

วันนี้ (21 ก.พ. 69) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ข่าวในช่วงนี้ที่ปรากฏกรณีบุคคลซึ่งสงสัยว่ามีอาการทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด และแสดงพฤติกรรมที่สร้างความหวาดระแวง ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจด้านความปลอดภัยของประชาชน

รัฐบาล ขอเน้นย้ำความสำคัญของการสังเกตอาการผ่านแนวทาง SMI-V Scan (Serious Mental Illness – Violence Scanning) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดการรักษาต่อเนื่องหรือมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย

สำหรับประชาชน สามารถสังเกต 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมาผิดปกติ พูดจาคนเดียว หงุดหงิดฉุนเฉียว เที่ยวหวาดระแวง ทั้งนี้ หากพบอาการดังกล่าวเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ประชาชนควรรีบแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อนำตัวส่งสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านเพื่อเข้ารับการประเมินเบื้องต้น ซึ่งหากเข้าข่าย “ภาวะอันตราย” หรือ “มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา” ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ซึ่งการเข้าถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความสูญเสียได้ ทั้งนี้ กลไกที่สำคัญคือครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญ ในการสังเกต หากเป็นผู้มีประวัติข้างต้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องติดตามการรับประทานยา การพบแพทย์ตามนัด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้สารเสพติดหรือการอดนอนสะสม พร้อมขอความร่วมมือสังคมไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะเหมารวมหรือตีตราผู้ป่วย เนื่องจากอาจทำให้หลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาและกระทบต่อความปลอดภัยในระยะยาว

“หากพบเหตุฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการปรึกษาหรือประเมินอาการทางจิตเวชเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับคำแนะนำและประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics