วันที่ 15 มีนาคม 2026

“กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026)

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลยินดี “กรุงเทพฯ” ยืนหนึ่งในเอเชีย ครองแชมป์เมืองที่ดีที่สุดของเอเชีย ประจำปี 2026 ตอกย้ำศักยภาพของไทยจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

วันนี้ (11 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีที่ “กรุงเทพมหานคร” สามารถคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026) ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards 2026 จากผลการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian นิตยสารท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในหมวดหมู่เมืองที่ดีที่สุดนี้ มีเมืองอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก อาทิ อันดับ 2 โตเกียว (ญี่ปุ่น) อันดับ 3 สิงคโปร์

สำหรับเหตุผลหลักที่กรุงเทพฯ สามารถคว้าอันดับ 1 มาได้ ด้วย 4 ความโดดเด่นที่ DestinAsian นิยามให้ คือ

  1. ความมีเสน่ห์แบบขั้วตรงข้ามที่ลงตัว กรุงเทพฯ ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างด้วยการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่น วัดวาอารามที่สวยงามและตลาดน้ำกับความทันสมัยระดับโลก อย่างห้างสรรพสินค้าสุดหรูและตึกระฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง
  2. สวรรค์แห่งอาหารระดับโลก โดยผู้อ่านเทคะแนนโหวตให้กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ครบเครื่องที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Street Food ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคือสวรรค์ของอาหารริมทางที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก Fine Dining ที่มีการเติบโตของร้านอาหารระดับสูงและเชฟรุ่นใหม่ที่นำเสนออาหารแนว Progressive หรืออาหารที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบหรือเมนูคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล
  3. ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพราะกรุงเทพฯ มี “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่มการพักผ่อน มีโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury และโรงแรมบูติกที่ได้รับรางวัลมากมายไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ติดอันดับโลก
  4. การต้อนรับและจิตวิญญาณของเมือง ด้วยบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งรอยยิ้ม” ที่มีความสนุกสนานและเป็นอิสระ รวมถึงการบริการที่ประทับใจในทุกระดับตั้งแต่คนขับรถตุ๊กตุ๊กไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจากทั่วเอเชียแปซิฟิกโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี

“ผลการจัดอันดับครั้งนี้ ตอกย้ำถึงศักยภาพของไทย ในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” เมืองหลวงของประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดในทวีปเอเชีย ที่มีความโดดเด่นด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวระหว่าง วัดโบราณ ตลาดที่คึกคัก รวมไปถึงทิวทัศน์อันเงียบสงบ สามารถมอบประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยวเสมือนการชมภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีสถานที่มหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์อย่าง พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งล้วนได้รับการเติมเต็มอย่างสวยงามด้วยวิถีชีวิตความเป็นเมืองบนท้องถนน พร้อมด้วยตลาดน้ำ และถนนข้าวสารที่มีชีวิตชีวา” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

ครม.สั่งข้าราชการ Work from Home รับมือวิกฤตพลังงาน ระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มีนาคม 2569 ทำเนียบฯ – ครม.ไฟเขียวมาตรการสั่งข้าราชการ Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบ รับมือวิกฤตพลังงาน ระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม ยอมรับไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วงสงคราม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด

เพื่อให้ประชาชนทุกคน ข้าราชการ ภาคเอกชน ร่วมกันประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ประกอบด้วย 1. มาตรการ Work from Home และงานบริการ ให้หน่วยงานราชการทุกแห่ง ให้เริ่มปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก (Work from Home) เต็มรูปแบบทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของภาคประชาชน

2.มาตรการประหยัดพลังงานให้ทุกหน่วยงานร่วมกันณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ “ถอดสูท” ในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน นำร่องเริ่มถือปฏิบัติแล้วในการประชุม ครม.ในวันนี้ กำหนดให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26 องศาฯ เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม

3.สั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ แต่มีข้อยกเว้น หากเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน ณ วันที่ 5 มีนาคม 69 ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวม 8,054 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า

ปริมาณสำรองน้ำมันสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

  • การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ
  • การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
  • การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
  • การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
  • การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น

  • การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
  • การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
  • การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
  • การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

พลังงานไทยยังเพียงพอ! รัฐบาลพร้อมดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 พลังงานไทยยังเพียงพอ! รัฐบาลพร้อมดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชน ขณะที่ รง. เตรียมมาตรการสวัสดิการและการจัดหางาน รองรับแรงงานที่เดินทางกลับไทย

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 17.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมด้วยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญดังนี้

รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มเติม หากเกิดกรณีที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการได้ โดยได้มีการพิจารณาแหล่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรอง โดยจะกำหนดแผนดำเนินการและช่วงเวลาการปรับเพิ่มสัดส่วนอย่างเป็นขั้นตอน

สำหรับมาตรการดูแลราคาพลังงาน ตามที่ได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน จะยังคงตรึงราคาต่อไปจนครบกำหนด  กรณีของน้ำมันเบนซิน แม้จะไม่มีการประกาศตรึงราคาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคา ทำให้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาน้ำมันเบนซิน โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งนายพิพัฒน์ ย้ำว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ประชาชนเกิดการเข้าเติมน้ำมันจำนวนมากตามสถานีบริการนั้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และรัฐบาลได้เตรียมแผนจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งการระงับการส่งออก การสำรองน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% ซึ่งถ้าทำได้ครบ จะช่วยยืดระยะเวลาได้อีกประมาณ 7 วัน สำหรับมาตรการถัดไป คือ มาตรการการเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันดีเซล  ซึ่งจะช่วยลดการใช้ตัวเนื้อดีเซล โดยมาตรการนี้ดำเนินการออกประกาศทันที ให้มีผลในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อให้ระยะเวลากับผู้ค้าน้ำมันเตรียมตัว ทั้งนี้ มาตรการนี้จะช่วยทั้งลดการใช้ดีเซลและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของไทย ขณะเดียวกันให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการส่งเสริมตัว B10 B20 และตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ E20 และ E85 มากขึ้น และส่งเสริมการใช้เอทานอล ซึ่งมาจากพี่น้องเกษตรกรในประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีการประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่จะหมดในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะมีการตรึงราคาจนครบกำหนด 15 วัน แล้วจึงจะมาพิจารณากันต่อ ส่วนตัวเบนซิน มีการเข้าไปช่วยบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากราคาในตลาดโลกยังคงสูงอยู่ แต่จะมีการประสานงานไม่ให้ขึ้นทีเดียวจำนวนสูงมาก

ในส่วนก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า ณ วันนี้สามารถหาทดแทนจากแหล่งอื่นได้แล้ว และยังให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้มีการประชุมหารือกันอาทิตย์หน้า เพื่ออนุมัติการหาตลาดที่จะมาทดแทนก๊าซจากกาตาร์ของเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน ได้มีการพูดคุยกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA)ให้ผลิตเพิ่ม พร้อมขอให้มีการซื้อไฟเพิ่มจาก สปป.ลาว และพูดคุยกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้เพิ่มกำลังการผลิตจากถ่านหินด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกันเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะมีการนำเข้า ครม. ในวันพรุ่งนี้ ประกอบกับหน่วยงานราชการจะมีการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงมีการขอความร่วมมือกับทางผู้ค้าน้ำมันที่มีสถานีน้ำมัน ให้ส่งเสริมเรื่องการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ในช่วงนี้จะเป็นการรณรงค์และขอความร่วมมือเป็นหลัก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่า น้ำมันมีเพียงพอ รวมถึงกระบวนการในการดูแลกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมก็จะมีการจัดระบบเพื่อดูแลต่อไป ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ควบคู่กับการดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกำหนดให้การจำหน่ายสินค้าจะต้องมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า

ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนนั้น ขอยืนยันว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากสินค้าเหล่านี้อยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการที่ประสงค์จะปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้พิจารณา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้ยื่นคำขอปรับขึ้นราคาสินค้าดังกล่าวต่อกระทรวงพาณิชย์

รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความตึงเครียดและมีการใช้กำลังทางทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านจะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาในระยะอันใกล้ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาค

ในส่วนของพัฒนาการทางการเมืองภายในอิหร่าน มีรายงานว่าเมื่อวานนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน (Assembly of Experts) ได้มีมติเลือกนายโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางสถานการณ์ในภูมิภาค

สำหรับสถานการณ์ด้านการคมนาคมทางอากาศ ปัจจุบันบางสายการบินได้เริ่มจัดเที่ยวบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง โดยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพมหานคร–โดฮา เป็นครั้งแรกเมื่อวานที่ผ่านมา เพื่อนำผู้โดยสารที่ตกค้างเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงโดฮา ทั้งนี้ กระทรวงจะติดตามความเป็นไปได้ในการเปิดเที่ยวบินเส้นทางโดฮา–กรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้โดยสารที่ตกค้างกลับมายังประเทศไทยในโอกาสแรก

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ คนไทยกลุ่มแรกจากอิหร่าน รวมจำนวน 29 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในวันพรุ่งนี้เช้า จะมีคนไทยอีกจำนวน 23 คนเดินทางกลับถึงไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งในอิหร่านที่อยู่ระหว่างการเดินทางออกจากประเทศไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย

สำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ยังคงให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้คำแนะนำ การดูแลอำนวยความสะดวก รวมถึงการมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพแก่ผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งประสานงานกับสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถให้บริการได้ และประสานกับหน่วยงานของประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียงได้ ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยหรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามทางอากาศได้  กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถออกจากพื้นที่เสี่ยงและเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้  ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการชุมนุมหรือกิจกรรมประท้วงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในประเทศที่เกิดความขัดแย้ง เพื่อความปลอดภัย โดยกระทรวงฯ เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญสูงสุด

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้น 67,043 คน โดยมีแรงงานที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวนรวม 941 คน นอกจากนี้ยังได้เตรียมมาตรการดูแลแรงงานไทยภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยจะจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและรับลงทะเบียนความต้องการความช่วยเหลือที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง  เพื่อประเมินความต้องการของแรงงาน อาทิ การหางานทำในประเทศ การเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือการเข้ารับการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามจะได้รับเงินสงเคราะห์ กรณีเดินทางกลับประเทศจากเหตุสงคราม จำนวนรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 40,000 บาท รวมทั้งกรณีค่าจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน รายละ 40,000 บาท

กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้ข้อมูลแก่ครอบครัวแรงงานไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมแนะนำให้แรงงานไทยอัปเดตการใช้งานแอปพลิเคชัน Smart TOEA เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 3 แห่ง ที่ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิดในการดูแลแรงงานไทยในพื้นที่

Advertisement

ก.แรงงานออกระเบียบใหม่ ยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 แรงงานออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ออก ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

ระเบียบดังกล่าวได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ

ระเบียบฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตามเงินจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือค้างชำระ รวมถึงกรณีที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างไปก่อน แล้วต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากนายจ้างหรือผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ คือการกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การส่งคำเตือน การตรวจสอบทรัพย์สิน การออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด และการนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน ระเบียบใหม่นี้เปิดทางให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อใช้ประกอบการติดตามและบังคับชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามารถถูกยึดหรืออายัดได้อย่างชัดเจน ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หุ้น หลักทรัพย์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิการเช่า หรือสิทธิอื่นที่มีมูลค่า รวมถึงกำหนดวิธีดำเนินการในกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างพื้นที่ ทรัพย์สินมีเจ้าของร่วม หรือมีผู้คัดค้านการยึดและอายัดไว้ด้วย

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สิน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามขั้นตอน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ควรยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว ก็สามารถมีคำสั่งถอนการยึดหรืออายัดได้

สำหรับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการประกาศขาย ระยะเวลา สถานที่ เงื่อนไขการวางเงินมัดจำ การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ระเบียบฉบับใหม่นี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีความชัดเจน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์

“เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ขออำนวยพรให้สตรีไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย และใจที่เข้มแข็ง มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับเด็กหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นลูกหลานของเรา ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังอันสำคัญของประเทศของเราในอนาคตต่อไป”

Advertisement

ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย – กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

  1. “ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน
  2. “ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน” ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

“ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

Advertisement

รัฐบาลเตือน ปชช. ระวังอันตรายจากการจมน้ำช่วงฤดูร้อน เผยข้อมูลสะพรึงย้อนหลัง 10 ปี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือน ปชช. ระวังอันตรายจากการจมน้ำช่วงฤดูร้อน เผยข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบมีผู้เสียชีวิต สะสม 9,637 ราย หรือวันละ 11 ราย

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ช่วงฤดูร้อนของทุกปี (เดือนมีนาคม – พฤษภาคม) มักมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ  ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2568 พบมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 964 ราย โดยกลุ่มอายุ 45 – 59 ปี มีสัดส่วนเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 27.9 รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21.7 และอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 20.3 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดเทอมการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำตลอดทั้งปี

สำหรับสาเหตุหลักของการจมน้ำ พบว่าเกิดจากการเล่นน้ำ ร้อยละ 51.6 และการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำ ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ คิดเป็นร้อยละ 73.1 ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ 12.00 – 17.59 น. คิดเป็นร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุมักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุ ร้อยละ 41.4 ทั้งนี้ ผู้ประสบเหตุจมน้ำส่วนใหญ่เสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5 สะท้อนให้เห็นว่าการจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นอันดับแรก

รัฐบาลย้ำเตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ขอให้สำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำลดการสูญเสียชีวิตของประชาชน

Advertisement

เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มีนาคม 2569 รมต.สันติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

วันที่ (5 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 2502 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางโดยที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มีการประชุมเร่งด่วน ภายใต้กรอบอำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกดูแลผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต คณะกรรมการฯ ย้ำชัดว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ทั้งสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิในความปลอดภัย และสิทธิในการได้รับการชดเชยความเสียหาย จะต้องได้รับการดูแลในมิติการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว รับผิดชอบกำกับดูแลการให้บริการสายการบินและบริการท่องเที่ยว กรณีเกิดการยกเลิกเที่ยวบินหรือแพ็กเกจทัวร์ แต่หากเกิดกรณีผู้บริโภคได้รับความเสียหายและมีการเรียกร้องค่าเสียหาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการไกล่เกลี่ย ยุติเรื่อง หรือฟ้องร้องและบังคับคดี ตามกฎหมายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เคาะ 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน ดังนี้

  1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย
  2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ ตลอดจนเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฉลากข้าวสารบรรจุถุง หลักฐานการรับเงินซื้อขายถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป เช่น ค่าไฟฟ้าอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาท ต่อหน่วยการใช้
  3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิต การโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฎิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวะการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า
  4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ และบริการการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค
  5. การกำกับดูแลการจำหน่ายทองคำ โดย สคบ. เข้มงวดควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่ การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้าน ราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน คือ การบูรณาการเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยหน่วยงาน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้ทั้ง 6 มาตรการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยให้พิจารณาตามความเหมาะสม

Advertisement

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา “ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง” สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มีนาคม 2569 รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา “ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง” สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเป็นการปรับเพิ่มอัตราการเยียวยาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ทั้งในส่วนของ “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญา และ “จำเลย” ที่ภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้องหรือไม่ได้กระทำความผิด ให้ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมมากขึ้น ปรับเพิ่มเพดานเยียวยาผู้เสียหายโดยมีสาระสำคัญดังนี้

กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย

ปรับเพิ่มค่าตอบแทนจากเดิม 30,000–100,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ในวงเงินเดียว

กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย

  • ค่ารักษาพยาบาล เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นทางร่างกายหรือจิตใจ เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กำหนดอัตราใหม่สำหรับกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

เพิ่มการคุ้มครองจำเลยที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินคดี (กรณีได้รับการยกฟ้อง)

กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี

ปรับเพดานค่าทดแทนเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย

  • ค่ารักษาพยาบาล เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ไม่เกิน 30,000 บาท

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นธรรมมากขึ้น สะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวในการพิจารณา เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

Advertisement

 

กรมบัญชีกลางเตือนภัยผู้รับบำเหน็จบำนาญ มิจฉาชีพซ้อนแผน อ้างเป็นกรมบัญชีกลางเตือนภัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มิจฉาชีพซ้อนแผน อ้างกรมบัญชีกลางเตือนภัย ผู้รับบำนาญอย่าเชื่อ! เอกสารปลอมที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง

ขณะนี้มีเอกสารราชการปลอม ซึ่งแอบอ้างชื่อผู้บริหารของกรมบัญชีกลาง และแจ้งผู้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ผู้รับบำเหน็จรายเดือน เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและยื่นคุ้มครองบัญชีเงินฝากเพื่อป้องกันภัยมิจฉาชีพ

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเอกสารราชการปลอม ซึ่งแอบอ้างชื่อผู้บริหารของกรมบัญชีกลาง และแจ้งผู้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ผู้รับบำเหน็จรายเดือน เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและยื่นคุ้มครองบัญชีเงินฝากเพื่อป้องกันภัยมิจฉาชีพ โดยให้กรอกแบบคำขอเข้ารับการคุ้มครองเงินฝากจากภัยมิจฉาชีพ ซึ่งอ้างว่ากรมบัญชีกลางให้ดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้บัญชีเงินฝากของท่านมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ดังนั้น หากได้รับการติดต่อในลักษณะนี้ขออย่าได้หลงเชื่อ และขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดของท่านก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ เนื่องจากมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ ขอให้ท่านระมัดระวังทุกเรื่องที่ได้รับการติดต่อมาเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

กรมบัญชีกลางยังคงย้ำเสมอว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อข้าราชการ ผู้รับบำนาญหรือทายาทเพื่อให้ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมบัญชีกลาง ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ขอให้ติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่องทางการติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางที่เชื่อถือได้ ได้แก่ เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และสื่อโซเชียลของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมายถูก (verified) เท่านั้น หรือสอบถามโดยตรงได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ

Advertisement

Verified by ExactMetrics