วันที่ 26 เมษายน 2026

โฆษกรัฐบาล “สิริพงศ์” ยืนยันผลการประชุม JBC ไม่มีเรื่องมาตราส่วนแผนที่หรือการปักหมุดเขตแดน

23 ตุลาคม 2568 โฆษกรัฐบาล “สิริพงศ์” ยืนยันผลการประชุม JBC ไม่มีเรื่องมาตราส่วนแผนที่หรือการปักหมุดเขตแดน ย้ำไทยยึดหลักการ 4 ข้อ ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC)  ระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี ที่ผ่านมา  ไม่มีการตกลงเรื่องมาตราส่วนแผนที่หรือการยินยอมปักหมุดเขตแดน ตามข้อความที่ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ระบุว่า “ฝ่ายไทย-กัมพูชาตกลงที่จะดำเนินการตามหลักการทางเทคนิค เพื่อการรังวัดและปักหลักเขตชั่วคราว โดยใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1907”  ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุม JBC ดังกล่าว ไม่มีการหารือหรือข้อตกลงใด ๆ เกี่ยวกับการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือการกำหนดหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่พิพาท   สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในที่ประชุม คือ มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (JTSC) ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนใหม่ทดแทนหลักเดิมที่ชำรุดหรือสูญหาย 15 หลัก โดยยึดตำแหน่งเดิมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน และตกลงจัดทำหลักเขตแดนใหม่แทนหลักที่จมน้ำ 3 หลัก โดยจะกำหนดตำแหน่งร่วมกันในภายหลัง นอกจากนี้ ยังมีการเห็นชอบให้เร่งรัดการแก้ไข TOR 2003 เพื่อจัดทำแผนที่ภาพถ่าย (Orthophoto Map) โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น LiDAR เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการสำรวจ

สำหรับพื้นที่หลักเขตแดนที่ 42–47 บริเวณบ้านหนองจาน–บ้านหนองหญ้าแก้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบกระบวนการสำรวจและจัดทำหมุดชั่วคราวในพื้นที่เร่งด่วน บนพื้นฐานของการสำรวจหาหลักเขตแดนเดิมร่วมกันอยู่แล้ว เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานสำหรับการหารือกันต่อไปเท่านั้น

“ไทยไม่ยอมให้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำชัดเจนหลักการ 4 ข้อ  ซึ่งให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยแห่งรัฐ  การสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดน และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่   ไทยยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี แต่จะไม่ยอมและหวังว่า จะไม่มีการสร้างข้อมูลบิดเบือนที่กระทบต่อบรรยากาศแห่งความร่วมมือ และการสร้างความไว้วางใจ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยกำลังหาทางออกโดยสันติวิธี ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนไทยอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชาบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่มุ่งหวังผลทางการเมืองภายในประเทศ ” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 32

21 ตุลาคม 2568 การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

รองนายกฯ และ รมว.คลัง เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 การประชุมรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (APEC Structural Reform Ministerial Meeting: APEC SRMM) ครั้งที่ 4 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลการประชุม APEC FMM ครั้งที่ 32 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ดังนี้

การประชุม APEC FMM ครั้งที่ 32 จัดขึ้นในหัวข้อหลัก “การเติบโตที่ยั่งยืนและความมั่งคั่งร่วมกันในภูมิภาค (Sustainable Growth and Shared Prosperity in the Region)” โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปคอีก 20 เขต ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การเงินดิจิทัล และนโยบายการคลัง สรุปได้ ดังนี้

1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 3.2 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงอายุ และการปฏิวัติเทคโนโลยี เป็นต้น

2) การเงินดิจิทัล ที่ประชุมได้หารือถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)I และแพลตฟอร์มดิจิทัลในเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อพัฒนาการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small and Medium Enterprises: MSMEs) และประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องมาพร้อมกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดการเลือกปฏิบัติ และการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินในภาพรวม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำเสนอความสำเร็จของระบบ PromptPay ที่มีผู้ใช้กว่า 80 ล้านบัญชี และขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านโครงการ Project Nexus และการพัฒนา ARI Score ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินเครดิตทางเลือกใหม่ โดยใช้ AI ซึ่งมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ขยายโอกาสในการเข้าถึงทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็ก

3) นโยบายการคลังเพื่ออนาคต ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลควรมุ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างมีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้นำเสนอกรอบแนวทางการใช้นโยบายการคลังของไทยภายใต้หลัก 3P ได้แก่ (1) Precision การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการกำหนดนโยบายให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล ซึ่งได้เปิดให้ลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคนภายในวันเดียว โดยใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการที่จำเป็น (2) Priorities การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับผลิตภาพในภาคส่วนสำคัญ และลงทุนในทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านทักษะดิจิทัลและสีเขียว เพื่อเตรียมพร้อมประชาชนต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและ AI และ (3) Partnerships การระดมทุนและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระทางการคลัง พร้อมไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยรักษาเพดานหนี้สาธารณะ และควบคุมการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP)

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประจำปี 2568 ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินการคลังระหว่างกัน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ยืดหยุ่น มาตรการทางการคลังที่ยั่งยืน การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้แผนปฏิบัติการอินชอนในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านนโยบายการคลัง การเข้าถึงและมีส่วนร่วม การเงิน และนวัตกรรม ในภูมิภาคเอเปคในระยะ 5 ปี

Advertisement

นายกฯ หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ แสดงเจตจำนงร่วมมือปราบสแกมเมอร์

17 ตุลาคม 2568 วานนี้ (16 ตุลาคม 2568) เวลา 15.30 น. ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป. ลาว นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทางโทรศัพท์กับ นายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ในระหว่างการเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีเกาหลีใต้สำหรับสารแสดงความยินดี พร้อมตอบรับเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค พร้อมย้ำว่าไทยและเกาหลีใต้เป็นมิตรแท้ต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี นับตั้งแต่ไทยได้ร่วมรบในสงครามเกาหลี จึงหวังที่จะใช้โอกาสเดินทางไปเกาหลีใต้ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

โดยประธานาธิบดีเกาหลีย้ำว่า ไม่เคยลืมความเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลี พร้อมขอบคุณที่ตอบรับเข้าร่วมการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ โดยชื่นชมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระดับประชาชนระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีย้ำ ไทยให้ความสำคัญในการแสวงหาความร่วมมือกับเกาหลีใต้ โดยตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกัน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยไทยได้ขอให้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ช่วยเร่งรัดให้มีการสรุปผลการเจรจา FTA โดยเร็ว เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ไทยยังต้องการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เกาหลีใต้มีความโดดเด่น เช่น พลังงานสะอาด ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายกรัฐมนตรียังยินดีกับแนวโน้มการลงทุนจากเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา อาทิ โครงการของบริษัทฮุนได COSMAX และ LH ซึ่งจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมเกาหลีแห่งแรกในประเทศไทย และพร้อมสนับสนุนให้มีการลงทุนเพิ่มเติมต่อไป พร้อมรับรองว่าจะดูแลนักลงทุนเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ และขอให้แจ้งข้อจำกัดใด ๆ มาได้ตลอดเวลา

โอกาสนี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้กล่าวถึงความสนใจลงทุนของภาคเอกชนเกาหลีในไทยมากขึ้น

ผู้นำทั้งสองยังหารือถึงความร่วมมือในระดับภูมิภาค  โดยไทยสนับสนุนบทบาทของเกาหลีใต้ในอาเซียน และยินดีที่ไทยได้รับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีใต้วาระปัจจุบัน

ขณะที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าวขอบคุณที่ไทยเคยช่วยชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกลวงในเมียนมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปราม scammer อย่างเต็มที่

“ก่อนการสิ้นสุดการสนทนาทางโทรศัพท์ ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างเชิญอีกฝ่ายให้มาเยือนประเทศตนเอง และชักชวนกันมาชิมอาหารไทยและอาหารเกาหลี ซึ่งเป็นที่นิยมของคนทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายหวังที่จะได้พบปะกันในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย และต่อด้วยการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้ในไม่ช้านี้ โดยบรรยากาศการพูดคุยตลอดการหารือเป็นไปอย่างอบอุ่น เป็นมิตร และสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ”  นายสิริพงศ์กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” หารือนายกฯ ลาว เห็นพ้องผลักดันแก้ยาเสพติด ภัยออนไลน์ ค้ามนุษย์

16 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเท่ากับประเทศไทย)  ณ สำนักงานนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและภริยา ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยขึ้นแท่นรับความเคารพ ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ร่วมกับ นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี  สปป.ลาว และนางวันดาลา สีพันดอน ภริยา

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว เป็นประธานร่วมการหารือเต็มคณะโดยภายหลังเสร็จสิ้น นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาล สปป. ลาว ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของตนเอง ในฐานะนายกรัฐมนตรี  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังร่วมเฉลิมฉลอง ครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ลาว ในปีนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มั่นคง และสืบเนื่องยาวนานระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังเชิญนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว เยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำแม่น้ำโขง – ล้านช้าง (MLC Summit) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ ในปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน ไทยพร้อมเข้าร่วมประชุม JC และ JBC ที่ลาวจะเป็นเจ้าภาพในปีนี้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว กล่าวแสดงยินดีกับนายกรัฐมนตรีที่ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง เชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถนำพาประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมยืนยันที่จะสานต่อและขยายความร่วมมือระหว่างไทยและ สปป.ลาว ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

ความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์และการค้ามนุษย์ โดยไทยจะยกระดับความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติดและสารตั้งต้นและสนับสนุนงบประมาณและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่าย สปป.ลาวในภารกิจความมั่นคง นอกจากนี้ ไทยขอให้ลาวมอบหมายหน่วยงานหลักเป็น Contact point เพื่อประสานกับศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซนเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ตามแนวชายแดน พร้อมกับจะมีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนจากทั้งสองประเทศ

ประเด็นหมอกควันข้ามแดนและการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำโขง ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการร่วมมือภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy โดยไทยจะสนับสนุน สปป.ลาวในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดเก็บข้อมูลและการแจ้งเตือนประชาชน

นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทย ในการจัดการประชุมระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว (COOP ครั้งที่ 8) เพื่อกำหนดแนวทางเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้าชายแดน และการส่งเสริมเครือข่ายผู้กระกอบการ SMEs เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ภายในปี 2027

นายกรัฐมนตรียินดีที่ทราบว่า โครงการด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ หลายโครงการมีความคืบหน้า สร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย อาทิ  ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าชายแดนและผ่านแดนให้มีความคล่องตัว   ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามได้มากขึ้น ทั้งการเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ในอนาคตอันใกล้นี้ การเสริมกำลังสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) ให้แล้วเสร็จ และการปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12

ทั้งนี้   ไทยพร้อมพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกการคมนาคมระหว่างไทยและ สปป.ลาว ครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงเมืองเชียงแมน-หลวงพระบาง การหารือโครงการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ และการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ไทย-ลาวอย่างครบวงจร

ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมสีเขียวเข้ามาลงทุนในภูมิภาค  นายกรัฐมนตรีขอให้สปป.ลาวสนับสนุนการลงทุนจากไทยในด้านพลังงานและธุรกิจ  โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ที่ไทยมีศักยภาพทำให้ทั้งสองประเทศสามารถผลิตไฟฟ้าร่วมกันได้มาก

ที่ประชุม ยังได้หารือถึงความร่วมมือในกรอบพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์  ไทยพร้อมมีบทบาทเชิงรุกและสร้างสรรค์ในการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา และเชื่อว่าการเลือกตั้งของเมียนมาที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพและจะเป็นก้าวที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ด้วย

Advertisement

https://to.gsb.or.th/kNMSd8bO

“นายกฯ” ยันรัฐบาลสนับสนุนกองทัพทุกอย่าง ขอชาวบ้านมั่นใจไม่มีเปิดด่าน สร้างรั้วไม่ได้รุกล้ำใคร

3 ตุลาคม 2568 “นายกฯ” ยันรัฐบาลสนับสนุนกองทัพทุกอย่าง ขอชาวบ้านมั่นใจไม่มีเปิดด่าน สร้างรั้วไม่ได้รุกล้ำใคร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการรับฟังสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เราต้องให้การสนับสนุนกองทัพ แม้จะยังไม่มีการปะทะ แต่เราเตรียมความพร้อมและแสนยานุภาพที่ดี ตลอดเวลา ถือเป็นหลักในการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย ส่วนการสนับสนุนอะไรบ้าง คงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ผืนแผ่นดินของประเทศไทย ไม่มีใครสามารถเข้ามารุกราน คุกคามประชาชนได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์มีการขอสนับสนุน anti-drone นั้น กองทัพวางแผนอยู่แล้ว ส่วนกรณีประชาชนขอยังไม่ให้เปิดด่าน เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่อาจเกิดการปะทะอีกครั้ง แทบจะเป็นฉันทานุมัติของประชาชน ไม่มีใครอยากให้เปิดด่านเลยสักคน ดังนั้นรัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน  เรื่องเปิดด่านขอให้มั่นใจว่า จะไม่มีวันเกิดขึ้นจนกว่าเงื่อนไข หรือสิ่งที่จะประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยได้รับการยอมรับ และทำให้เรามั่นใจถึงจะพิจารณา

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา  ได้ให้ทางกองทัพกำหนดว่า จะสร้างรั้วตรงไหน เมื่อไร อย่างไร โดยรั้วจะมีหลายรูปแบบ  ให้เป็นไปตามภูมิประเทศ ซึ่งเราจะเราสร้างอยู่ในแนวเขตของประเทศเรา ไม่ได้ไปรุกล้ำใคร

“อย่าลืมนะ จำคำถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่สหประชาชาติ เราเป็นผู้ที่ถูกรุกล้ำ ดังนั้น หลักตรงนี้เราจะทำให้ประชาคมโลก เกิดความมั่นใจว่า เราทำทุกสิ่งเพื่อรักษาอธิปไตย และเกียรติภูมิของประเทศเรา”  นายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

กองทัพภาค 2 ซัดเขมรใช้แผนยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย้ำรู้ทันแผนโฆษณาชวนเชื่อต่อนานาชาติ

กองทัพภาค 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดน ช่วงบ่ายวันนี้ ชี้ฝ่ายกัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์บริเวณช่องอานม้า ใช้ปืนเล็กยิงปะทะเป็นระยะ หวังใช้แผนสร้างเงื่อนไขยั่วยุ ไทยรู้ทันแผนโฆษณาชวนเชื่อ

วานนี้ 27 ก.ย.68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 27 ก.ย. ณ .เวลา 14.00 น. ว่า สถานการณ์โดยรวมเมื่อเวลา 12.02 น. ฝ่ายกัมพูชาได้พยายามสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยใช้อาวุธสงครามยิงเข้ามายังพื้นที่ของฝ่ายไทยจากบริเวณเนิน 677 มายังเนิน 600 และเนิน 527 พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนเล็กยิงปะทะเป็นระยะ ก่อนที่สถานการณ์จะยุติลง ทั้งนี้ การปะทะจำกัดวงอยู่เฉพาะบริเวณดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังควบคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ฝ่ายไทยได้รับแจ้งจากกัมพูชาว่า คณะสังเกตการณ์ระหว่างประเทศ (IOT) ของกัมพูชา จะเดินทางเข้าพื้นที่ช่องอานม้า กองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าเป็นความพยายามของกัมพูชาในการสร้างเงื่อนไข และยั่วยุให้เกิดสถานการณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่คณะ IOT เดินทางเข้าพื้นที่ โดยในอดีต กัมพูชามักใช้กลยุทธ์ลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และในครั้งนี้ก็ยังคงดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ล่วงหน้า บริเวณฐานปฏิบัติการทางทิศใต้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำเหตุการณ์ไปใช้เผยแพร่ในเวทีนานาชาติ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ริเริ่มการปะทะ ทั้งที่แท้จริงแล้ว เป็นการกระทำเชิงยุทธวิธีที่ไม่เหมาะสมของฝ่ายกัมพูชาเอง การใช้อาวุธยิงโจมตีในห้วงเวลากลางวัน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางยุทธวิธี แสดงถึงเจตนาชัดเจนที่จะยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้ หากฝ่ายไทยดำเนินการตอบสนอง ก็เสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและถูกขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงควบคุมสถานการณ์ด้วยความสุขุม รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะตกเป็นประโยชน์ต่อการโฆษณาชวนเชื่อของกัมพูชา แต่ขอยืนยันว่ากองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ในขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนลงพื้นที่เพื่อช่วยประสานงาน อำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากองทัพจะไม่ทอดทิ้งและพร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 จะติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณ ในการรับข้อมูลข่าวสาร โดยติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

Advertisement

ไทยหอบข้อมูลลุยฟ้องประชาคมโลก กัมพูชาละเมิดข้อตกลง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กันยายน 2568 กต. เผย ไทยยังเดินหน้าหอบข้อมูลกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ฟ้องประชาคมโลกต่อเนื่อง จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน อัดไม่สร้างสรรค์ บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน เป็นอุปสรรคการหาทางออกโดยสันติ

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ประเด็นด้านการต่างประเทศเรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องต่างๆ ให้ได้เข้าใจถูกต้อง นอกจากนี้ รมว.การต่างประเทศ ยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และในเวลาเดียวกันเอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้งเพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมอีกครั้ง ต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่มีทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และท่านยังติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าวผ่านเลขาธิการสหประชาชาติด้วย ทั้งนี้เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติการใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆ นี้ มีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตีในครั้งนี้

“ไทยห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค สุดท้ายนี้ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งนี้ไทยยังยืนยันท่าทีการแสวงหาทางออกร่วมกันกับกัมพูชาอย่างสันติ เพื่อให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย” นางมาระตี กล่าว

Advertisement

โฆษก กต. วอนมวลชนบ้านหนองจาน เลี่ยงการเผชิญหน้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 สิงหาคม 2568 โฆษก กต. วอนมวลชนบ้านหนองจาน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ชี้สถานการณ์ตึงเครียดสูงอยู่แล้ว พร้อมแถลงประณามกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด มั่นใจมีการวางแผนทำร้ายฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ-ไร้อารยะ

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลประเภท PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ขณะที่ทำการลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ในเขตแดนไทย ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ครั้งที่ 6 ที่เกิดความสูญเสียจากอาวุธร้ายแรงที่ไร้มนุษยธรรมนี้ว่า ประเทศไทย ขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นการละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างชัดเจน อีกทั้งเป็นการละเมิดข้อตกหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เชื่อได้ว่า ฝ่ายกัมพูชา น่าจะมีการวางแผนใช้ทุ่นระเบิดมาอย่างเป็นระบบตลอดพื้นที่แนวชายแดนเพื่อเจตนาคุกคามทำร้ายฝ่ายไทย โดยเฉพาะจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ภายในเส้นปฏิบัติการฝั่งไทย ตามคำกล่าวของเจ้ากรมกิจการชายแดนทหารที่ว่า “ทุ่นระเบิดไม่ใช่หลักเขตแดน แต่เป็นอาวุธที่ไร้มนุษยธรรม ทำให้ทุพพลภาพและคร่าชีวิตผู้คนโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า” การลอบวางทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชาสะท้อนถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และเป็นการกระทำที่ไร้อารยะ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ตอกย้ำความสำคัญและความจำเป็นที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งสนับสนุนให้รัฐภาคีต้องแจ้งหากมีเหตุการณ์ทุ่นระเบิด และแจ้งให้ประชาคมโลกรับทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของกัมพูชา รวมถึงร่วมกันดำเนินการให้กัมพูชาหยุดการกระทำดังกล่าวทันที

ส่วนกรณีที่มีมวลชนไทยไปรวมตัวกันที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้วนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศ พยายามจำกัดไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า หรือเกิดความสูญเสีย และฝ่ายทหาร พยายามกั้นรั้วเพื่อไม่ให้มีการเผชิญหน้าโดยตรง ซึ่งการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน เกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะแน่ ซึ่งฝ่ายไทยจะไม่ยินยอม และพร้อมคุ้มครองผลประโยชน์คนไทย ดังนั้น จึงขอยืนยันข้อความเช่นเดียวกับกองทัพให้มวลชน ใช้ความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ก็มีความตึงเครียดสูงอยู่แล้ว

Advertisement

“ภูมิธรรม” หารือ​ทูตสหรัฐฯ ปัญหาชายแดนไทย​-​กัมพูชา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 สิงหาคม 2568 “ภูมิธรรม” หารือ​ทูตสหรัฐฯ ปัญหาชายแดนไทย​-​กัมพูชา พอใจยึดหลักเจรจา 2 ประเทศ เปิดพื้นที่รับนานาชาติสังเกตการณ์​ เตรียมพบทูตจีนวันพรุ่งนี้

นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือกับนายรอเบิร์ต​ เอฟ.โกเด็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา​ประจำ​ประเทศไทย ​ว่า​ มีการพูดคุยกันหลายเรื่องซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เรื่องชายแดนไทยกัมพูชา โดยยืนยันจุดยืนว่าจะรักษาอธิปไตยของเรา​ รักษาสันติ แก้ปัญหาด้วยวิธีการพูดคุยและหลีกเลี่ยงความรุนแรง เพราะประชาชนและทหารของเราต้องประสบปัญหา ซึ่งตนได้ยืนยันไปว่าไม่อยากให้สู้กันด้วยสงครามข่าวสาร แต่ขอให้สู้กันด้วยความจริง เพราะประเทศไทยยืนอยู่บนหลักการยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ รวมไปถึงกฎกติกาสากล ส่วนอะไรต่างๆตนก็เชื่อว่าความจริงจะพิสูจน์ทุกอย่างได้ พร้อมยืนยันในหลักการการพูดคุยระหว่าง 2 ประเทศผ่านกลไกทวิภาคี แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงโดยง่าย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถจบลงได้ หากยึดหลักที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน​

นายภูมิธรรม​ ยังกล่าวอีกว่า​ ทูตสหรัฐอเมริกา ได้ขอบคุณไทยที่ดูแลสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่มาพบนายภูมิธรรมเมื่อวาน​ และลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากอยากให้เขาเห็นพื้นที่จริงทั้งหมด​ เพื่อให้เห็นกับตา​ ว่าใครอยากเข้าสู่สันติภาพมากที่สุด เพราะการพูดแต่ละฝ่ายก็ต่างพูดได้​ และในวันพรุ่งนี้ตนจะพบกับเอกอัคราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เช่นกัน

เมื่อถามถึงท่าทีของทูตสหรัฐฯต่อกรณีชายแดนกัมพูชาเป็นเช่นไร นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวว่า​ เขาก็พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งเราก็ได้ขอบคุณที่ริเริ่ม ทำให้เกิดการพูดคุยเกิดขึ้น และเข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ในการหารือประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC​ ยังประเทศมาเลเซีย และยังได้บอกให้ทราบว่าทูตทหารอาเซียนก็ทำหน้าที่มาพอสมควร หลังมีการประชุมที่ประเทศมาเลเซียเพียง 10 วัน​ ก็สามารถตั้งคณะ IOT ขึ้นมาได้ และขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะช่วยให้การพูดคุยดีขึ้น ก่อนที่ทั้งหมด จะรายงานให้คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – กัมพูชา​ หรือ​ RBC และ GBC​ ช่วงวันที่​ 8​ – 10 กันยายนนี้​ แต่ถึงอย่างไรไทยย้ำจุดยืนว่า อยากเห็นการพูดคุยกันระหว่าง 2 ประเทศ

เมื่อถามว่าหลังจากการหารือกับทูตสหรัฐฯในประเด็นชายแดนจะสามารถสื่อสารไปยัง นายโดนัลด์​ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่​ นายภูมิธรรม ระบุว่า สหรัฐแจ้งว่าหลังจากการพูดคุยกับตน​ทั้งหมด​ ก็จะรายงานทันที

Advertisement

ไทย-สวีเดน ลงนามซื้อ “กริพเพน” เฟสแรก 4 ลำ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 25 สิงหาคม 2568 ไทย-สวีเดน ลงนามซื้อ “กริพเพน” เฟสแรก 4 ลำ “มาริษ-ผบ.ทอ.” ร่วมเป็นสักขีพยาน ชูเป็นเขี้ยวเล็บป้องกันตัว พ่วง Offset Policy พัฒนาอุตสาหกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 17.20 น. ตามเวลาในประเทศไทย รัฐบาลไทยและสวีเดน ได้บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F ระยะที่ 1 จำนวน 4 เครื่อง วงเงิน 19,500 ล้านบาท โดยมี พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย มีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.พอล ยอนซอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวีเดน ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธีว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้าง “เขี้ยวเล็บ” ให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดัน “นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ” (Offset Policy) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีลงนามดังกล่าวประกอบด้วยความตกลงสำคัญ 3 ฉบับ โดยฉบับแรกคือสัญญาจัดซื้อเครื่องบินระหว่าง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กับนายมิคาเอล กรันโฮล์ม ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานยุทโธปกรณ์สวีเดน (FMV) และฉบับที่สองคือความตกลง Offset Policy ระหว่าง ผบ.ทอ. กับนายลาร์ส ทอสส์มันน์ จากบริษัท Saab AB ผู้ผลิต ส่วนฉบับที่สามเป็นข้อตกลงภายในของฝ่ายสวีเดน การจัดซื้อครั้งนี้เป็น 4 ลำแรกจากแผนทั้งหมด 12 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ประจำการมานานกว่า 37 ปี โดยมีกำหนดเริ่มจัดส่งตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป

นายมาริษ กล่าวว่า นโยบายการต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จนถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยในระยะยาว “เราตั้งเป้าหมายให้ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก ขณะที่ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เล่นหลักในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ”

รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า การลงนามครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สวีเดนและประชาคมโลก ภายหลังจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างชัดเจน

“พวกเราใช้เครื่องบิน Grippen ปฏิบัติการทางทหาร และแสดงให้เห็นชัดว่า เราไม่มีแนวคิดที่จะใช้อาวุธเพื่อรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เป้าหมายทางทหารที่เรายึดถือได้แสดงให้ประชาคมโลกตระหนักว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด”

นายมาริษ ได้เน้นย้ำถึงความแม่นยำในการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก ผบ.ทอ. ว่าปฏิบัติการทั้งหมดไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา แต่เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้สามารถทำลายเป้าหมายทางทหารของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแตกต่างจากการใช้อาวุธของอีกฝ่าย

“หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่กัมพูชาใช้อาวุธกับเรา จะเห็นได้ชัดว่าการใช้อาวุธของกัมพูชามุ่งเน้นไปที่การรุกรานและโจมตีเป้าหมายของพลเรือน ซึ่งตรงกันข้ามกับปฏิบัติการของเรา”

สุดท้าย นายมาริษ ย้ำว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสันติเช่นเดียวกับสวีเดนและสหภาพยุโรป แต่การมีศักยภาพในการป้องกันตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การซื้อขายเครื่องบิน Grippen ในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ไทยร่วมมือกับนานาประเทศที่รักสันติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการใช้อาวุธเพื่อปกป้องตนเองอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในประชาคมโลกมากยิ่งขึ้น

Advertisement

Verified by ExactMetrics