วันที่ 13 กันยายน 2026

คิกออฟ “WebD” แพลตฟอร์ม AI สกัดเว็บผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 6 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลคิกออฟ “WebD” แพลตฟอร์ม AI สกัดเว็บผิดกฎหมาย กวาดล้างเพิ่มกว่า 70% เดินหน้าใช้เทคโนโลยีปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการการกำกับดูแลด้วยจริยธรรม AI  ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการระงับการแพร่หลายและตรวจสอบการเข้าถึงเว็บไซต์ผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่า “WebD Project” ในรูปแบบแพลตฟอร์มสำหรับ แพลตฟอร์ม “WebD” เป็นแพลตฟอร์มเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมายซึ่งมีมากกว่า 100,000 URLs ต่อปี โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมมีระบบ “URLs Checker” เพื่อตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จุดเด่นของแพลตฟอร์มดังกล่าว คือสามารถทำงานได้เร็วกว่าเจ้าหน้าที่ถึง 31.5 เท่า ช่วยลดขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลลงได้ 5 วันทำการ และคาดว่าจะเพิ่มจำนวน URLs ที่ถูกสั่งปิดในปี 2568 ได้ถึงร้อยละ 70.7 จากเดิมในปี 2567 (โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 175 URLs)

นอกจากนี้ “WebD” ยังมีระบบค้นหาและจัดเก็บหลักฐานเว็บไซต์ผิดกฎหมาย (AI Crawler) ซึ่งใช้ในการตรวจสอบ URLs ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย (เทียบเท่าการทำงานโดยเจ้าหน้าที่จำนวน 94 คน) ก่อนส่งต่อไปยังระบบแอปพลิเคชัน สำหรับตรวจสอบ/กลั่นกรองเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และเข้าสู่กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาล (สร้างคำร้องส่งต่อไปยังศาลอาญาผ่านระบบออนไลน์) กระบวนการสั่งปิด (ระบบส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และกระบวนการปรับพินัย โดยเป็นการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี AI ร่วมกับการทำงานของเจ้าหน้าที่

การใช้งานแพลตฟอร์ม WebD จะช่วยให้กระบวนการทำงานในการระงับ ปิดกั้นเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเว็บไซต์ผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงดีอี ให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน

“รัฐบาลมุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมีจริยธรรม เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ลดภัยคุกคามทางออนไลน์ และดูแลคุ้มครองประชาชนอย่างรอบด้าน พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทุกคนใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

ผบ.ทอ. เช็กความพร้อม “ศูนย์สงครามทางอากาศ” กองบิน 1 โคราช

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 มิถุนายน 2568 พร้อมส่งด่วน! “ผบ.ทอ.” เช็กความพร้อม “ศูนย์สงครามทางอากาศ” กองบิน 1 โคราช เปิดภาพพฝูงบิน เอฟ-16 คลังจรวดเต็มอัตรา เฝ้าระวังน่านฟ้าฝั่งตะวันออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force ได้เผยแพร่ ภาพภารกิจของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ลงพื้นที่ร่วมวางแผน ตรวจความพร้อม และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ สร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยณ ศูนย์การสงครามทางอากาศ / กองบิน 1 จว.นครราชสีมา เพื่อเตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้กำลังทางอากาศป้องกันประเทศ และพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการของทุกเหล่าทัพ ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และความสงบสุขมั่นคงของพี่น้องประชาชนชาวไทย ระบุข้อความว่า “กำลังทางอากาศ เป็นโล่อันแท้จริงอย่างเดียว ที่จะกันมิให้การสงครามมาถึงท่ามกลางประเทศของเราได้” จากวลีดังกล่าว กองทัพอากาศได้ยึดถือเป็นแนวทางในการปกป้องประเทศเสมอมา

นอกจากนั้น เพจยังได้นำเสนอภาพเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 พร้อมทั้งจรวด ที่พร้อม สำหรับการปฏิบัติงานด้วย

Advertisement

มทภ.2 ลั่นทหารยังเป็นเสาหลักไม่เปลี่ยน มุ่งป้องกันประเทศทุกวิถีทาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 มิถุนายน 2568 ท่วมท้น! กำลังใจหลั่งไหลสู่ “พล.ท.บุญสิน” และทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณ ลั่นทหารยังเป็นเสาหลักไม่เปลี่ยนแปลง มุ่งมั่นป้องกันประเทศชาติทุกวิถีทาง ขอให้ประชาชนไว้วางใจ

ช่วงบ่ายวันนี้ (19 มิ.ย.68) ที่สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา สถานศึกษาและบริษัทเอกชน นำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นมามอบให้กับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และส่งต่อธารน้ำใจไปยังทหารที่ประจำอยู่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ นักเรียนจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย และโรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ ยังนำข้อความจากใจของนักเรียนที่เขียนให้กำลังใจแม่ทัพภาคที่ 2 มามอบให้ด้วย

ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณ และบอกว่าจะรีบนำสิ่งของไปมอบให้โดยเร็ว พร้อมยืนยันว่า กองทัพภาคที่ 2 ยังทำหน้าที่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฝ่ายบริหารก็แก้ปัญหาทางการเมือง ส่วนความมั่นคงของชาติ ทั้ง 3 เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มุ่งมั่นป้องกันประเทศชาติทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เสียดินแดน ขอให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจ สิ่งที่ตนพูดไปแล้วก็ตามนั้น

Advertisement

สกัดนอมินีใช้คนไทยถือครองที่ดินแทน-จับตาเข้ม 6 ธุรกิจเสี่ยง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 1 มิถุนายน 2568 ผนึกกำลังปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย สกัดนอมินีใช้คนไทยถือครองที่ดินแทน จับตาเข้ม 6 ธุรกิจเสี่ยง เตรียมส่งรายชื่อ 2.6 หมื่นราย ให้กรมที่ดินตรวจสอบต่อไป

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีคนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินในไทย โดยใช้วิธีให้คนไทยถือครองที่ดินแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายนอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ สำหรับประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว หรือธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน ซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้การตรวจสอบสามารถทำได้ครอบคลุมมากขึ้นนั้น

นายคารม กล่าวว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการ MOU ระหว่างกันด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาถือครองที่ดิน

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งต่อรายชื่อนิติบุคคลเสี่ยงให้กับกรมที่ดิน ทั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีนิติบุคคลที่เสี่ยงเป็นนอมินีจากการที่มีคนต่างด้าวเข้ามาถือหุ้นตั้งแต่ 0.001-49.99% ใน 6 ธุรกิจเสี่ยง จำนวน 46,918 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 26,038 ราย คิดเป็น 55.49% ของธุรกิจเสี่ยงทั้งหมด โดยจะดำเนินการส่งรายชื่อทั้งหมดให้กรมที่ดิน เพื่อพิจารณาประกอบการอนุญาตให้ถือครองที่ดิน และป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินต่อไป

นอกจากนี้จะมีการพิจารณาเพิ่มโทษการถือครองที่ดินของคนต่างด้าว จากเดิมที่มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ซึ่งเป็นโทษตามกฎหมายเดิมปี 2497 แต่จะมีการปรับให้มีความเข้มข้นและทันสมัยมากขึ้น ล่าสุดสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังยกร่างกฎหมายใหม่ที่ทำร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการบรรจุฐานความผิดนอมินีเป็นความผิดมูลฐาน และเปิดช่องให้ยึดทรัพย์ได้ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวถือครองที่ดินได้ดีขึ้น

นายคารม ระบุว่ รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าการผนึกกำลังของหน่วยงานภาครัฐในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในป้องกันและปกป้องสิทธิของประชาชนไทย ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจของประเทศได้

Advertisement

เปิดเทอมแล้ว…แนะผู้ปกครองเด็กเล็ก ระวังอันตราย 5 โรค ที่มากับฤดูฝนช่วงเปิดเทอม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 18 พฤษภาคม  2568 เปิดเทอมแล้ว… รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองเด็กเล็กระวังอันตราย 5 โรค ที่มาพร้อมกับฤดูฝนในช่วงเปิดเทอม

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ให้กับบุตรหลาน สำหรับการขึ้นชั้นเรียนใหม่  โดยเฉพาะเรื่องการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นช่วงที่ตรงกับต้นฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลง และมีความชื้นสูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ดี ส่งผลให้เกิดโรคที่มาพร้อมกับฤดูฝนในเด็กเล็กที่มักเสี่ยงต่อโรคระบาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อผ่านการสัมผัส รวมไปถึงกลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ  ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยในช่วงนี้  ได้แก่

1) โรคมือ เท้า ปาก ที่มักพบในเด็กเล็กวัยก่อนเข้าเรียนหรือในเด็กต่ำกว่า 5 ปี เกิดจากไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง อาการเด่นชัดคือมีไข้สูง มีแผลในปาก และมีผื่นที่มือและเท้า บางคนถ้าติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง กล้ามเนื้อ และหัวใจ

2) โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา เด็กจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย และอาจมีอาการไอ น้ำมูก อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวมและสมองอักเสบ

3) โรคปอดบวม เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งอาจพัฒนามาจากไข้หวัดธรรมดา โดยเด็กจะมีอาการไอและมีเสมหะมาก หายใจเร็วหรือหายใจหอบเหนื่อย เสียงหายใจผิดปกติ และในบางรายอาจมีริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีอาการรุนแรงแล้ว

4) โรคตาแดงจากไวรัส ซึ่งแพร่กระจายได้ง่าย เด็กจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตามาก

และ 5)  โรคไข้เลือดออก ที่มียุงลายเป็นพาหะ ในระยะแรกเด็กจะมีไข้สูง ปวดเมื่อย มีจุดเลือดออกสีแดงตามร่างกาย ส่วนอีกระยะที่ต้องระวังคือช่วงที่ไข้ลดลง เพราะบางคนอาจเกิดภาวะช็อกได้ และอาจมีอาการเลือดออกร่วมด้วย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด ดังนั้น  ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการของลูกไว้ตลอด เมื่อมีอาการผิดปกติหรืออาการที่เข้าข่ายโรคเหล่านี้จะได้รับมือได้ทันที

“รัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองควรเสริมภูมิคุ้มกันให้บุตรหลานเพื่อป้องกันโรคระบาด โดยให้เด็กกินอาหารครบ 5 หมู่ รวมถึงผักผลไม้ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และควรนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และมือเท้าปาก โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมนี้เวลาไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีคนเยอะ แนะนำให้บุตรหลานรักษาความสะอาด ใช้ช้อนกลาง ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์หรือล้างมือบ่อย ๆ และสวมใส่หน้ากากอนามัย ถ้าหากพบอาการเจ็บป่วยหรืออาการผิดปกติที่น่าเป็นห่วงจะได้พาไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้ลูกหลานของเราปลอดภัยมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน” นายคารม กล่าว

Advertisement

 

 

ดีอี เตือน! ผู้ใช้บริการ Mobile Banking ยืนยันตัวตน “ชื่อบัญชีตรงกับเบอร์โทร” ก่อน 30 เม.ย.68

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 เมษายน 2568 รองนายกฯ “ประเสริฐ” เผย ดีอี เตือน! ผู้ได้รับการแจ้งผ่านแอปฯ Mobile Banking ให้ลงทะเบียน “ชื่อบัญชีตรงกับเบอร์โทร” ก่อน 30 เม.ย.68

วันนี้ (28 เม.ย.68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ดำเนินมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking” ซึ่งเริ่มดำเนินมาตรการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะมีการแจ้งเตือน “กลุ่มที่ต้องยืนยันตัวตน” ผ่านแอปฯ Mobile Banking เท่านั้น ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568

ด้านความคืบหน้าของการดำเนินมาตรการระงับบัญชี Mobile Banking ระยะที่ 1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีมติให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1.ให้ ปปง. แจ้งธนาคารพิจารณานำข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการ ส่งไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (โอเปอร์เรเตอร์) และส่งผลกลับให้ธนาคาร เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้องตรงกันกับข้อมูลที่ลูกค้าแจ้งไว้ตอนลงทะเบียนใช้บริการ Mobile Banking หรือไม่

2.ปปง. พิจารณาผลการดำเนินการตรวจสอบข้างต้นแล้ว และแบ่งผู้ใช้บริการเป็น 3 ประเภท ดังนี้

(1) พบข้อมูลตรงกัน หรือ Y

(2) ไม่พบข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ หรือ P

(3) ข้อมูลไม่ตรงกับผู้ใช้ Mobile Banking หรือ N

3.ปปง. แจ้งธนาคาร ให้แจ้งผู้ใช้บริการที่มีข้อมูลเป็น P และ N ปรับปรุงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ โดยในขั้นตอนนี้ ผู้ใช้บริการ กลุ่ม P และ N ต้องดำเนินการปรับปรุงข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2568

“ทั้งนี้ ลูกค้าที่มีชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ไม่ตรงกับชื่อเจ้าของซิม หากยังไม่ได้รับแจ้งจากธนาคาร ผ่าน Mobile Banking ยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติ” รองนายกฯ นายประเสริฐ กล่าว

กลุ่มลูกค้าที่ต้องดำเนินการภายในวันที่ 30 เม.ย. 2568 คือ กลุ่มที่เปิดใช้บริการ Mobile Banking ตั้งแต่ปี 2565 และเข้าเงื่อนไขใน 2 กลุ่มนี้เท่านั้น

1.กลุ่มผู้ใช้งาน Mobile Banking ที่ตรวจหมายเลขโทรศัพท์มือถือไม่พบชื่อเจ้าของซิม

2.กลุ่มชาวต่างชาติที่หมายเลขโทรศัพท์มือถือมีชื่อเจ้าของซิมไม่ตรงกับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking

สำหรับแนวทางการดำเนินการระยะที่ 2 เมื่อครบกำหนดภายหลังวันที่ 30 เมษายน 2568 มีดังนี้

(1) ธนาคารจะส่งข้อมูลผู้ใช้ Mobile Banking ที่เป็นปัจจุบันถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ไปให้ โอเปอร์เรเตอร์

(2) โอเปอร์เรเตอร์ จะนำข้อมูลดังกล่าวที่ภาคธนาคารส่งผ่านระบบของ ปปง. ไปตรวจสอบกับข้อมูลลูกค้าของตนเองว่าเป็น กลุ่ม Y, N หรือ P แล้วส่งกลับให้ธนาคาร

ในเดือนพฤษภาคม 2568 ธนาคารจะดำเนินการส่งข้อมูล ชื่อ-นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ของผู้เปิดใช้ Mobile Banking ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ของกลุ่มลูกค้าทุกสัญชาติ สถานะ P จำนวนประมาณ 1.8 ล้านเลขหมาย และกลุ่มลูกค้าต่างชาติ สถานะ N จำนวนประมาณ 7 แสนเลขหมาย รวมทั้งหมดจำนวนประมาณ 2.5 ล้านเลขหมาย ให้ Operator เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

โดย ปปง. จะมีหนังสือผ่านสมาคมธนาคารไทย แจ้งให้ภาคธนาคารส่งข้อมูลผ่านระบบของ ปปง. ภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เมื่อได้รับข้อมูลกลับมาแล้ว ปปง. จะรวบรวมข้อมูลและมีหนังสือผ่าน กสทช. แจ้งให้ โอเปอร์เรเตอร์ นำข้อมูลไปตรวจสอบให้แล้วเสร็จ และส่งผลการตรวจสอบกลับมาให้ธนาคารผ่านระบบไม่เกินวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 และให้ธนาคารเริ่มดำเนินการตรวจสอบผล และเริ่มระงับการใช้บริการ Mobile Banking ในเดือนมิถุนายน 2568

ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ใช้ Mobile Banking ซึ่งมาขอปรับสถานะที่ธนาคาร ให้ธนาคารเป็นผู้พิจารณาดำเนินการปรับสถานะจาก N เป็น Y และกรณีผู้ใช้ Mobile Banking สถานะ P ซึ่งได้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์แล้ว และได้แจ้งหมายเลขใหม่ต่อธนาคารแล้ว ให้ธนาคารบันทึกไว้ โดยไม่ต้องส่งมาตรวจใหม่ เมื่อตรวจสอบแล้ว ถ้าสถานะ N เปลี่ยนเป็น Y หรือสถานะ P ซึ่งผู้ใช้ Mobile Banking ได้ไปเปลี่ยนหมายเลขใหม่แล้วพบข้อมูลตรงกัน ถือว่าจบกระบวนการ

ในส่วนกรณีกลุ่มผู้ใช้ Mobile Banking สถานะ P ที่ไม่ยอมเปลี่ยนหมายเลข หรือกลุ่มลูกค้าต่างชาติสถานะ N ที่ไม่ยอมมายืนยันตัวตน ผู้ใช้บริการทั้ง 2 กลุ่มนี้ จะถูกระงับการใช้บริการ Mobile Banking พร้อมทั้งให้ธนาคารแจ้งลูกค้าทราบ จนกว่าลูกค้าจะมาปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน จึงสามารถใช้บริการดังกล่าวได้

“การดำเนินมาตรการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking เพื่อเป็นการสกัดกั้นช่องทางการก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพ ให้ชื่อผู้ใช้งานตรงกับชื่อเจ้าของซิมมือถือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการทำงานร่วมกันของกระทรวงดีอี กสทช. ปปง. ภาคธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ในการป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ต่อประชาชน โดยขอย้ำอีกครั้งถึงผู้ใช้บริการ Mobile Banking ที่ได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ธนาคาร เร่งดำเนินการยืนยันสถานะของตนเองให้ถูกต้อง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 นี้” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

Advertisement

ศปช.เตือน 59 จังหวัด เตรียมรับมือพายุฤดูร้อนตั้งแต่บัดนี้ถึง 1 พ.ค.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 เมษายน 2568 ศปช.เตือน 59 จังหวัด เตรียมรับพายุฤดูร้อนคาดการณ์วันนี้ถึง 1 พ.ค. สั่ง ปภ. เตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดสถานการณ์

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม หรือ ศปช. กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิยา ได้ประกาศแจ้งเตือนพายุฤดูร้อน ฉบับที่ 7 ในช่วงวันที่ 27 เมษายน – 1 พฤษภาคม ซึ่งอาจมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก รวมทั้งอาจเกิดฟ้าผ่าได้ในบางจุด

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์พื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนดังกล่าว ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวม 59 จังหวัด ดังนี้

ภาคเหนือ (15 จังหวัด) ได้แก่  จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.ตาก จ.แพร่ จ.น่าน จ.พะเยา จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (17 จังหวัด) ได้แก่ จ.เลย จ.หนองบัวลำภู จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.สกลนคร จ.นครพนม จ.ชัยภูมิ จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร จ.อำนาจเจริญ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี

ภาคกลาง  (17 จังหวัด) ได้แก่ จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี จ.ชัยนาท จ.ลพบุรี จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.สุพรรณบุรี จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการ และ กรุงเทพฯ

ภาคตะวันออก (8 จังหวัด) ได้แก่ จ.นครนายก จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี จ.ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด

ภาคใต้ (2 จังหวัด) ได้แก่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์

“ขณะนี้ ศปช. ได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยง พร้อมเข้าเผชิญเหตุให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทันทีที่เกิดสถานการณ์”

“ขอให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 59 จังหวัดดังกล่าว ติดตามสภาพอากาศ และข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง” นายจิรายุ กล่าว

Advertisement

ยูเนสโกยกย่อง 3 มรดกไทย เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกปี 2568

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 เมษายน 2568 ยูเนสโกยกย่อง 3 มรดกไทย “สมุดไทยคำหลวง – พระเจ้าช้างเผือก – เอกสารอาเซียน” เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกปี 2568 ตอกย้ำบทบาทสำคัญของชาติไทยในประวัติศาสตร์โลก

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดีจากกรมศิลปากรว่า องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เอกสารสำคัญของประเทศไทย 3 รายการ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) ประจำปี 2568 จำนวน 74 รายการ ซึ่งมีเอกสารจากประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก 3 รายการ ได้แก่

รายการที่ 1 เอกสารสมุดไทย นันโทปนันทสูตรคำหลวง (The Manuscript of Nanthopananthasut Kamlaung) เอกสารโบราณล้ำค่าของไทย เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี 2279 ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

รายการที่ 2 ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง (The King of the White Elephant and the archival documents) ภาพยนตร์เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องเก็บรักษาไว้ที่สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รายการที่ 3 เอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน (The Birth of the Association of Southeast Asia Nations (ASEAN) (Archives about the Formation ASEAN, 1967 – 1976) เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์

ปัจจุบันประเทศไทย มีเอกสารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกแล้ว 9 รายการ ได้แก่ จารึกวัดโพธิ์ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เอกสารจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองของสยาม พุทธศักราช 2411 – 2453 ฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับ ชุดหอพระสมุดวชิรญาณ บันทึกการประชุมของคณะกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และคัมภีร์ใบลาน เรื่องตำนานอุรังคธาตุ

“การประกาศมรดกความทรงจำแห่งโลกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวรรณกรรม พุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ที่มีคุณูปการต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่สืบไป ผู้ที่สนใจสามารถดูรายการเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทยได้ที่ https://www.nat.go.th/mow/th-th ” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

แนะผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ยื่นคำร้องภายใน 30 วัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 7 เมษายน 2568 รัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว เปิดขั้นตอนรับเงินเยียวยาครบวงจร-ซ่อมบ้าน เสริมทุนอาชีพ มอบเงินปลอบขวัญ ยื่นคำร้องภายใน 30 วัน

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลระดมทุกสรรพกำลังในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวอย่างเต็มที่ โดยภารกิจค้นหา ให้ความช่วยเหลือยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเยียวยาและสนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยอย่างเร่งด่วน โดยทาง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือ พร้อมเปิดเงื่อนไขและขั้นตอนในการขอรับเงินช่วยเหลือครอบคลุมในหลายด้าน อาทิ ค่าซ่อมแซมที่พักอาศัย เงินปลอบขวัญ และเงินทุนสำหรับการประกอบอาชีพ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยโดยเร็ว

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหว เป็นไปตามการประเมินของคณะกรรมการระดับเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหาย ดังนี้

1)ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ จ่ายตามจริงหลังละไม่เกิน 49,500 บาท

2)ค่าที่พักอาศัยชั่วคราว หรือ ค่าเช่าบ้าน จ่ายเฉพาะอาคารที่ กทม.ประกาศระงับการใช้ และไม่ได้เข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิงที่ กทม. จัดสรร เป็นเงินค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 บาท ไม่เกิน 2 เดือน เป็นเงินไม่เกิน 6,000 บาท

3)ค่าจัดงานศพผู้เสียชีวิตรายละ 29,700 บาท และกรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือผู้หารายได้หลักของครอบครัว ได้เพิ่มครอบครัวละไม่เกิน 29,700 บาท

4)ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ (ตามใบรับรองแพทย์) กรณีบาดเจ็บสาหัส ช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเงิน 4,000 บาท ส่วนกรณีบาดเจ็บถึงขั้นพิการ ช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเงิน 13,300 บาท

5)เงินปลอบขวัญ (ตามใบรับรองแพทย์) กรณีรับบาดเจ็บจากเหตุสาธารณภัยรายละ 2,300 บาท

6)เงินทุนประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท

ส่วนผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายสามารถดาวน์โหลดแบบคำร้อง ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ภายใน 30 วันนับแต่วันเกิดเหตุ หรือเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และยื่นเอกสารคำร้อง พร้อมหลักฐานที่ฝ่ายปกครองของสำนักงานเขต ประกอบด้วย แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบภัย สำเนาบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต (กรณีไม่มีสัญชาติไทย) สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดที่ดิน (ต้องระบุชื่อเจ้าบ้าน/เจ้าของบ้าน) หรือ แบบคำรับรอง (แทนโฉนดที่ดิน) สำเนาใบ อช.2 (กรณีคอนโด) สำเนาบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ หนังสือรับรองผู้ประสบภัยและบัญชีความเสียหาย (แบบ บ.ส.3) บันทึก ป.ค.14 (ใช้กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน) เอกสารประกอบการขอรับความช่วยเหลือค่าวัสดุซ่อมแซมที่พักอาศัยฯ และรูปถ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้น

“รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเดินหน้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยไม่ละทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกขั้นตอนจะดำเนินไปด้วยความใส่ใจ โปร่งใส และเท่าเทียม เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกย่างก้าวของการฟื้นฟูและก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

Advertisement

ธปท.ขอความร่วมมือสถาบันการเงิน และ non-bank ช่วยลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ลดจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต-เพิ่มวงเงินสินเชื่อ-ให้วงเงินฉุกเฉิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 30 มีนาคม 2568 ธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงิน และ non-bank ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว ลดจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต-เพิ่มวงเงินสินเชื่อ-ให้วงเงินฉุกเฉิน ไม่เกิน 12 เดือน

29 มีนาคม 2568 นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง

ธปท. จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน ในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวดังกล่าวตามความเหมาะสมโดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1.สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้น ๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

2.สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากปัญหาสาธารณภัย โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้น ๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

3.สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็ว ไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้น ๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

ทั้งนี้ ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสาธารณภัยด้วย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที ธปท. ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้

Advertisement

Verified by ExactMetrics