วันที่ 7 กรกฎาคม 2026

ศบค.ทบทวนมาตรการคุมเข้ม-สอบสวนโรค ให้ครอบคลุมโรงแรมที่พัก หลังกรณีทหารอียิปต์

People Unity News : ศบค.ทบทวนมาตรการคุมเข้ม-มาตรการสอบสวนโรค ต้องครอบคลุมโรงแรมที่พักที่เป็นสถานที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เพื่อตรวจสอบโดยละเอียด ถึงแม้ผู้ที่พบผลตรวจจะเดินทางกลับประเทศแล้ว

13 ก.ค. 63 เวลา 11.30 น. ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน และมาตรการในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,220 ราย เป็นผู้ที่อยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 283 ราย มีผู้หายป่วยเพิ่มขึ้น 2 ราย รวมผู้ที่หายป่วยแล้ว 3,090 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 72 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม ยังคงเดิมที่ 58 ราย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.63 ถึงปัจจุบันรวม 49 วันแล้วที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้ง 3 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศคูเวต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 48 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางถึงไทยเมื่อ 29 มิ.ย.เข้าพัก State Quarantine ที่กรุงเทพฯ ตรวจหาเชื้อ 11 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ จากอียิปต์ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 22 ปี เดินทางถึงไทยเมื่อ 12 ก.ค. ผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์ PUI มีไข้ จึงได้ส่งตรวจหาเชื้อวันที่ 12 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ และจากบาร์เรน 1 ราย เป็นชายไทย สัญชาติอียิปต์ อายุ 43 ปี อาชีพทหาร เดินทางถึงไทยเมื่อ 8 ก.ค. เข้าพัก State Quarantine ที่จังหวัดระยอง ตรวจหาเชื้อวันที่ 10 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ 12 ก.ค. แต่ไม่มีอาการ ส่วนอีก 30 รายเป็นลูกเรือที่เดินทางมาพร้อมกัน ยังไม่พบผลการติดเชื้อ

โฆษก ศบค. กล่าวถึง Timeline ของผู้ป่วยเพศชาย อายุ 43 ปี อาชีพทหาร (ลูกเรือเครื่องบินทหาร) จากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ในวันที่ 6 ก.ค. เดินทางออกจากสนามบินไคโร ประเทศอียิปต์ ไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 7 ก.ค. เดินทางจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปปากีสถาน 8 ก.ค. เดินทางถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง 9 ก.ค. ออกจากโรงแรม จังหวัดระยองไปท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาเพื่อบินไปทำภารกิจทางทหารที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ไป-กลับวันเดียวกัน กลับเข้าที่พักในโรงแรมจังหวัดระยอง 10 ก.ค. ได้มีทีมเจ้าหน้าที่ CDCU เข้าคัดกรองอาการของคณะเดินทางและลูกเรือ เพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจ จำนวน 31 ราย และในวันที่ 11 ก.ค. คณะเดินทางออกจากประเทศไทยกลับอียิปต์  ซึ่งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่ชัดเจน จึงตรวจซ้ำอีกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 12 ก.ค. ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบเชื้อ ซึ่งที่ประชุม ศบค. ชุดเล็กมีการหารือว่า ถึงแม้จะเป็นคนที่เป็นลูกเรือที่มาจากต่างชาติเข้ามายังประเทศไทย ในข้อกำหนดที่เป็นลักษณะเฉพาะขึ้นมา และขณะนี้มีการเปิดสายการบินหลายสาย เดิมใช้สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ในครั้งนี้ได้มาลงที่สนามบินอู่ตะเภา จึงทำให้มาตรการของการคุมเข้มในข้อดังกล่าวต้องมีการทบทวนและปฏิบัติกันใหม่ ซึ่งโรงแรมที่จังหวัดระยองแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ที่สัมผัสกับผู้ที่พบเชื้อ ดังนั้น มาตรการการเข้าไปสอบสวนโรคจะต้องครอบคลุมโรงแรมนี้ทั้งหมด โดยอธิบดีกรมควบคุมโรคได้รับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ออกมาตรการคุมเข้มเรื่องดังกล่าว เพื่อการตรวจสอบโดยละเอียด ถึงแม้ผู้ที่พบผลตรวจจะเดินทางกลับไปแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ทีมสอบสวนโรคจะเข้าไปสอบสวนโรคในพื้นที่สัมผัสที่ทางกลุ่มลูกเรือได้เดินทางไป อีกทั้งสำนักงานเขตสุขภาพจังหวัดระยองและทีมส่วนกลางจะเข้าไปร่วมสอบสวนโรคด้วย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง

นอกจากนี้ ยังมี Timeline ผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 9 ปี จากภูมิภาคแอฟริกา เดินทางมาพร้อมกับครอบครัว (คณะทูต) โดยในวันที่ 7 ก.ค. มารดานำผู้ป่วยและครอบครัว รวม 5 คน ไปตรวจหาเชื้อก่อนเดินทางที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผลตรวจทุกคนไม่พบเชื้อ เดินทางถึงไทยวันที่ 10 ก.ค. เวลา 05.40 น. คัดกรองไม่มีอาการ เก็บตัวอย่างส่งตรวจผลพบเชื้อ แต่บิดานำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีการตรวจซ้ำ ผลพบเชื้อ สมาชิกที่เหลือกักกันในที่พำนักแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และในวันที่ 11 ก.ค. ผลตรวจพบปอดอักเสบ จึงส่งต่อผู้ป่วยมารักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  ซึ่งรายดังกล่าวอยู่ในประเภทที่ 3 คือ คณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศที่มาปฏิบัติงานที่ประเทศไทย ซึ่งจะอยู่ในมาตรการข้อ 4 ให้เข้ารับการกักกันในที่พำนักของบุคคลดังกล่าว ภายใต้การดูแลของหน่วยงานต้นสังกัดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน  ซึ่งรัฐต้องกำหนดมาตรการโดยละเอียดและครอบคลุมเพราะเป็นความเสี่ยง

Advertising

4 ก.ค. เฮ!! กรมบัญชีกลางจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 3,000 บาท/คน 1.14 ล้านคน

People Unity News : กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.14 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการใดๆของภาครัฐ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) จำนวน 3,000 บาท จ่ายครั้งเดียว ในวันที่ 4 ก.ค. 63

นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้ ที่อนุมัติให้กระทรวงการคลังช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการใดๆของภาครัฐ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ จำนวนทั้งสิ้น 1.14 ล้านคน โดยผู้มีสิทธิจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม 2563) รวมเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท/คน

“สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1.14 ล้านคนที่ได้รับสิทธิ ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของสำนักงานประกันสังคม และไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ อีกทั้ง ยังไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการใดๆของภาครัฐ ได้แก่ โครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการช่วยเหลือเกษตรกร และโครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยกรมบัญชีกลางได้ดำเนินการเบิกเงินแทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิ โดยการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 3,000 บาท ซึ่งจ่ายเพียงครั้งเดียว ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2563 ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง 02 270 6400 ในวัน เวลาราชการ ” โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าว

Advertising

ด่วน!การรถไฟฯ เปิดเดินขบวนรถทางไกล และขบวนรถนำเที่ยวแล้ว เริ่มพรุ่งนี้ 1 ก.ค.

People Unity News : การรถไฟแห่งประเทศไทย ประกาศเปิดให้บริการขบวนรถทางไกล ขบวนรถนำเที่ยววันหยุด  และขบวนรถพิเศษโดยสารวันหยุดเป็นการเพิ่มเติม จำนวน 40 ขบวน ภายหลังมีการยกเลิกประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว และการขนส่งสาธารณะข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป และยกเลิกขบวนรถโดยสารพิเศษที่ให้บริการชั่วคราว

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เห็นชอบให้ยกเลิกประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว และการขนส่งสาธารณะข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ในการผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกและตามผลการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายสาธารณสุข พร้อมทั้งอนุญาตให้กิจการและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงกลับมาดำเนินการได้ แต่ยังควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักรทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ โดยกำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและกำกับดูแลการขนส่งผู้โดยสารที่เป็นการขนส่งสาธารณะทุกประเภท (รถโดยสารประจำทาง รถปรับอากาศ รถตู้ รถไฟ เรือ เครื่องบิน) โดยผู้ประกอบการต้องจัดระบบและระเบียบต่างๆ รวมทั้งให้มีการจอดพักรถ การเว้นที่นั่ง และการจำกัดจำนวนผู้โดยสารในแต่ละเที่ยว ให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนมีความต้องการในการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางโดยรถไฟ ทั้งการเดินทางภายในเขตเมือง ระหว่างเมือง และทางไกล ข้ามเขตพื้นที่จังหวัด การรถไฟฯจึงได้ประกาศเปิดเดินขบวนรถโดยสารทางไกลเพิ่มเติม จำนวน 40 ขบวน เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรการผ่อนคลายการเดินทาง ระยะที่ 4 เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป สำหรับขบวนรถที่เปิดให้บริการในเส้นทางต่างๆ มีดังนี้

1.ขบวนรถโดยสารทางไกล จำนวน 34 ขบวน (ไป-กลับ) ดังนี้

1.1 สายเหนือ

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 (เที่ยวไป) จำนวน 6 ขบวน

ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 (เที่ยวกลับ) จำนวน 4 ขบวน

1.2 สายตะวันออกเฉียงเหนือ

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 (เที่ยวไป) จำนวน 9 ขบวน

ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 (เที่ยวกลับ) จำนวน 5 ขบวน

1.3 สายใต้

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 (เที่ยวไป) จำนวน 7 ขบวน

ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 (เที่ยวกลับ) จำนวน 3 ขบวน

2.ขบวนรถนำเที่ยววันหยุด และขบวนรถพิเศษโดยสารวันหยุด เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป จำนวน 6 ขบวน (ไป-กลับ)

2.1 ขบวนรถนำเที่ยว 909/910 กรุงเทพ-น้ำตก-กรุงเทพ

2.2 ขบวนรถนำเที่ยว 911/912 กรุงเทพ-สวนสนประดิพัทธ์-กรุงเทพ

2.3 ขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 997/998 กรุงเทพ-บ้านพลูตาหลวง-กรุงเทพ

นอกจากนี้ ได้ประกาศยกเลิกขบวนรถโดยสารพิเศษที่ได้ขยายระยะเวลาให้บริการผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว 30 วัน โดยจะประกาศยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 – 17 กรกฎาคม 2563 จำนวน 6 ขบวน (ไป-กลับ) ประกอบด้วย 1. ขบวนรถโดยสารพิเศษที่ 9071 (กรุงเทพ–อุบลราชธานี) ขบวนรถโดยสารพิเศษ 9075 (กรุงเทพ–หนองคาย) ขบวนรถโดยสารพิเศษ 9051 กรุงเทพ- เชียงใหม่ ยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1–16 กรกฎาคม 2563 และ 2. ขบวนรถโดยสารพิเศษ 9072 (อุบลราชธานี-กรุงเทพ) ขบวนรถโดยสารพิเศษ 9076 (หนองคาย-กรุงเทพ) ขบวนรถโดยสารพิเศษ 9052 เชียงใหม่ – กรุงเทพ ยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 – 17 กรกฎาคม 2563

การรถไฟฯ ยังคงให้ความสำคัญในด้านมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมอย่างเคร่งครัด โดยให้พนักงานด้านปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ถุงมือยางและ Face shield ตลอดเวลาที่ให้บริการ การตรวจคัดกรองผู้โดยสารอย่างเข้มข้น การจัดให้มีแอลกอฮอล์เจลบริการอย่างเพียงพอและทั่วถึง ทั้งบริเวณสถานีและบนขบวนรถ การรักษาระยะห่าง Social Distancing ให้มีจุดยืน /นั่ง ให้ชัดเจน ทั้งที่สถานีและขบวนรถ โดยจำกัดการจำหน่ายตั๋วโดยสารไว้ที่ร้อยละ 50 ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด เมื่อจำหน่ายเต็มตามที่ระบุแล้ว จะไม่จำหน่ายตั๋วอีกรวมทั้งตั๋วไม่มีที่นั่ง (ตั๋วยืน) และการงดจำหน่ายอาหารบนขบวนรถ หากผู้โดยสารที่เดินทางไกลเกินกว่า 3 ชั่วโมง ให้เตรียมอาหารไปรับประทานเอง และจะดำเนินการติดตั้ง แอปพลิเคชั่น (application) “ไทยชนะ” ที่สถานีและบนขบวนรถ (เป็นรายตู้/โบกี้) เพื่อใช้ควบคุมการเข้าออกของผู้โดยสารที่มาใช้บริการผ่าน Check-in และ Check-out จากแอปพลิเคชั่นดังกล่าว สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทาง สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้แต่วันที่ 27 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งกำหนดเวลาต่างๆ ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ สถานีรถไฟ หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

Advertising

สธ.-มหาเถรแนะประชาชนจัดงานบุญ งานบวชตามแนว New Normal

People Unity News : สธ.แนะประชาชนจัดงานบุญ งานบวชตามแนว New Normal ยึดมาตรการความปลอดภัย ในช่วงเข้าพรรษาไม่นำเชื้อเข้าวัด มติมหาเถรสมาคมให้จัดงานบุญ งานบวช แต่ต้องเว้นระยะห่าง ใส่หน้ากาก ล้างมือ สร้างความปลอดภัยทั้งพระสงฆ์และญาติโยมจากโควิด 19

22 มิถุนายน 2563 ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ก่อนเข้าพรรษาในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ว่า ในช่วงก่อนเข้าพรรษาขอให้ภิกษุ สามเณร เข้ารับการตรวจสุขภาพ และกักกันตัวเอง 14 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่นำเชื้อไปแพร่ให้แก่พระรูปอื่น และญาติโยมที่มาทำบุญที่วัด ควรทำความสะอาดพื้นที่ภายในบริเวณวัด และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ มีจุดคัดกรองก่อนเข้าสถานที่สำคัญ เช่น พระอุโบสถ และมีอากาศถ่ายเทสะดวก และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อไปสถานที่สาธารณะ สังเกตอาการผิดปกติ ไข้ ไอ จาม น้ำมูก ให้ไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด 19

ในช่วงเข้าพรรษาถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของพุทธศาสนาที่พระภิกษุสงฆ์จะต้องจำวัด รวมทั้งมีกิจกรรมทางศาสนา ต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีกิจกรรมออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างน้อยวันละ 30 นาที ฉันอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ ทั้งโปรตีน ผักผลไม้ และต้องปฏิบัติตามมาตรการการควบคุมการระบาดของโควิด 19 สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อปฏิบัติศาสนกิจ ใช้เจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าพิธี เว้นระยะห่างในวัตรปฏิบัติที่ไม่ใกล้ชิดหรืออยู่ในที่แออัดเกินไป สำหรับประชาชนที่ไปทำบุญ ยึดตามมาตรการ การป้องกันอย่างเคร่งครัด การ์ดอย่าตก ให้คำนึงว่าวัดต้องปลอดเชื้อ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้จำวัดอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา กระทรวงสาธารณสุขพร้อมจัดหน่วยบริการด้านสุขภาพพระสงฆ์ ถวายความรู้ วิธีพยาบาลแด่พระคิลานุปัฏฐาก

นายสาโรจน์ กาลศิริศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักพุทธศาสนาดูแลวัดในประเทศไทย ประมาณ 42,000 แห่ง มีจำนวนพระภิกษุ สามเณรกว่า 3 แสนรูป ที่ผ่านมาในช่วงวิกฤติการระบาดของโควิด 19 มหาเถรสมาคมมีมติให้วัดงดจัดกิจกรรมทุกประเภท แต่ปัจจุบันเมื่อรัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรน มหาเถรสมาคมจึงมีคำสั่งผ่อนปรนให้ทุกวัดจัดกิจกรรมได้เหมือนเดิม อาทิ งานบุญ งานบวช ภายใต้มาตรการความปลอดภัยตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เน้น 6 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 1.คัดกรองวัดไข้ผู้ที่เข้ามาในวัด 2.การสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย 3.ล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ 4.เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในการเข้าไปในพระอุโบสถ ไม่รวมตัวหนาแน่นในขณะทำกิจกรรม 5.รักษาความสะอาดภายในวัด จัดระบบการระบายอากาศให้ดี และ 6.ลงทะเบียนเข้า-ออก วัดทุกครั้ง

“วันพระใหญ่ในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ทางวัดสามารถจัดกิจกรรมทำบุญได้ตามปกติ แต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด สามารถจัดพิธีเวียนเทียนในวันอาสาฬหบูชาได้ โดยแต่ละวัดอาจกำหนดเป็นรอบ หรือจัดตามความเหมาะสมและมีมาตรการอย่างเข้มงวด สำหรับกิจกรรมของพระภิกษุสงฆ์ การทำวัตรเช้า-เย็น บำเพ็ญภาวนา วัดวาต้องสะอาด เป็นหัวใจสำคัญที่พระสงฆ์จะต้องยึดปฏิบัติ โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดจะติดตามให้เป็นตามเกณฑ์ที่มหาเถรสมาคมและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดต่อไป” นายสาโรจน์ กล่าว

Advertising

เงินเยียวยาถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า 7 ล้านราย ย้ำยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันพรุ่งนี้ 5 มิ.ย.

People Unity News : เงินเยียวยา ถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า 7 ล้านราย ย้ำยื่นอุทธรณ์ถึง 5 มิ.ย.นี้ พร้อมฝากถึงเกษตรกร นำเงินที่ได้ใช้เพื่อการยังชีพและลุงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าจากที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ สศก. ในฐานะนายทะเบียน ดำเนินการรวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยจ่ายเงินตรงผ่านบัญชี จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 ซึ่ง สศก. ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วรวม 7.59 ล้านราย

ล่าสุด ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15-31 พฤษภาคม 63 จำนวน 7,103,721 ราย รวมเงิน 35,518 ล้านบาท  ส่วนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้ภายใน 15 พฤษภาคม ธ.ก.ส. จะเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิถุนายน สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการขึ้นทะเบียน จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายใน 15 ส.ค.63 โดยเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนโครงการช่วยเหลือเยียวยา แต่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา สามารถดำเนินการอุทธรณ์ได้แล้วจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2563  ส่วนเกษตรกรชุดสุดท้ายสามารถอุทธรณ์ได้จนถึง 15 ส.ค.63

จากการติดตามผ่านหน่วยงานในพื้นที่ทั้ง 8 หน่วยงาน ของ สศก. พบว่า ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. – 31 พ.ค. 2563 ทั้ง 8 หน่วยงานรับเรื่องอุทธรณ์เยียวยา รวมทั้งสิ้น 48,621 ราย จำนวน 49,054 เรื่อง  แบ่งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร 44,881 เรื่อง กรมปศุสัตว์ 2,933 เรื่อง  กรมประมง 439 เรื่อง  การยางแห่งประเทศไทย 742 เรื่อง  สำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย 50 เรื่อง กรมหม่อนไหม 6 เรื่อง และกรมสรรพสามิต (ทะเบียนยาสูบ) 3 เรื่อง ผลการดำเนินงาน ณ 31 พฤษภาคม 63 พบว่า ขณะนี้หน่วยงานในระดับพื้นที่ได้แก้ไขปัญหาแล้ว 6,823 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานต้นสังกัด 40,598 เรื่อง และเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ฯ 1,633 เรื่อง

ด้าน นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า จากการติดตามสอบถามเกษตรกรที่ได้รับเงินเยียวยาไปแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้จ่ายค่าครองชีพ ของกิน ของใช้ประจำวัน นำเงินไปต่อยอดทำมาหากิน เช่น จ่ายค่าเช่าที่ทำกิน ซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อพันธุ์ปลา ซื้ออุปกรณ์จับปลา เครื่องมือทำมาหากิน ฯลฯ ที่เหลือจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกหลาน ค่ารักษาดูแลสุขภาพ  และนำไปใช้อื่นๆ ตามความจำเป็น เช่น ค่ารถ ค่าไฟฟ้า ค่ามือถือ ค่าน้ำ เป็นต้นโดย วันที่ 4 มิถุนายนนี้ สศก. จะประชุมคณะกรรมการติดตามประเมินผลโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณากรอบ แนวทาง และวิธีการติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ภายหลังจากเกษตรกรที่ได้รับเงินเยียวยาแล้ว  โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยเร็วต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่ยังมีปัญหา หน่วยงานในระดับพื้นที่ที่เรื่องอุทธรณ์จะได้หาทางแก้ไข หรือ เสนอคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ฯ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงทุกราย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้กำชับให้ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่มีรายชื่อตกหล่น หรือไม่ได้รับสิทธิ์ หรือไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรอง สามารถมายื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่ 5 มิถุนายนนี้ และสามารถเข้าตรวจสอบที่ www.moac.go.th  ซึ่งเป็นเว็บไซต์หลักของกระทรวง ใช้ตรวจสอบข้อมูลได้เบ็ดเสร็จในที่เดียว ทั้งผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตรวจสอบสิทธิ์เงินเยียวยาเกษตรกร ตรวจสอบผลการโอนเงิน แจ้งช่องทางการรับเงินโอน ของทาง ธ.ก.ส. และตรวจสอบสถานะอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกร ทั้งนี้ อยากฝากถึงเกษตรกรทุกท่านที่ได้รับเงินเยียวยา ได้นำไปใช้เพื่อการยังชีพให้เหมาะสม หรือนำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำการเกษตรต่อไป

Advertising

นายกฯเผยเริ่มนับการเรียนการสอน 1 ก.ค.63 – 16 พ.ค.64 กรณีเปิดสอนในโรงเรียนตามปกติ

People Unity News : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยเริ่มนับการเรียนการสอนตั้งแต่ 1 ก.ค. 2563 – 16 พ.ค. 2564 กรณีเปิดสอนในโรงเรียนตามปกติ ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม มีมาตรการรองรับตามที่ กศจ. และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด พร้อมจัดงบฯให้ครูออกไปเยี่ยมบ้านนักเรียน พร้อมพิจารณาจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครองนักเรียนพิการและด้อยโอกาส

2 มิถุนายน 2563 นายกรัฐมนตรีแถลงถึงแนวทางการเรียนการสอนในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  โดยได้ชี้แจงถึงการนับเวลาการเรียนการสอนตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึง 16 พฤษภาคม 2564  พร้อมให้สถานศึกษาเปิดสอนชดเชยให้ครบตามโครงสร้างเวลาเรียน โดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทั้งในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และสถานศึกษาต่างๆ รวมทั้งการเรียนการสอนทางไกล ให้จัดตารางเวลาเรียนที่ชัดเจนเพื่อที่จะสามารถนับชั่วโมงการเรียนได้

สำหรับการจัดการเรียนการสอนทางไกลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ศธ.ได้นำผลการดำเนินการในระยะที่ 1 (เตรียมความพร้อม) ซึ่งเสร็จสิ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 และระยะที่ 2 (การตรวจสอบความพร้อมการเรียนการสอนผ่านโทรทัศน์ดิจิทัลและระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2563) มาดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อดำเนินการในระยะที่ 3 ในช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึง 30 เมษายน 2564 แยกออกเป็น

สถานการณ์ที่ 1 หากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะต้องจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ระบบดาวเทียม ระบบเคเบิลทีวี และระบบ IPTV จำนวน 17 ช่อง รวมถึงหาวิธีการที่เหมาะสม จัดเตรียมความพร้อมสำหรับอุปกรณ์ ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีการนำระบบการเรียนออนไลน์เข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอน

สถานการณ์ที่ 2 หากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย จะมีการเรียนการสอนปกติในโรงเรียน โดยจะต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) มีมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

สำหรับการวัดและการประเมินผล จะต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย อาจใช้วิธีการสังเกต การสัมภาษณ์ ให้ข้อมูล ตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียน ประสานความร่วมมือจากผู้ปกครอง ใช้การทดสอบรูปแบบต่างๆ อาทิ การประเมินทางอีเมล จัดทำตารางนัดหมายเป็นกลุ่มขนาดเล็ก

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เห็นชอบลดภาระค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (เพิ่มเติม) ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ในการใช้จ่ายการติดตามและเยี่ยมบ้านนักเรียน อาทิ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า จะพิจารณาดำเนินการจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ปกครอง สำหรับนักเรียนพิการ เด็กด้อยโอกาส ทั้งนักเรียนประจำและนักเรียนไป-กลับ อีกด้วย

Advertising

Advertising

การประปาส่วนภูมิภาคยกเว้นเก็บเงินค่าประกันการใช้น้ำ ขอคืนเงินประกันได้ทางออนไลน์

People Unity News : การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ขานรับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะกรรมการ กปภ. ยกเว้นการเรียกเก็บเงินค่าประกันการใช้น้ำประปา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานให้แก่ผู้ใช้น้ำ ตั้งแต่ 14 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

นายกฤษฎา ศังขมณี รองผู้ว่าการ (วิชาการ) รักษาการแทนผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า การประปาส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจในการจัดหาแหล่งน้ำดิบ ผลิตจัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาทั่วประเทศ ยกเว้น (กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ) ขานรับนโยบายรัฐบาลและมติคณะกรรมการ กปภ. ช่วยเหลือผู้ใช้น้ำที่ประสบความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วยการยกเว้นการเรียกเก็บเงินค่าประกันการใช้น้ำประปา เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้น้ำประเภท 1 ที่อยู่อาศัย และสถานที่ทำการหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานทูต และสถานกงสุล

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้น้ำที่มีความประสงค์ขอรับคืนเงินประกันการใช้น้ำ แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนสามารถยื่นความประสงค์ผ่านช่องทางออนไลน์ของ กปภ. โดยเลือกทำรายการผ่านเว็บไซต์ของ กปภ. www.pwa.co.th,Application PWA 1662 และ Application Line Official Account: @pwathailand ทั้งนี้ ผู้ใช้น้ำสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PWA Contact Center1662   อ่านต่อที่: https://www.pwa.co.th/news/view/82515

Advertising

Advertising

ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ให้ความมั่นใจกระบวนการผลิตวัคซีนโควิด 19 ของไทยคืบหน้า

People Unity News : ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ให้ความมั่นใจกระบวนการผลิตวัคซีนโควิด 19 ของประเทศไทยคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลังหลายหน่วยงานได้ผลก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาชาติ เชื่อว่าหากการทดสอบในแต่ละขั้นตอนประสบผลสำเร็จจะได้วัคซีนที่มีคุณภาพให้คนไทยได้ใช้ในกรอบระยะเวลา 12-18 เดือน เผยต้องคิดค้นวิจัยเองเพื่อให้คนไทยมีใช้รวดเร็ว หากรอซื้อจากต่างประเทศอาจไม่ได้ใช้ทันเวลา ส่วนภาคการผลิตพร้อมขยายกำลังการผลิตจำนวนมาก รอแค่ผลวิจัยวัคซีนตัวไหนดีที่สุด

24 พฤษภาคม 2563 ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ได้มีการแถลงความก้าวหน้าวัคซีนโควิด-19 โดย นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาวิจัยวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ว่า ประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, สถาบันการศึกษาอีกหลายแห่ง รวมทั้งไบโอเทค สวทช. และบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด ขณะนี้มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ผลการวิจัยในรูปแบบวัคซีน mRNA ประสบความสำเร็จในการทดลองในหนูและเริ่มทดลองในลิง ขณะที่นานาชาติมีการวิจัยวัคซีนอีก 114 ชนิด ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองในสัตว์ทดลอง และมีวัคซีนอีก 10 ชนิด ที่มีการทดลองในคน ประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในเวลานี้ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมัน และออสเตรเลียทั้งนี้ การจะผลิตวัคซีนป้องกันโควิด 19 ให้คนไทยเข้าถึง ต้องนำศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศรวมทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและผู้ผลิตทั้งในและนอกประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมด้วย ถ้าได้ผลการวิจัยออกมาดีและเป็นไปตามแผน คาดว่าจะได้วัคซีนที่ดีและเหมาะสมกับคนไทยและผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ ภายในเวลา 12-18 เดือน

ขณะที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการโครงการวิจัยวัคซีนโควิด 19 ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเตรียมวัคซีนให้กับประชากรโลกนั้น หากมีประเทศใดที่ผลิตได้สำเร็จ แน่นอนว่าต้องให้ประชากรของประเทศตัวเองก่อน ตอนนี้มีจีนและสหรัฐฯที่มี่ความก้าวหน้าไปมาก 2 ประเทศนี้ประชากรรวมกันประมาณ 1.8 พันล้านคน แค่ผลิตเพียงครึ่งเดียวอาจมากถึง 800-900 ล้านโด๊ส กว่าจะส่งให้ประเทศอื่นจึงต้องรอเวลา สำหรับประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ที่มีความสามารถสูง มีความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเพลซิวาเนียที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีล่าสุด และการได้เห็นตัวอย่างของเทคโนโลยีการวิจัยจากประเทศต่างๆที่ประสบความสำเร็จ จึงมั่นใจว่าเราจะวิจัยและพัฒนาวัคซีนได้ไม่ช้าไปกว่าประเทศอื่นๆมากนัก และอยู่ในกรอบเวลาที่ประมาณ 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง ขณะนี้จึงได้ประสานโรงงานขนาดเล็กเพื่อผลิตวัคซีนที่ได้มาตรฐานสำหรับการวิจัยในคนเอาไว้แล้ว พร้อมกับการเจรจาเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทวัคซีนในประเทศไทยหากผลการทดสอบวัคซีนในแต่ละขั้นตอนประสบความสำเร็จ

ส่วนนายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนของบริษัทฯ มีประสบการณ์ มีนักวิจัยที่มีความสามารถและมีความพร้อมที่จะรองรับการผลิตวัคซีนโควิด 19 ในระดับอุตสาหกรรมได้หลากหลายรูปแบบตามผลสำเร็จของการวิจัย และพร้อมทำความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการวิจัยว่าจะได้วัคซีนตัวไหนที่ดีและเหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้บริษัทสามารถดำเนินการการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ขึ้นมาได้เองได้อย่างรวดเร็วกว่าวัคซีนปกติทั่วไป และเริ่มทำการทดสอบในหนูไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรอผล อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนเพื่อวางแผนความร่วมมือกันถือว่าระบบการผลิตเรามีความพร้อมที่จะสามารถขยายกำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นสำหรับวัคซีนที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถป้องกันโรคได้ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศไทยได้เมื่อถึงเวลานั้น

Advertising

Advertising

ศธ.เตรียมจ้างผู้ช่วยครูปฐมวัย 6 เดือน กว่า 1 หมื่นคน

People Unity News : รมว.ศธ. เผย ศธ.เตรียมช่วยเหลือครูตกงาน จ้างเป็นครูปฐมวัยชั่วคราว 6 เดือน รับเงินเดือน 9,000 บาท

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ คือ การจัดสรรงบประมาณทุกกระทรวงเพื่อช่วยเหลือผู้ไม่มีงานทำ

รมว.ศธ. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงจัดสรรงบประมาณตามความต้องการ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่มีงานทำ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองถึงความต้องการให้บุตรหลานในระดับปฐมวัย ได้กลับมาเรียนที่โรงเรียน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโนา (โควิค-19) ดีขึ้น ซึ่งหากมีการรับนักเรียนในระดับชั้นดังกล่าวกลับมาเรียนที่โรงเรียนในสภาวการณ์ขณะนี้ มีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนครูต่อนักเรียนมากขึ้น จากเดิม นักเรียน 20 คน ต่อครู 1 คน เป็นสัดส่วนนักเรียน 7 คน ต่อครู 1 คน หรือนักเรียน 20 คน ต่อ ครู 3 คน

ดังนั้น ศธ. จะต้องจัดหาผู้ช่วยครูในการดูแลนักเรียน โดยอาจคัดเลือกจากครูระดับปฐมวัยที่สอบบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วย และได้ขึ้นบัญชีไว้แล้วเพื่อรอการบรรจุแต่งตั้ง

ทั้งนี้ ศธ.จะรวบรวมข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป เช่น การจ้างเป็นผู้ช่วยครู เป็นระยะเวลา 6 เดือน ได้รับอัตราเงินเดือนๆละ 9,000 บาท  ซึ่ง ศธ.มีงบประมาณดำเนินการไว้แล้วกว่า 500 ล้านบาท สามารถจ้างครูช่วยสอนได้ประมาณ 10,000 คน

โฆษณา

ธอส.ทำสายคล้องหน้ากาก 1 ล้านชิ้นแจกบุคลากรทางการแพทย์และผู้ปฏิบัติงานดูแลประชาชน

People Unity News : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารบ้านของคนไทย เปิดตัวโครงการ “ร้อยพลังเล็ก สู่ล้านพลังยิ่งใหญ่ โดย ธอส.” ร่วมประดิษฐ์สายคล้องหน้ากากอนามัย จำนวน 1,000,000 ชิ้น โดยแบ่งเป็นผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานของ ธอส. และหน่วยงานพันธมิตร จำนวน 600,000 ชิ้น ผู้สูงอายุ/ผู้พิการในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนที่ธนาคารสนับสนุน จำนวน 400,000 ชิ้น ภายใน 1 เดือน ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2563 หวังบรรเทาความเจ็บจากการกดทับของสายหน้ากากอนามัยเมื่อใส่เป็นเวลานานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และทุกสาขาอาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019

นายปริญญา พัฒนภักดี ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในหลายประเทศทั่วโลกจนทำให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในประเทศไทยซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลจากความสามัคคีของประชาชนที่ต่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมพร้อมกับให้ความร่วมมือกับมาตรการต่างๆของภาครัฐ รวมถึงกลุ่มบุคคลที่สำคัญที่สุด นั่นคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทและเต็มกำลังเพื่อดูแลรักษาให้บริการประชาชนของบรรดาบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชน ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้าน ได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความเจ็บจากการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานานของผู้ที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระหว่างการทำงาน จึงได้จัดทำโครงการ “ร้อยพลังเล็ก สู่ล้านพลังยิ่งใหญ่ โดย ธอส.” ขึ้นมา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของคุณยายประเพ็ญ ฮั่นตระกูล วัย 92 ปี ที่เผยแพร่ในรายการ “คนค้นฅน” ซึ่งตัดเย็บสายคล้องหน้ากากอนามัยด้วยตัวเอง เพื่อหวังบรรเทาความเจ็บจากการกดทับของสายหน้ากากอนามัยเมื่อใส่เป็นเวลานานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ธนาคารจึงได้เชิญชวนผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานของธนาคาร หน่วยงานพันธมิตร และผู้สูงอายุร่วมกันประดิษฐ์สายคล้องหน้ากากอนามัยให้ได้จำนวน 1,000,000 ชิ้น โดยแบ่งเป็นการประดิษฐ์โดยผู้ปฏิบัติงานของ ธอส.และหน่วยงานพันธมิตร จำนวน 600,000 ชิ้น ผู้สูงอายุ/ผู้พิการในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนที่ธนาคารให้การสนับสนุน จำนวน 400,000 ชิ้น โดยมีระยะเวลาจัดทำสายคล้องหน้ากากอนามัย 1 เดือน ตั้งแต่วันนี้ (15 พฤษภาคม 2563) ซึ่งถือเป็นวัน Kick Off โครงการไปถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563

“โครงการ ร้อยพลังเล็ก สู่ล้านพลังยิ่งใหญ่ โดย ธอส. ถือเป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมให้คนในองค์กรและประชาชนทั่วไปเกิดความรัก ความสามัคคี เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือดูแลกันและกัน พร้อมทั้งตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการจัดทำโครงการ CSR ของ ธอส.คือ “ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือความห่วงใย” และเมื่อครบ 1,000,000 ชิ้นแล้ว ธอส. จะนำไปอบฆ่าเชื้อก่อนนำไปส่งมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และทุกกลุ่มอาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนต่อไป” นายปริญญากล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดโครงการฯ ธอส. ยังได้จัดสถานที่ ณ ห้องวิมานเมฆ ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักงานใหญ่ ให้คณะผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของธนาคาร ร่วมกันประดิษฐ์สายคล้องหน้ากากอนามัยโดยคำนึงถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing จำกัดผู้เข้าร่วมกิจกรรม และทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอีกด้วย ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 67 ปี ธอส. ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองตามควรแก่อัตภาพมาแล้วมากกว่า 3.7 ล้านครอบครัว ตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา สังคมและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์/ศาสนา/ศิลปวัฒนธรรม และกีฬา โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน และปลูกจิตอาสาช่วยเหลือสังคมของพนักงานในองค์กร รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชน และสร้างสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเติบโตอย่างยั่งยืน

โฆษณา

Verified by ExactMetrics