วันที่ 6 กรกฎาคม 2026

เตือนหน้าร้อนปีนี้ “ดัชนีความร้อน” แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ “ดัชนีความร้อน” แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา เสี่ยงระดับอันตราย แนะ 7 วิธีป้องกันโรคจากความร้อน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังสถานการณ์ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ร่างกายรู้สึกได้จริง หรือ Feel like ใช้บ่งชี้ระดับความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อน โดยคำนวณจากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งต่างจากอุณหภูมิทั่วไป ที่วัดเพียงระดับความร้อนหรือความเย็นของอากาศ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน จำนวน 21 คน

ขณะที่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์ความร้อนจะมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีความร้อนอาจอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 °C) ถึงอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 °C) ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคจากความร้อน เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและอาจทำให้เสียชีวิตได้

รัฐบาลแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อน ด้วย 7 วิธี ได้แก่ 1) ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00 – 16.00 น. 2) ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ 3) งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น 4) สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด 5) ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 6) ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ และ 7) ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด

“หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ให้รีบปฐมพยาบาลโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพอาศัยกระแสสงคราม หลอกแจก “คูปองเติมน้ำมันฟรี” ลวงคลิกลิงก์ดูดเงินในบัญชี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพอาศัยกระแสสงคราม หลอกแจก “คูปองเติมน้ำมันฟรี” ลวงคลิกลิงก์ดูดเงินในบัญชี

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) แจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง กลโกงออนไลน์รูปแบบใหม่ที่อาศัยกระแสสถานการณ์ความตึงเครียดของโลกและราคาน้ำมันที่ผันผวน เป็นเครื่องมือหลอกลวง โดยมิจฉาชีพส่งข้อความหรือโฆษณาปลอมชักชวนว่า “แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี” หรือ “ส่วนลดน้ำมันช่วงวิกฤตพลังงาน” เพื่อหลอกให้ประชาชนกดลิงก์

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กลโกงดังกล่าวมักแพร่กระจายผ่าน SMS โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณาปลอมที่แอบอ้างเป็นสถานีบริการน้ำมันหรือแบรนด์ดัง โดยใช้ข้อความที่กระตุ้นความสนใจ เช่น “รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท” หรือ “คูปองพิเศษเฉพาะวันนี้เท่านั้น” เพื่อเร่งให้เหยื่อกดลิงก์โดยไม่ทันตรวจสอบ

เมื่อกดลิงก์ ผู้เสียหายจะถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาคล้ายเว็บไซต์จริง และถูกหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัตรธนาคาร หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เข้าถึงบัญชีธนาคารหรือทำธุรกรรมทางการเงินทันที ส่งผลให้เงินในบัญชีถูกโอนออกไปภายในเวลาไม่กี่นาที

ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างผู้เสียหาย เช่น พนักงานบริษัทวัย 34 ปี ได้รับ SMS อ้างว่าเป็นโปรโมชั่นฉลองครบรอบสถานีบริการน้ำมันชื่อดัง พร้อมคูปองเติมน้ำมันฟรี 500 บาท เมื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันสิทธิ์ ก่อนพบว่าเงินกว่า 80,000 บาท ถูกโอนออกจากบัญชีในเวลาไม่ถึง 10 นาที ขณะที่อีกกรณีหนึ่งเป็นแม่ค้าออนไลน์ที่เห็นโฆษณาปลอมในโซเชียลมีเดียหลอกแจกคูปองเติมน้ำมัน 300 บาท ก่อนสูญเงินกว่า 50,000 บาท

รองโฆษกฯ ระบุว่า ศูนย์ AOC ขอแนะนำประชาชนให้ ระมัดระวังการกดลิงก์จาก SMS หรือโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่ควรกรอกข้อมูลบัตร รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ในเว็บไซต์ที่ไม่แน่ใจ พร้อมทั้งควรตรวจสอบโปรโมชั่นผ่าน เว็บไซต์หรือเพจทางการของบริษัทเท่านั้น

“มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์เร่งด่วนหรือสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อหลอกลวงประชาชน จึงขอให้ประชาชนตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลสำคัญในโลกออนไลน์” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนถูกหลอกลวงทางออนไลน์ สามารถแจ้งระงับบัญชีและขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งเบาะแสข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์ผ่าน สายด่วน 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

ปตท. ยืนยันเจรจานำเข้าเชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน​ วอนชาวบ้านไม่กักตุน ​ยิ่งกักตุนยิ่งขนส่งน้ำมันไปปั๊มไม่ทัน​

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มีนาคม 2569 สถานการณ์คนแห่เติมน้ำมันจนขนส่งไม่ทัน​ หลังนายกฯ ประกาศตรึงราคาดีเซล 15 วัน ครบวันที่ 16 มี.ค.​นี้ ธพ.ติดตามดูคลัง ปั๊มไม่กักตุน​ ด้านกลุ่ม​ ปตท. ยืนยันเจรจานำเข้าเชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน​ วอนชาวบ้านไม่กักตุน ​เพราะยิ่งกักตุนยิ่งขนส่งน้ำมันไปปั๊มไม่ทัน​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้​ (15 มี.ค.69) ยังเป็นวันปั่นป่วน ประชาชนแห่เติมน้ำมัน​ จนขนส่งไม่ทัน ปั๊มทั้งต่างจังหวัด–กทม.แห่หมด​ จึงจำเป็นต้องจำกัดยอดขายคันละ 300-1,000 บาท โดย​เจ้าของปั๊มออกมาชี้แจงว่า​ ประชาชนมาเติมน้ำมันเพิ่มนับเท่าตัว หลังนายกรัฐมนตรีประกาศตรึงราคาดีเซลและดูแลแก๊สโซฮอล์ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ทำให้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับโควตาที่แต่ละปั๊มได้จากบริษัทแม่จะดูจากปริมาณยอดขายเฉลี่ยในเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยอดขายพุ่งกว่าโควตาที่ได้รับ​ ทำให้เกิดปัญหาซ้อนกันขึ้นมา โดยยอดขายกลุ่มดีเซลเฉลี่ยเดือน ก.พ. ทั่วประเทศอยู่ที่ ​70 ล้านลิตร/วัน แต่จากสถานการณ์​ตื่นราคาขึ้น ประชาชนแห่กักตุน ทำให้ยอดขายบางวันพุ่งไปถึง​ 118 ล้านลิตร/วัน​ ในขณะที่กลุ่มเบนซิน ยอดขายเพิ่มจาก ​34 ล้านลิตร/วัน เป็น 52 ล้านลิตร/วัน

วันนี้ (15 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดประชุมศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปค.) เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0211.4/ว1828 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ในการบูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อกำกับดูแลมิให้มีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ปัจจุบัน

กรมธุรกิจพลังงาน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาส จะต้องให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งจัดส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ให้มีน้ำมันเพียงพอ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

ด้าน บมจ​.ปตท. – บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR ยืนยันน้ำมันเพียงพอ จัดหาจากแหล่งทั่วโลก สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

จากสถานการณ์การสู้รบกับอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่ยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

– ด้านการจัดหาน้ำมันดิบ บริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม เช่น จากทางแอฟริกา อเมริกา พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้า โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง และยังคงจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถผลิตได้ตามแผน

– ด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมาผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง และเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน พร้อมจัดหา Spot LNG เพิ่มเติม ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มอบหมาย เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซ LNG ที่ขาดหายไป ซึ่งจะสามารถส่งมอบช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569

– ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันใหญ่ เปิดทำการตลอด 7 วัน ระดมรถขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละรอบใช้เวลา 12 – 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากช่วงนี้ อาจส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา และประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่

ในท้ายนี้ ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการกักตุน โดยขอให้สถานีบริการ ดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ด้าน OR ยืนยันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึงที่สุด จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ OR ได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการการขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบขนส่งทางท่อ ทางเรือ ทางรถบรรทุก และทางรถไฟ ตลอดจนคลังน้ำมันที่เปิดให้บริการตลอดทั้ง 7 วัน และกว่า 2,400 สถานีบริการทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ อาจส่งผลให้บางสถานีบริการมีปัญหาการจำหน่ายบางผลิตภัณฑ์ในบางช่วงเวลา เนื่องจากต้องรอการจัดส่ง โดย OR ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบริหารจัดการและลดผลกระทบให้มากที่สุด ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะมีน้ำมันใช้น้ำมันอย่างเพียงพอ

Advertisement

เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 สธ. เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2569 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อลดความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโรค

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 9 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วย 137,276 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 211.48 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ อายุ 5–9 ปี อายุ 0–4 ปี อายุ 10–14 ปี

ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ และลำพูน โดยพบการระบาดมากในพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษา

สำหรับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น

รองโฆษกฯ ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 1,194,342 ราย และเสียชีวิต 129 ราย โดยสถานการณ์ในปี 2569 มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากการกลับมาของกิจกรรมทางสังคมและการเดินทางระหว่างพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน ป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรหยุดพักและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น

“หากมีอาการไข้สูง ไอ หอบ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุฤดูร้อนและพายุหมุนเขตร้อน ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลขอแจ้งเตือนให้ประชาชนดูแลอาคารบ้านเรือน ให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคาให้ยึดแน่นกับโครงหลังคา ตรวจสอบสิ่งที่อาจหักโค่นและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ หากเกิดพายุคะนองให้หลีกห่างสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการล้มหรือหักโค่นลงมาได้ ตลอดจนช่วยกันสอดส่องดูแลป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดการก่อสร้างอาคารชั่วคราวในพื้นที่โล่งแจ้ง ที่เข้าข่ายไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำชับให้ผู้ดำเนินการจะต้องมีการตรวจสอบดูแลและเข้มงวดในการก่อสร้างหรือติดตั้งสิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงและระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมกระโชกด้วย

สำหรับกรณีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงให้ตรวจสอบ และพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าการควบคุมอาคารโดยเคร่งครัด และต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรเป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรง ในกรณีป้ายที่มีความสูงจากระดับฐานรากตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป นอกจากมีวิศวกร เป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงสร้างป้ายโดยวุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาด้วย ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงการอาคาร พ.ศ. 2550 ป้ายที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 65 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ฝ่าฝืนด้วย

รัฐบาลเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง และตรวจสอบอาคาร สิ่งก่อสร้าง ป้ายโฆษณา และไม้ยืนต้น ที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง รวมถึงสั่งการให้ส่วนราชการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสร้างการรับรู้เพื่อความปลอดภัย ให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

Advertisement

“กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026)

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลยินดี “กรุงเทพฯ” ยืนหนึ่งในเอเชีย ครองแชมป์เมืองที่ดีที่สุดของเอเชีย ประจำปี 2026 ตอกย้ำศักยภาพของไทยจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

วันนี้ (11 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีที่ “กรุงเทพมหานคร” สามารถคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026) ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards 2026 จากผลการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian นิตยสารท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในหมวดหมู่เมืองที่ดีที่สุดนี้ มีเมืองอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก อาทิ อันดับ 2 โตเกียว (ญี่ปุ่น) อันดับ 3 สิงคโปร์

สำหรับเหตุผลหลักที่กรุงเทพฯ สามารถคว้าอันดับ 1 มาได้ ด้วย 4 ความโดดเด่นที่ DestinAsian นิยามให้ คือ

  1. ความมีเสน่ห์แบบขั้วตรงข้ามที่ลงตัว กรุงเทพฯ ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างด้วยการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่น วัดวาอารามที่สวยงามและตลาดน้ำกับความทันสมัยระดับโลก อย่างห้างสรรพสินค้าสุดหรูและตึกระฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง
  2. สวรรค์แห่งอาหารระดับโลก โดยผู้อ่านเทคะแนนโหวตให้กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ครบเครื่องที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Street Food ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคือสวรรค์ของอาหารริมทางที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก Fine Dining ที่มีการเติบโตของร้านอาหารระดับสูงและเชฟรุ่นใหม่ที่นำเสนออาหารแนว Progressive หรืออาหารที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบหรือเมนูคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล
  3. ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพราะกรุงเทพฯ มี “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่มการพักผ่อน มีโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury และโรงแรมบูติกที่ได้รับรางวัลมากมายไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ติดอันดับโลก
  4. การต้อนรับและจิตวิญญาณของเมือง ด้วยบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งรอยยิ้ม” ที่มีความสนุกสนานและเป็นอิสระ รวมถึงการบริการที่ประทับใจในทุกระดับตั้งแต่คนขับรถตุ๊กตุ๊กไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจากทั่วเอเชียแปซิฟิกโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี

“ผลการจัดอันดับครั้งนี้ ตอกย้ำถึงศักยภาพของไทย ในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” เมืองหลวงของประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดในทวีปเอเชีย ที่มีความโดดเด่นด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวระหว่าง วัดโบราณ ตลาดที่คึกคัก รวมไปถึงทิวทัศน์อันเงียบสงบ สามารถมอบประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยวเสมือนการชมภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีสถานที่มหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์อย่าง พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งล้วนได้รับการเติมเต็มอย่างสวยงามด้วยวิถีชีวิตความเป็นเมืองบนท้องถนน พร้อมด้วยตลาดน้ำ และถนนข้าวสารที่มีชีวิตชีวา” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

นายกฯ ประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลกและระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

Advertisement

ด่วน!มีผลใช้แล้ว..กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 ศปอท. กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า มีผลใช้แล้ว

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

  1. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569
  2. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569

โดยประกาศทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งออกตามอำนาจพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางในการประกาศรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดกลไกในการเพิกถอนรายชื่อเมื่อมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

รองโฆษกฯ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ตัดวงจรบัญชีม้าและกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการประกาศรายชื่อจะครอบคลุมทั้ง บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อมีการประกาศรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวแล้ว สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินมาตรการทันที เช่น ปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรม หรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการนำบัญชีหรือโครงสร้างนิติบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิด

ทั้งนี้ หากภายหลังมีการตรวจสอบและพบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสามารถออกประกาศ เพิกถอนรายชื่อ ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัล การใช้บัญชีม้า และการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของระบบธุรกรรมทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

Advertisement

รัฐบาลเตือน ปชช. ระวังอันตรายจากการจมน้ำช่วงฤดูร้อน เผยข้อมูลสะพรึงย้อนหลัง 10 ปี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือน ปชช. ระวังอันตรายจากการจมน้ำช่วงฤดูร้อน เผยข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบมีผู้เสียชีวิต สะสม 9,637 ราย หรือวันละ 11 ราย

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ช่วงฤดูร้อนของทุกปี (เดือนมีนาคม – พฤษภาคม) มักมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ  ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2568 พบมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 964 ราย โดยกลุ่มอายุ 45 – 59 ปี มีสัดส่วนเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 27.9 รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21.7 และอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 20.3 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดเทอมการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำตลอดทั้งปี

สำหรับสาเหตุหลักของการจมน้ำ พบว่าเกิดจากการเล่นน้ำ ร้อยละ 51.6 และการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำ ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ คิดเป็นร้อยละ 73.1 ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ 12.00 – 17.59 น. คิดเป็นร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุมักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุ ร้อยละ 41.4 ทั้งนี้ ผู้ประสบเหตุจมน้ำส่วนใหญ่เสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5 สะท้อนให้เห็นว่าการจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นอันดับแรก

รัฐบาลย้ำเตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ขอให้สำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำลดการสูญเสียชีวิตของประชาชน

Advertisement

รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69 เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเช่นกันในหลาย ๆ เรื่อง ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหารองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอย้ำเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics