วันที่ 19 สิงหาคม 2026

นายกฯ แพทองธาร ให้ทูตฯ ประเมินสถานการณ์ภัยสงคราม หากต้องเตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิสราเอล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 ตุลาคม 2567 นายกฯ แพทองธาร ให้ทูตฯ ประเมินสถานการณ์ภัยสงคราม หากต้องเตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิสราเอล ขอให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา ส่วนพื้นที่สู้รบให้ย้ายออกจากพื้นที่ทันที

วันที่ 2 ตุลาคม 2567 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงคนไทยในอิสราเอล จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และเพื่อหลีกเลี่ยงจากผลกระทบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยขอให้กระทรวงต่างประเทศและสถานทูตของไทยที่อยู่ใกล้ที่สุด จำเป็นต้องให้ข้อมูลกับคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หากพบว่าอยู่ในระดับที่เสี่ยงเกินไป ก็ขอให้รีบแจ้งให้คนไทยออกจากพื้นที่ในทันที พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนว่า เมื่อช่วงกลางคืนของวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2567 ว่ากองทัพอิสราเอล (IDF) ได้ประกาศให้พื้นที่เมืองเมตูลา (Metula) มิซกาฟ อัม (Misgav Am) และ คฟาร์ กิลอาดี (Kfar Giladi) บริเวณทางตอนเหนือของอิสราเอล ติดพื้นที่ชายแดนเลบานอน ให้เป็นเขตปิดทางทหาร (closed military zone) โดยเป็นเขตห้ามทำงานและอาศัย โดยแจ้งว่า หากมีคนไทยยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ก็ขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ทันที และเช้านี้ก็ยังเฝ้า ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา

ทั้งนี้คนไทย สามารถขอรับความช่วยเหลือเพื่อย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว ได้ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ โดยสามารถติดต่อได้ตามช่องทาง หมายเลขโทรศัพท์ ฝ่ายกงสุล +972 546368150, +972 503673195 ฝ่ายแรงงาน + 972 9-954-8431, +972 54-469-3476 และไอดีไลน์ 0544693476

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยคนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ให้สถานเอกอัครราชทูตตัดสินใจประกาศเตือน ในแต่ละระดับความสำคัญ และให้เตรียมความพร้อมอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยทันที หากสถานการณ์มีโอกาสจะไปถึงขั้นวิกฤต”

นายจิรายุ กล่าวอีกว่าหากคนไทยต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ตามช่องทางการติดต่อข้างต้น เพื่อเข้าทำการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกต่อไป

Advertisement

“ปูติน” ลั่นพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 13 มีนาคม 2567 มอสโก – ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเผยว่า รัสเซียยังคงอยู่ในภาวะพร้อมรบ และพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะทำสงครามนิวเคลียร์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดเร่งให้ต้องทำสงครามนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รอสซียา-วัน (Rossiya-1) และสำนักข่าวเรีย (RIA) ตอบคำถามเรื่องรัสเซียพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์จริงหรือไม่ว่า เมื่อมองจากมุมมองด้านเทคนิคทางทหาร แน่นอนว่ารัสเซียพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์ เขาเชื่อว่า สหรัฐตระหนักดีว่าหากเคลื่อนกำลังพลอเมริกันเข้ามาในดินแดนรัสเซียหรือยูเครน รัสเซียจะถือว่าเป็นการแทรกแซง และในสหรัฐเองก็มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐและเรื่องการอดกลั้นเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมากพอสมควร ดังนั้นเขาจึงยังไม่เห็นว่ามีสิ่งใดเร่งให้ต้องมีการเผชิญหน้าทางนิวเคลียร์ แต่รัสเซียก็พร้อมเสมอ

ประธานาธิบดีปูตินย้ำว่า รัสเซียมีหลักการกำหนดการใช้อาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว หากสหรัฐทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ รัสเซียอาจทำตาม อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัสเซียยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามยูเครนที่เปิดฉากมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565

Advertisement

ทรัมป์-เซเลนสกี ปะทะคารมเดือด ปิดดีลสันติภาพยูเครนไม่ลง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 1 มีนาคม 2568 การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ที่ทำเนียบขาวครั้งแรก กลายเป็นเวทีแลกวาทะเผ็ดร้อนของสองผู้นำ และไม่สามารถปิดดีลข้อตกลงที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง

ในส่วนหนึ่งของบนสนทนาที่กลายเป็นการถกเถียงและแข่งกันพูด ทรัมป์กล่าวกับเซเลนสกีว่า “คุณกำลังเดิมพันกับชีวิตคนเป็นล้าน คุณกำลังเดิมพันกับสงครามโลกครั้งที่สาม”

วาระที่เป็นที่จับตามองของการหารือทวิภาคีครั้งนี้ คือการลงนามในข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรสินแร่ในยูเครนและรายละเอียดที่จะตามมา เพื่อยังผลสู่การสิ้นสุดสงครามกับรัสเซียที่ดำเนินมาสามปีและการฟื้นฟูประเทศหลังจากนั้น

หลังการพบกัน ทรัมป์โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า ข้อไม่มีการทำข้อตกลงใด ๆ ในวันนี้

“ผมแน่ใจว่าประธานาธิบดีเซเลนสกีไม่พร้อมสำหรับสันติภาพ หากอเมริกาเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเขารู้สึกว่าการมีส่วนร่วมของพวกเรามอบความได้เปรียบอย่างใหญ่หลวงให้เขาในการเจรจา”

“เขา (เซเลนสกี) ไม่เคารพสหรัฐอเมริกาในห้องทำงานรูปไข่อันทรงเกียรติ เขาสามารถกลับมาเมื่อเขาพร้อมสำหรับสันติภาพ” ทรัมป์เขียนในโพสต์

การหารือที่ทำเนียบขาวที่มีเซเลนสกี ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ นั่งอยู่ด้วย ดำเนินไปท่ามกลางสื่อสหรัฐฯ และยูเครนหลายสิบคนบันทึกภาพและเสียง

การพูดคุยดำเนินไปได้ 40 นาที ก่อนกลายเป็นการถกเถียงและต่างฝ่ายต่างพยายามจะพูด เมื่อเซเลนสกีพูดถึงการที่รัสเซียรุกรานคาบสมุทรไครเมียเมื่อปี 2014 จนแวนซ์ที่นั่งอยู่ กล่าวต่อเซเลนสกีทันทีว่าเขากำลัง “เดินสายโฆษณาชวนเชื่อ”

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้นำยูเครนว่า “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เคารพกัน ที่คุณพยายามโต้เถียงเรื่องนี้ต่อหน้าสื่ออเมริกัน”

ทั้งผู้นำและรองผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเซเลนสกีไม่ซาบซึ้งต่อความช่วยเหลือที่รัฐบาลวอชิงตันมอบให้กับยูเครนมาโดยตลอด

“ผมจะบอกคุณอย่างหนึ่ง คุณไม่มีไพ่ (หาก) มีเรา คุณมีไพ่ หากไม่มีเรา คุณไม่มีไพ่เลย” ทรัมป์กล่าวกับเซเลนสกีที่พยายามจะขอพูด

เซเลนสกีออกจากทำเนียบขาวโดยไม่เข้าร่วมการแถลงข่าวร่วมตามกำหนดการที่มีอยู่เดิม

ในเวลาต่อมา เซเลนสกีโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “ขอบคุณอเมริกา ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนจากคุณ ขอบคุณสำหรับการเยือนครั้งนี้ ขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐฯ คองเกรส และประชาชนอเมริกัน ยูเครนต้องการสันติภาพที่ถาวรและเป็นธรรม และเรากำลังทำหน้าที่เพื่อสิ่งนั้น”

ดีลสินแร่ที่ยังปิดไม่ลง

ช่วงหนึ่งของการพูดคุย ทรัมป์กล่าวกับผู้นำยูเครนที่อยู่ในอาการอึดอัดว่า “พวกเรามีสิ่งที่เป็นข้อตกลงที่แฟร์มาก และเรารอคอยที่จะเข้าไปและขุด ขุด ขุด และทำงานเอาแร่หายาก”

โดยสรุป ข้อตกลงเรื่องสินแร่จะให้สิทธิสหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งแร่ที่มีอยู่มหาศาลในยูเครน และจะมีกองทุนร่วมกันในการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามยุติ ซึ่งหนึ่งในทุนรอนจะหักมาจากรายได้ครึ่งหนึ่งที่ยูเครนได้จากสัมปทานเข้าถึงสินแร่และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ

ส่วนหนึ่งของข้อตกลงระบุว่าสหรัฐฯ จะคงไว้ซึ่ง “พันธกรณีทางด้านการเงินในระยะยาว เพื่อการพัฒนาเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของยูเครน”

ทว่า ไม่มีส่วนใดที่ระบุอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปการันตีความปลอดภัยของยูเครนจากการรุกรานของรัสเซีย นอกจากจุดที่เขียนว่า “รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนความพยายามของยูเครนในการได้รับการันตีความปลอดภัยอันจำเป็นต่อการสร้างสันติภาพอันคงทนถาวร”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองว่าดีลสินแร่ถือเป็นการรับประกันความปลอดภัยของยูเครนแบบหนึ่ง ในแง่ที่สหรัฐฯ จะมีบทบาทสนับสนุนกองกำลังรักษาสันติภาพของยุโรปในยูเครนหลังสงครามสิ้นสุด ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ระบุกับผู้นำอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ เมื่อพฤหัสบดีว่า “ผมไม่ชอบที่จะคุยเรื่องการรักษาสันติภาพจนกว่าเราจะมีดีล”

ที่มา: วีโอเอ รอยเตอร์

Advertisement

ปูตินเตือนชาติตะวันตก “รัสเซียจะยกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งหมด” เพื่อตอบโต้มาตรการลงโทษชุดใหม่

People Unity News : 3 พฤษภาคม 65 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้มีคำเตือนไปถึงชาติตะวันตกว่า รัสเซียจะยกเลิกสัญญาการซื้อขายสินค้าและพลังงานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการตอบโต้อย่างเข้มแข็งที่สุดของรัสเซียต่อมาตรการลงโทษต่างๆ ที่สหรัฐฯและชาติพันธมิตรนำมาใช้กับรัสเซียในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมา

ปธน.ปูติน ลงนามในกฎหมายฉบับใหม่ในวันอังคาร ซึ่งจะห้ามการส่งออกสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ ไปยังบุคคลและนิติบุคคลที่อยู่ในรายชื่อผู้ที่ถูกทางการรัสเซียลงโทษซึ่งปูตินสั่งให้รัฐบาลกรุงเครมลินจัดทำขึ้นภายใน 10 วัน

โดยกฎหมายดังกล่าวซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทันที จะมอบอำนาจให้รัฐบาลรัสเซียในการยกเลิกสัญญาการส่งออกสินค้าที่ทำไว้กับผู้ที่ถูกลงโทษจากรัสเซีย

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า กฎหมายใหม่นี้คือการตอบโต้ต่อ “การกระทำผิดกฎหมายของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร” ที่มีจุดประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิในสินทรัพย์ของสหพันธรัฐรัสเซีย พลเมืองของรัสเซียและนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัสเซีย

ที่ผ่านมา มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่รัสเซียนำมาใช้กับชาติตะวันตก คือการตัดการขนส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โปแลนด์และบัลแกเรีย รวมทั้งการบังคับให้ประเทศในยุโรปจ่ายค่าก๊าซจากรัสเซียด้วยเงินรูเบิลเท่านั้น

คำเตือนของผู้นำรัสเซียในครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปกำลังร่วมประชุมในกรุงบรัสเซลล์เพื่ออนุมัติข้อเสนอให้ใช้มาตรการลงโทษชุดใหม่ซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่ภาคพลังงานของรัสเซีย โดยอาจรวมถึงการคว่ำบาตรน้ำมันดิบทั้งหมดจากรัสเซีย

ข้อมูลจาก Centre for Research on Energy and Clean Air ระบุว่า นับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ประเทศในสหภาพยุโรปยังคงซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นมูลค่าราว 47,000 ล้านยูโร

ทางด้านประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวปราศรัยผ่านวิดีโอเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ภาคพลังงานของรัสเซียยังคงถูกยกเว้นจากการลงโทษของชาติตะวันตก และรัสเซียยังคงใช้รายได้จากส่วนนี้ในการสนับสนุนการทำสงครามในยูเครน

ที่มา: รอยเตอร์

Advertisement

“ทรัมป์” กล่าวหา “ไบเดน” เป็นภัยต่อประชาธิปไตย ด้าน “ไบเดน” กล่าวหา “ทรัมป์” คบแต่เผด็จการ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 10 มีนาคม 2567 จอร์เจีย – โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวหาโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันว่า เป็นภัยต่อประชาธิปไตย

ทรัมป์ วัย 77 ปี กล่าวในการหาเสียงที่รัฐจอร์เจียเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นว่า เมื่อไม่กี่คืนก่อนทุกคนได้ฟังการปราศรัยแถลงผลงานและนโยบายประจำต่อรัฐสภาหรือสเตทออฟเดอะยูเนียน (State of the Union) ของไบเดนที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด ไบเดนเป็นภัยต่อประชาธิปไตยจากการที่นำรัฐบาล สำนักสอบสวนกลางหรือเอฟบีไอ และกระทรวงยุติธรรมมาใช้เป็นอาวุธ เป็นคนที่ไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิง ปราศรัยสุนทรพจน์ที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและสุดโต่งอย่างที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดทำมาก่อน

ทรัมป์อ้างด้วยว่า ประธานาธิบดี ไบเดน วัย 81 ปี เพิ่งกล่าวขอโทษทางโทรทัศน์ในเรื่องที่เรียกฆาตกรที่ฆ่านักศึกษาพยาบาลวัย 22 ปี ในรัฐจอร์เจียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า เป็นผู้ลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และคิดว่าควรเรียกว่าผู้ลอบเข้าเมืองไร้เอกสาร ทรัมป์กล่าวว่า ไบเดนควรขอโทษที่ไปขอโทษฆาตกรมากกว่า

รัฐจอร์เจียมีคดีอาญาค้างคาเรื่องฟ้องร้องทรัมป์บ่อนทำลายการเลือกตั้งปี 2563 เป็นรัฐสมรภูมิ (Battleground State หรือ Swing State) ที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตมีโอกาสชนะเท่ากัน โดยในการเลือกตั้งปี 2563 ไบเดนคว้าชัยชนะในรัฐนี้ ทำให้ทรัมป์กล่าวหาว่ามีการโกงเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี คาดว่าทรัมป์จะได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่รัฐจอร์เจีย ซึ่งจะมีขึ้นในวันอังคารนี้ พร้อมกับรัฐฮาวาย มิสซิสซิปปีและวอชิงตัน

ขณะที่ทางด้าน ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐหาเสียงกล่าวหาโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีว่า คบหาแต่ผู้นำเผด็จการ

ประธานาธิบดีไบเดน วัย 81 ปี ขึ้นเวทีหาเสียงที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เมื่อคืนวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ คืนเดียวกับที่ทรัมป์ขึ้นเวทีหาเสียงที่เมืองโรมในรัฐเดียวกัน ไบเดนกล่าวว่า ทรัมป์เพิ่งเลี้ยงต้อนรับนายกรัฐมนตรีวิกตอร์ ออร์บานของฮังการีที่ไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย และยกย่องผู้นำฮังการีว่าเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ทรัมป์พยายามเอาใจบรรดาเผด็จการและอันธพาลเบ็ดเสร็จจากทั่วโลก เช่น บอกว่าคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเขียนจดหมายที่สละสลวยมาให้ เรียกประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนว่าเป็นกษัตริย์ บอกให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียทำอะไรก็ได้กับพันธมิตรของสหรัฐ

แต่ในระหว่างที่ไบเดนกำลังพูดอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ฟังตะโกนขึ้นหาว่าไบเดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคน ก่อนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพาตัวออกไป จากนั้นไบเดนได้หาเสียงต่อว่า เสรีภาพของสหรัฐขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์และกลุ่มเมกาในพรรครีพับลิกัน (MAGA เป็นคำขวัญหาเสียงที่ย่อมาจากคำว่า Make America Great Again) กำลังหาทางช่วงชิงเสรีภาพไป เขาเชื่อในชาวอเมริกันทุกคน และเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดเกินความสามารถเมื่อร่วมใจกัน ขอให้ทุกคนออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง

Advertisement

นายกฯ ประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลกและระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

Advertisement

“ปูติน” เตือนจะโจมตีเป้าหมายใหม่ ถ้าตะวันตกให้จรวดพิสัยไกลแก่ยูเครน

ไฮไลท์การเมือง : 6 มิถุนายน 2565 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย เตือนว่า รัสเซียจะโจมตีเป้าหมายใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยโจมตีมาก่อน หากชาติตะวันตกจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกลขึ้นให้แก่ยูเครน

สำนักข่าวทาสส์ของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รอสสิยา-1 ของทางการที่ออกอากาศเมื่อวันเสาร์ว่า หากชาติตะวันตกเริ่มจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกลขึ้นให้แก่ยูเครน รัสเซียจะโจมตีเป้าหมายใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยโจมตีมาก่อน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจน และว่าการที่สหรัฐและบางประเทศจะจัดส่งเครื่องยิงจรวดล้ำสมัยให้แก่ยูเครนจะไม่ทำให้การสู้รบในสมรภูมิเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐาน เพราะเป็นเพียงการชดเชยเครื่องยิงที่ยูเครนสูญเสียไป และยืดเวลาการสู้รบออกไปเท่านั้น

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐประกาศเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า สหรัฐจะจัดส่งเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรที่มีความแม่นยำสูงให้แก่ยูเครน ตามที่ยูเครนรับปากว่าจะไม่นำไปใช้โจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซีย ก่อนหน้านี้ยูเครนแจ้งว่า ต้องการเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรอย่างเอ็ม 270 (M270) และเอ็ม 142 (M142) สำหรับโจมตีกำลังพลและคลังแสงที่อยู่ท้ายขบวนกองกำลังรัสเซีย

Advertisement

“ปูติน” ให้แวกเนอร์สาบานสวามิภักดิ์

People Unity News : 27 สิงหาคม 2566 รัสเซีย – “ปูติน” ออกกฎหมายกำหนดให้นักรบรับจ้างกลุ่มแวกเนอร์ และนักรบอาสากลุ่มอื่นๆ ลงชื่อในเอกสารสาบานตนจะภักดีต่อรัสเซีย

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกกฎหมายกำหนดให้นักรบรับจ้างกลุ่มแวกเนอร์และนักรบอาสากลุ่มอื่นๆ ต้องลงชื่อในเอกสารประกาศสาบานตนว่าจะภักดีต่อรัสเซีย และจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และผู้นำระดับสูง กฎหมายดังกล่าวมีออกมาไม่กี่วันหลังเกิดเหตุเครื่องบินเล็กตกนอกกรุงมอสโกซึ่งมีชื่อของนายเยฟกินี พริโกซิน หัวหน้ากลุ่มแวกเนอร์ อยู่ในกลุ่มผู้อยู่บนเครื่อง 10 คน ซึ่งเสียชีวิตทั้งหมด แม้ทางการรัสเซียยังไม่ยืนยันการเสียชีวิตของพริโกซินเป็นทางการ แต่รัสเซียปฏิเสธแล้วว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังและไม่ได้สั่งลอบสังหารนายพริโกซินตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต

Advertisement

นายกฯ ย้ำ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มีนาคม 2569 นายกฯ ย้ำทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

วันนี้ (วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง จำนวนประมาณ 270–300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วน เหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและข้อกำหนดการเดินทาง

สำหรับประเทศอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก  โดยแม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับ และหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศใดได้โดยตรง จะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด

ต่อกรณีข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม โดยสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ ซึ่งหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. ชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ที่อัปเดตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์

Advertisement

เกาหลีเหนือประกาศส่งอาวุธและกำลังพลไปประชิดเกาหลีใต้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 พฤศจิกายน 2566 โซล – เกาหลีเหนือเผยจะส่งอาวุธใหม่ ๆ และกำลังพลที่แข็งแกร่งขึ้นไปยังชายแดนด้านติดกับเกาหลีใต้ ขณะที่เกาหลีใต้เผยว่า เกาหลีเหนือได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียทำให้ส่งดาวเทียมจารกรรมทางทหารเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ

สำนักข่าวกลางเกาหลีหรือเคซีเอ็นเอ (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือเผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือว่า การที่เกาหลีใต้ระงับข้อตกลงทางทหารบางส่วนที่ทำไว้กับเกาหลีเหนือเมื่อ 5 ปีก่อน และจะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจตราและสอดแนมบริเวณชายแดนโดยทันที ถือเป็นการกระทำที่ไร้ความยั้งคิด ดังนั้นเกาหลีเหนือจะระงับข้อตกลงดังกล่าวทั้งหมดโดยจะไม่ปฏิบัติตามอีกต่อไป และจะเสริมความมั่นคงชายแดนโดยทันที ด้วยการเพิ่มกำลังพลทรงอานุภาพมากขึ้นและยุทโธปกรณ์ประเภทใหม่ ๆ ตามเส้นแบ่งเขตแดนทางทหารที่แบ่ง 2 เกาหลี

ด้านสำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาว่า การปล่อยดาวเทียมมันลียง-อิล (Malligyong-1) ของเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนประสบความสำเร็จ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่า ดาวเทียมทำงานได้จริง ตามที่เกาหลีเหนืออ้างว่า ดาวเทียมได้ส่งภาพถ่ายฐานทัพสหรัฐบนเกาะกวม หน่วยข่าวกรองระบุว่า หลังจากที่นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางไปพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียในเดือนกันยายน เกาหลีเหนือได้ส่งพิมพ์เขียวและข้อมูลการปล่อยดาวเทียม 2 ครั้งแรกที่ล้มเหลวไปในเดือนพฤษภาคมและสิงหาคมไปให้รัสเซีย จากนั้นรัสเซียได้วิเคราะห์และส่งคำแนะนำกลับไปให้เกาหลีเหนือ ทำให้เกาหลีเหนือปล่อยดาวเทียมจารกรรมสำเร็จ

Advertisement

Verified by ExactMetrics