วันที่ 12 มีนาคม 2026

“อนุทิน” กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์

“เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ขออำนวยพรให้สตรีไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย และใจที่เข้มแข็ง มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับเด็กหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นลูกหลานของเรา ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังอันสำคัญของประเทศของเราในอนาคตต่อไป”

Advertisement

ด่วน!มีผลใช้แล้ว..กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 ศปอท. กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า มีผลใช้แล้ว

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

  1. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569
  2. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569

โดยประกาศทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งออกตามอำนาจพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางในการประกาศรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดกลไกในการเพิกถอนรายชื่อเมื่อมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

รองโฆษกฯ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ตัดวงจรบัญชีม้าและกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการประกาศรายชื่อจะครอบคลุมทั้ง บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อมีการประกาศรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวแล้ว สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินมาตรการทันที เช่น ปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรม หรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการนำบัญชีหรือโครงสร้างนิติบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิด

ทั้งนี้ หากภายหลังมีการตรวจสอบและพบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสามารถออกประกาศ เพิกถอนรายชื่อ ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัล การใช้บัญชีม้า และการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของระบบธุรกรรมทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

Advertisement

นายกฯ ลงนามคำสั่งตั้ง “ศบก.” ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบต่อไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 นายกฯ ลงนามคำสั่งตั้ง “ศบก.” ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบต่อไทย รองนายกฯ พิพัฒน์ นั่งเป็นประธานการประชุมนัดแรกในฐานะ ผอ.ศูนย์ฯ ณ ทำเนียบรัฐบาลวันนี้

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

สำหรับองค์ประกอบของ ศบก. กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา โดยมี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รวมทั้ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงแรงงาน ตลอดจน เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมศุลกากร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อบูรณาการการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และกำหนดมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในทุกมิติ

ทั้งนี้ ศบก. มีหน้าที่และอำนาจในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อรัฐบาลในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

ในวันเดียวกัน เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ฯ จะเป็นประธานการประชุมนัดแรก ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์ล่าสุดและกำหนดแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เวลา 18.10 น. จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมของ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ณ ศูนย์ ศบก. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงสถานการณ์และมาตรการของรัฐบาลต่อสาธารณชนต่อไป

Advertisement

รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69 เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเช่นกันในหลาย ๆ เรื่อง ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหารองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอย้ำเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มีนาคม 2569 รมต.สันติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

วันที่ (5 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 2502 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางโดยที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มีการประชุมเร่งด่วน ภายใต้กรอบอำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกดูแลผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต คณะกรรมการฯ ย้ำชัดว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ทั้งสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิในความปลอดภัย และสิทธิในการได้รับการชดเชยความเสียหาย จะต้องได้รับการดูแลในมิติการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว รับผิดชอบกำกับดูแลการให้บริการสายการบินและบริการท่องเที่ยว กรณีเกิดการยกเลิกเที่ยวบินหรือแพ็กเกจทัวร์ แต่หากเกิดกรณีผู้บริโภคได้รับความเสียหายและมีการเรียกร้องค่าเสียหาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการไกล่เกลี่ย ยุติเรื่อง หรือฟ้องร้องและบังคับคดี ตามกฎหมายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เคาะ 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน ดังนี้

  1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย
  2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ ตลอดจนเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฉลากข้าวสารบรรจุถุง หลักฐานการรับเงินซื้อขายถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป เช่น ค่าไฟฟ้าอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาท ต่อหน่วยการใช้
  3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิต การโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฎิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวะการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า
  4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ และบริการการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค
  5. การกำกับดูแลการจำหน่ายทองคำ โดย สคบ. เข้มงวดควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่ การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้าน ราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน คือ การบูรณาการเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยหน่วยงาน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้ทั้ง 6 มาตรการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยให้พิจารณาตามความเหมาะสม

Advertisement

รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ายังมีเพียงพอ

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จะต้องมีอย่างเพียงพอ ร้านค้าผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

“รัฐบาลขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ ย้ำ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มีนาคม 2569 นายกฯ ย้ำทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

วันนี้ (วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง จำนวนประมาณ 270–300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วน เหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและข้อกำหนดการเดินทาง

สำหรับประเทศอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก  โดยแม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับ และหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศใดได้โดยตรง จะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด

ต่อกรณีข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม โดยสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ ซึ่งหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. ชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ที่อัปเดตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์

Advertisement

นายกฯ ประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยกลับประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มีนาคม 2569 นายกฯ เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยในพื้นที่กลับประเทศ สมช. กต. ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงการประชุมฯ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมฯ โดยประเด็นหลักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และมีการตอบโต้โดยฝ่ายอิหร่าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ท่าทีของไทยมีความห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยไทยอยากให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงใยความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคและพื้นที่นั้น

ในส่วนของอิหร่าน มีคนไทยประมาณ 200 กว่าคน ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยมีการติดต่อชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด โดยขอให้ใช้ความระมัดระวังและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะให้มีการเตรียมพร้อมในกรณีมีคนไทยต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน โดยหากจะเดินทางกลับ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยรถยนต์มายังชายแดนตุรกี ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการที่ชายแดนคอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ นอกจากนี้ ได้มีการประสานกับกองทัพอากาศไทยเพื่อเตรียมการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยด้วย

ในส่วนของอิสราเอล มีคนไทยอยู่ประมาณ 65,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังคงควบคุมได้ โดยยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบและแสดงความประสงค์อยากจะเดินทางกลับประเทศ ทั้งนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน โดยทางรัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญต่อแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอย่างดี

สำหรับความกังวลในพื้นที่อื่น ๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะดูไบและอาบูดาบี ซึ่งมีคนไทยอยู่จำนวนมาก โดยขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความจำนงจะเดินทางกลับประมาณ 1,000 กว่าคน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศประสานและอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับทางสนามบินที่โอมาน ซึ่งยังคงมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้ติดต่อคนไทยในพื้นที่ว่าต้องการเดินทางกลับประเทศหรือไม่ รวมถึงในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้เดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุด ซึ่งสนามบินยังเปิดอยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับประเทศ และสำหรับญาติของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หากต้องการสอบถามข้อมูลและติดตามสถานการณ์ ทางกระทรวงการต่างประเทศมีศูนย์ตอบคำถามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อให้ญาติพี่น้องมีความเชื่อมั่นและสบายใจ

ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ภายในประเทศว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าวติดตามเฝ้าระวังสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ โดยยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ จะมีการติดตามตรวจสอบบุคคลเข้า–ออกประเทศไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อย ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์ จะมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลที่อาจบิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ในมิติด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานดูแลประเด็นด้านพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์กำกับติดตามสถานการณ์สินค้าส่งออก โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงบ่าย ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างชาติทุกประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดบริเวณสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ สหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” ครม. รับทราบความคืบหน้า บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง

จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ

– กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

– ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกัน–ปราบปราม 3 ระยะ

– ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง

– กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร

– ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“สีหศักดิ์” ชี้ นานาชาติรู้แล้วว่ากัมพูชาชอบแต่งเรื่อง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” ชี้ผู้นำกัมพูชายังแต่งเรื่องกล่าวหาไทย เดินสายฟ้องเวทีโลก ย้ำไม่อยากโต้ตอบแบบหมัดต่อหมัด แต่ก็จำเป็นต้องชี้แจง จี้เขมรต้องตระหนัก นานาชาติรู้แล้วว่าชอบแต่งเรื่อง พร้อมเผยคุย ผอ.ใหญ่ยูเนสโก ยืนยันไม่อยากให้การปะทะ ทำปราสาทพระวิหารเสียหาย เชื่อยูเนสโกเข้าใจ เตรียมส่งทีมสำรวจความเสียหาย

วันที่ 23 ก.พ. 69 เวลา 16.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ตอนนี้ สิ่งที่ไทยติดตามด้วยความไม่สบายใจ คือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา พยายามพูดในเวทีการประชุมต่างๆ ในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา เช่น การกล่าวหาว่าไทยยึดดินแดน ซึ่งเป็นการแต่งเรื่องขึ้น หากยังมุ่งมั่นฟื้นฟูความสัมพันธ์ เดินหน้าเรื่องการค้าชายแดน แต่ยังกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ ผ่านเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ไทยไม่ต้องการโต้ตอบ แบบหมัดต่อหมัด แต่ก็มีความจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ตอนนี้ ไทยมองไปข้างหน้า ทั้งการหยุดยิง เพื่อทำให้ทุกอย่างสงบ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่หากกัมพูชา ยังใช้วิธีการแบบนี้อยู่ นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่าลำบาก ที่ความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปได้ เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอยืนยันว่าฝ่ายไทย ถ้าทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ก็จะได้เห็นความสัมพันธ์ ทั้งสองประเทศเดินหน้า แต่ปัจจุบัน ยังคงลำบากอยู่ เพราะเขายังใช้วิธีการเดิมๆ อยู่ “ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงโอกาสที่ได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้หยิบยก นำประเด็นที่มีการโจมตีปราสาทพระวิหาร มาหารือกันด้วย ไทยยอมรับว่าเสียใจ และ ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นเลยหากกัมพูชาไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร เป็นที่เก็บอาวุธ เมื่อเกิดสงคราม แล้ว มีการใช้มรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ทางการทหาร จะเกิดความเสียหาย จึงได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งทางยูเนสโก ก็เข้าใจ

“จากที่พูดคุยกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ผมคิดว่าเขาเข้าใจดี ไม่อยากเข้าข้าง อยากรักษาความเป็นกลาง อยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน ซึ่งก็ตรงกับท่าทีของไทย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ยูเนสโก ให้ความสนใจว่า ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายอย่างไร จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วจะเข้าไปฟื้นฟู บูรณะอย่างไร เรื่องการเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการยูเนสโก้ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง และ จะเข้าไปตรวจสอบว่า ได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งคนเข้าไปตรวจสอบความเสียหาย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า การได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ก็จะใช้โอกาสนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ทางฝรั่งเศส ได้ทราบด้วย

ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวมาจากกัมพูชาว่า ไทยเผาป่าไล่ที่ นั้น นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า นี่เป็นสิ่งที่กัมพูชามักทำเสมอ ปล่อยข่าว กล่าวหาให้ไทยเสียภาพลักษณ์ ควรเลิก ที่จะสร้างแรงกดดันให้ไทย ยอมเจารจา แต่จริงๆ แล้วทั้งสองประเทศมีช่องทางในการพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องมากดดันกัน กัมพูชาต้องตระหนักว่า หลายประเทศรู้แล้ว ว่านี่เป็นการสร้างข่าว ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้น กัมพูชาก็ต้องระวังว่าสิ่งที่ทำอยู่จะออกมาในทางลบ และดูเหมือนว่า กัมพูชาเตรียมไว้แล้วทุกอย่าง

Advertisement

Verified by ExactMetrics