วันที่ 19 เมษายน 2026

ธนาคารโลกเตือนหนี้ประเทศยากจนพุ่ง 12% เฉียด $9 แสนล้าน แนะประเทศร่ำรวยยื่นมือช่วย

People Unity News : ธนาคารโลกเตือน หนี้ประเทศยากจนพุ่ง 12% เฉียด $9 แสนล้าน เมื่อปีที่แล้ว

14 ตุลาคม 2564 ประธานธนาคารโลก เดวิด มอลพาสส์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รายงานของธนาคารโลกว่าด้วยตัวเลขหนี้ระหว่างประเทศประจำปี 2022 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางกำลังมีความเสี่ยงในเรื่องหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยยื่นมือเข้าช่วยซึ่งรวมถึงการลดหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้และการเพิ่มความโปร่งใส

นายมอลพาสส์ กล่าวว่า เวลานี้ครึ่งหนึ่งของประเทศยากจนทั่วโลกต่างมีปัญหาหนี้ต่างประเทศ และจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือให้ประเทศเหล่านั้นสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและลดปัญหาความยากจนได้

รายงานของธนาคารโลกเปิดเผยด้วยว่า หนี้ต่างประเทศของประเทศรายได้ต่ำและปานกลางทั่วโลกเพิ่มขึ้น 5.3% ในปี ค.ศ. 2020 เป็น 8.7 ล้านล้านดอลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาค

นายมอลพาสส์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับประเทศยากจนเหล่านั้นถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากโครงการผัดผ่อนหนี้ Debt Service Suspension Initiative (DSSI) ของประเทศกลุ่มจี-20 กำลังจะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้

ที่มา VOA

Advertising

‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% สูงสุดรอบ 28 ปี หวังสกัดเงินเฟ้อ พร้อมส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอีกในการประชุมครั้งหน้า

People Unity News : 16 มิ.ย. 65 ระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ที่ระดับ 1.5-1.75% ในวันพุธ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 28 ปี เพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ในขณะที่ต้องประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ให้เข้าสู่ภาวะถดถอย

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงข่าวหลังการประชุมด้านนโยบายเป็นเวลาสองวันว่า เป้าหมายในการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพื่อดึงระดับเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% ในขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งต่อไป แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นตอนนี้ ก็คือ หลายปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้กำลังมีบทบาทสำคัญขึ้นมา

แม้ว่าเฟดจะฉีดยาแรงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่ในวันพุธ เฟด คาดว่าเงินเฟ้อจะพุ่งแตะระดับ 5.2% ในสิ้นปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 4.3% และจะชะลอตัวสู่ระดับ 2.6% และ 2.2% ในปี 2023 และ 2024 ตามลำดับ

นอกจากนี้ เฟด ยังปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจว่าจะขยายตัวที่ 1.7% ในปีนี้ พร้อมคาดว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นที่ 3.7% ภายในสิ้นปีนี้ และจะปรับเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 4.1% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยราว 0.50-0.75% ในการประชุมครั้งหน้า แต่ไม่คาดหมายว่าระดับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้จะกลายเป็นความปกติ

Advertisement

โลกจับตา “ผู้นำสหรัฐฯ – จีน” พบกันครั้งแรก 6-7 เม.ย.นี้

People unity news online : 6 เมษายน 2560 เว็บไซต์ voathai.com รายงานบทวิเคราะห์โลก ว่า นักวิเคราะห์กล่าวว่า จีนอาจใช้ความสำคัญทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า จีนอาจช่วยให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ตามคำขวัญของทรัมป์ ในระหว่างที่ประธานาธิบดี สี จิน ผิง ของจีน และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะพบกันเป็นครั้งแรกสัปดาห์นี้ ที่สถานตากอากาศของครอบครัวทรัมป์ Mara-a-Logoในรัฐฟลอริด้า

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯออกคำสั่งฝ่ายบริหารสองฉบับ เรียกร้องให้มีการทบทวนเรื่องการขาดดุลการค้า และให้คำมั่นว่าจะตอบโต้ประเทศที่รัฐบาลกรุงวอชิงตันเห็นว่าค้าขายอย่างไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ

แม้จะไม่มีการกล่าวถึงจีนอย่างเฉพาะเจาะจง แต่เป็นที่ทราบดีว่าประธานาธิบดีทรัมป์ตำหนิจีนเรื่องการค้าและค่าเงินหลายครั้งก่อนหน้านี้

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การเยือนสหรัฐฯของประธานาธิบดีจีน อาจช่วยลดทอนความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างสองประเทศ แม้ว่าคงจะไม่สามารถสลายความซับซ้อนในหลายเรื่องที่มีผลกระทบต่อความเป็นมิตรกัน

นักวิเคราะห์การเมืองเอเชีย Ross Feingold กล่าวว่า “เห็นชัดเจนว่าประธานาธิบดีสี จิน ผิง ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ทำงานร่วมกันได้กับประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อที่จะได้พูดคุยกันในเรื่องต่างๆระดับทวิภาคี ซึ่งจะได้ประโยชน์มากหากทั้งคู่มีความเป็นมิตรต่อกัน”

ขณะนี้จีนกำลังติดตามท่าทีของอเมริกาอย่างใกล้ชิด และดูว่าจะสามารถชี้ให้สหรัฐฯเห็นถึงประโยชน์ร่วมกัน เพราะจีนก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามคำขวัญ “Make America Great Again” ของผู้นำสหรัฐฯ

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศจีน เชง จีกวง กล่าวว่า “จีนมีแนวทางกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และนั่นหมายถึงการซื้อสินค้าจากอเมริกาด้วย”

นอกจากนั้น เขากล่าวว่าการลงทุนของชาวจีนในอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์กล่าวว่า จีนน่าจะใช้การพบกันสัปดาห์นี้ของผู้นำสองประเทศเป็นโอกาสออกแถลงการณ์ที่ดูดี เพื่อช่วยปรับบรรยากาศให้เป็นไปในทางบวกสำหรับการทำงานร่วมกันต่อไปจากนี้

อุปสรรคประการหนึ่งคือเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ นิคกี้ เฮลลี่ เคยกล่าวว่าสหรัฐฯต้องการเห็นจีนแข็งขันกับการช่วยนานาชาติกดดันเกาหลีเหนือ

เธอกล่าวว่า “ที่ผ่านมามากกว่า 25 ปี สหรัฐฯได้ยินจีนพูดมาตลอดว่ากังวลกับเกาหลีเหนือ แต่การกระทำของจีนไม่เหมือนกับว่าจีนห่วงในเรื่องนี้ อเมริกาจึงอยากเห็นจีนลงมือทำอย่างจริงจังตามที่ได้แสดงความกังวลไว้” (รายงานโดย Bill Ide / รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียง)

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ voathai.com ก็ได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง “จับตาประเด็นสำคัญและความขัดแย้ง “สหรัฐฯ – จีน” ก่อนหน้า “สี จิน ผิง” เยือนสหรัฐฯ” ว่า สื่อหลายสำนักในสหรัฐฯรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดต้อนรับประธานาธิบดีจีน สี จิน ผิง ในเดือนหน้า ที่บ้านพักตากอากาศของทรัมป์ที่รัฐฟลอริด้า เป็นเวลาสองวันคือวันที่ 6 – 7 เมษายน ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกของผู้นำทั้งสองคนนี้

โฆษกทำเนียบขาว ฌอน สไปเซอร์ กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จะหารือกันในประเด็นที่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมทั้งประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน

ที่ผ่านมา สหรัฐฯมักออกมาเรียกร้องให้จีนช่วยควบคุมท่าทีก้าวร้าวของเกาหลีเหนือ โดยชี้ว่ารัฐบาลปักกิ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของระบอบผู้นำ คิม จอง อึน

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯก็ต่อต้านการที่จีนสร้างสิ่งก่อสร้างบนเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ และได้ส่งเรือลาดตระเวนไปใกล้เกาะแห่งนั้นเป็นประจำ เพื่อแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพของการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว

ทางด้านจีนเองก็ได้แสดงอาการไม่พอใจ เมื่อคราวที่ ปธน.ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งใหม่ๆ และได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากประธานาธิบดีไต้หวันโดยตรง ซึ่งถือว่าขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมายาวนานระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

รวมทั้งการที่ ปธน.ทรัมป์ ตั้งคำถามถึงนโยบายจีนเดียว ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อาจไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างของปักกิ่งที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

ต่อมา ปธน.ทรัมป์ ได้ต่อโทรศัพท์ถึง ปธน.สี จิน ผิง เพื่อให้คำรับรองว่า การยอมรับของสหรัฐฯต่อนโยบายจีนเดียวนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นการปูทางสู่การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนี้

สำหรับในประเด็นด้านเศรษฐกิจ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวหาจีนไว้หลายครั้งระหว่างการหาเสียงว่า จีนคือผู้แทรกแซงค่าเงินหยวนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ส่งออกชาวจีน และยังวิจารณ์ไปถึงการขาดดุลการค้ามหาศาลของสหรัฐฯที่มีต่อจีนด้วย

โดยเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯขาดดุลการค้าต่อจีนเป็นมูลค่าถึง 347,000 ล้านดอลลาร์

ปธน.ทรัมป์ รับปากไว้ว่าจะแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าต่อจีน รวมทั้งจะทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต่างๆของสหรัฐฯ ย้ายกลับมาตั้งโรงงานในอเมริกา แต่นักวิเคราะห์หลายคนยังไม่แน่ใจว่า ปธน.ทรัมป์ จะสามารถทำได้เหมือนที่กล่าวไว้

มาตรการหนึ่งที่ทรัมป์บอกว่าจะนำมาใช้ คือการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทอเมริกันที่มีโรงงานในประเทศจีน แต่มาตรการที่ว่านี้จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐฯเสียก่อน ซึ่งคงไม่ใช่ในเร็ววันนี้แน่นอน

ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ในความเป็นจริง คนอเมริกันจำนวนมากยังต้องการซื้อสินค้าราคาถูกที่ผลิตจากจีนและประเทศอื่นๆ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายหากจะทำให้ประชาชนเหล่านี้ยอมรับการซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น แม้ว่าสินค้านั้นจะผลิตในอเมริกาก็ตาม

ขณะเดียวกัน คำกล่าวของ ปธน.ทรัมป์ ยังก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสองประเทศนี้ได้ในอนาคต (Ken Bredemeier รายงาน / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง)

People unity news online : post 6 เมษายน 2560 เวลา 19.33 น.

คริสติน ลาการ์ด เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงกระทบหนัก หากทรัมป์แทรกแซงเฟด

1 กันยายน 2568 คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวในวันนี้ (1 ก.ย.) ว่า ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่จะปลดเจอโรม พาเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หรือลิซา คุก สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ออกจากตำแหน่ง ถือเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์กล่าวโจมตีเจอโรม พาวเวล อยู่หลายครั้ง จากการที่ประธานเฟดไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย และขู่ว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามปลดลิซา คุก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยกล่าวหาว่าเธอทุจริตด้วยการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

ลาการ์ดกล่าวกับสถานีวิทยุของฝรั่งเศสว่า “หากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ไม่เป็นอิสระอีกต่อไป และต้องพึ่งพาการชี้นำจากคนใดคนหนึ่ง ถึงตอนนั้น ดิฉันเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อดุลยภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และต่อโลก อาจน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

นอกจากนี้ ลาการ์ดยังกล่าวอีกว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (29 ส.ค.) ที่ระบุว่า ภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศใช้นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

Advertisement

นายกฯ ประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลกและระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

Advertisement

Krungthai ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ Soft Landing ตลาดผันผวน แนะลงทุนหุ้นคุณภาพ รับผลตอบแทนที่ดี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 ตุลาคม 2567 Krungthai CIO ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ Soft Landing แนะสะสมหุ้นคุณภาพ รับผลตอบแทนที่ดีในภาวะตลาดผันผวน

Krungthai CIO ชี้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลายตลาดทำสถิติสูงสุดตลอดกาล   ท่ามกลางความผันผวนของตลาด ซึ่งตามสถิติในเดือนกันยายนมีความผันผวนมากที่สุดของปี แนะสะสมหุ้นคุณภาพดีของสหรัฐฯ ราคาน่าสนใจ สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในสภาวะตลาดผันผวน

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office) วิเคราะห์ตลาดและการลงทุนประจำเดือนตุลาคม 2567 โดยยังคงมุมมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอลง แต่ไม่ถดถอย และเดินหน้าไปสู่ภาวะ Soft Landing โดยเงินเฟ้อทั่วโลกมีการทยอยปรับตัวลง กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลก จะเริ่มวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อหยุดการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐ นอกจากนี้ จีนยังประกาศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ที่มีทั้งนโยบายการเงินและการคลัง มองว่าจะช่วยหยุดการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ทำให้เศรษฐกิจจีนในปีนี้เติบโตได้ตามเป้า แต่ในภาคอสังหาฯ ที่มีปัญหามาอย่างยาวนานนั้น อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นมากกว่าปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้รับรู้ข่าวดีต่างๆ ไปบ้างแล้ว โดยปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ระดับ Forward P/E  19.15 เท่า  สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 17.0 เท่า จึงมองว่า Upside การลงทุนเริ่มจำกัด ตลาดจะตัวแกว่งในกรอบ นอกจากนี้ ราคาหุ้นที่ค่อนข้างตึงตัว หากกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวลง อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย และตลาดอาจปรับตัวลงแรง เช่นเดียวกับช่วงต้นเดือนกันยายน ดังนั้น จึงแนะปรับพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อรับผลตอบแทนที่ยั่งยืนในทุกสภาวะตลาด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในสภาวะที่ตลาดโดยรวมอาจจะยังคงตึงตัว มองว่ายังมีโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นไปกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว สร้างแนวโน้มการทำกำไรในหุ้นตัวอื่นๆ ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับราคาที่ไม่ตึงตัวมากเกินไป ทำให้มองว่าการลงทุนที่น่าสนใจช่วงนี้ ควรเข้าสะสมหุ้น Laggard ที่คุณภาพดี เช่น หุ้นเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่เทคฯ ขนาดใหญ่ โดยมีกระแสเงินสดและการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มองว่าตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market  ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว โดยตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงแรงช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การฟื้นตัวยังมี Upside อยู่ ในขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับไม่สูง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ที่มองว่ายังมี Upside ถึงแม้จะปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ดี และเริ่มมีสัญญาณเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยอีกรอบ หลังจากไหลออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า

Advertisement

จีนพบคุณภาพ “อากาศ-น้ำ” ดีขึ้นในปี 2021 ประกาศเดินหน้ากำจัดสภาพอากาศที่เป็นมลพิษหนัก

People Unity News : รายงานฉบับทางการด้านสิ่งแวดล้อมและความสำเร็จของการปกป้องสิ่งแวดล้อมในปี 2021 ของจีน ซึ่งเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการถาวรประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) เพื่อการพิจารณา เมื่อวันจันทร์ (18 เม.ย.) ระบุว่าสภาพแวดล้อมของจีนมีพัฒนาการดีขึ้นในปีที่ผ่านมา

สัดส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศดีของเมืองระดับแคว้นขึ้นไปของจีนในปีก่อนอยู่ที่ร้อยละ 87.5 เพิ่มขึ้น 0.5 จุด เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนความหนาแน่นเฉลี่ยของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม2.5 (PM2.5) อยู่ที่ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงร้อยละ 9.1 เมื่อเทียบปีต่อปี

ขณะเดียวกันสัดส่วนน้ำผิวดินของจีนตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป จากระบบวัดคุณภาพน้ำ 5 ระดับของประเทศ เพิ่มขึ้น 1.5 จุด เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ร้อยละ 84.9 ในปี 2021 ขณะสัดส่วนน้ำผิวดินต่ำกว่าระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด อยู่ที่ร้อยละ 1.2

จีนจะเพิ่มความพยายามกำจัดสภาพอากาศที่เป็นมลพิษหนัก ควบคุมมลพิษจากก๊าซโอโซนและรถบรรทุกดีเซล ปกป้องแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ทางทะเลที่สำคัญอย่างครอบคลุม ตลอดจนทำแผนที่ทางระบายน้ำเสียและควบคุมการปล่อยสารมลพิษในปี 2022

Advertisement

ประชากรโลกแตะหลัก 8,000 ล้านคน!

People Unity News : 16 พฤศจิกายน 2565 สหประชาชาติประเมินว่า ประชากรโลกจะมีจำนวนราว 8,000 ล้านคนในวันอังคารนี้ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาในทวีปแอฟริกามากที่สุด

หนึ่งในประเทศเหล่านั้นคือ ไนจีเรีย ที่ซึ่งทรัพยากรต่างๆค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว โดยปัจจุบันประชากรมากกว่า 15 ล้านคนในกรุงลากอส เมืองหลวงของไนจีเรีย ต้องแย่งชิงกันใช้ทรัพยากรต่างๆ ตั้งแต่ไฟฟ้า น้ำประปา ไปจนถึงระบบขนส่งมวลชน ขณะที่ เด็กนักเรียนไนจีเรียจำนวนมากต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อให้ทันไปโรงเรียนท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักทุกวัน

สหประชาชาติคาดว่า ประชากรไนจีเรียจะเพิ่มขึ้นจาก 216 ล้านคนในปีนี้เป็น 375 ล้านคนในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐฯ

ไนจีเรีย เป็นเพียงหนึ่งใน 8 ประเทศที่ยูเอ็นระบุว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกทั้งหมดระหว่างปี 2022 – 2050 โดยอีก 7 ประเทศ ได้แก่ คองโก เอธิโอเปีย แทนซาเนีย อียิปต์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และอินเดียที่คาดว่าจะแซงจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในปีหน้า

รายงานของยูเอ็นฉบับนี้ยังคาดการณ์ว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,500 ล้านคนภายในปี 2030 และถึง 9,700 ล้านคนภายในปี 2050 ก่อนจะเพิ่มถึง 10,400 ล้านคนภายในปี 2100

รายงานของสหประชาชาติ “Day of 8 Billion” ที่เผยแพร่ในวันอังคาร สำรวจปัญหาในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการเจาะจงถึงปัญหาที่แท้จริงซึ่งมาพร้อมกับหลักไมล์ใหม่ของจำนวนประชากรโลก โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มภัยคุกคามต่อประเทศกำลังพัฒนาที่ล้าหลัง ตั้งแต่การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค การศึกษา การทำงาน และความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

รายงานชี้ว่า “จำนวนประชากรในประเทศแถบทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา คาดว่า จะเพิ่มขึ้นสองเท่าระหว่างปี 2022 – 2050 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรที่มีจำกัด และท้าทายการวางแผนนโยบายเพื่อลดปัญหายากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศเหล่านั้น”

ดร.ศรีนาธ เรดดีย์ ประธานองค์กร Public Health Foundation of India กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรส่งผลให้มีประชาชนมากขึ้นที่ต้องแย่งชิงทรัพยากรน้ำ และทำให้ครอบครัวจำนวนมากขึ้นที่ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร เพิ่มแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม และท้าทายความมั่นคงทางอาหาร

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ภัยคุกคามสำคัญที่สุดต่อสิ่งแวดล้อม คือ การบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่จำนวนประชากรมิได้เพิ่มขึ้นมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนประชากรในหลายประเทศกำลังเพิ่มขึ้น แต่รายงานของยูเอ็นชี้ว่า มีอย่างน้อย 61 ประเทศที่จำนวนประชากรมีอัตราลดลงราว 1%

ข้อมูลของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีจำนวนประชากรราว 333 ล้านคน โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ระดับเพียง 0.1% ซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ (ที่มา: เอพี)

Advertisement

WHO เตือนประชากรโลกเผชิญ ‘มลพิษทางอากาศ’ รุนแรง โดยเฉพาะประเทศรายได้ต่ำ-ปานกลาง

People Unity News : 5 เมษายน 65 เมื่อวันจันทร์ (4 เม.ย.) องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าประชากรโลกเกือบทั้งหมด หรือร้อยละ 99 สูดอากาศที่มีมลพิษเกินระดับที่องค์การอนามัยโลกกำหนด

แม้ปัจจุบันเมืองมากกว่า 6,000 แห่งใน 117 ประเทศจะเฝ้าติดตามคุณภาพอากาศ แต่ประชาชนในเมืองเหล่านั้นยังคงสูดดมอนุภาคขนาดเล็กและก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระดับอันตราย โดยประชาชนในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลางเผชิญผลกระทบดังกล่าวสูงสุด

องค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และใช้มาตรการอันเป็นรูปธรรมอื่นๆ เพื่อลดมลพิษในอากาศ โดย ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ชี้ว่าราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สูง ความมั่นคงทางพลังงาน และการเร่งรับมือความท้าทายจากมลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการก้าวสู่โลกที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลงเร็วขึ้น

อนึ่ง ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะพีเอ็ม2.5 (PM2.5) สามารถแทรกซึมเข้าปอดและกระแสเลือด ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคระบบทางเดินหายใจ ส่วนก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีความเกี่ยวข้องกับโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคหอบหืด

องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่าแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุด้านสิ่งแวดล้อมที่ป้องกันได้สูงเกิน 13 ล้านราย ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจำนวน 7 ล้านราย

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก แนะนำการสร้างระบบและเครือข่ายขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและราคาย่อมเยา ซึ่งเหมาะสมกับคนเดินเท้าและคนขี่จักรยาน การลงทุนด้านที่อยู่อาศัยและโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพทางพลังงาน การจัดการขยะของเสียที่ดีขึ้น การลดการเผาขยะทางการเกษตรและกิจกรรมวนเกษตรบางส่วนอย่างการผลิตถ่านไม้ เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศและสุขภาพ

Advertisement

เตือนจับตาตลาดจีนใกล้ชิด สัญญาณชะลอตัวเศรษฐกิจ ส่งออกไทยไปจีนหดตัว

People unity news online : Krungthai Macro Research จับตาตลาดจีนอย่างใกล้ชิด เหตุมีสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ระบุตัวเลขส่งออกไทยไปจีนชะลอลง หลังสินค้ากลุ่มยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และยานยนต์หดตัวแรง

26 ตุลาคม 2561 ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย ประเมินจากรายงานตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนกันยายน 2561 หดตัวลง 5.2% ต่ำสุดในรอบ 19 เดือน เหตุส่งออกไปจีนหดตัวแรงถึง 14.1% และประเทศกลุ่ม ASEAN-5 ชะลอลงมาก โตเพียง 0.9%

Krungthai Macro Research ชี้จับตาตลาดส่งออกจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง เห็นได้จากตัวเลขสินค้าส่งออกของไทยไปจีนในเดือนกันยายน 2561 หดตัว ทั้งยานยนต์ ยางล้อ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตลาดยานยนต์ของจีนชะลงตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ กล่าวต่อไปว่า จับตาสินค้าสินค้ากลุ่มยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และยานยนต์ เนื่องจากสินค้ากลุ่มยางพารามีสัดส่วนต่อการส่งออกไปจีนถึง 6.1% และยอดส่งออกหดตัวถึง 39.7% สำหรับผลิตภัณฑ์ยางหดตัว 33.9% ขณะที่การส่งออกยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไป ASEAN-5 มีสัดส่วนถึง 13.6% ของยอดส่งออกไป ASEAN-5 ทั้งหมด ล่าสุดหดตัวที่ 12.8% หดตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ผู้ประกอบการที่อยู่ใน supply chain ของอุตสาหกรรมนี้จึงควรติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด

สำหรับสินค้านำเข้าของไทยในเดือนกันยายน 2561 เติบโต 9.9% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่เติบโต 22.8% เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ส่งออกไปจีนจะหดตัวลง แต่สินค้าจีนยังไม่ทะลักเข้าไทยอย่างที่กังวล ไม่ว่าจะเป็นเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปัจจัยภายในประเทศของจีนเอง เช่น การลงทุนที่ลดลง สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และการขอสินเชื่อจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าลดลงอย่างมากในปีนี้  อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ควรประมาท เพราะในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ อัตรากำแพงภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งกับสินค้าจีนจำนวนมากจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 25% ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้สินค้าจีนออกมามากขึ้น

People unity news online : post 28 ตุลาคม 2561 เวลา 08.10 น.

Verified by ExactMetrics